ไอ้พวกเจี๊ยวเล็ก

//www.donjuanclub.com

เวบนี้เฮฮามาก ผมยอมสมัครล็อกอินเวบนี้ เพื่อจะได้เข้าสู่โลกของมนุษย์ซันจิ ดูว่าโลกของพวกเขามีอะไรบ้าง

บอกตามตรง อ่านแล้วฮาแตก เหมือนเห็นเด็กเกรียนมาตั้งคลับอวดกันว่าตัวเองเป็นพวกเชี่ยวชาญการจีบสาว แต่ไอ้ที่มันเหี้ยก็คือ เด็กเกรียนพวกนี้ล้วนอายุยี่สิบอัพแล้วทั้งนั้น


แอบไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงติดใจขนาดนี้ ทั้งๆที่ต่อต้านการกระทำของพวกเขา คิดว่าไม่น่าจะมาจากการที่ตัวเองหาแฟนไม่ได้แน่ๆ แต่อาจจะมาจากการที่เคยผ่านอะไรคล้ายๆอย่างนี้มาก่อน ตอนนี้รู้สึกเหมือนหลุดพ้นมาแล้ว เหมือนก้าวออกมาจากเมทริกซ์​ เฝ้าดูผู้คนเม็ดยาสีน้ำเงินจมอยู่ในห้วงอะไรของพวกเขาต่อไป

จริงๆพวกนี้มีความสามารถ แต่เสือกใช้ไม่ถูกทาง หลายคนหน้าตาดี แต่ไม่รู้ทำไมเลือกเดินทางผิด ถ้าพวกเขาเป็นซิธ ผมก็เป็นเจได ....ไม่ได้จะบอกว่าตัวเองเจ๋งนะครับ แต่อยากจะบอกว่า ทั้งซิธทั้งเจไดล้วนมีความสามารถสูงด้วยกันทั้งนั้น ต่างกันแค่วิธีการเท่านั้นเอง

ซึ่งไอ้วิธีการนี่แหละที่มันจะมีผลไปถึงตอนสุดท้าย ....หวังว่าพวกเขาจะรู้ตัวในเร็ววันว่าหนทางของซิธนั้นสุดท้ายมีแต่ความมืดมิด

==========================
นึกถึงบทความสั้นๆที่เคยเขียนเมื่อนานมาแล้ว :

ในโลกของการจีบหญิง ผู้ชายแบ่งออกเป็นสามประเภท
ประเภทแรก พวกเจี๊ยวปกติ พวกนี้มีความรักแบบธรรมดา เริ่มจากแอบมอง แอบชอบ เข้าไปทักทาย คุยกัน สานสัมพันธ์ไปเรื่อยๆ มีผิดหวังสมหวังบ้างเป็นธรรมดา พวกเจี๊ยวปกติจะเข้าใจว่าในความรักมันมีทั้งสุขทั้งเศร้า แต่ไม่เคยหยุดศรัทธาในความรัก

ประเภทที่สอง พวกเจี๊ยวใหญ่ พวกนี้คือพวกที่มีความเจ๋งอยู่ในตัว รูปหล่อ พ่อรวย หุ่นดี มีรถขับ มีหน้าที่การงานดี มาดเยี่ยม พวกนี้รู้ว่าตัวเองมีดี และเอาความดีนั้นมาอวด ใครเห้นใครก็ร้องอู้หู เพราะของเขาดีจริงๆ

และประเภทสุดท้าย คือพวกเจี๊ยวเล็ก

ไอ้พวกนี้เจี๋ยวมันเล็กมาก จนเกิดเป็นปมด้อย กลัวคนอื่นจะไม่รู้ว่ากูมีเจี๊ยว มันเลยเที่ยวป่าวประกาศความเจี๊ยวเล็กของพวกมันให้ชาวบ้านรับรู้ เพราะมันอิจฉาพวกเจี๊ยวใหญ่ มันกลัวว่ามันจะสู้ไม่ได้ มันเลยเอาขวดชาเขียวยัดกางเกง แล้วไปแอ่นให้สาวๆดู น้องครับ พี่เจี๊ยวใหญ่นะครับ ขอเบอร์หน่อยได้ป่ะ

