Group Blog
 
All blogs
 

ต้องการพ้นจากทุกข์ แต่ไม่หาเหตุที่จะพ้นจากทุกข์

ทุกข์เป็นของควรกำหนด สมุทัยต่างหากเป็นของควรละ ทุกข์ยังไงๆ ก็ละไม่ได้ มันต้องเป็นอยู่อย่างนั้น ถึงพระองค์ละแล้วก็ยังมีประจำอยู่อย่างนั้นจึงเป็นของควรกำหนด คำว่าควรกำหนดนั้นเป็นของสำคัญที่สุด ของอะไรที่ควรกำหนดให้กำหนดอยู่ตลอดเวลา สมุทัยต่างหากที่เป็นของควรละ ของควรละซึ่งไม่ให้มันติดเหลืออยู่ในใจ พยายามทำให้ละ ละได้แล้วอย่าไปเข้าใจว่าแล้ว มันของแล้วไม่เป็น ละได้ชั่วครู่ชั่วขณะ คือรู้เท่ารู้เรื่องของมันนั้นเองที่เป็นเหตุให้ทุกข์ พูดสองอย่างเป็นพอ เรื่องทุกข์เป็นของควรกำหนด สมุทัยเป็นของควรละเท่านั้นก็พอแล้ว นิโรธและมรรคไม่ต้องพูดถึง ถ้าละถูกทางแล้วมันเป็นมรรคแล้ว เป็นนิโรธแล้วท่านจึงว่ามีปริวรรต ๓ อาการ ๑๒ ทำจิตในขณะเดียวกันไม่ต้องทำไปทีละอย่าง ไม่ต้องทำไปทีละอัน อันเดียวกันนั้นแหละ สัมมาทิฏฐิตัวเดียวเท่านั้นลงหมด

วันนี้นำทางพ้นทุกข์จากพระธรรมเทศนาหลวงปู่เทสก์ เทสรังสีมาฝากครับ

พวกเราทั้งหลายเป็นผู้ถูกความทุกข์หยั่งเอาแล้วเป็นผู้มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้าแล้ว ทำไฉน การทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ จะพึงปรากฎชัดแก่เราได้...?

เมื่อทุกข์เกิดขึ้นมาเฉพาะตัวของเราก็อยากจะพ้นจากทุกข์อย่างเดียว ดิ้นรนกระเสือกกระสนหาอุบายที่จะพ้นจากทุกข์ มันพ้นไม่ได้หรอก คนเราเกิดขึ้นมาทุกคนใครจะพ้นจากทุกข์ในโลกอันนี้ไม่มี ถึงพระพุทธเจ้าเองหรือสาวกทั้งปวงก็เหมือนกัน วิบากขันธ์ยังอยู่ตราบใดไม่พ้นทุกข์ตราบนั้น ที่ท่านพ้นจากทุกข์เพราะท่านรู้เรื่องรู้เหตุของทุกข์นั้นต่างหาก แต่ถึงขนาดนั้นกองทุกข์ก็ยังมีอยู่ร่ำไป ทุกข์เพราะขันธ์ห้า เมื่อขันธ์ห้านี้ยังมีอยู่ตราบใดแล้วก็ไม่พ้นจากทุกข์ตราบนั้น ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายล้วนเป็นแต่กองทุกข์ ท่านพ้นจากเกิด แก่ เจ็บ ตาย เพราะปัญญาของท่านเฉียบแหลมเฉลียวฉลาดรู้เท่าของเรื่องขันธ์ห้าๆ เป็นของติดตามอยู่ตราบใดแล้ว กองทุกข์ก็ยังไม่พ้นอยู่ตราบนั้น ท่านพิจารณาเห็นเหตุแห่งกองทุกข์เกิดจากขันธ์ห้า ทุกข์ทั้งหลายหมดในโลกนี้ ถ้ามีขันธ์ห้าตราบใดแล้ว มันต้องทุกข์อยู่ตราบนั้น เราเป็นปุถุชนคนธรรมดาสามัญต้องการพ้นจากทุกข์คือต้องการผล ไม่ต้องการเหตุ เหตุให้เกิดทุกข์คือความทะเยอทะยานดิ้นรนได้แก่ตัณหาอย่างทุกวันนี้แหละ ขอให้คิดดูว่าความหนาวเกิดจากอะไร ความหนาวที่สัมผัสถูกต้องร่างกาย ความเยือกเย็นกระทบกระเทือนร่างกายเป็นเหตุให้เราเดือดร้อนทนทุกข์ทรมานอยู่เดี๋ยวนี้ ใครจะพ้นจากทุกข์ได้ ความอยู่ไม่สุขสบายนั้นเรียกว่าทุกข์ ความทุกข์นั้นทุกคนก็พากันดิ้นรนอยากจะพ้นจากทุกข์ เช่นหาผ้าห่มมานุ่งมาห่ม หาเครื่องอบอุ่นมาบำรุงบำเรอเพื่อให้พ้นจากทุกข์ มันพ้นที่ไหนเล่า ผ้าไม่ใช่มันเกิดเอง ไม่ใช่ของทิพย์ มันต้องหาเงินหาทองมาซื้อ คนที่มีเงินมีทองซื้อก็เข้าใจว่าได้ง่ายสบาย คนไม่มีเงินไม่มีทอง หาเงินกว่าจะได้ก็ลำบากตรากตรำพอแรงแล้ว ขณะที่หาเงินนั้นฝ่าอุปสรรคขัดข้องหลายอย่างหลายประการ ซื้อมาแล้วมานุ่งมาห่มปกป้องความเย็นความร้อน แล้วความเย็นความหนาวอันนั้นมันหายไปไหนเล่า มันก็ยังอยู่อย่างนั้นแหละ แต่ว่าพออบอุ่นไปได้ชั่วครู่ชั่วขณะหนึ่ง ไม่มีใครหายได้สักคนเดียว หาผ้ามาเท่าไรก็หามาเถอะ อาตมาเคยถูกหนาวมาแล้วห่มผ้า ๔-๕ ผืนก็ห่มไปเถิดไม่อุ่นหรอก ต้องนอนผิงไฟ นอนผิงไฟก็ยังไม่อุ่นอยู่นั่นแหละ อันที่ว่าป้องกันความเย็นความหนาวนั้นป้องกันไม่ได้หรอก หากไม่หมดฤดูกาลของมันๆ ก็ยังหนาวเย็นอยู่อย่างนั้นตลอดไป แต่คราวนี้พอหนาวหมดฤดูกาลของมันแล้วก็ไปหาร้อน ความร้อนนั้นทำยังไงๆ มันก็ไม่หายอีกเหมือนกัน อาบน้ำก็แล้วพัดลมก็แล้ว ตากอากาศก็แล้ว มันก็ยังร้อนอยู่นั่นแหละ หาเครื่องทำให้มันเย็นเอาพัดลมมาเป่ามันก็ยังร้อนอยู่อย่างนั้นร่ำไป ที่พูดนี้ว่าแต่ เย็นกับร้อนเป็นทุกข์ คราวนี้ อย่างแก่ อย่างเจ็บ อย่างป่วยอาพาธด้วยประการต่างๆ ก็เป็นทุกข์อีก ถ้ามีเงินมีทองก็ค่อยยังชั่วหน่อย พอแก้ไขบำบัดให้บรรเทาไป ไม่ใช่หายนะ บรรเทานะชั่วระยะหนึ่งเท่านั้นแหละ ในชั่วชีวิตนี้จะเจ็บป่วยอยู่อย่างนั้นนับไม่ถ้วน หายไปแล้วเจ็บมาอีก หายอย่างนี้ก็ไปเจ็บป่วยด้วยโรคอื่นต่อไปอีกไม่มีที่สิ้นสุด หมดเงินเปลืองทองไปมากมาย ความเจ็บป่วยนี้เรียกว่าเป็นบางครั้งบางคราว ความเฒ่าทำยังไงๆ ก็ไม่หาย แม้แต่หมอเองก็แก่ก็เฒ่า หมอเองก็แก่ชรา ความแก่ความเฒ่าความชำรุดทรุดโทรมไม่มีใครทำให้หายได้สักคนเดียว ผลที่สุดคือความตาย ต้องตายด้วยกันทั้งนั้น ต่างแต่ว่าตายก่อนหรือตายหลัง นี่คือความทุกข์อีกเหมือนกัน ทุกข์เพราะหิวกระหายประจำวัน วันหนึ่งๆ นั้น รับประทานตั้ง ๒-๓ มื้อ หิวกระหายอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา พอหายจากรับประทานในวันหนึ่งๆ ในมื้อหนึ่งๆ เข้าใจว่าอิ่มหนำสำราญอยู่เป็นสุข คิดดูว่ากว่าจะได้รับประทานวันหนึ่งมิใช่ของง่ายๆ เพราะมิใช่ของเกิดเองเป็นเองต้องหาเงินหาทองมาซื้อมาแลกเปลี่ยนถึงจะได้รับประทาน ทุกข์นี้เราไม่ค่อยจะคิดถึงยิ่งเป็นแม่ครัวด้วยแล้วโอ้โฮยบางทีทำอาหารมากๆ จนเหนื่อยไม่อยากรับประทานด้วยซ้ำ แต่ด้วยเหตุจำเป็นมันต้องทำ นี้ก็เป็นทุกข์อันหนึ่งเหมือนกัน

