Group Blog
 
All blogs
 

สถานที่ปลดทุกข์ เห็นสุขทันตา

สวัสดีทุกท่านครับ

"คนจะไปอินเดีย จะสุขก็สุขได้ทุกเรื่อง เรียกว่าเรามีอิสระจะเลือกสุขเลือกทุกข์ได้ตามใจ แต่ถ้าจะเป็นความทุกข์ก็เห็นจะเป็นเรื่องเดียวแท้ๆ ที่ใหญ่และใกล้ตัวที่สุด พอทุกข์ปรากฎขนลุกขนชันขึ้นมา คงเลือกที่เลือกทางไม่ได้ จะหาห้องน้ำเพื่อย้ายถ่ายเทออกไปก็ยาก...ต้องนั่งเดือดร้อนทนทุกข์ เพราะหาที่ปลดทุกข์ไม่ได้นั่นเอง..."

ด้วยเหตุนี้แหละครับ ผู้เคยทุกข์ รู้ทุกข์ รู้ทางออกจากทุกข์ และรู้วิธีดับทุกข์ จึงได้มาร่วมกันลงขัน ร่วมไม้ร่วมมือ สร้างสถานที่บรรเทาทุกข์ให้ตนและผู้อื่น เป็นที่ชื่นใจ ขอนำมาเล่าให้ท่านที่สนใจฟังครับ



ความเป็นมา

ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ คราวเดินทางนมัสการสังเวชนียสถาน โอกาสที่คุณยายอาจารย์ตรีธา เนียมขำ เจริญอายุ ๘๐ ปี ที่วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ได้ปรารภว่า น่าจะมีที่สักแห่งหนึ่งพอสร้างห้องน้ำ ที่พักถวายเพลพระ ใกล้ๆ กับชายแดน น่าจะเป็นการบรรเทาความเดือดร้อน ลำบาก ให้คนแสวงบุญ คุณยายบอกว่า ขอให้ท่านเจ้าคุณดำเนินการให้ด้วย จะเป็นบุญกุศลอย่างมาก จากนั้นได้รับปัจจัยบริจาคมาเป็นทุนเริ่มต้นในการจัดสร้าง จึงน้อมรับมาปฏิบัติ

พระราชรัตนรังษี
๙ มีนาคม ๒๕๔๙

เป็นที่ทราบกันดีว่า...การเดินทางสู่แดนพุทธองค์ ประเทศอินเดียนั้น สิ่งที่ผู้แสวงบุญทำใจลำบากมากที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องการเข้าห้องน้ำห้องสุขา...เพราะที่อินเดีย กล่าวขวัญกันมากว่าเป็นประเทศที่มีห้องน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก...ด้วยเวลาเข้าห้องน้ำแต่ละครั้งต้องมีกฎกติกา มารยาท ในการเข้าห้องน้ำว่า...หญิงซ้าย ชายขวา พระคุณเจ้าด้านหน้า แม่ชีด้านหลัง...โดยมีรถทัวร์ที่นั่งกันมาเป็นศูนย์กลาง ก็คือต้องไปทุ่งกันหรืออาศัยราวป่า ข้างกำแพงเก่าบ้าง ป่าถั่วแระบ้าง หรือไม่ก็ลงทุ่งข้าวสาลีนั่นเอง เป็นความลำบากสำหรับผู้ไม่คุ้นเคย...(แต่สำหรับท่านที่มาบ่อยจะชอบมาก เพราะบรรยากาศการเข้าห้องน้ำที่อินเดียนั้น เลือก Location ได้ตามใจ ไม่ต้องรอคิว...และก็สะอาดแบบธรรมชาติ)



พระธรรมทูตไทย สายประเทศอินเดีย นำโดยท่าน เจ้าคุณพระราชรัตนรังษี ได้มองเห็นความลำบากนี้ จึงได้มอบหมายให้ไปดำเนินการซื้อที่ดินเพื่อการสร้างพุทธวิหาร บริเวณใกล้ด่านโสเนารี (Sonauli) ห่างจากเขตชายแดนอินเดียก่อนเข้าสู่ลุมพินีแดนประสูติประเทศเนปาลประมาณ ๒ กิโลเมตร...สิ่งจำเป็นเร่งด่วนในการก่อสร้างอันดับแรกนั่นก็คือการสร้างห้องน้ำ...เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้แสวงบุญ...ทั้งชาวพุทธไทยและชาวพุทธประเทศอื่นๆ และจะขยายโครงการเป็นที่แวะพักรับประทานอาหารถวายเพลพระ พร้อมทั้งสร้างเป็นสำนักงานพระธรรมทูต สายประเทศอินเดียและเนปาล อีกทั้งยังจะเป็นที่อำนวยความสะดวกกรณีด่านปิด วีซ่า หนังสือเดินทางมีปัญหา พระธรรมทูตก็คอยให้การช่วยเหลือได้ที่นั่น