สาวไหนชอบกินชาเขียวก็อาจจะหลงกลให้เบอร์มันไป แล้วพวกมันก็หลงอยู่ในวังวงมนต์ชาเขียวต่อไป โดยไม่มีทางที่เจี๊ยวจะใหญ่ขึ้นมาได้เลย





 

Create Date : 25 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 25 พฤศจิกายน 2551 0:44:54 น.
Counter : 634 Pageviews.  

ตู...เป็น...ขี้กลาก!?

อ่านจากหัวข้อคงจะคิดว่าผมเป็นคนซกมก ....ไม่ใช่นา! ถึงความเอาใจใส่ด้านความสะอาดของผมจะลดลงมากกว่าเมื่อหลายปีก่อนก็ตาม ...หมายถึงพวก การใส่กางเกงยีนหนึ่งอาทิตย์ค่อยซัก หรือ การไม่ทาครีมบำรุงหน้าก่อนนอนแล้ว เป็นต้น (ด้วยเหตุผลด้านการใช้ชีวิตในแวดวงนักเรียนถาปัด-ข้ออ้าง 555) แต่ผมก็ยังอาบน้ำสระผมแปรงฟันและดูแลความสะอาดอย่างหมดจดเหมือนเดิมนะครับ

แล้วขี้กลากมันขึ้นมาได้ยังไง?? ท้าวความก่อนว่า ผมค้นพบขี้กลากบนหน้าตัวเองก็เมื่อตอนรอรถติดแล้วไม่มีอะไรทำ ก็เลยเอามือลูบหน้าตัวเองเล่นๆ ว่ามันสากและด้านไปถึงขั้นไหนแล้ว พอลูบๆไปถึงตรงจมูก ก็พบไอ้ตัวบุกรุก!




ความรู้สึกมันจะเป็นอะไรสากๆ เหมือนคราบอะไรเกาะอยู่บนหน้าเรา ทำให้ต้องแกะๆเกาๆออกเป็นการใหญ่ พร้อมกับคำถามว่า ...ตูล้างหน้าทุกวันนะ ใช้โฟมล้างหน้าด้วย มันขึ้นมาได้ไงเนี่ย (ดีที่มันไม่เห็นเป็นอะไรขาวๆ เพราะส่องกระจกในห้องน้ำอยู่ทุกวัน ถ้าพบอะไรแปลกปลอมคงสังเกตเห็นและกำจัดไปแล้ว) ก็ลยครุ่นคิด อืมม...อืม....หรือว่า....!? สมมติฐานหนึ่งแว่บเข้ามาในหัว และผมก็ตั้งใจว่า กลับบ้านไปจะทำการทดลอง

ตกเย็นวันนั้น ตอนอาบน้ำ ผมก็อาบไปตามปกติ พอถึงตอนล้างหน้า ด้วยสมมติฐานที่แว่บเข้ามานั้น ผมจึงทำทุกอย่างให้เป้นธรรมชาติที่สุด ให้มันเหมือนกับทุกวันที่เคยผ่านมา บีบโฟม แตะน้ำ ขยี้ๆ แล้วโบ๊ะลงบนหน้า เริ่มถูจากข้างแก้ม วนๆๆๆ ใต้คาง ลูบหน้าผาก แล้วก็ตะหมูก....

แล้วผมก็พบว่า มันเป้นจริงๆด้วยว่ะ!!! 555 คือเวลาล้างหน้าตรงจมูกเนี่ย คิดว่าคงเหมือนกับคนอื่นๆ คือเริ่มถูจากปลายจมูกสองข้าง แล้วไล่ขึ้นไปตามดั้ง....

คำตอบของปริศนาขี้กลากนี้ก็คือ ผมไม่ได้ถูดั้ง! เพราะผมไม่มีดั้ง!!!!