อธิบายเรื่องทุกข์ทั้งหลายเหล่านี้เพียงเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น เรานอนมากก็เป็นทุกข์ ยืนมากก็เป็นทุกข์ เรานอนเข้าใจว่าได้ความสุขสบาย แท้ที่จริงบำบัดทุกข์เท่านั้นแหละ บำบัดนั้นหมายความว่าให้มันหายไปชั่วคราวในเมื่อนอนครั้งแรก บางทีนอนหลับๆ มันก็พลิกตัวไปเพราะเหตุที่มันเหน็ดเหนื่อย ความทุกข์ทั้งหลายเหล่านี้นั้นคนเราต้องการอยากจะพ้นจากทุกข์ฝ่ายเดียวไม่เหมือนพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญบารมีมากมายถึงแม้ในปัจฉิมชาติ เมื่อเป็นสิทธัตถะราชกุมารก็อุตส่าห์บำเพ็ญเพื่อความพ้นจากทุกข์ ทำทุกรกริยาอยู่ถึง ๖ พรรษา กว่าพระองค์จะได้ตรัสรู้ถึงเหตุของมัน พอพระองค์รู้เรื่องเหตุของทุกข์คือความทะเยอทะยานอยาก ก็เลยเอามาประกาศแก่พุทธบริษัท ความทะเยอทะยานอยากเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ยิ่งทะเยอทะยานเท่าไหร่ยิ่งทุกข์มากเท่านั้น เปรียบเหมือนกับเชือกรัดขาหมู ธรรมดาเขาผูกหมูต้องเอาเชือกผูกขา หมูมันก็ดิ้นรนใหญ่เชือกก็รัดจนหนังขาด เนื้อขาด เอ็นขาด จนกระทั่งถึงกระดูกนั่นแหละเพราะความดิ้นรน ตัวไหนถ้ามันไม่ดิ้นรนเลยคือนอนสบายเสียมันก็ไม่เจ็บขา แต่เขาผูกหมูไว้เพื่ออะไร ผูกไว้เพื่อฆ่ากิน คือนอนท่าความตายนั่นเอง คนเราถ้าดิ้นรนเท่าไหร่ก็ยิ่งรัดเข้ายิ่งเดือดร้อนมากเข้า ถ้าไม่ดิ้นรนแล้วคราวนี้นอนท่าความตายก็ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่ง ไม่มีอะไรเป็นสรณะคอยแต่วันตายเท่านั้น พระพุทธองค์เมื่อครั้งยังเป็นพระสิทธัตถะราชกุมาร พระองค์ดิ้นรนจนกระทั่งรอดตาย พระองค์ทรงบำเพ็ญทุกรกริยาอยู่ถึง ๖ พรรษาจนคนทั้งหลายเข้าใจว่าพระองค์ตายแล้ว จึงประสบหนทางพ้นจากทุกข์ ซึ่งได้แก่การพิจารณาเห็นเหตุ คือตัวสมุทัย เรื่องความทุกข์ต่างๆ พระองค์ไม่แก้หรอก พระองค์แก้เหตุของทุกข์ต่างหาก ที่จริงพระองค์สอนพวกเรา แต่สอนเท่าไรพวกเราก็ไม่เข้าใจ สอนพวกเราให้เห็นทุกข์และเหตุของทุกข์ เราก็อยากพ้นจากทุกข์อย่างเดียว ไม่เข้าถึงเรื่องเหตุของมัน จึงต้องทนทุกข์เวทนาอย่างนี้ เพราะฉะนั้นทุกๆ คนขอให้พากันพิจารณาถึงเรื่องทุกข์ คนใดถ้าไม่เอาทุกข์มาเป็นอารมณ์ไม่มีทางที่จะพ้นจากทุกข์ได้ คนเราถ้าหากไม่เห็นทุกข์ด้วยตนเองแล้วมันจะเห็นทางพ้นจากทุกข์ได้ที่ไหน ไม่ว่าคนในชาติศาสนาใดๆ คนมีวิชาอาคมหรือคนฉลาดเฉลียวต่างๆ จะเป็นชาติไหนๆ ก็เอาเถอะหรือศาสนาใดๆก็เอาเถอะ


ธรรมแท้คือทุกข์ ถ้าตกลงถึงทุกข์ที่สุดต้องได้ประสบการพ้นจากทุกข์ คือทุกข์แค้นแสนสาหัสก็ยอมเสียสละเพื่อทุกข์นั้น ยอมสละหมดทุกสิ่งทุกอย่าง ความยอมสละจึงกลายเป็นความสุข คนเรากลัวตายจึงไม่พ้นจากทุกข์ ถ้าไม่กลัวตายยอมสละเสีย แล้วต่อสู้มันจนถึงที่สุด เห็นความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญย่อมประสบสุข เหมือนกับคนสู้เสือ ธรรมดาเห็นเสือทีแรกต้องกลัว เมื่อเข้าเผชิญหน้าจริงๆ จังๆ ไม่กลัวแล้ว คราวนี้ไม่มีอะไรกำปั้นก็สู้กับเสือ ในผลที่สุด ต้องได้รับผลประโยชน์ในการต่อสู้อันนั้น ความทุกข์ทรมานใครๆ ก็ไม่อยากเห็นมัน แต่ไม่ยอมเสียสละก็เลยไม่ได้พบความสุข ภาษากัมมัฏฐานท่านเรียกว่า ทำจนกระทั่งเหนือตาย ท่านว่าอย่างนั้น ทำจนกระทั่งเหนือตายจึงได้พ้นจากตาย คือต้องกล้าหาญต่อสู้เต็มที่ ทำอะไรนิดๆ หน่อยๆ กลัวเป็นทุกข์ นั่งเจ็บนิดหน่อยก็ไม่ได้ พอนานหนักเข้าเดี๋ยวนั่งเหนื่อยเดี๋ยวนั่งง่วงนอน เดี๋ยวนั่งสัปหงกลงนอนเสีย เคยตัวคราวนี้ พอนั่งหลับตาทำกัมมัฏฐานสักนิดหน่อยสัปหงกแล้ว นั่งหลับตาสักนิดหน่อยพอจะเป็นสมาธิภาวนาก็ง่วงคิดถึงการนอน เอาเถิด พักเอาไว้เสียก่อนเถิด ทีหลังค่อยทำ มาวันหลังเท่าเก่านั่นแหละ พอนั่งเวลาใดถึงเวลานั้นก็ถึงเวลาสัปหงกของเก่านั่นแหละ ความง่วงนอนของเก่านั่นแหละ เดี๋ยวก็เจ็บเมื่อยของเก่า ความเจ็บ ความเมื่อย ความสัปหงก ถ้าหากว่าเราทำจนทะลุปรุโปร่งหรือล่วงเลยอันนั้นไป ตายเป็นตาย ไหนก็จะต้องตายแล้ววันหนึ่งนั่นแหละ ตายกับภาวนาดีกว่า ตายเวลานี้ดีกว่า เดี๋ยวก็หายจากความสัปหงก ความง่วง ความเมื่อยอันนั้น นั่นเรียกว่าต่อสู้เลยความตายไป นี่อธิบายให้ฟังถึงเรื่องความตาย ถึงเรื่องทุกข์ ทุกข์คนเราไม่ต้องการ ต้องการแต่จะแก้ทุกข์อย่างเดียว ไม่เหมือนพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็เหมือนกันกับพวกเรา ท่านมาพิจารณาถึงเหตุของกองทุกข์คือความทะเยอทะยาน ถ้าไม่ทะเยอทะยาน ทุกข์มันก็อยู่อย่างนั้น ทุกข์เป็นเหตุให้ทะเยอทะยาน ทุกข์ไม่ใช่อยู่ที่ใจเป็นสัมผัสต่างหาก ทุกข์มันเกิดจากสัมผัสอายตนะต่างหาก ครั้นเมื่อละความอยากแล้วสัมผัสก็ไม่มี ความทุกข์ก็เลยหายว่างปลอดโปร่งเลยเป็นใจ ใจไม่มีทุกข์ก็เลยหมดจากทุกข์ มันอยู่ตรงนั้นแหละตรงที่แก้ได้ อาตมาเคยอธิบายให้ฟังหลายครั้งหลายหนแล้ว จิตผู้คิดผู้นึกผู้ปรุงแต่งอันนั้นแหละเป็นตัวเหตุ เมื่อไม่คิดไม่นึกไม่ปรุงไม่แต่งมันวางเฉยเสีย ไม่มีความรู้สึกอะไรเลย อันนั้นเป็นตัวใจ จิตและใจอันเดียวกันนั่นแหละแต่มีลักษณะต่างกัน จิตผู้คิดผู้นึกผู้ปรุงผู้แต่งนั่นแหละที่เป็นเหตุให้ยุ่งเหยิงเดือดร้อนวุ่นวายมาก เมื่อสติเข้าไปคุมจิตเลยไม่คิดไม่ปรุงไม่แต่ง เก็บตัวปรุงตัวแต่งซึ่งมันเป็นเหตุเท่านั้น มันก็วางความปรุงความแต่งความคิดนึกต่างๆ เข้าไปถึงใจ ใจคือตัวกลาง สิ่งทั้งปวงหมดถ้าเป็นตัวกลาง เขาเรียกว่าใจ ใจคนก็ชี้เข้ามาตรงหน้าอก ความเป็นกลางคือว่าไม่คิดส่งไปมาหน้าหลัง ไม่คิดอดีตอนาคต นอกจากใจแล้วไม่มีเลย ผู้คิดผู้นึกผู้ปรุงแต่งเรียกว่าจิต ผู้อยู่เป็นกลางๆ เรียกว่า ใจ เราพิจารณาเราปฏิบัติธรรมะก็ปฏิบัติตรงนี้แหละ ตรงเอาสติไปกำหนดให้รู้จักจิตนั่นแหละ ละจิตได้ปล่อยวางจิตได้ เข้าถึงใจนั่นแหละเป็นอันว่าถูกต้องในธรรมวินัย..เอาละอธิบายเท่านี้

