ฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 4 (Amenhotep IV) กษัตริย์ผู้พลิกประวัติศาสตร์

ฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 4 (Amenhotep IV) หรือ อัคเคนาเตน (Akhenaten) ก่อนจะเล่าถึงพระราชประวัติของอัคเคนาเตน ผมขอย้อนไปเล่าถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนรัชสมัยของอัคเคนาเตน ตลอดจนบรรพบุรุษของอัคเคนาเตนด้วยนะครับ ในยุคหลังรัชสมัยของธุตโมซิสที่ 3 (นโปเลียนแห่งอียิปต์) ประเทศอยู่ภายใต้การปกครองของ ฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 2, ฟาโรห์ธุตโมซิสที่ 4 และฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 3 ลองสังเกตุดูนะครับพระนามของฟาโรห์ในแต่ละรัชสมัยนอกจากจะตั้งตามบรรพบุรุษ แล้วยังถือว่าเป็นการตั้งชื่อเพื่อแสดงถึงความเคารพแด่เทพเจ้าอีกด้วย เช่น "ธุตโมซิส" แปลว่า "ธ็อธได้เกิดแล้ว" เพื่อเป็นเกียรติแก่เทพเจ้าธ็อธ เทพเจ้าแห่งตัวอักษร เป็นต้น

อียิปต์โบราณนอกจาก ธีบส์ แล้ว เมืองหลวงอีกแห่งหนึ่งจะตั้งอยู่ที่เมืองเมมฟิสครับ โดยถ้าจะเปรียบเทียบแล้ว เมมฟิส ก็คือศูนย์กลางของการบริหารประเทศ ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศ บนจุดที่แม่น้ำไนล์แตกออกตรงสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์ ปัจจุบันโบราณสถานที่เมมฟิสค่อนข้างเหลืออยู่น้อย เพราะเนื่องจากที่ตั้งอยู่บนที่ลุ่มปากแม่น้ำทำให้น้ำท่วมบ่อยครั้ง บ้านเมืองในยุคนั้นก็สร้างจากอิฐตากแห้ง พอน้ำท่วมแน่นอนครับอิฐก็แปลสภาพไปเป็นโคลนตามเดิม น่าคิดว่าสมัยนั้นเมมฟิสคงจะเป็นอีกเมืองหลวงหนึ่งที่แออัด และวุ่นวายที่สุดในโลกอีกเมืองหนึ่ง ปัจจุบันมีซากเหลืออยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้นครับ ต่างจากธีบส์ที่เป็นเมืองแห่งสิ่งปลูกสร้างอย่างแท้จริง อย่างสถานที่สำคัญๆที่ยังเหลืออยู่ให้เห็นในปัจจุบันส่วนมากก็จะตั้งอยู่ที่ธีบส์นะครับ ซึ่งวิหารสำคัญสร้างสำหรับสรรเสริญเทพเจ้า และเพื่อฟาโรห์ได้ทำพิธีสรรเสริญต่อพระเจ้า ตลอดจนพิธีกรรมสำคัญต่างๆ

ในยุคของฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 3 เมมฟิส และ ธีบส์ รุ่งเรืองไม่น้อยไปกว่ายุคใดๆ มีหลักฐานจารึกบนหินที่สลักเป็นรูปร่างเหมือนแมลงสแครบ (หน้าตาคล้ายๆ แมลงเต่าทอง) ถ้าใครเคยดูหนังเดอะ มัมมี่ น่าจะพอนึกออกนะครับแมลงปีกแข็งๆ ตัวสีดำๆ นะครับ ชาวอียิปต์โบราณเชื่อว่าแมลงนี้แสดงถึงความโชคดีครับ ซึ่งจารึกนั้นไปบอกว่า ...ราชินีของเรา พระนางไทเย บิดาของนางชื่อ ยูยา มาดาของนางชื่อ ตูยา นางเป็นราชินีแห่งกษัตริย์ผู้ทรงอำนาจ...ไม่ต้องอาศัยนักประวัติศาตร์ถ้าเราได้อ่านคำจารึกที่ค้นพบนี้ก็เป็นที่ทราบกันครับว่า พระนางไทเย เป็นสามัญชน แถมยังได้เป็นถึงพระราชินีแห่งฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 3 อีกด้วย