จากรูปจะเห็นว่า ไอ้ตรงที่คนทั่วๆไปเค้ามีดั้งเป้นสันกัน ของผมมันจะหักป๊อกเข้าไปเลย เพราะงั้นเวลาเอานิ้วถู มันจะข้ามไอ้ส่วนที่หักนั้นขึ้นไปหาหน้าผากเลย แล้วผมก็ไม่เคยสังเกตเลยว่าตัวเองไม่ได้ล้างบริเวณดั้งตรงนั้น คือเวลาล้างก็ไม่ได้มานั่งพิถีพิถันถูให้ทุกซอกทุกมุมน่ะครับ ก็ล้างๆพรวดๆไปตามปกติ พอลองเอานิ้วถูตรงที่มันไม่มีจริงๆ พบว่าขัดความรู้สึกพอสมควร ด้วยเหตุว่ามันอยู่ใกล้ๆดวงตา มันจะรู้สึกเหมือนโฟมจะเข้าตาทุกที

ไม่อยากจะโทษชาติกำเนิดตัวเองเลยเนี่ยที่ทำให้เป้นคนไร้ดั้งแบบทุกวันนี้ จริงๆคนอิสานทั่วไปอาจจะมัดั้งโผล่ขึ้นมาบ้าง แต่ผมนึกๆดูแล้วพอจะจำได้ว่าสมัยเด็กๆ เคยหยิบกระป๋องแป้งทรงกระบอก(สมัยนั้นจะทำด้วยโลหะ) มาทำเป็นไมค์แหกปากร้องเพลงบิลลี่โอแกน แล้วพอโซโล่ ผมก็โยนประป๋องแป้ง ฟ้าววววขึ้นไปกลางอากาศ แต่โยนอิท่าไหนไม่ทราบได้ มันหมุนควงติ้วๆแล้วไปกระแทกดังจมูกผมอยากจัง ทิ้งรอยแผลเป็นไว้จนบัดนี้ (ตรงที่มันยุบลงไปนั่นแหละ) สรุปว่าไอ้กระป๋องแป้งนั่นมันหนักพอที่จะทำให้ดั้งเราไม่เติบโตขึ้นมาบ้างเลยรึเนี่ย

อาจจะพอเชื่อมโยงได้ว่า การร้องเพลงบิลลี่ของผมสมัยเด็ก เป็นต้นเหตุให้ขี้กลากมันขึ้นมาเกาะหน้าในวันนี้

เอ๊ะไอ้แบบนี้รึเปล่าที่เค้าเรียกว่าบัตเตอร์ฟลายเอฟเฟคต์? 555




 

Create Date : 18 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 18 พฤศจิกายน 2551 4:23:42 น.
Counter : 3088 Pageviews.  

วาดๆ เขียนๆ

ผมเคยคิดว่าตัวเองวาดภาพไม่เก่งเอาซะเลย ถึงจะเรียนสถาปัตย์มาก็ตาม แต่งานวาดของสถาปัตย์นั้นโดยมากก็เป็นงานแบบ "เอาดูรู้เรื่อง" เป็นหลัก ไม่ใช่เอาสวย ซึ่งเวลาผมไปดูนักวาดภาพพวกการ์ตูน งานออกแบบคาแรคเตอร์เค้าวาดกันแล้ว ผมรู้สึกว่าตัวเองวาดแบบนั้นไม่ได้แฮะ

จนกระทั่งงานล่าสุดจากพี่บอมบ์ที่ทำให้ต้องสลัดความกลัวแล้วหยิบปากกามาเขียนอีกครั้ง ตอนแรกผมร่างภาพในกระดาษ ก็ยังออกมาห่วยๆเหมือนที่เคยเป็น แต่จากนั้นไม่รู้คิดยังไง ผมหยิบเอาเมาส์ปากกาที่ได้มาสักพักนึงแล้วมาลองเล่นดู