เมื่อเรายังไม่พบญาณ ได้แล่นท่องเที่ยวไปในสงสารเป็นอเนกชาติ
แสวงหาอยู่ซึ่งนายช่างปลูกเรือน คือตัณหาผู้สร้างภพ
การเกิดทุกคราว เป็นทุกข์ร่ำไป

นี่แน่ะ นายช่างปลูกเรือน เรารู้จักเจ้าเสียแล้ว เจ้าจะทำเรือนให้เราไม่ได้อีกต่อไป
โครงเรือนทั้งหมดของเจ้าเราหักเสียแล้ว ยอดเรือนเราก็รื้อเสียแล้ว
จิตของเราถึงแล้วซึ่งสภาพที่อะไรปรุงแต่งไม่ได้อีกต่อไป
มันได้ถึงแล้วซึ่งความสิ้นไปแห่งตัณหา ดังนี้แล

ธรรมบท ชราวรรค
//www.sala-sara.net/images/mummy/bB_naz_01.htm

ขออนุโมทนาภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ตครับ

คุยกันถึงเรื่องทุกข์ โน่นก็ทุกข์ นี่ก็ทุกข์ ก็อย่าเพิ่งท้อแท้กันนะครับ
สู้ต่อไปจนกว่าจะถึงพระนิพพาน อันเป็นสุขอย่างยิ่งครับ




 

Create Date : 22 สิงหาคม 2551    
Last Update : 22 สิงหาคม 2551 18:12:47 น.
Counter : 196 Pageviews.  

อานนท์ ปฏิบัติให้มาก ทำให้มาก แล้วจะสิ้นสงสัย

ความสงสัยไม่มีวันสิ้นไปได้ ด้วยการคิด ด้วยทฤษฎี ด้วยการคาดคะเน หรือด้วยการถกเถียงกัน หรือจะอยู่เฉยๆไม่ปฏิบัติภาวนาเลย ความสงสัยก็หายไปไม่ได้อีกเหมือนกัน กิเลสจะหายสิ้นไปได้ก็ด้วยการพัฒนาทางจิต ซึ่งจะเกิดได้ก็ด้วยการปฏิบัติที่ถูกต้องเท่านั้น

เมื่อเราปฏิบัติธรรม เราต้องทำใจของเราให้เป็นธรรม ไม่ใช่เอาธรรมะมาตามใจเรา ถ้าปฏิบัติอย่างนี้ ทุกข์ก็จะเกิดขึ้น แต่ไม่มีใครสักคนหรอกที่จะพ้นทุกข์ไปได้ พอเริ่มปฏิบัติ ทุกข์ก็อยู่ตรงนั้นแล้ว หน้าที่ของผู้ปฏิบัติจะต้องมีสติ สำรวม และสันโดษ สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราหยุด คือเลิกนิสัยความเคยชินที่เคยทำมาแต่เก่าก่อน ทำไมถึงต้องทำอย่างนี้ ถ้าไม่ทำอย่างนี้ ไม่ฝึกฝนอบรมใจตนเองแล้ว มันก็จะคึกคะนอง วุ่นวายไปตามธรรมชาติของมัน

พวกเราทั้งหลายเป็นผู้ถูกความทุกข์หยั่งเอาแล้วเป็นผู้มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้าแล้ว ทำไฉน การทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ จะพึงปรากฎชัดแก่เราได้...?

ขอนำทางพ้นทุกข์ ย่อจากพระธรรมเทศนาหลวงปู่ชา สุภัทโทมาฝากครับ

ธรรมชาติของจิตฝึกได้เสมอ

ธรรมชาติของใจนี้มันฝึกกันได้ เอามาใช้ประโยชน์ได้ เปรียบได้กับต้นไม้ในป่า ถ้าปล่อยทิ้งไว้ตามธรรมชาติของมัน เราก็จะเอามันมาสร้างบ้านไม่ได้ จะเอามาทำแผ่นกระดานก็ไม่ได้ หรือทำอะไรอย่างอื่นที่จะใช้สร้างบ้านก็ไม่ได้ แต่ถ้าช่างไม้ผ่านมาต้องการไม้ไปสร้างบ้าน เขาก็จะมองหาต้นไม้ในป่านี้ และตัดต้นในป่านี้เอาไปใช้ประโยชน์ ไม่ช้าเขาก็สร้างบ้านเสร็จเรียบร้อย
การปฏิบัติภาวนาและการพัฒนาจิตก็คล้ายกันอย่างนี้ ก็ต้องเอาใจที่ยังไม่ได้ฝึกเหมือนไม้ในป่านี่แหละ มาฝึกมัน จนมันละเอียดประณีตขึ้น รู้ขึ้น และว่องไวขึ้น ทุกอย่างมันเป็นไปตามภาวะธรรมชาติของมัน เมื่อเรารู้จักธรรมชาติ เข้าใจธรรมชาติ เราก็เปลี่ยนมันได้ ทิ้งมันก็ได้ ปล่อยมันไปก็ได้ แล้วเราก็จะไม่ทุกข์อีกต่อไป

จิตยึดมั่นมันก็สับสนวุ่นวาย

ธรรมชาติของใจเรามันก็อย่างนั้น เมื่อใดที่เกาะเกี่ยวผูกพันยึดมั่นถือมั่นก็จะเกิดความวุ่นวายสับสน เดี๋ยวมันก็จะวิ่งวุ่นไปโน่นไปนี่ พอมันวุ่นวายสับสนมากๆเข้า เราก็คิดว่าคงจะฝึกอบรมมันไม่ได้แล้ว แล้วก็เป็นทุกข์ นี่ก็เพราะไม่เข้าใจว่ามันต้องเป็นของมันอย่างนั้นเอง ความคิด ความรู้สึก มันจะวิ่งไปวิ่งมาอยู่อย่างนี้ แม้เราจะพยายามฝึกปฏิบัติ พยายามให้มันสงบ มันก็เป็นของมันอยู่อย่างนั้น มันจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ เมื่อเราติดตามพิจารณาดูธรรมชาติของใจอยู่บ่อยๆ ก็จะค่อยๆเข้าใจว่าธรรมชาติของใจมันเป็นของมันอยู่อย่างนั้น มันจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้