เบื้องต้นท่านเจ้าคุณอาจารย์ให้ไปเจรจาขอเช่าที่ดินวัดพม่า ซึ่งพม่ามีที่ดินอยุ่แล้ว แต่ผู้เขียน ไม่เห็นด้วย...เพราะเกรงว่าหากมีผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัวในกาลข้างหน้า...ในที่สุดเพื่อความสบายใจของคณะทำงาน ก็ตัดสินใจซื้อที่ดินในนามมูลนิธิวัดไทยกุสินารา...และดำเนินการก่อสร้าง จนได้เป็นรูปร่างสำเร็จ ใช้สอยได้แล้วตั้งแต่ฤดูกาลที่ผ่านมา ปี ๒๕๕๐ จนผู้แสวงบุญส่วนใหญ่จะเรียกว่า สุขาราม หรือแดนสุขาวดี ณ ขณะนี้สร้างเสร็จ เป็นห้องน้ำห้องสุขา รวม ๓๕ ห้อง...สำหรับอุบาสิกา ๒๐ ห้อง อุบาสก ๑๐ ห้อง พระสงฆ์อีก ๕ ห้อง ตามอัตราส่วนของจำนวนผู้มาแสวงบุญ



มีปรัชญาการเชิญชวนทำบุญกับห้องน้ำนี้ว่า ทำบุญปลดทุกข์ เห็นสุขทันตา ก็เป็นอันว่า มีเจ้าศรัทธาร่วมสร้างเป็นอันมากจนเกินความคาดหมาย ดั่งที่เห็น และจะมีโครงการขยายสาขาทั่วสังเวชนียสถานต่อไป พร้อมยังมีมุมอินเดียน้อย...ให้ท่านได้นั่งซดกาแฟอร่อย ชิมโรตีร้อนๆ ผสมนมข้น...ช้อปปิ้งของที่ระลึก ดำเนินการโดยนักศึกษาไทยในอินเดียและ มีหมากอินเดียให้เคี้ยวเพื่อเข้าบรรยากาศจริงๆ ในช่วงรอทำเอกสารเข้าสู่ประเทศเนปาล...หวังว่าท่านคงสบายใจเรื่องห้องน้ำได้แล้วฯ

...............................................................................

เนื้อเรื่อง พระราชรัตนรังษี , "ชีวิตและงานพระธรรทูตไทย ในอินเดีย" โดย ดร.พระมหาคมสรณ์ คุตตธมฺโม



การสร้างเวจกุฎี ห้องน้ำห้องส้วม มีอานิสงส์มากครับ พระพุทธเจ้าเคยตรัสถึงช่างทอง สร้างเวจกุฎีถวายบูชาพระรัตนตรัยด้วยศรัทธาเลื่อมใส ได้เสวย
สุขในสุคติโกลสวรรค์ และเป็นปัจจัยให้ถึงซึ่งพระนิพพาน

พระองค์เองก็เคยสร้างเวจกุฎี และที่สำหรับอาบแก่พระภิกษุสามเณรได้ตั้งสัตยธิษฐานว่า ขอให้ได้เป็นพระพุทธเจ้า พระองค์หนึ่ง ในอนาคตกาล ด้วยผลแห่งอานิงส์ ที่ได้สร้างเวจกุฎีให้เป็นสาธารณะทานนี้ ครั้นทำลายขันธ์แล้วก็ไปบังเกิดสวรรค์เสวย ทิพย์สมบัติอยู่ชั้นดุสิตครั้นจุติจากชาตินั้นแล้ว ได้ท่องเที่ยงอยู่สังสารวัฎฎ์จนบารมีเต็มเปี่ยมแล้วจึงตรัสเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าครับ




 

Create Date : 16 กันยายน 2551    
Last Update : 16 กันยายน 2551 8:59:47 น.
Counter : 480 Pageviews.  

สายฝนแห่งเมตตา

สวัสดีทุกท่านครับ

ระยะนี้มีฝนฟ้าคะนองกระจายในกรุงเทพ และต่างจังหวัด เห็นฝนตกแล้วนึกถึงเรื่อง สายฝนแห่งเมตตา จึงนำมาฝากครับ

ในที่ใดเดือดร้อนแล้งกันดาร ย่อมต้องการเมตตามหาศาล
ราวสายฝนพราวฟ้าพรมประทาน ให้พ้นพาลภัยทุกข์ที่เบียดเบียน




สมัยหนึ่งในแคว้นโกศล ฝนขาดช่วงนาน ไม่ตกเลย บรรดาข้าวกล้าทั้งหลายเหี่ยวแห้งหมด แอ่งน้ำ และสระน้ำ ในที่นั้น แห้งขอด แม้แต่ สระโบกขรณีเชตวัน ซึ่งอยู่ใกล้ซุ้มประตู พระเชตวันมหาวิหาร ก็แห้งเป็นโคลนตม

เหล่าฝูงนกฝูงกา ได้โอกาส พากันรุม ใช้จะงอยปาก จิกทึ้งหาปลา และเต่า ที่กระเสือก กระสนอยู่ในเปือกตม เอามากินทั้งๆที่ ดิ้นรน ทุกข์ยาก ลำบากอยู่

เมื่อพระศาสดาได้ทอดพระเนตร เห็นความพินาศของฝูงสัตว์น้ำทั้งหลายนั้น ด้วยพระมหากรุณาของพระองค์ ทรงเตือนพระทัยให้ทรงอุตสาหะว่า

"วันนี้เราควรจะให้ฝนตก ช่วยเหลือสัตวโลกทั้งหลายไว้"