จริงๆได้มาหลายเดือนแล้วล่ะครับตัวนี้ เป็นของ WACOM ซึ่งผมยอมรับว่าโง่ และรู้สึกผิดมากที่ไปด่ามันว่าเป็น "เมาส์ปากกาแบบโง่ๆ" มาตั้งนาน เพิ่งจะรู้เมื่อเร็วๆนี้เองว่า มันต้องลง Driver และผมก็เพิ่งจะไปโหลดไดรเวอร์มาลองลงดู

ติดจรวดทันทีครับ โอ้ววว มันยอดมาก ฮ่าๆๆ เออ จริงๆเมาส์ปากกาเรามันไม่ได้ห่วยหรอก ตูนี่ล่ะห่วยเอง พอได้ไดรเวอร์มานี่เทิดทูนมันทันที เขียนใหญ่เลยครับทีนี้ ข้อดีอย่างแรกๆเลยของ Tablet Mouse นี่ผมว่าไม่ใช่เรื่องลบ แก้งานได้ง่าย แต่เป็นเรื่องของการประหยัดต่างหาก ไม่ต้องซื้อสี ไม่ต้องเปลืองกระดาษ วาดเสร็จเซฟลงคอม ทดลองวาดทดลองลงสีได้ไม่อั้นเลย ดีแฮะ แล้วตูไปนั่งสะสมโคปิคทำไมอยู่ตั้งนานฟะเนี่ย -_-" (แท่งละ 120 สิบเอ็ดแท่งก็เกือบๆพันห้าเข้าไปแล้ว มีอยู่เฉพาะสีที่ใช้ลงแบบ Landscape อีกตะหาก)

พี่เซ็ง หัวหน้างานที่ L49 เคยบอกผมว่า จริงๆอย่าไปมัวยึดติดว่าต้องมีเมาส์ปากกาต้องมีคอม ถึงจะสร้างงานได้ดี จริงๆแล้วคนที่ลงสีในคอมเก่งๆนั้นก็มีพื้นแน่นอยู่แล้วทั้งนั้น มันเป็นแค่เครื่องมือ ไม่ใช่ตัวสร้างสรรค์งาน ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้จริงๆ ก็ใจชื้นขึ้นมาหน่อยว่าตูเองก็คงไม่ได้วาดรูปห่วยอย่างที่เคยคิดล่ะมั้ง หุหุหุ


มังกร ...อย่าถามว่ามังกรชาติไหน เป็นมังกรแบบคาราจิโอ้ อันนี้คือภาพแรกที่ลองเขียนเพื่อให้ชินกับตังปากกา


สัตว์ประหลาดพืชกินคน ...ลอกเส้นจากตัวที่เคยวาดไว้ในกระดาษ อันนี้ก็ลองมือเหมือนกัน



งานออกแบบฟิกเกอร์พวงกุญแจจากพี่บอมบ์ ....คอนเซปท์คือ หน้าพอลล่า นมตั๊ก ต้องขอบคุณทศและน้องแหวนด้วยที่ช่วยเริ่มให้ ไม่มีสองท่านนี้ผมคงไม่รู้ว่าตัวเองก็วาดแนวคอมิกได้เหมือนกัน


งานเดิม แต่เปลี่ยนมาเป็นท่านี้ ดูโมเอะๆขึ้นนิดนึง ลองลงสีแบบง่ายๆ คือไม่ต้องเล่นแสงเงาอะไรเลย ผมชอบลงสีแบบนี้นะมันดูลวกๆดี 555 เหมือนเวลาเราเห้นงานในขั้นออกแบบของนักวาดเก่งๆประมาณนั้นล่ะ (ลอกแบบเค้ามา หะหะ) งานนี้สุดท้ายแล้วก็แก้ผ้า...เอ้ย แก้ตรงหน้าอีกนิด และผมก็ได้ลองเล่นแสงเงาโดยใช้ Burn และ Dodge Tool ซึ่งออกมาก็ดูได้ แต่ผมไม่ค่อยชอบเพราะมันดูเหมือนหนังโป๊ทุนต่ำพิกล หะหะ