จงอยู่กับปัจจุบัน อย่าจมอยู่กับอดีต

พระองค์ทรงสอนให้พิจารณาธรรมทั้งหลาย ที่กายที่ใจของเรา ธรรมะไม่ได้อยู่ไกลที่ไหน อยู่ที่ตรงนี้ อยู่ที่กายที่ใจของเรานี่แหละ ดังนั้นนักปฏิบัติต้องปฏิบัติอย่างเข้มแข็ง เอาจริงเอาจังให้ใจมันผ่องใสขึ้น สว่างขึ้น ให้มันเป็นใจอิสระ ทำความดีอะไรแล้วก็ปล่อยมันไป อย่าไปยึดไว้ หรืองดเว้นการทำชั่วได้แล้ว ก็ปล่อยมันไป พระพุทธเจ้าทรงสอนให้อยู่กับปัจจุบันนี้ ที่นี้และเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่อยู่กับอดีตหรือนาคต
คำสอนที่เข้าใจผิดกันมาก แล้วก็ถกเถียงกันมากที่สุด ตามความคิดเห็นของตนก็คือเรื่อง "การปล่อยวาง" หรือ "การทำงานด้วยจิตว่าง" นี่แหละ การพูดอย่างนี้เรียกว่าพูด "ภาษาธรรม" เมื่อเอามาคิดเป็นภาษาโลกมันก็เลยยุ่ง แล้วก็ตีความหมายว่าอย่างนั้น ทำอะไรก็ได้ตามใจชอบละซิ
ความจริงมันมีความหมายอย่างนี้ อุปมาเหมือนว่าเราแบกก้อนหินหนักอยู่ก้อนหนึ่ง แบกไปก็รู้สึกหนัก แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรกับมันก็ได้ แต่แบกอยู่อย่างนั้นแหละ พอมีใครบอกว่า ให้โยนมันทิ้งเสียซี ก็มาคิดอีกแหละว่า "เอ...ถ้าเราโยนทิ้งไปแล้ว เราก็ไม่มีอะไรเหลือน่ะซิ" ก็เลยแบกอยู่นั่นแหละ ไม่ยอมทิ้ง

ประโยชน์ของการปล่อยวาง

ถ้าจะมีใครบอกว่า โยนทิ้งเถอะ แล้วจะดีอย่างนั้น เป็นประโยชน์อย่างนี้ เราก็ยังไม่ยอมโยนทิ้งอยู่นั่นแหละ เพราะกลัวแต่ว่าจะไม่มีอะไรเหลือ ก็เลยแบกก้อนหินหนักไว้ จนเหนื่อยอ่อนเพลียเต็มที จนแบกไม่ไหวแล้วก็เลยปล่อยมันตกลง ตอนที่ปล่อยให้มันตกลงนี้แหละก็จะเกิดความรู้เรื่องการปล่อยวางขึ้นมาเลย เราจะรู้สึกเบาสบาย แล้วก็รู้ได้ด้วยตนเองว่า การแบกก้อนหินนั้นมันหนักเพียงใด แต่ตอนที่เราแบกอยู่นั้นเราไม่รู้หรอก ว่าการปล่อยวางมีประโยชน์เพียงใด

ดังนั้นถ้ามีใครมาบอกให้ปล่อยวาง คนที่ยังมืดอยู่ก็ไม่รู้ไม่เข้าใจหรอก ก็จะหลับหูหลับตาแบกก้อนหินก้อนนั้นยังไม่ยอมปล่อย จนกระทั่งมันหนักจนเหลือที่จะทนนั่นแหละ ถึงจะยอมปล่อยแล้วก็จะรู้สึกได้ด้วยตนเอง ว่ามันเบามันสบายแค่ไหนที่ปล่อยมันไปได้ ต่อมาเราอาจจะไปแบกอะไรอีกก็ได้ แต่ตอนนี้เราพอรู้แล้วว่า ผลของการแบกนั้นเป็นอย่างไร เราก็ปล่อยมันได้โดยง่ายขึ้น ความเข้าใจในความไร้ประโยชน์ของการแบกหาม และความเบาสบายของการปล่อยวางนี่แหละ คือตัวอย่างที่แสดงถึงการรู้จักตัวเอง

ถ้ายึดมั่นเข้าเราก็ถูกกัด

เรื่องของใจมันเป็นอย่างนี้ บางทีก็คิดดี บางทีก็คิดชั่ว ใจมันหลอกลวง เป็นมายา จงอย่าไว้ใจมัน แต่จงมองเข้าไปที่ใจ มองให้เห็นความเป็นอยู่อย่างนั้นของมัน ยอมรับมันทั้งนั้น ทั้งใจดีใจชั่ว เพราะมันเป็นของมันอย่างนั้น ถ้าเราไม่ไปยึดถือมัน มันก็เป็นของมันอยู่แค่นั้น แต่ถ้าเราไปยึดมันเข้า เราก็จะถูกมันกัดเอา แล้วเราก็เป็นทุกข์ ถ้าใจเราเป็นสัมมาทิฎฐิแล้วก็จะมีแต่ความสงบ จะเป็นสมาธิ จะมีความฉลาด ไม่ว่าจะนั่งหรือจะนอน ก็จะมีแต่ความสงบ ไม่ว่าจะไปไหน ทำอะไรก็จะมีแต่ความสงบ

ให้รู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่ตลอดเวลา

วิธีปฏิบัติธรรมมีมากมายเป็นล้านๆวิธี พูดเรื่องการภาวนาไม่มีที่จบ สิ่งที่จะทำให้เกิดความสงสัยมีมากมายหลายอย่าง แต่ให้กวาดมันออกไปเรื่อยๆ แล้วจะไม่เหลือความสงสัย เมื่อเรามีความเข้าใจถูกต้องเช่นนี้ ไม่ว่าจะนั่งหรือจะเดิน ก็มีแต่ควาสงบ ความสบาย ไม่ว่าจะปฏิบัติภาวนาที่ไหน ให้มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม อย่าถือว่าจะปฏิบัติภาวนาแต่เฉพาะขณะนั่งหรือเดินเท่านั้น ทุกสิ่งทุกอย่างทุกหนทุกแห่งเป็นการปฏิบัติได้ทั้งนั้น

ฝึกใจได้ใจจักปราศจากกิเลส

ถ้าท่านปฏิบัติได้อย่างนี้ ท่านก็จะเหมือนกับบ้านว่าง หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ นี่คือใจว่าง เป็นใจที่ว่างและอิสระจากกิเลส ความชั่วทั้งหลาย เราเรียกว่าใจว่าง แต่ไม่ใช่ว่างเหมือนว่าไม่มีอะไร มันว่างจากกิเลส แต่เต็มไปด้วยความฉลาด ด้วยปัญญา ฉะนั้นไม่ว่าจะทำอะไร ก็ทำด้วยปัญญา คิดด้วยปัญญา จะมีแต่ปัญญาเท่านั้น

ถ้าท่านทั้งหลายกลัวต่อความทุกข์ ถ้าความทุกข์ไม่เป็นที่รักของท่านทั้งหลายไซร้
ท่านทั้งหลายอย่าได้ทำบาปกรรม ทั้งในที่แจ้งหรือในที่ลับเลย
ถ้าท่านทั้งหลายจักทำหรือทำอยู่ซึ่งบาปกรรมไซร้
ท่านทั้งหลายแม้จะเหาะหนีไป ก็ย่อมไม่พ้นไปจากความทุกข์เลย

กุมารกสูตร พุทธอุทาน




 

Create Date : 22 สิงหาคม 2551    
Last Update : 22 สิงหาคม 2551 18:11:23 น.
Counter : 251 Pageviews.  