ครั้นราตรีสว่างแล้ว ทรงออกบิณฑบาตพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จเข้าสู่พระนครสาวัตถี ต่อเมื่อเสด็จกลับแล้ว ภายหลังภัตร เรียบร้อย ก็เสด็จไปประทับยืนอยู่ ที่บันไดของสระโบกขรณีเชตวัน แล้วตรัสเรียก พระอานนท์มา ทรงกล่าวว่า

"ดูก่อนอานนท์ เธอจงเอาผ้าอาบน้ำมา เราจะสรงน้ำในสระโบกขรณีเชตวัน"

พระอานนท์ฟังรับสั่งแล้วก็สงสัย ทูลถามกลับไปว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็น้ำในสระแห้งขอด เหลือแต่เพียงเลนตม เท่านั้น มิใช่หรือ พระเจ้าข้า"

พระผู้มีพระภาคทรงตอบ พร้อมทั้งสำทับย้ำอีกว่า "ตามธรรมดาแล้ว กำลังของพระพุทธเจ้า ใหญ่หลวงนัก เธออย่า สงสัยเลย จงนำเอา ผ้าอาบน้ำมาเถิด"

ได้ยินดังนั้น พระอานนท์จึงไปนำผ้ามาถวาย ครั้นพระศาสดาทรงนุ่งผ้าอาบน้ำ เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ประทับยืนอยู่ที่ บันไดสระน้ำ ทรงอธิษฐาน (ตั้งใจ) ด้วยพระมหากรุณาธิคุณว่า "เราจะสรงน้ำในสระโบกขรณีเชตวันนี้ ฝนจงตกลงมาเถิด"



ทันใดนั้นเอง...บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ (ที่ประทับ) ของท้าวสักกะจอมเทพ ก็สำแดงอาการ ร้อนจัดขึ้น จึงทรงตรวจหาสาเหตุ กระทั่งทรงทราบ ความตั้งพระทัย ของพระพุทธองค์แล้ว ก็รีบรับสั่งเรียก วลาหกเทวราช (ผู้มีจิตใจสูง อันเป็นเจ้าแห่งฝน) มาเฝ้า แล้วตรัสบอกว่า "พระบรมศาสดา ทรงตั้งพระทัย จะสรงน้ำ ในสระโบกขรณีเชตวัน ที่แห้งขอด ขณะนี้ ประทับยืน อยู่ที่บันไดสระแล้ว ท่านจงกระทำแคว้นโกศลทั้งหมด ให้มีพยับเมฆ พยับฝนไปทั่ว บันดาลให้ฝนตก โดยเร็วเถิด"

วลาหกเทวราช รับเทวบัญชาแล้ว ก็สำแดงอานุภาพ ทันใดนั้น ทันที ปรากฏหมู่เมฆ ขนาดลานนวดข้าว ซ้อนเป็นชั้นๆ หนาทึบ มีเสียง คำรณคำราม สายฟ้าแลบ แปลบปลาบ แล้วฝนก็ร่วงหล่น พร่างพราวฟ้า สาดเทลงมา ราวกับคว่ำหม้อน้ำใหญ่ เทลงมาฉะนั้น

ตลอดทั่วแคว้นโกศล จึงชุ่มฉ่ำ สายน้ำไหลบ่าไปทุกที่ ฝนตกอยู่ไม่ขาดสาย เพียงครู่เดียวเท่านั้น น้ำก็เต็มหนองบึง แม้สระโบกขรณีเชตวัน น้ำก็ล้นปรี่ ถึงบันไดชั้นบนสุด ที่พระผู้มีพระภาค ประทับยืนอยู่

เมื่อพระศาสดาสรงน้ำเสร็จแล้ว ทรงครองผ้าเป็นที่เรียบร้อย ก็เสด็จไปประทับอาสนะ (ที่นั่ง) ที่ปูลาดไว้ข้างพระคันธกุฎี (ที่พัก) ประทานโอวาท แก่ภิกษุสงฆ์ ทั้งหลาย หลังจากนั้นแล้ว จึงทรงพักผ่อน

ตกเย็นวันนั้นเอง หมู่ภิกษุประชุมสนทนากันในธรรมสภาว่า

"ท่านทั้งหลายจงดูเถิด ถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่คือ ขันติและความเมตตากรุณาของพระศาสดา ในยามที่ข้าวกล้าเหี่ยวเฉา บ่อน้ำเหือดแห้ง ฝูงปลาและเต่า ประสบทุกข์ใหญ่หลวง พระพุทธองค์ ทรงพระกรุณา ครองผ้าอาบน้ำด้วยมุ่งพระทัย จะให้สรรพสัตว์พ้นทุกข์ ทรงสามารถ บันดาลให้ฝนตกได้ ทรงปลดเปลื้อง ทุกข์กายทุกข์ใจ แก่มหาชนทั้งหลาย"

ขณะนั้นพระศาสดาพอดีเสด็จมาสู่ธรรมสภา ทรงทราบเรื่องที่เหล่าภิกษุ สนทนากันแล้ว จึงตรัสว่า "มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่ตถาคต ทำให้ฝนตก ในยามที่สรรพสัตว์ พากันลำบาก แม้ในกาลก่อน เมื่อตถาคตกำเนิด เป็นสัตว์ดิรัจฉาน ก็ได้เคยทำให้ฝนตก มาแล้ว เหมือนกัน"