ไทเยให้กำเนิดพระโอรสและพระธิดาถึง 6 พระองค์ เป็นพระโอรส 2 พระองค์ และพระธิดา 4 พระองค์ ตามหลักฐานที่พบพระโอรสองค์โตตั้งพระนามตามบรรพบุรุษว่า ธุตโมซิส แต่ประวัติจะค่อนข้างมีน้อยนะครับ เท่าที่ผมอ่านเจอจะทราบเพียงว่าพระโอรสองค์นี้ อเมนโฮเทปที่ 3 ได้แต่งตั้งให้เป็นหัวหน้านักบวชในเมืองเมมฟิส และสิ้นพระชนม์ด้วยวัยพรรษาที่ไม่มากนัก สร้างความเศร้าโศกให้ฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 3 เป็นอย่างมาก เพราะดูเหมือนกับว่าฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 3 จะประสงค์ให้พระโอรสพระองค์นี้ขึ้นครองราชย์ แต่ลืมนึกไปหรือเปล่าว่าพระองค์มีพระโอรสอีกหนึ่งองค์ที่ชื่อฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 4 หลักฐานที่กล่าวถึงฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 4 ในช่วงยุคสมัยของฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 3 นั้นมีน้อยมาก พูดง่ายๆ คือดูเหมือนกับว่าฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 3 ไม่ได้ทรงรักเจ้าชายอเมนโฮเทปที่ 4 เท่าใดนัก มีแต่ผู้เป็นแม่ที่ถึงอย่างใดก็รักลูกเสมอ ฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 3 ทรงประชวร ในระหว่างนี้พระนางไทเย จึงจำเป็นต้องตัดสินใจบางอย่าง พระนางได้ทรงเลือกให้อเมนโฮเทปที่ 4 ขึ้นสำเร็จราชการร่วมกับพระบิดา จวบจนฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 3 ได้สิ้นพระชนม์ในเวลาต่อมา

สิ้นยุคของฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 3 เรื่องราวต่างๆ ที่จะได้จารึกไว้บนฝาผนังวิหาร และกระดาษปาปิรุส ในช่วงรัชสมัยของฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 3 มีอยู่มากมาย ที่สำคัญจารึกส่วนมากจะอยู่ที่เมืองธีบส์ซึ่งฝนตกน้อยกว่าเมืองเมมฟิส ความชื้นก็น้อยกว่า ทำให้ร่องรอยอารยธรรมยังหลงเหลือให้นักประวัติศาสตร์ได้ค้นพบ แปล และตีพิมพ์ไว้ โชคดีสำหรับผู้สนใจรุ่นหลังอย่างผมจริงๆ เลยครับ

รัชสมัยของฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 4 (อัคเคนาเตน)

ร่องรอยจารึก รูปแกะสลักต่างๆ ในยุคของฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 4 (อัคเคนาเตน) มีรูปทรงที่แปลกตาไปจากยุคก่อนและหลังโดยสิ้นเชิง เพราะรูปทรงพระพักต์จะดูยาวๆ และรูปทรงที่เน้นชีวิตชีวามากขึ้น มีรูปสลักที่แสดงให้เห็นถึงอาริยบถต่างๆ ในชีวิตประจำวันของพระองค์ ซึ่งอียิปต์ไม่เคยมีมาก่อนนะครับ จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ทำให้ผมสนใจประวัติอัคเคนาเตนไม่น้อยเลยทีเดียวครับ พระองค์เป็นพระบิดาของฟาโรห์ตุตันคาเมน ฟาโรห์ที่ใครๆ ต่างรู้จักกันดี

ฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 4 เป็นโอรสองค์สุดท้ายของอเมนโฮเทปที่ 3 กับพระนางไทเย ขึ้นปกครองอียิปต์ในช่วง 1,340 ปีก่อนคริสตกาล อภิเษกสมรสกับ เนเฟอร์ติตี แปลว่า "การมาของคนสวย" หญิงรูปงามที่เป็นสัญลักษณ์ของอียิปต์กิตติศัพท์ความเลอโฉมของพระนางเนเฟอร์ติตี เลื่องลื่อมาจวบจนปัจจุบัน ดูได้จากรูปปั้นครึ่งตัวที่ค้นพบ

อียิปต์โบราณปกติแล้วฟาโรห์จะต้องทำหน้าที่สนับสนุนนักบวช เพื่อทำพิธีสรรเสริญต่อพระเจ้า ฟาโรห์จะสวมหมวกสีขาวของอียิปต์บน และหมวกสีแดงของอียิปต์ล่างเพื่อยืนยันการปกครองเหนือดินแดนทั้งสอง แต่อเมนโฮเทปที่ 4 ไม่ได้จัดพิธีปกติที่เคยมีมา ไม่มีรูปปั้นเทพเจ้าใดๆ ที่ชาวอียิปต์คุ้นเคยมาเป็นพันปีก่อนหน้า