ถ้าพวกเธอกลัวต่อความทุกข์ ถ้าความทุกข์ไม่เป็นที่รัก พวกเธออย่างได้ทำบาปกรรม ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง


นางวิสาขา มหาอุบาสิกา เป็นผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนามาก นางได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้วบรรลุเป็นพระโสดาบันตั้งแต่อายุ 7 ขวบ
คราวหนึ่งหลานสาวที่รักยิ่งได้ถึงแก่กรรมลง นางเศร้าโศกเสียใจมาก ร้องไห้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ตรัสสอนเธอว่า

“วิสาขา ผู้ใดมีสิ่งที่รัก 100 ผู้นั้นก็ทุกข์ 100 ผู้ใดมีสิ่งที่รัก 90 ผู้นั้นทุกข์ 90 ผู้ใดมีสิ่งที่รัก 80 ผู้นั้นทุกข์ 80 ผู้ใดมีสิ่งที่รัก 1 ผู้นั้นก็ทุกข์ 1 ผู้ใดไม่มีสิ่งที่รัก ผู้นั้นก็ไม่มีทุกข์ ไม่มีความโศกไม่มีความคับแค้นใจ”

นางวิสาขาได้หายเศร้าโศก เพราะพระธรรมเทศนานั้น พระพุทธเจ้าได้เปล่งอุทานว่า

“โศก ปริเทวนา และทุกข์มากหลาย ย่อมมีในโลกนี้เพราะอาศัยสิ่งที่รัก เมื่อไม่มีสิ่งที่รัก โศกเป็นต้น นั้นก็ไม่มี ผู้ไม่มีสิ่งอันเป็นที่รัก ย่อมไม่มีทุกข์ ไม่มีโศก เพราะฉะนั้นผู้ไม่ต้องการโศกเศร้าก็ไม่ควรรักสิ่งใด”
พระสูตรนี้ชื่อ วิสาขาสูตร สำหรับคนที่มีความรักและมีทุกข์เพราะความรัก

พวกเราทั้งหลายเป็นผู้ถูกความทุกข์หยั่งเอาแล้วเป็นผู้มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้าแล้ว ทำไฉน การทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ จะพึงปรากฎชัดแก่เราได้...?

วันนี้ขอนำทางพ้นทุกข์ เรื่องจากพระไตรปิฎกมาฝากครับ


กุมารกสูตร ถ้าพวกเธอกลัวต่อความทุกข์ ... พวกเธออย่างได้ทำบาปกรรม ทั้งในที่ลับและที่แจ้งเลย

ขณะประทับอยู่ที่พระเชตะวันมหาวิหาร พระพุทธเจ้าเสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังเมืองสาวัตถี ระหว่างทางทอดพระเนตรเห็นเด็กหนุ่มจำนวนหนึ่งจับปลาอยู่
พระพุทธเจ้าตรัสถามพวกเขาว่า “พ่อหนุ่มทั้งหลาย พวกเธอกลัวความทุกข์ ความทุกข์ไม่เป็นที่ปรารถนาของพระเธอมิใช่หรือ”
เด็กหนุ่มกราบทูลว่า “เป็นอย่างนั้นพระเจ้าข้า”
พระพุทธองค์ตรัสสอนพวกเขาว่า
“ถ้าพวกเธอกลัวต่อความทุกข์ ถ้าความทุกข์ไม่เป็นที่รักของพวกเธอ พวกเธออย่างได้ทำบาปกรรม ทั้งในที่ลับและที่แจ้งเลย ถ้าพวกเธอจะทำหรือกำลังทำ บาปกรรมที่ทำนี้จะตามสนองพวกเธอ ถึงจะเหาะหนีไปไหนก็ไม่มีทางหลีกพ้นจากความทุกข์เลย”

พระสูตรนี้ชื่อว่า กุมารกสูตร การเบียดเบียนรังแกสัตว์ หรือการทำลายชีวิตสัตว์ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด เป็นบาปทั้งสิ้น
วิธีสอนของพระพุทธองค์ง่าย ๆ และได้ผลดี คือทรงสอนให้เอาเขามาใส่ใจเรา เมื่อนึกว่าเราเองไม่ชอบให้ใครเบียดเบียนรังแกคนอื่น สัตว์อื่น ก็คงไม่ชอบเช่นกัน คิดได้ดังนี้แล้วก็จะมีเมตตากรุณาต่อสรรพสัตว์เหมือน ๆ กัน


พหุธิติสูตร มีมาก อยากมาก ทุกข์มาก ไม่มี ไม่อยาก ไม่ทุกข์

โค 14 ตัวของพราหมณ์คนหนึ่งหายไป แกตามหาโคเข้าไปในป่า พบพระพุทธเจ้าประทับนั่งสมาธิอยู่ในป่า
เห็นพระพักตร์อิ่มเอิบด้วยความสุข จึงรำพึงว่าสมณะผู้นี้ท่าทางมีความสุขจริงหนอ พระพุทธเจ้าตรัสแก่เขาว่า

“พราหมณ์เอย โค 14 ตัว ของเราไม่มีเลย แต่ของท่านหายไปได้ 60 นี่แล้ว ด้วยเหตุนี้เราจึงมีความสุข
งาที่มีใบเลวใบหนึ่งหรือสองใบในไร่เราก็ไม่มี เราจึงมีความสุข
หนูก็ไม่มีมาวิ่งกระโดดโลดเต้นในฉางของเรา เราจึงมีความสุข
เครื่องปูลาดที่ใช้มาตั้ง 7 เดือนที่มีสัตว์อาศัยอยู่ของเราก็ไม่มี เราจึงมีความสุข
พราหมณ์เอย ภรรยาผู้มีบุตรหนึ่งคนหรือสองคนของเราก็ไม่มี เราจึงมีความสุข
แมลงวันตัวที่มาไล่ตอมคนนอนหลับก็ไม่ไต่ตอมเราเลย เราจึงมีความสุข
พราหมณ์เอย ในเวลาเช้า เจ้าหนี้ทั้งหลายก็ไม่มาทวงหนี้เราเลย ด้วยเหตุนี้เราจึงมีความสุข”

พระสูตรนี้ชื่อ พหุธิติสูตร แสดงภาพตรงกันข้ามระหว่างพระพุทธเจ้ากับพราหมณ์ พราหมณ์มีโคและโคหาย
ปลูกงา งาก็ไม่ค่อยงาม ข้าวในฉางก็มีหนูเต็ม เครื่องปูลาดก็มีมดมีไรสิงอาศัย มีบุตรภรรยาจะต้องเลี้ยงดู
เวลานอนก็มีแมลงวันมาไต่ตอม จึงเต็มไปด้วยความทุกข์และกังวล

แต่พระพุทธองค์ไม่มีสิ่งเหล่านี้ จึงทรงมีความสุข
“การมีมาก ๆ อยากได้มาก ๆ ก่อให้เกิดทุกข์ ไม่มี ไม่อยากได้จึงจะเป็นความสุขที่แท้”
ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่อย่างนี้ก็อดที่จะแสวงหามาปรนเปรอตามประสาปุถุชนไม่ได้


โลกวิปัตติสูตร ถึงคราวสุขก็เพื่อฟูลอย ถึงคราวทุกข์ก็ถอยจม

ภิกษุทั้งหลาย โลกธรรม 8 ประการย่อมหมุนไปตามโลก และสัตว์โลกก็หมุนเวียนตามมันไป โลกธรรม 8 ประการคือ

ได้ลาภ - เสื่อมลาภ
ได้ยศ - เสื่อมยศ
สุข - ทุกข์
สรรเสริญ – นินทา

โลกธรรมทั้ง 8 ประการนี้เกิดขึ้นทั้งแก่ปุถุชนคนผู้มิได้เรียนรู้และแก่อริยสาวกผู้ได้เรียนรู้ ต่างกันแต่ว่าฝ่ายแรกไม่รู้เห็นตามความเป็นจริงว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ มีความแปรเปลี่ยนไปเป็นธรรมดาและลุ่มหลงยินดียินร้าย ปล่อยให้มันเข้ามาย่ำยีจิต ปล่อยให้จิตขึ้นลงไปตามกระแสของมัน ย่อมไม่พ้นจากทุกข์ มีความโสกและความพิไรรำพันเป็น้ตน ส่วนอริยสาวกผู้ได้เรียนรู้ พิจารณาเห็นตามเป็นจริงว่า สิ่งเหล่านี้ล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรเปลี่ยนไปตาเป็นธรรมดา ไม่ลุ่มหลงมัวเมา อยู่อย่างมีสติ ย่อมปราศจากทุกข์ มีความโศกและความพิไรรำพัน เป็นต้น"