แล้วทรงนำเรื่องเก่าก่อนนั้นมาตรัสเล่า

ในอดีตกาล มีลำห้วยแห่งหนึ่งล้อมรอบด้วยป่าเถาวัลย์รก เคยอยู่ตรงที่สระโบกขรณีเชตวันในปัจจุบันนี้เอง

ครั้งนั้นมีปลาฝูงหนึ่ง อาศัยอยู่ในลำห้วยนั้น โดยมีปลาจ่าฝูงคอยดูแล รักษาบริวารทั้งปวง แม้ในคราวนั้น ท้องที่แถบนั้นทั้งหมด ก็แล้งฝน ข้าวกล้า ของพวกมนุษย์ ก็เหี่ยวแห้ง บ่อบึงทั้งหลาย ก็แห้งเหือด แม้ลำห้วยนั้น ก็แห้งขอด ฝูงปลาและเต่า บรรดาสัตว์น้ำ นานาชนิด ต้องติดอยู่ ในเปือกตม รอความตาย จะมาถึง

หมู่นกการ่าเริง ยินดีนัก พากันบินมาหาเหยื่อ รุมจิกทึ้งฝูงปลา ด้วยจะงอยปาก สร้างความพินาศ ให้แก่ฝูงปลา เป็นอันมาก แม้จะพยายาม ซุกซ่อน อยู่ในโคลนตมก็ตาม หัวหน้าจ่าฝูงปลา จึงคิดขึ้นว่า

"ผู้อื่นใครเล่าจะมาปลดเปลื้องทุกข์ให้แก่ฝูงปลานี้ได้ นอกเสียจาก เป็นเราผู้เดียวเท่านั้น เราจะกระทำ สัจจกิริยา (การตั้งจิต ให้ด้วยการ กล่าวแสดง ความสัตย์จริง) ให้ฝนตก ให้หมู่ญาติของเรา รอดพ้นจากความตายไปได้"

ตั้งจิตอธิษฐานดังนั้นแล้ว หัวหน้าจ่าฝูงปลา จึงแหวกเปือกตมสีดำสนิท ขึ้นสู่ผิวของโคลนเลน ปรากฏกายสีเหมือน ต้นอัญชัน ดวงตา ทั้งสอง สุกใส ดังแก้วมณีเจียระไน แหงนหน้ามอง ท้องฟ้าเบื้องบน แล้วเปล่งเสียง สำเนียง ก้องกังวาน แจ่มใสว่า



"ข้าแต่เจ้าแห่งฝน ข้าพเจ้าและพวกญาติมิตรทั้งหลายเดือดร้อนมาก ขอให้ท่าน จงตกลงมาเถิด ในเมื่อข้าพเจ้า เป็นผู้ทรงศีล กำลัง ลำบากอยู่ ไยท่านไม่ช่วย ให้ฝนตกลงมาเล่า ข้าพเจ้า แม้จะเกิดในฐานะ ที่จะกัดกิน พวกเดียวกันได้ แต่ก็ยังไม่เคย เบียดเบียน ทำลาย ชีวิต ผู้อื่นเลย นับจากปลาเล็ก ขนาดเท่าเมล็ดข้าวสาร ไปจนถึงสัตว์ใหญ่อื่นๆ ข้าพเจ้ามิได้เคย แกล้งฆ่าชีวิตใดเลย

ด้วยสัจวาจานี้ ข้าแต่ฝน...ขอท่านจงตกลงมา จงทำลายขุมทรัพย์ของกาเสีย จงทำกาให้เศร้าโศก ด้วยการจับกินปลาไม่ได้ ช่วยปลดเปลื้อง ข้าพเจ้า และหมู่ญาติ ให้พ้นทุกข์ทรมาน จากการรอ ความตายด้วยเถิด

สิ้นกระแสเสียงของสัจวาจานั้น เมฆฝนก็ก่อตัวปกคลุมหนาทึบทั่ว แล้วฝนห่าใหญ่ ก็ตกเทลงมามากมาย ทำให้มหาชน พ้นภัยจาก ความอดอยาก ขาดแคลน และสัตว์น้ำทั้งหลาย ก็พ้นทุกข์ จากความตายไปได้

จบชาดกนี้แล้ว พระศาสดาก็ตรัสว่า

"ฝูงปลาในครั้งนั้น ได้มาเป็นพุทธบริษัทในบัดนี้ ส่วนเจ้าแห่งฝน ได้มาเป็นพระอานนท์ ในบัดนี้ และ หัวหน้าปลาจ่าฝูง ได้มาเป็นเรา ตถาคต นี่เอง"




 

Create Date : 14 กันยายน 2551    
Last Update : 14 กันยายน 2551 8:30:40 น.
Counter : 758 Pageviews.  

.. คนน่ารัก..