สีแดงเหมือนกัน แต่เป็นการวาดเล่นๆ อันนี้วาดจากหัวล้วนๆ ไม่ได้ดูแบบอะไรเลย จะเห็นว่าหน้าตาเพี้ยนมากๆ



ลองเขียนเมื่อวาน คราวนี้ตั้งใจจะลองลงสีโดยปรับค่าหัวพู่กันให้มันฟุ้งๆไว้ ผลออกมาคือดูคล้ายสีน้ำ(หรือสีโปสเตอร์) ต่างไปจากที่ผมเคยลงแบบเดิม (ที่จะคล้ายลงด้วยมาร์คเกอร์) ภาพนี้ไม่ได้ดูแบบ แต่ตอนลงสี เอางานออกแบบตัวละครใน final fantasy 12 ของ Akihiko Yoshida มาเป็นแบบ (ซึ่งแบบที่ดูก็เป็นการลงสีแบบหยาบๆเหมือนกันแหละ ชอบความดิบของมันจังแฮะ)



อันนี้เพิ่งวาดวันนี้เอง ดูออกมั้ยครับว่าใคร? น้องปอย ตจราชะนี ตรีชฎา ภาพนี้น่าจะเห็นกันบ่อยๆ (ถ่ายชุดว่ายน้ำ) ดูแบบแล้วลอกมาเลยครับ (แต่ไม่ได้ดราฟท์นะ) ผลออกมาก็เกือบๆจะตรงของจริง ยกเว้นพุงออกมามากไปหน่อย หะหะ

สรุปแล้ว สิ่งที่ได้จากการวาดรูปคือ รู้สึกว่าตัวเองมีสมาธิขึ้นมาก เพราะมันต้องใช้เวลา ปกติผมจะเป็นคนจับจด ทำอะไรนิ่งๆนานๆ ไม่ค่อยได้ (แต่จริงๆวาดรูปนี่ก็ไม่ได้นานมากนะ ไม่ได้มานั่งปราณีตอะไร รูปน้องปอยนี่ก็เขียนแค่ประมาณชั่วโมงครึ่งเท่านั้นเอง) คิดว่าสวยมั้ยครับ อิอิ จากคำพูดของพี่ที่บอกเรื่องเครื่องมือกับฝีมือ เอาเข้าจริงผมก็ไม่ค่อยจะแน่ใจว่าตัวเองมีฝีมือหรือไม่ เพราะผมมันเป็นคนประเภท "พันธุกรรมย้อนกลับ" ซะด้วย คือเป็นพวกทำอะไรสวนทางชาวบ้าน ปกติเค้ายิ่งวาดยิ่งเก่ง ของผมจะยิ่งวาดยิ่งห่วย ตอนทำทีสิสอาจารย์ยังให้คิดย้อนกลับ process กับคนอื่นเลย คือคิดผลลัพธ์ก่อนค่อยตั้งโจทย์ 55 ซึ่งการใช้คอมวาดรูปนี้ผมก็ต้องบอกว่า ตอนใช้มือวาดน่ะห่วยแตกมากๆ อาจจะเป็นเพราะคอมช่วยด้วยมั้งเลยทำให้งานออกมาดูดีหน่อย มันลบแก้ได้โดยไม่ทิ้งร่องรอยไว้นี่เนอะ จะยังไงก็ตามแต่ แต่อย่างน้อยศิลปะมันก็ช่วยเยียวยาจิตใจ และเสริมทักษะได้เหมือนกันแฮะ

สนุกสนานดี อิอิ




 

Create Date : 04 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 4 พฤศจิกายน 2551 2:04:05 น.
Counter : 1830 Pageviews.  