พระสูตรนี้ชื่อ โลกวิปัตติสูตร ทรงสอนให้รู้ธรรมดาของชีวิตว่าทุกคนไม่ว่าปุถุชนหรือพระอริยเจ้าย่อมพบพาน "โลกธรรม" 8 ประการด้วยกัน แต่การรับรู้แตกต่างกัน ปุถุชนคนมีกิเลส ไม่ว่าคฤหัสถ์หรือบรรพชิต ย่อมฟูหรือยุบไปตามกระแสโลกธรรม ลุ่มหลง ไม่รู้ตามเป็นจริง ผลที่สุดก็ไม่พ้นทุกข์

ส่วนพระอริยเจ้าไม่ฟู ไม่ยุบไปตามกระแสโลกธรรม รับรู้ตามเป็นจริงว่ามันก็แค่นั้น ไม่ติดสมมติบัญญัติ อยู่เหนือโลกธรรม จึงหาความทุกข์มิได้ อาวุธที่สำคัญที่จะต่อกรกับโลกธรรมได้คือ "สติ" พระอริยเจ้าท่านมีสติตลอดเวลาจึงรู้เท่ารู้ทัน ปุถุชนถ้าหากหมั่นปลูกสร้างสติเสมอก็จะสามารถรู้เท่าทันยับยั้งใจไดบางครั้งบางคราว แทนที่จะทุกข์มากก็ทุกข์น้อยลง

ขอบคุณข้อมูลจากธรรมะนอกธรรมมาสน์ รูปประกอบจากสมาชิกพันทิปครับ

หากตั้งใจปฏิบัติธรรมอย่างสม่ำเสมอด้วยอิทธิบาทธรรม และหมั่นดูที่เหตุ สังเกตุผล จะพบว่า
มีผลทุกครั้ง อย่างน้อยความฟุ้งซ่านจะลดลง ทำให้จิตใจสงบเยือกเย็นดีขึ้นครับ




 

Create Date : 22 สิงหาคม 2551    
Last Update : 22 สิงหาคม 2551 18:09:39 น.
Counter : 201 Pageviews.  

การสำเร็จมรรคสำเร็จผล ไม่ได้สำเร็จที่อื่นที่ไกล สำเร็จที่ดวงใจของเรา

แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์
แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์
แม้ความเจ็บก็เป็นทุกข์
แม้ความตายก็เป็นทุกข์
แม้ความโศก ความร่ำไรรำพัน
ความไม่สบายใจ
ความคับแค้นใจก็เป็นทุกข์
ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่
พอใจก็เป็นทุกข์
ความพลัดพรากจากสิ่ง
เป็นที่รักที่พอใจก็เป็นทุกข์
มีความปรารถนาสิ่งใด
ไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์

พวกเราทั้งหลายเป็นผู้ถูกความทุกข์หยั่งเอาแล้วเป็นผู้มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้าแล้ว
ทำไฉน การทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ จะพึงปรากฎชัดแก่เราได้...?

ขอเริ่มทางพ้นทุกข์ จากพระธรรมเทศนาหลวงปู่ฝั้น อาจาโร ครับ


การสำเร็จมรรคสำเร็จผล ไม่ได้สำเร็จที่อื่นที่ไกล สำเร็จที่ดวงใจของเรา
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ท่านวางไว้ถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์
ท่านก็ไม่ได้วางไว้ที่อื่น วางที่กาย ที่ใจของเรานี้เอง นี่เรียกว่า เป็นที่ตั้งแห่งธรรมวินัย
ความที่พ้นทุกข์ ก็จะพ้นจากที่ไหนเล่า คือใจเราไม่ทุกข์ แปลว่าพ้นทุกข์
เพราะฉะนั้น ได้ยินแล้ว ให้พากันน้อมเข้าภายใน
ธรรมะคำสั่งสอน ของพระพุทธเจ้า รวมไว้ในจิตดวงเดียว เอกํ จิตฺตํ
ให้จิดเป็นของเดิม จิตฺตํ ความเป็นอยู่ ถ้าเราน้อมเข้าถึงจิตแล้ว
ความสำเร็จอยู่ที่นั้น ถ้าเราไม่รวมแล้ว มันก็ไม่สำเร็จ ทำการทำงาน
ทุกสิ่งทุกอย่าง ก็ต้องรวมถึงจะเสร็จ ถ้าไม่รวมเมื่อไร ก็ไม่สำเร็จ

เอกํ ธมฺมํ มีธรรมดวงเดียว เวลานี้เราทั้งหลาย ขยายออกไปแล้ว
ก็กว้างขวางพิสดารมากมาย ถ้าวิตถารนัย ก็พรรณนาไปถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์
รวมเข้ามาแล้ว สังเขปนัยแล้ว มีธรรมอันเดียว เอกฺ ธมฺมํ เป็นธรรมอันเดียว
เอกฺ จิตฺตํ มีจิตดวงเดียว นี่เป็นของเดิม ให้พากันให้พึงรู้ พึงเข้าใจต่อไป
นี่แหละต่อไป พากันให้รวมเข้ามาได้ ถ้าเราไม่รวมนี่ไม่ได้ เมื่อใดจิตเราไม่รวมได้เมื่อใด มันก็ไม่สำเร็จ
นี่แหละ ให้พากันพิจารณาอันนี้ จึงได้เห็นเป็นธรรม เมื่อเอาหนังออกแล้ว
ก็เอาเนื้อออกดู เอาเนื้อออกดูแล้ว ก็เอากระดูกออกดู เอาทั้งหมดออกดู
ไส้น้อย ไส้ใหญ่ ตับ ไต ออกมาดู มันเป็นยังไง มันเป็นคน หรือเป็นยังไง
ทำไมเราต้องไปหลง เออนี่แหละ พิจารณาให้มันเห็นอย่างนี้แหละ
มันจะละสักกายทิฐิแน่ มันจะละวิจิกิจฉา ความสงสัย จะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้
มันเลยไม่มี สีลพัตฯ ความลูบคลำ มันก็ไม่ลูบคลำ อ้อจริงอย่างนี้
เมื่อเห็นเป็นเช่นนี้แล้ว จิตมันก็ว่าง


เมื่อรู้จักแล้วก็ตัด นี่มันจะได้เป็นวิปัสสนาเกิดขึ้น
อันนี้เรามีสมาธิแน่นหนาแล้ว ทุกขเวทนาเหล่านั้น มันก็เข้าไม่ถึงจิตของเรา
เพราะเราปล่อยแล้ว เราวางแล้ว เราละแล้ว
ในภพทั้งสามนี้ เป็นทุกข์อยู่เรื่องสมมติทั้งหลาย จิตนั้นก็ละภพทั้งสาม
มันก็เป็นวิมุตติ หลุดพ้นไปหมด นี่ละเป็น วิมุตติ แปลว่า หลุดพ้น
จะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ จิตนั้นจะได้เข้าสู่ปรินิพพาน ดับทุกข์ในวัฏสงสาร
ไม่ต้องสงสัยแน่ เวียนว่ายตายเกิดในโลกอันนี้ เรื่องมันเป็นอย่างนี้ วัฏสงสาร
ทำไมจึงว่า วัฏคือเครื่องหมุนเวียน สงสารคือ ความสงสัยในรูป
ในสิ่งที่ทั้งหลายทั้งหมด มันเลย ไม่ละวิจิกิจฉาได้ซี

เดี๋ยวนี้เรารู้แล้ว ไม่ต้องวนเวียนอีก เกิดแล้วก็รู้แล้ว ว่ามันทุกข์ ชราก็รู้แล้วมันทุกข์
พยาธิก็รู้แล้ว ว่ามันทุกข์ มรณะก็รู้แล้วมันทุกข์
เมื่อเราทุกข์เหล่านี้ ก็ทุกข์เพราะความเกิด เราก็หยุด ผู้นี้ไม่เกิด
แล้วใครจะเกิดอีกเล่า ผู้นี้ไม่เกิดแล้ว ผู้นี้ก็ไม่แก่ไม่ตาย ผู้นี้ไม่ตายแล้ว
อะไรจะมาเกิด มันไม่เกิด จะเอาอะไรมาตาย ดูซิ ใจความคิดของเรา
เดี๋ยวนี้เราเกิด เกิดแล้วก็ตาย ตายแล้วก็เกิด เกิดแล้วก็ตายอยู่อย่างนี้
มันก็เป็นทุกข์ไม่แล้วสักที


การบวชก็ยาก การยินดียิ่งยาก การครองเรือนไม่ดี เป็นทุกข์
การอยู่ร่วมกับผู้ไม่เสมอกันก็เป็นทุกข์ การท่องเที่ยวอยู่ในสังสารวัฏก็เป็นทุกข์
ดังนั้นจึงไม่ควรท่องเที่ยวในสังสารวัฏ และไม่ควรหาทุกข์ใส่ตน

ธรรมบท ปกิณณกวรรค

//www.sala-sara.net/images/mummy/bB_naz_01.htm





 

Create Date : 22 สิงหาคม 2551    
Last Update : 22 สิงหาคม 2551 18:07:58 น.
Counter : 155 Pageviews.  