ท่านผู้รู้กล่าวว่า วิธีทำให้คนรัก มีอยู่สองแบบด้วยกัน นั่นคือ แบบโลกวิธี และ แบบพุทธวิธี แบบที่ชาวโลกทั่วไปทำกัน โดยมากก็คือ การบังคับให้คนอื่นมารักตัว ในที่นี้หมายความว่า เอาใจหรือเจตนาเข้าไปบังคับ อยากแต่ให้เขารัก ถ้าเขาไม่รัก ก็พาลหาว่าเขาเป็นคนไม่ดี “คนไร้หัวใจ ไม่รู้จักรัก” (ว่ากันไปโน่น) เจตนาที่จะสร้างความรักนั้น เป็นเจตนาที่พุ่งไปหาคนอื่นฝ่ายเดียว เมื่อไม่ได้ดังใจ ก็เลยเกิดภาวะสลับขั้ว คิดโกรธอาฆาตแค้นไปเลย ภรรยาไม่รักก็คิดแต่ว่าภรรยาไม่ดี สามีไม่รักก็คิดแต่ว่าสามีเถลไถล ทำการงานเจ้านายไม่โปรด ก็พาลหาว่าเจ้านายลำเอียง หนักเข้าแทนที่จะแก้ตัวเอง ก็เลยคิดหาทางจะปรับปรุงภรรยา สามี หรือเจ้านายโดยไม่ได้ดูตัวเองเลย นี่แหละคือ โลกวิธี

อีกแบบหนึ่ง แทนที่จะไปจัดที่คนอื่นหรือทำให้คนอื่นมารักเรา ก็ย้อนกลับเข้ามาจัดที่ตัวเราเอง คือทำให้เป็น “คนน่ารัก” ถือหลักใหญ่ว่า ถ้าตัวเราน่ารัก คนอื่นเขาก็รัก จะขอเสนอตัวอย่างง่ายๆ เวลาเรายืนอยู่หน้ากระจกเงาบานใหญ่ มองดูที่จะกระจกเงา ถ้าเราอยากเห็นเงาในกระจกยิ้มจะทำอย่างไร จะใช้ปืนขู่ จะพูดจาโอ้โลมหรือ ก็เปล่า! ง่ายนิดเดียว เราก็ยิ้มเสียเอง พอเรายิ้ม เงามันก็ยิ้มกับเรา นี่แหละคือ พุทธวิธี

การทำให้คนรักแบบทางโลก ก็เหมือนการขู่หรือพูดโอ้โลมให้เงายิ้ม ซึ่งไม่มีทางจะสำเร็จหรือคงอยู่ถาวร ส่วนแบบพุทธวิธี ก็คือการปรับที่ตัวเรานั่นคือ เรายิ้มเสียเอง วิธีทำให้คนรักแบบโลกๆ เราตั้งปัญหาว่า “ทำอย่างไรเขาจึงจะรักเรา?” แต่แบบพุทธวิธีท่านกลับปัญหาเสียใหม่ว่า “ทำอย่างไรเราจึงจะเป็นที่รักของเขา?” ถ้าเราศึกษาจะพบว่า พระพุทธองค์ทรงสอนมุ่งเข้าสู่การปรับปรุงตัวเองเป็นสำคัญ เช่น การรักษาศีล ให้เว้นทุจริต ให้ประพฤติสุจริต คือให้เราเป็นผู้เว้น เป็นกระผู้ทำทั้งสิ้น ผมยังไม่เห็นธรรมะข้อใดที่พระพุทธองค์สอนให้เราบังคับคนอื่นทำดี แต่ตัวเราไม่ต้องทำก็ได้ เมื่อเราเข้าใจหลักการแล้วว่า การครองใจคน หรือการทำให้คนรักก็คือ การทำให้ตัวเราน่ารักเสียก่อน

คำถามมีว่า ทำอย่างไรตัวเราจึงจะน่ารักล่ะ ? หรือ คนทั้งหลายเขารักคนอย่างไร ? ซึ่งคำถามนี้ก็ได้มีผู้ทรงปัญญาคิดค้นหาคำตอบไว้แล้วว่า จิตใจคนเราโดยทั่วๆ ไป รักอะไร? สิ่งพิเศษอันนั้น ที่เมื่อคนทั้งหลายเห็นเข้าเป็นต้องเกิดความรักในผู้นั้น ก็คือ “ความงาม” ตามหลักทางพุทธศาสนานั้น มนุษย์จะงามมากงามน้อย ก็โดยคุณสมบัติสี่ประการคือ อาภรณ์ ร่างกาย มารยาทและจิตใจ ความงามทั้งสี่นี้ น้ำหนักไม่เท่ากัน สองอย่างหลัง ซึ่งจัดเป็นความงามภายในมีน้ำหนักมากกว่า ความงามสองอย่างแรกซึ่งจัดเป็นความงามชั้นนอก ลองดูตัวอย่างง่ายๆ ระหว่างหญิงแต่งตัวดี มีเครื่องประดับงดงาม แต่ร่างกายไม่สมประกอบ กับหญิงผิวพรรณดี รูปร่างดี เสียงดี แต่ขาดอาภรณ์งาม อย่างไหนที่เราจะเลือกเป็นคู่รัก? แน่นอนว่าเป็นคนที่สอง เพราะเครื่องประดับภายนอกยังเปลี่ยนกันได้ เช่นเดียวกัน หญิงงามหุ่นดีหน้าตาดีแต่ปากจัด มารยาทไม่งาม ก็ใช่ว่าจะเป็นต่อผู้หญิงที่ดูธรรมดาแต่อยู่ด้วยแล้วสบายใจ เพราะความงามภายในของเธอใช่ไหมครับ? (ผมตอบแทนก็แล้วกันว่า “ใช่”) ในทางศาสนาท่านเพ่งเล็งเรื่องมารยาทและจิตใจเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งถือว่าเป็นศูนย์กลางของความงามทีเดียว