คน ภาษาอังกฤษ การอ่าน และความเบื่อของกูเองครับ

** บล็อกวันนี้มีแต่การบ่น ด่า และอคติส่วนตัวล้วนๆ อ่านแล้วถ้าไม่เห็นด้วย กรุณาเถียงด้วยเหตุผล ถ้าเห็นด้วย กรุณาผสมโรง 555

มีคนบอกว่า ผมเก่งภาษาอังกฤษ
ผมต้องบอกแบบไม่ใช่การถ่อมตนว่า ผมไม่ได้เก่งอังกฤษ ผมแค่ "พอสื่อสารได้" ทั้งๆที่ไม่เคยตั้งใจเรียนวิชาภาษาอังกฤษเลย สมัยม.ปลาย ลงเรียน enconcept ไว้ก็โดดเสียกว่าครึ่ง เรียนอังกฤษในห้องก็แอบอ่านการ์ตูน แต่ถึงกระนั้น คะแนนสอบเอ็นท์ฯวิชาภาษาอังกฤษก็ยังออกมาได้ 73/100 (จริงๆมันควรจะได้ราวๆ 85 ถ้าผมไม่ข้ามส่วนแกรมม่าสิบกว่าข้อไปหมด)

ส่วนหนึ่งมันอาจมาจากพรสวรรค์ ....นี่ไม่ได้จะอวดตัวเอง แต่คนเราทุกคนมันต้องมีความสามารถอะไรสักอย่างติดตัวมาแต่เกิด คิดๆดูแล้วผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือ ไอ้ความถนัดทางตัวหนังสือมันอาจจะมากกว่าคนทั่วไปก็ได้ (ยิ่งคนไทยส่วนมากไม่ค่อยชอบอ่านหนังสืออยู่ด้วย) ภาษาไทยผมก็เขียนถูกแทบทุกคำ และหงุดหงิดมากเวลาเจอผู้หญิงใช้ ค่ะ กับ คะ สลับกันอยู่เรื่อย

ที่บอกว่าหงุดหงิด จนต้องมาเขียนบล็อกวันนี้ เนื่องมาจากเล่นเกม Castlevania : Order of Ecclesia (ภาคล่าสุดของตระกูล Castlevania) แล้วไปเข้าเวบบอร์ดคุยกับคนอื่นๆที่เล่นด้วยกัน แลกเปลี่ยนวิธีผ่านกัน ก็บังเอิญไปเจอความเห็นนึงเขียนถามว่า

"แดรคคูล่าร่างสุดท้ายปราบยังไงครับ สุดท้ายมันใช้ท่าระเบิดฆ่าเราตายตลอดเลย หลบก็ไม่ได้ ติดมาสามวันแล้วครับ"

พอผมเล่นไปถึงตรงนั้น ผมก็เข้าใจ....คือก่อนที่แดรคคูล่ามันจะระเบิดตัวเองเนี่ย มันจะขึ้นบทสนทนาของนางเอกมาว่า "If I use spell 'Dominus'..." แล้วก้ให้เล่นต่อ ซึ่งคนเล่นเกมก็ต้องเดาได้แล้วล่ะว่า ต้องใช้เวทย์โดมินัส (ซึ่งเป็นเวทย์ที่มีบทบาทมาทั้งเกม) ในการปราบมัน

แค่นี้เอง เกมมันบอกมาโต้งๆอยู่แล้ว ติดไปได้ยังไงตั้งสามวัน

มีเพื่อนอีกคนอาการหนักกว่า โทรถามผมว่าเกมนี้ผ่านยังไงๆ ผมก็ไม่เคยเล่น มันก็บอกให้มาช่วยดู พอผมไปลองเล่น ไอ้ตรงที่มันติด มีประโยคเขียนไว้ตัวเบ้ิอเริ่มในหน้าจอว่า

'Press x twice to Double Jump'

ถามเพื่อนว่า ทำไมมึงไม่อ่าน มันเขียนอยู่ชัดๆ เพื่อนบอก ไม่รู้ดิ กูไม่เคยอ่านอะไรในเกมเลย กูไม่เก่งอังกฤษ