ถ้าเรารู้จักทุกข์รู้จักเหตุของทุกข์ รู้จักความดับทุกข์ รู้จักข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์มันแก้ปัญหาได้

ใครเคยมีความทุกข์ไหม ใครเคยมีความสุขไหม คิดดูซิเคยมีไหมนั่นแหละที่ธรรมะเกิดที่ตรงนี้ ที่ปฎิบัติธรรมะก็อยู่ที่ตรงนี้ ใครเป็นสุข ใจมันเป็นสุข ใครเป็นทุกข์ ใจมันเป็นทุกข์ มันเกิดที่ไหน มันดับที่นั่นกายและใจสองอย่างนี้รวมมีเอามาแล้วทุกคน ไม่ใช่ว่าไม่มีหลักปฎิบัติหลักปฏิบัติมีอยู่แล้ว มีกายมีใจ เท่านั้นพอแล้ว ทุกคนที่นั่งรวมกันอยู่นี้เคยมีความสุขไหม เคยมีความทุกข์ไหม ทำไมเป็นอย่างนั้น มันเป็นเพราะอะไร นี้คือปัญหา แล้วปัญหาที่จะเกิดขึ้นมาล่ะ ถ้าเรารู้จักทุกข์รู้จักเหตุของทุกข์ รู้จักความดับทุกข์ รู้จักข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์มันก็แก้ปัญหาได้

วันนี้นำทางพ้นทุกข์จากพระธรรมเทศนาหลวงปู่ชา สุภัทโท มาฝากครับ

พวกเราทั้งหลายเป็นผู้ถูกความทุกข์หยั่งเอาแล้วเป็นผู้มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้าแล้ว ทำไฉน การทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ จะพึงปรากฎชัดแก่เราได้...?

นี้คือทุกข์ ทุกข์ธรรมดาอย่างหนึ่ง ทุกข์ที่เหนือธรรมดาอย่างหนึ่งทุกข์ประจำสังขารนี้ ยืนก็เป็นทุกข์ นั่งก็เป็นทุกข์ นอนก็เป็นทุกข์อย่างนี้เป็นทุกข์ธรรมดา ทุกข์ประจำสังขาร พระพุทขเจ้าท่านก็มีเวทนาอย่างนี้ มีสุขอย่างนี้ มีทุกข์อย่างนี้ แต่ท่านก็รู้จักว่าอันนี้เป็นธรรมดาสุขทุกข์ธรรมดาทั้งหลายเหล่านี้ ท่านระงับมันได้ เพราะท่านรู้จักเรื่องของมัน รู้จักทุกข์ธรรมดา มันเป็นของมันอย่างนั้น ไม่รุนแรง ท่านให้ระวังทุกข์ที่มันจรมา ทุกข์ที่เหลือธรรมดา เปรียบประหนึ่งว่าเราเป็นไข้เอายาไปฉีด ฉีดเข้าไปในร่างกาย เข็มฉีดยานั้นมันทะลุเข้าไปในเนื้อหนังเรารู้สึกเจ็บนิดหน่อยเป็นธรรมดา เมื่อถอนเข็มออกมาแล้ว ความเจ็บก็หายนี่เรียกว่าทุกข์ธรรมดา ไม่เป็นอะไร ทุกคนจะต้องเป็นอย่างนี้ ทุกข์ที่ไม่ใช่ธรรมดานั้น คือทุกข์ที่เรียกว่า อุปาทาน เข้าไปยืดมั่นถือมั่นไว้เปรียบประหนึ่งว่าเอาเข็มฉีดยาไปอาบยาพิษ แล้วก็ฉีดเข้าไป นี่ไม่ใช่เจ็บธรรมดาแล้ว ไม่ใช่ทุกข์ธรรมดาแล้ว เจ็บจนตาย ทุกข์จนตายนี่เรียกว่าทุกข์เกิดจาก อุปาทาน ความเห็นผิค นี่เป็นปัญหาอันหนึ่ง

ไม่รู้จักอนิจจัง ความเปลี่ยนแปลงของสังขาร สังขารมันเป็นวัฏสงสาร สังสาเรทุกขัง ทุกข์ในสงสารมันเปลี่ยน เราไม่อยากให้มันเปลี่ยนเราคิดผิดมันก็ทุกข์ คิดถูกมันก็ไม่ทุกข์ คนเกิดขึ้นมาแล้วไม่เห็นสังขารอันนั้น เห็นสังขารว่าเป็นตัวเป็นตน เป็นเรา เป็นเขา ไม่อยากให้สังขารเปลี่ยนแปลงไป พูดง่าย ๆ ก็หมายความว่า เราหายใจเข้าออก ออกไปแล้วก็เข้ามา เข้ามาแล้วก็ออกไป มันเป็นของมันอยู่อย่างนั้น เราจึงมีชีวิตอยู่ได้ ถ้าเราให้มันออกไป ไม่ให้มันเข้ามา มันก็อยู่ไม่ได้ มันไม่ใช่เรื่องเช่นนั้น เรื่องของสังขารมันเป็นอย่างนี้

แต่เราไม่รู้จัก เช่นว่ามีสิ่งของแล้วมันหายไป ไม่อยากให้มันหายคิดว่ามันเป็นเรา เป็นของเรา ไม่เห็นตามสังขารที่มันหมุนเวียนอยู่ตามธรรมชาตินั้น มันก็เลยเกิดทุกข์ขึ้นมา ไม่เชื่อก็ลองดูชิ หายใจออกหายใจเข้า มันสบายอยู่ได้ ถ้าหายใจออกแล้วไม่เข้า หรือหายใจเข้าแล้วไม่ออกจะอยู่ได้ไหม สังขารมันเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของมันอยู่อย่างนั้น เราเห็นว่ามันเป็นอยู่อย่างนั้น เห็นตามธรรมะ เห็นเรื่องอนิจจัง ความเปลี่ยนแปลง เราอยู่ด้วยอนิจจัง อยู่ด้วยความเปลี่ยนแปลงอย่างนี้ รู้ว่ามันเป็นอย่างนั้น แล้วก็ปล่อย เรียกว่าการปฎิบัติธรรมให้มีปัญญารู้ตามสังขารอย่างนั้น ทุกข์ก็ไม่เกิด ถ้าคิดเช่นนั้นมันก็ขัดต่อความรู้สึกของเรา ขัดต่อความรู้สึกก็ขัดต่อธรรมะความเป็นจริงของมันเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น เราป่วยเข้าโรงพยาบาล คิดในใจไม่อยากตายอยากหายเท่านั้น คิดอย่างนั้นไม่ถูก เป็นทุกข์ ต้องคิดว่า หายก็หายตายก็ตาย เพราะเราแต่งไม่ได้ นี่เป็นสังขาร คิดอย่างนี้ถูก ตายก็สบายหายก็สบายต้องได้อย่างหนึ่งจนได้ เราคิดว่าจะต้องหาย จะต้องไม่ตายอย่างนี้มันเรื่องจิตของเราไม่รู้จักสังขาร