เนื้อเรื่อง นายแพทย์ไพศาล บุญสะกันต์ ภาพประกอบอินเตอร์เน็ต

โดยสรุป การที่คนเราจะรักกัน ก็เพราะเห็นความงามของอีกฝ่าย คือ งามอาภรณ์ งามร่างกาย งามมารยาท และงามจิตใจ ยิ่งงามพร้อมครบสี่ประการมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นที่รักมากเท่านั้น




 

Create Date : 06 กันยายน 2551    
Last Update : 6 กันยายน 2551 13:03:23 น.
Counter : 195 Pageviews.  

หลักธรรมตามรอยพระยุคลบาท



สวัสดีทุกท่านครับ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีในทุกด้าน ทรงมีความเป็นไทยอย่างที่สุด ดูได้จากพระราชจริยวัตรของพระองค์ ทั้งเรียบง่าย พอดี และมีความอ่อนน้อมถ่อมตน วันนี้เสนอประมวลหลักสิบข้อที่พระเจ้าอยู่หัวทรงแสดงให้เราดูมาตลอด หลักนี้สามารถใช้ได้กับทุกอาชีพทุกคน ขอให้ทบทวนทีละข้อว่าเราจะปฏิบัติกันได้ไหม แล้วดูว่าที่พระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัตินั้น ปฏิบัติอย่างไรครับ

๑.ทำงานอย่างผู้รู้จริง และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์

“จำได้ไหมครับ ที่เคยรับสั่งว่า “รู้ รัก สามัคคี” คำแรกที่ทรงสอนคือ “รู้” เพราะฉะนั้นจะทำอะไรขอให้เริ่มที่ความรู้ก่อน พระองค์ท่านบอกว่าต้องมีสติ และสติที่เกิดขึ้นจะทำให้เกิดสิ่งที่สูงกว่า นั่นคือ “ปัญญา” เราจึงต้องเป็นผู้รู้จริงในการทำงาน พระองค์ท่านมีเอกสารศึกษาวิธีทำแต่ละเรื่อง ทรงศึกษาอย่างละเอียด ก่อนตัดสินพระทัยลงไปช่วยพัฒนาประชาชนนั้น ทรงศึกษาก่อน เตรียมก่อน เมื่อพร้อมแล้วจึงลงไปทำ”

๒.ความอดทน มุ่งมั่น ยึดธรรมะ และความถูกต้อง

“ตลอดระยะเวลา ๖๐ ปี พระเจ้าอยู่หัวทรงงานหนัก ผลพวงมาออกตอนพระชนมายุ ๗๒ พรรษา ต้องเสด็จมาประทับที่พระราชวังไกลกังวล หัวหิน เพื่อรักษาอาการปวดพระปฤษฎางค์ เท่าที่ทราบมา ทรงใช้พระวรกายจนสึกหรอแล้ว เราจะเฉยอยู่ได้อย่างไร.... พระองค์ท่านทรงอดทนมาตลอด ๖๐ ปี ต้องเผชิญปัญหาทั้งชาติ ... พระองค์ทรงยึดถือธรรมะและความถูกต้องยิ่งกว่าอื่นใด เมื่อคนถวายเงิน “โดยเสด็จพระราชกุศล” พระองค์ท่านก็กำชับนักหนาให้ดำเนินการอย่างถูกต้อง ทุกกระเบียดนิ้ว ... เชื่อเถอะครับ ถ้าคุณยึดในความถูกต้องแล้วคุณจะสบายใจ จะเผชิญหน้ากับทุกสิ่งได้อย่างสบายใจ แต่ถ้าคุณมีแผลแม้แต่นิดเดียว คุณจะไม่กล้าหันหลังให้ใคร ไม่กล้ามองหน้าใคร ... หากยึดความถูกต้อง ชีวิตเราก็มีความสุข ไม่ต้องทุกข์ ไม่ต้องกลัวอะไร...”

๓.ความอ่อนน้อมถ่อมตน เรียบง่าย และประหยัด

“เห็นเวลาเสด็จเยี่ยมราษฎรไหม ทรงโน้มพระวรกายเข้าหาประชาชน ทรงคุกเข่าต่อหน้าประชาชน ทรงถามทุกข์สุขทรงปรึกษาหารือกับเขาเป็นชั่วโมง ประชาชนนั่งพับเพียบ พระองค์ท่านก็ทรุดพระวรกายนั่งพับเพียบเสมอบนพื้นเดียวกัน ... ในขณะที่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของเราเดินก๋า คนใหญ่คนโตระดับเจ้ากระทรวงเดินผูกผ้าขาวม้า เดินตรวจราชการลอยไปลอยมา”