คุยกับเพื่อนอีกคนนึง เพื่อนบอก ไอ้หมอนั่นมันไม่ได้โง่...มันควายยยยยๆๆๆๆๆ

เพื่อนคนที่ไม่ยอมอ่านอะไรในเกมเลยเนี่ยแหละ ที่ไปลงเรียนคอร์สภาษาอังกฤษเทอมละสามหมื่นที่สถาบันภาษาชื่อดังแห่งหนึ่ง และบอกว่าจะไปเรียนต่อที่อังกฤษ (มันมีพี่อยู่อังกฤษ)

ผมปรามาสไว้ตรงนี้เลยว่า มึงไม่มีทางไปเรียนต่อได้หรอก ถ้ามึงยังไม่อ่านอะไรก็ตามที่มันอยู่ตรงหน้ามึงเอง
(และถ้ามึงยังอ่านอักษร H ว่า 'เฮ็ด' อยู่ล่ะก็นะ)

นอกจากพรสวรรค์ด้านภาษาแล้ว ผมว่าสาเหตุอีกอย่างที่ทำให้ผมพูดภาษาอังกฤษได้ คือการอ่าน ไม่เฉพาะจากหนังสือ (ผมแทบไม่อ่านหนังสือภาษาอังกฤษเลยด้วยซ้ำ) ก็อาศัยดูจากหนังฟังเพลง ดูหนังแล้วเรื่องไหนชอบก็เปิดซับ eng จากดีวีดี ลองอ่านตาม ออกเสียง ออกสำเนียงตาม ฟังเพลงก็ไปหาเนื้อมา (เรื่องแปลกแต่จริง มีหลายคนที่ร้องเพลงต่างประเทศได้ทั้งเพลงโดยไม่รู้ความหมายเลย ...ผมต้องเชื่อความจริงข้อนี้ก็ตอนที่เพื่อนคนนึงถามว่า เพลง I don't want to miss a thing เนื้อหามันว่าไงวะ กูรู้แต่ว่ามันซึ้งมาก...อืมม เสียงเพลงสื่ออารมณ์ได้จริงแฮะ 55)

และของโปรดผม...เล่นเกมก็อ่านตาม วิธีผ่านมันก็บอกอยู่ในเกมแล้ว กดปุ่มไหนทำอะไร ต้องไปจุดหมายไหนต่อ บางครั้งมันอาจบอกไว้ในบทสนทนา คนที่ไม่รู้คือคนที่คิดว่า "กูฟังไม่รู้เรื่องหรอก" แล้วก็กดข้ามไป พอเล่นจบก็ไปซื้อหนังสือบทสรุปมาอ่านว่าตกลงเนื้อเรื่องมันเป็นยังไง แล้วก็อวดว่าตัวเองเชี่ยวชาญเกมนี้มากมาย

นักเล่นเกมครับ ทุกอย่างที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับเกมนั้น มันบอกอยู่ในเกมหมดแล้ว (ยกเว้นบางเกมห่วยแตกจริงๆ) บทสนทนาที่เค้าใส่มา ลองฟัง ลองอ่าน ลองทำความเข้าใจกับมันดู แล้วคุณจะเข้าถึงอารมณ์มัน ไม่ใช่เล่นๆๆเพียงแค่จบไป งั้นไปเล่นวินนิ่งดีกว่าครับ ไม่ต้องมีเนื้อหา เฮฮากับเพื่อนให้เต็มที่เลย

แต่ถ้าเล่นเกม RPG หรืออะไรที่มันมีเนื้อเรื่อง ก็ดู ก็ฟัง ก็อ่านมันซะ ไม่ต้องมาถามผมว่า ตกลงพระเอกมันเข้ามาทำอะไรบนเกาะวะ?

ไอ้ควาย....