ฉะนั้นเราก็ต้องคิดให้มันถูกว่าหายก็เอา ไม่หายก็เอา ตายก็เอาเป็นก็เอา ถูกทั้งสองอย่าง สบาย ไม่ตกใจ ไม่ร้องไห้ ไม่โศกเศร้า เพราะมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ อย่างนั้นพระพุทธเจ้าของเราท่านจึงมองเห็นชัดธรรมะของท่านยังใหม่เอี่ยมอยู่เสมอ ไม่ล้าสมัย ไม่เปลี่ยนแปลงที่ไหนทุกวันนี้ยังมีความจริงอยู่ ยังไม่เสื่อม ยังเป็นอยู่อย่างนั้น ไม่ไปที่ไหนถ้าใครจะรับพิจารณาอย่างนั้น จะได้เกิดความสงบความสบาย ท่านให้อุบายว่า อันนี้ไม่ใช่ตัวเรา อันนี้ไม่ใช่ของเรา แต่เราฟังไม่ได้ ไม่อยากฟังเพราะเราเข้าใจว่า นี่เป็นตัวเรา เป็นของเรานี่แหละเป็นเหตุให้ทุกข์เกิดตรงนี้ ให้เราเข้าใจอย่างนี้

เมื่อกลางวันนี้ มีโยมคนหนึ่งมาถามปัญหาว่า เมื่อมันมีความโกรธขึ้นมา จะให้ดิฉันทำอย่างไร อาตมาบอกว่า เมื่อมันโกรธขึ้น ให้เอานาฬิกามาหมุนตั้งไว้ บอกนั่นได้สองชั่วโมงให้โกรธมันหายนะ ลองดู ถ้ามันเป็นเราบอกได้ สองชั่วโมงก็หายโกรธ แต่อันนี้ไม่ใช่เรา สองชั่วโมงมันก็ยังไม่หาย บางทีหนึ่งชั่วโมงมันก็หายแล้ว จะไปเอาโกรธมาเป็นเรามันก็ทุกข์ซิ นี่ถ้าเป็นตัวเรา มันต้องได้ตามปรารถนาอย่างนั้น ถ้าไม่ได้ตามปรารถนาก็เป็นเรื่องโกหก เราอย่าไปเชื่อมันเลย มันจะดีใจก็อย่าไปเชื่อมัน จะเสียใจก็อย่าไปเชื่อ มันจะรัก อย่าไปเชื่อมัน มันจะเกลียดก็อย่าไปเชื่อมัน มันเรื่องโกหกทั้งนั้น ให้คำตอบเขาอย่างนี้

ใครเคยโกรธไหม เมื่อโกรธขึ้นมา มันเป็นสุขหรือทุกข์ไหม ถ้าเป็นทุกข์ทำไมไม่ทิ้งมัน เอาไว้ทำไม นี่จะเข้าใจว่าเรารู้อย่างไรเล่า จะเข้าใจว่าเราฉลาดอย่างไรเล่า ตั้งแต่เราเกิดมานี้ มันโกรธเรากี่หนมาแล้วบางวันมันทำให้ครอบครัวเราทะเลาะกันก็ได้ ร้องไห้ทั้งคืนก็ได้ขนาดนั้นก็ยังเกิดความโกรธอีก ยังเก็บมันเอาไว้ในใจอีก ทุกข์อีกอยู่ตลอดเวลา ตลอดถึงบัดนี้ ตั้งแต่นี้ต่อไปถ้าโยมทุกคนไม่เห็นทุกข์ มันก็จะทุกข์เรื่อยๆ ไป ถ้าเห็นทุกข์วันนี้เอามันทิ้งเสีย เอามันทิ้ง ถ้าไม่ทิ้งมันมันจะให้เราทุกข์จนตลอดวันตาย ไม่ได้หยุด วัฎสงสารก็ต้องเป็นอย่างนี้ถ้าเรารู้จักทุกข์อย่างนี้ ก็แก้ปัญหาได้เท่านั้น ฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านว่าไม่มีอุบายอะไรที่จะดีไปกว่านี้ อุบายที่จะไม่มีทุกข์ ก็เห็นว่าอันนี้ไม่ใช่ตัวอันนี้ไม่ใช่ของตัวเท่านั้นอันนี้เลิกแล้ว อันนี้ประเสร็จแล้ว แต่เราไม่ค่อยได้รับฟัง เมื่อทุกข์ทุกทีก็ร้องไห้ทุกที ยังไม่จำอีกนี่ ทำไมจึงเป็นอย่างนั้นทำไมไม่ดูนานๆ ท่านอาจารย์สอนให้ดู ให้ภาวนาพุทโธ ให้เห็นชัด

เมื่ออยากรู้ธรรมะจะไปดูที่ไหนได้ ดูอยู่ที่กายของเรานี้แหละดูอยู่ที่ใจของเรานี้แหละ ไปดูในตู้ไม่พบ ไม่เห็น จะรู้ธรรมะอย่างแท้จริงต้องดูในกายของเรา นี้เรียกว่า รูปธรรม รู้เข้าไปอีกชนิดหนึ่งไม่มีรูปมีปรากฏอยู่คือ นามธรรม มีสองอย่างเท่านั้น รูปธรรมมองเห็นด้วยตาของเรา ที่นั่งอยู่นี่ แต่นามธรรมมองไม่เห็น นามธรรมไมใช่สิ่งที่จะมองดูด้วยตาเนื้อได้ ต้องมองดูด้วยตาใน คือตาใจ มองดูในใจถึงจะเห็นนามธรรม คนจะบรรลุธรรมะ จะได้เห็นธรรมะ ต้องรู้จักว่าธรรมะอยู่ตรงไหนเสียก่อน ถ้าธรรมะอยู่ที่กาย ก็ต้องมาดูที่กายของเรา ดูตั้งแต่นี้ลงไป เอาอะไรมาตรวจดูตรงนี้ เอานามธรรมคิดตัววิญญาณธาตุ ดูกายนี้ ไปดูที่อื่นไม่พบ เพราะความสุข ความทุกข์เกิดจากที่นี่ หรือใครเห็นความสุขเกิดจากต้นไม้ มีไหม เกิดจากแม่น้ำ มีไหม เกิดจากดินฟ้า อากาศมีไหม ความสุข ความทุกข์ เป็นความรู้สึกทางกายทางใจของเรานี่เอง

ฉะนั้นพระพุทธองค์ท่านให้รู้จักธรรมะ ให้มาดูธรรมะที่กายของเรานี้ คือธรรมะอยู่ที่นี่ จงมาดูที่นี่ อย่างท่านอาจารย์ท่านสอนนี้ท่านให้มาดูที่ตัวธรรมะ แต่เราเข้าใจว่าตัวธรรมะอยู่ที่หนังสือจึงไม่เจอถ้าดูหนังสือก็ต้องน้อมเข้ามาในนี้อีกจึงจะรู้จักธรรมะ อย่างนี้ให้เข้าใจว่าธรรมะที่แท้จริงอยู่ที่ไหน อยู่ที่นี่ อยู่ที่กาย อยู่ที่ใจนี้ ให้เข้าใจนี้พิจารณากาย นี้เป็นหลักการพิจารณา
เพราะไม่เห็นอริยสัจจ์ ๔ ตามความเป็นจริง เราตถาคตและเธอทั้งหลาย
จึงเร่ร่อนไปในชาติทั้งหลายเหล่านั้น นั่นแล..ตลอดกาลยาวนาน
บัดนี้อริยสัจจ์ ๔ เหล่านี้นั้น เราตถาคตเห็นแล้ว ตัณหานำไปสู่ภพ เราก็ถอนแล้ว
รากเหง้าของทุกข์เราก็ถอนทิ้งแล้ว บัดนี้..จะไม่มีการเกิดอีกต่อไป ดังนี้แล..

ปรินิพพานสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค
//www.sala-sara.net/images/mummy/bB_naz_06.htm




 

Create Date : 22 สิงหาคม 2551    
Last Update : 22 สิงหาคม 2551 17:46:01 น.
Counter : 188 Pageviews.  


ebusiness
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]







พระพุทธเจ้าทรงมอบสิ่งที่ดีที่สุดไว้ให้แก่มวลมนุษยชาติ สิ่งนั้นคือพระธรรมที่ใช้เป็นกรอบในการดำเนินชีวิตไปสู่สิ่งที่ดีงาม สู่ความเจริญสูงสุดของชีวิต ในฐานะชาวพุทธ ทุกคนมีหน้าที่ที่จะต้องดูแลรักษาสิ่งที่ดีเหล่านี้เอาไว้ให้ได้นานที่สุด อย่างน้อยก็ในช่วงชีวิตเราแต่ละคน
Friends' blogs
[Add ebusiness's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.