๔.มุ่งประโยชน์ของคนส่วนใหญ่เป็นหลัก

“ผมเคยไปขอพระราชทานพร กราบบังคมทูลว่า วันนี้เป็นวันเกิดพระพุทธเจ้าค่ะ ขอพระราชทานพร พระองค์ท่าน พระราชทานว่า “ขอให้มีร่างกายที่แข็งแรงเพื่อสามารถทำประโยชน์ให้กับคนอื่นได้ ขอให้มีความสุขจากการทำงาน และขอให้ได้รับความสุขจากผลสำเร็จของงานนั้น” ไม่มีเลยของส่วนตัว แข็งแรงก็ไม่ใช่ส่วนตัว แข็งแรงเพื่อไปรับใช้คนอื่นเขา ความสุขก็คือการทำงานให้คนอื่น เมื่องานสำเร็จเราก็จะมีความสุข ตั้งแต่ร่างกายจนกระทั่งการกระทำของเรา เพื่อคนอื่นทั้งนั้น”

๕.รับฟังความเห็นของผู้อื่น เคารพความคิดที่แตกต่าง

“บ้านเมืองที่ทะเลาะกันอยู่ทุกวันนี้ เป็นเพราะเราไม่รับฟังความเห็นของผู้อื่น ... ทรงเตือนให้นั่งปรึกษาหารือกัน ฟังเขาแสดงเหตุแสดงผลออกมา แล้วเราแสดงเหตุแสดงผลออกไป เหตุผลอันไหนจะยอมรับได้มากกว่า เมื่อตกลงกันได้แล้วก็เลิกเถียงกัน ลงมือปฏิบัติเลย ทรงรับสั่งเอาไว้อย่างเรียบง่าย เพราะถ้าไม่ยอมกัน ต่างเอาชนะคะคานกัน แล้วเริ่มต้นด้วยวาจา ตามด้วยร่างกาย ผลสุดท้ายก็ตีกัน ... ท่านสอนให้ใช้เหตุผล ลองมานั่งนึกดูว่าเหตุผลที่ดีที่สุด น่ายอมรับที่สุดคืออะไร และผลสุดท้ายก็จะตกลงกันได้ นี่สิครับเป็นหนทางของมนุษย์ที่มีสติและปัญญา ไม่ใช่ความคิดกูเป็นที่ตั้ง จะเอาอย่างนี้ ใครอย่าเถียง นี่คือคนเถื่อนแล้ว ไม่ใช่คนมีสติปัญญา”

๖.มีความตั้งใจจริงและขยันหมั่นเพียร

“พระเจ้าอยู่หัวเวลาทรงทำอะไร ทรงมุ่งมั่นมาก เรื่องความขยันไม่ต้องพูด ทรงงานไม่มีวันเสาร์ วันอาทิตย์ ไม่มีเวลากลางวันกลางคืน ... วันนั้นเสร็จงานห้าทุ่ม เสด็จฯ ไปแล้ว เราก็กลับเข้าค่ายมฤคทายวัน เราเหนื่อยมาตั้งแต่บ่ายสี่จนถึงห้าทุ่ม แผ่นอนสลบไสล ตีสองทรงเรียกไปขอแผนที่ ขอข้อมูลเพิ่มเติม ในขณะที่เรากลับไปสลบไสล ทรงกลับไปทรงงานต่อ เราละอายไหมครับ แล้วเรื่องแบบนี้ปรากฎขึ้นตลอดเวลาตราบใดที่งานไม่เสร็จ จะต้องต่อเนื่องไม่มีวันจบจนกระทั่งงานบรรลุ”

๗.ความสุจริตและความกตัญญู

“ความสุจริตเป็นเรื่องที่จะทรงแสดงให้เห็น ... ส่วนเรื่องความกตัญญูก็ไม่ใช่เฉพาะความกตัญญูที่ทรงแสดงกับสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเท่านั้น ได้ทรงแสดงให้เห็นถึงความกตัญญูต่อแผ่นดิน ความกตัญญูต่อสิ่งต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ ถ้าเป็นเรื่องของส่วนรวมนั้น พระเจ้าอยู่หัวได้ทรงแสดงให้พวกเราดูและทรงเตือนพวกเราให้ยึดสิ่งนั้นไว้ เพราะเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ และเป็นเรื่องที่มีคุณค่า...”

๘.พึ่งตนเอง ส่งเสิรมคนดีและคนเก่ง

“พึ่งตนเองคือเศรษฐกิจพอเพียง พระเจ้าอยู่หัวทรงบอกว่าคำที่สำคัญที่สุดในเรื่องนี้คือคำว่า “พอ” ทุกคนต้องกำหนดเส้นความพอของตนเองให้ได้ และยึดเส้นนั้นให้เป็นมาตรฐานของตน... เศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่การกลับไปปลูกถั่วปลูกงา ทำการเกษตร หากต้องตั้งวิถีชีวิตให้เป็นแบบไทยๆ วิถีชีวิตที่เรียบง่าย ธรรมดา เดินทางสายกลาง ... ส่วนการส่งเสริมคนดีและคนเก่งก็หมายถึง ใครดีใครเก่งก็ให้สนับสนุน มีนายบางคนอิจฉาลูกน้อง ไอ้นี่จะล้ำหน้าไปแล้ว เป็นความคิดต่ำช้าที่สุด ตรงกันข้าม ถ้าเขาเก่งจริงสนับสนุนเขาเลย นี่คือสิ่งที่ควรทำกัน”