===============================


บอกแล้วว่ามันเป็นอคติส่วนตัวที่ทำให้ผมหงุดหงิดขนาดนี้ ไม่รู้มันเกี่ยวกับนิสัยคนไทยไม่ชอบอ่านหนังสือด้วยรึเปล่า คือมันลามไปถึงการไม่อ่านคู่มือแล้ว บางคนกินยาไม่ดูฉลาก เครื่องใช้ไฟฟ้าไม่อ่านคู่มือ บางคนถึงขนาดทำมาม่าผัดขี้เมาแต่ไม่รินน้ำทิ้งก็มี (เพื่อนผมเอง สุดท้ายพูดเสียงอ่อยๆว่า กูไม่รู้นี่หว่าว่ามันต้องรินน้ำทิ้ง)

ไอ้ควาย ควายๆๆๆๆ

ที่เจอบ่อยอีกอย่างคือ ซื้อ iPod แต่ไม่รู้ว่ามันต้องใช้กับ iTunes แล้วก็มานั่งบ่นทีหลังว่า ไม่เห็นดีเลย ลากเพลงลงเลยก็ไม่ได้ -_-" (แปลว่ามึงซื้อ ipod ตามกระแสใช่มั้ย ไม่ใช่ซื้อเพราะชอบใช่มั้ย)

คือเวลาเราไม่รู้อะไรเนี่ย...โลกนี้มันมีสิ่งที่เรียกว่า "คู่มือ" อยู่ด้วย ถ้าภาษาปะกิตก็เรียก Manual ไอ้สิ่งนี้มันเป็นสิ่งที่บลอกรายละเอียด วิธีใช้ขั้นต้น ขั้นสูง ของอุปกรณต่างๆมาด้วย วันก่อนผมก็เปลี่ยนยางรถเองเป็นครั้งแรกโดยไม่เคยทำมาก่อน (และไม่มีใครสอน) โดยการเปิดคู่มือที่อยู่ในรถ ก็รู้แล้วว่าแม่แรงอยู่ตรงไหน ต้องมายกตรงไหน ต้องถอดน็อตตัวไหนก่อน บลาบลาบลา

ไม่ได้จะอวดว่าตัวเองเก่ง...แต่อยากจะอวดว่า หลายคนหวังพึ่งคนอื่นมากไป แทนที่จะพึ่งตัวเองก่อน การพึ่งตัวเอง หมายความว่า ลองจับ ลองดู ลองสำรวจ ลองคิด ลองค้นหาด้วยตนเองก่อน ถ้าไม่เจอ ไม่ได้จริงๆค่อยเรียกคนอื่น ที่เจอมาคือคนที่ยังไม่ทันจะจับเลยก็หันมาถามแล้ว ไอ้นี่ทำไง ไอ้นั่นแก้ยังไง บลาบลาบลา

เฮ้อ! (เหนื่อยละ ขอบคุณที่ทนอ่าน อิอิ)




 

Create Date : 26 ตุลาคม 2551    
Last Update : 26 ตุลาคม 2551 23:48:07 น.
Counter : 407 Pageviews.  

วุ้นอีกแล้ว

คราวนี้เป็นวุ้นองุ่น



ที่เป็นแบบนี้ เพราะเอาวุ้นไปเทใส่ถาดทำน้ำแข็ง แล้วหย่อนองุ่นลูกเล็กๆลงไป
(ซื้อมาจากสวนลุงไกร องุ่นไม่มีเมล็ด)



มีคนบอกว่า....เหมือนไข่กบเลยว่ะ 5555 (แต่อร่อยนะเอ้อ สาบาน....วุ้นเรานะไม่ใช่ไข่กบ)



===========================
ครั้งต่อไปเราจะทำแพนนาค็อตต้า ฮ่าๆๆๆๆๆ




 

Create Date : 05 กันยายน 2551    
Last Update : 5 กันยายน 2551 1:13:43 น.
Counter : 1607 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

CARAGIO
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




คนโง่ย่อมเป็นเหยื่อของคนฉลาด
คนฉลาดตกเป็นทาสของคนแกล้งโง่
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add CARAGIO's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.