ปีที่ 5 ในรัชสมัยของอเมนโฮเทปที่ 4 พระองค์ได้เปลี่ยนพระนามเป็น อัคเคนาเตน แปลว่า เพื่อประโยชน์ของเทพอาเตน ถือเป็นการยืนยันที่แน่ชัดเลยครับว่าอเมนโฮเทปที่ 4 ขอเคารพเทพเจ้าเพียงองค์เดียว คือ เทพอาเตน (ดวงอาทิตย์) แน่นอนครับว่าการจัดสินใจของพระองค์ครั้งนี้ต้องสร้างความไม่พอใจให้กับเหล่าบรรดานักบวชแน่นอน และยิ่งความเชื่อที่มีมานานเป็นร้อยเป็นพันปี แล้ววันหนึ่งอเมนโฮเทปที่ 4 ก็มาเปลี่ยนแปลง บอกกับทุกคนว่าอย่าไปเชื่อ ให้เชื่อและศรัทธาแด่เทพอาเตนเพียงองค์เดียว ผมว่ามันไม่ง่ายเลยนะครับสำหรับยุคนั้น

และในช่วงหลังจากนั้นไม่นานอัคเคนาเตน ก็ได้ประกาศว่าจะย้ายเมืองหลวงไปที่  อาร์มาน่า (Amarna) หลายคนคิดว่าอัคเคนาเตน บ้าไปแล้ว เมืองธีบส์ที่เจริญรุ่งเรืองมีทุกสิ่งอย่าง แล้วพระองค์จะย้ายไปยังทะเลทรายอันแห้งแล้งทำไมกัน เมืองอามาร์น่า หรือปัจจุบันคือ เทล เอล อามาร์น่า มีเพียงทะเลทราย ไร้ผู้คนอาศัยอยู่ แต่อเมนโฮเทปที่ 4 กล่าวว่าที่นี่เป็นดินแดนอันบริสุทธิ์ และยังไม่มีมลทิน เหมาะแก่การสร้างเมืองเพื่อบูชาเทพอาเตน วิหารต่างๆ ที่สร้างขึ้นจึงไม่มีหลังคา เปิดโล่ง เพื่อให้พระอาทิตย์ส่องลงมา เหมาะในการทำพิธีบูชาเทพอาเตน อัคเคนาเตน สร้างเมืองอามาร์น่าในฝันจนสำเร็จ จากจารึกต่างๆ ที่พบอัคเคนาเตน ดูมีความสุขมากกับที่นี่ พระองค์มีพระราชินีที่เลอโฉมเคียงข้างกายเสมอ อัคเคนาเตน และพระนางเนเฟอร์ติตี มีพระธิดาองค์หนึ่งที่ปรากฏคือ "อังเคเซนาเมน" และพระโอรสที่เกิดจากพระชายาอีกองค์คือ "ตุตันคาเมน"

อัคเคนาเตน ครองราชย์ถึงปีที่ 17 ก็สิ้นพระชนม์ เป็นโอกาสให้ผู้ที่คิดต่าง และไม่เห็นด้วยกับความคิดของออัคเคนาเตน แต่แรกได้โอกาสเปลี่ยนธรรมเนียมปฏิบัติไปเป็นแบบเดิม ปล่อยให้ความฝัน การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ตายไปพร้อมกับอัคเคนาเตน ร่อยรอยต่างๆ ที่เมืองอามาร์น่าก็แทบไม่มีเหลือให้เห็นอีกเลย ปัจจุบันมีเพียงรากฐานของเมืองเท่านั้น ดูเหมือนว่ามีคนจงใจจะล้างทุกอย่างเกี่ยวกับอัคเคนาเตน ออกไปจนหมดสิ้น ส่วนพระนางเนเฟอร์ติตี จะเป็นอย่างไรหลังจากนั้นก็ไม่มีหลักฐานจารึกไว้เช่นกัน ดูเหมือนพระนางจะหายไปจากประวัติศาสตร์ยุคนั้นอย่างไร้ร่องรอย...

แหมวันนี้มาซะยาวเลยนะครับ คงไม่เบื่อที่จะอ่านนะครับ พดดีมีเวลาเขียนเลยเล่าซะยาวเลย ประวัติน่าสนใจไม่น้อยเลยครับสำหรับอัคเคนาเตน ไว้คราวหน้าถึงคิวของ ฟาโรห์ตุตันคาเมน แล้วละครับ ขอเวลาไปรวบรวมข้อมูลแล้วจะกลับมาเขียนให้อ่านกันเพลินๆ นะครับ

Perzius 13/7/2013




Create Date : 13 กรกฎาคม 2556
Last Update : 13 กรกฎาคม 2556 17:01:25 น.
Counter : 4840 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

perzius
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]



ใครจะนึกครับว่า Web Designer อย่างผมจะมีอีกมุมของผู้ที่หลงไหลในเรื่องราวของประวัติศาสตร์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะประวัติศาสตร์อียิปต์