๙.รักประชาชน

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงบอกว่า หากมีคนถามว่าฉันทำอาชีพอะไร ให้ตอบว่า “ทำราชการ” พระองค์ท่านทรงรักประชาชน ทำงานเพื่อประชาชน คนที่รับราชการถือว่า “รับงานของราชะมาทำต่อ” สิ่งแรกที่ต้องทำคือ รักประชาชนและทำงานเพื่อประชาชน พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า ปลูกต้นมะม่วงแล้วได้ลูกมะม่วง ไม่ใช่ปลูกมะม่วงแล้วได้ทุเรียน คุณปลูกความดี คุณก็ได้ความรักกลับมาแน่นอน”

๑๐.การเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน

“พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า รู้ไหมบ้านเมืองอยู่รอดมาได้ทุกวันนี้เพราะอะไร เพราะคนไทยยังให้กันอยู่ คำสั้นๆ คำเดียว “เรายังให้กันอยู่” คนในครอบครัวยังช่วยเหลือกัน คนในชุมชนยังเอื้อกัน เวลาเกิดทุกข์ยากที่ไหนทุกคนยังรวมตัวกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน”

เนื้อเรื่อง ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา

ช่วงนี้บ้านเมืองไม่สงบ ถึงเวลาที่จะน้อมหลักธรรมนี้ไปปฏิบัติเพื่อความร่มเย็นเป็นสุขครับ




 

Create Date : 06 กันยายน 2551    
Last Update : 6 กันยายน 2551 12:55:25 น.
Counter : 248 Pageviews.  

ทางแห่งความสำเร็จ

อิทธิบาทสี่...ล้ำ.............................เลิศคุณ
ฐานแห่งสำเร็จหนุน......................ส่งให้
ธรรมสี่อย่างเจือจุน........................กันอยู่
ปฏิบัติครบถ้วนได้.........................สิ่งพร้อมอเนกอนันต์



ฉันทะ...รักสิ่งนั้น..........................เป็นกำลัง
รักใคร่ในสิ่งหวัง............................ก่อนสร้าง
พอใจยิ่งเสริมพลัง...........................สำเร็จ
ธรรมหนึ่งพึงอย่าร้าง.......................เริ่มไว้ในใจ



วิริยะ...ไม่ท้อ................................พยายาม
บากบั่นพากเพียรตาม.....................ต่อตั้ง
ทำติดต่อทุกยาม............................เสมออยู่
ธรรมสื่อหมายรวมทั้ง......................แกร่งกล้าหาญจริง



จิตตะ...ไม่ทอดทิ้ง.........................สิ่งใด
ฝักใฝ่ใสใจใน................................สิ่งนั้น
สมาธิแน่วแน่ใจ.............................จดจ่อ
ทำสิ่งมุ่งหวังนั้น.............................แจ่มแจ้งแสดงมา



วิมังสา...ลึกซึ้ง...............................ตริตรอง
หมั่นตรวจสอบทดลอง.....................พิสูจน์ไว้
ปัญญาสอดส่องมอง.........................ผลเหตุ
ทุกสิ่งสำเร็จได้...............................อย่างนี้หรือไฉน



ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา นี้เรียกว่าอิทธิบาท 4 เป็นหัวใจแห่งความสำเร็จทั้งมวล แปลอย่างจำง่ายว่า ปักใจ บากบั่น วิจารณ์ ทดลอง ไม่ว่าจะทำกิจการใดถ้าประกอบด้วย 4 อย่างนี้เป็นสำเร็จทั้งสิ้น

1. ต้องปักใจ รักการนี้จริงๆ ประหนึ่งชายหนุ่มรักหญิงสาว
2. ต้องบากบั่น พากเพียรเอาจริงเอาจัง
3. วิจารณ์ ตรวจดูการปฏิบัติให้ถูกต้องตามแนวสอนของอาจารย์ให้ดีที่สุด
4. ทดลองในที่นี่ได้แก่หมั่นใคร่คราญสอดส่องดูว่าวิธีการที่ทำไปนั้นมีอะไรขาดตกบกพร่องบ้าง

จากพระธรรมเทศนาของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ บทกวีโดยคุณ Oracle รูปจากอินเตอร์เน็ต

มีสุภาษิตบทหนึ่งว่า "ธรรมใดใดก็ไร้ค่า ถ้าไม่ทำ" งานบางอย่างต้องใช้เวลานาน ควรต้องปฏิบัติไปตามแผนโดยปักใจไม่ทอดทิ้ง เพราะการผัดวันประกันพรุ่งเป็นศัตรูกับความสำเร็จในกิจทั้งปวงครับ




 

Create Date : 04 กันยายน 2551    
Last Update : 4 กันยายน 2551 16:07:24 น.
Counter : 731 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  

ebusiness
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]







พระพุทธเจ้าทรงมอบสิ่งที่ดีที่สุดไว้ให้แก่มวลมนุษยชาติ สิ่งนั้นคือพระธรรมที่ใช้เป็นกรอบในการดำเนินชีวิตไปสู่สิ่งที่ดีงาม สู่ความเจริญสูงสุดของชีวิต ในฐานะชาวพุทธ ทุกคนมีหน้าที่ที่จะต้องดูแลรักษาสิ่งที่ดีเหล่านี้เอาไว้ให้ได้นานที่สุด อย่างน้อยก็ในช่วงชีวิตเราแต่ละคน
Friends' blogs
[Add ebusiness's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.