Group Blog
 
All blogs
 

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเปิดเผยความจริงให้พระภิกษุผู้สนใจศึกษากรรมของพระองค์เองได้ฟัง

ครั้งหนึ่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่ที่พื้นหินใกล้สระอโนดาต ได้ตรัสเปิดเผยความจริงให้พระภิกษุผู้สนใจศึกษากรรมของพระองค์เองได้ฟังว่า

ทรงตรัสว่าในชาติอื่นในกาลก่อน ทรงเห็นภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตรรูปหนึ่งแล้วได้ถวายผ้าเก่า และได้ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรก ผลแห่งกรรม คือการถวายผ้าเก่าย่อมอำนวยผลให้เป็นพระพุทธเจ้า

ในชาติอื่นในกาลก่อน เคยเป็นนายโคบาล ต้อนโคไปเลี้ยง เห็นแม่โคกำลังดื่มน้ำขุ่นมัว จึงห้ามมัน ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น ในภพหลังสุดนี้ แม้พระองค์จะกระหายน้ำ ก็ไม่ได้ดื่มน้ำตามความปรารถนา เพราะท่านเคยให้พระอานนท์ไปตักน้ำมาถวาย พระอานนท์ไปถึงที่แต่ไม่ตักมา ทูลว่าน้ำขุ่น จึงต้องตรัสย้ำอีก จึงจะได้น้ำสะอาดกลับมา

ในชาติอื่นในกาลก่อน เคยเป็นนักเลงชื่อปุนาลิ ได้กล่าวตู่พระปัจเจกพุทธเจ้าชื่อว่าสุรภี ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น ส่งผลให้ท่องเที่ยวอยู่ในนรกเป็นเวลานาน ได้เสวยทุกขเวทนาแสนสาหัส ด้วยผลกรรมอันเหลือนั้น ในภพหลังสุดนี้จึงได้คำกล่าวตู่เพราะเหตุแห่งนางสุนทริกา

ในชาติอื่นในกาลก่อน เคยตู่พระเถระ นามว่านันทะ จึงท่องเที่ยวอยู่ในนรกสิ้นกาลนาน เมื่อกรรมเบาบางได้ความเป็นมนุษย์แล้ว ได้การกล่าวตู่เป็นอันมาก ถูกนางจิญจมานวิกามากับหมู่ชน กล่าวตู่ว่าพระองค์ทำให้นางตั้งครรภ์

ในชาติอื่นในกาลก่อน ได้ฆ่าพี่น้องชายต่างมารดา เพราะเหตุแห่งทรัพย์ จับใส่ลงในซอกเขา และบดทับด้วยหินด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น พระเทวทัตจึงผลักก้อนหิน ก้อนหินกลิ้งลงมากระทบนิ้วแม่เท้าจนห้อเลือด

ในชาติอื่นในกาลก่อน เป็นนายควาญช้าง ได้ไสช้างให้ไล่พระปัจเจกพุทธเจ้า กำลังเที่ยวบิณฑบาต ด้วยวิบากกรรมนั้น ช้างนาฬาคิรีอันดุร้าย วิ่งเข้ามาเพื่อทำร้ายพระองค์ที่กรุงราชคฤห์

ในชาติอื่นในกาลก่อน เป็นลูกของชาวประมงอยู่ ในบ้านเกวัฏฏคาม เห็นคนทั้งหลายฆ่าปลาแล้ว เกิดความชื่นชมยินดี ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น เมื่อพระเจ้าวิฏฏุภะฆ่าเจ้าศากยะ จึงปวดศีรษะ

ในชาติอื่นในกาลก่อน ได้บริภาษพระสาวกทั้งหลาย ศาสนาของพระพุทธเจ้าพระนามว่าผุสสะ ว่าท่านทั้งหลายจงเคี้ยว จงกินแต่ข้าวแดง แต่อย่ากินข้าวสาลีเลย ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น พราหมณ์นิมนต์ให้พระองค์อยู่ในเมืองเวรัญชา ลืมถวายอาหาร ต้องบริโภคข้าวแดงตลอด ๓ เดือน

ในชาติอื่นในกาลก่อน ได้ทำร้ายนักมวยปล้ำ ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้นพระองค์ต้องมีพระอาการปวดหลัง

ในชาติอื่นในกาลก่อน เป็นหมอรักษาโรคได้ถ่ายยาให้เศรษฐีบุตรตาย ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น จึงเป็นโรคปักขันทิกะ

ในชาติอื่นในกาลก่อน ชื่อว่าโชติปาละ ได้กล่าวกับพระสุคตพระนามกัสสปะว่าโพธิญาณเป็นของยาก จะได้ที่โพธิมณฑลที่ไหน ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น พระองค์ได้ประพฤติกรรมที่ทำได้ยากมาก ทุกกรกิริยา ที่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคมตลอด ๖ ปี จึงได้บรรลุโพธิญาณ

ในตอนท้ายสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสรุปไว้ดีแล้วว่า พระองค์เป็นผู้สิ้นบาปและบุญ เว้นจากความเร่าร้อนทั้งปวงไม่มีความเศร้าโศก ไม่คับแค้น เป็นผู้ไม่มีอาสวะ จักนิพพาน




 

Create Date : 22 สิงหาคม 2551    
Last Update : 22 สิงหาคม 2551 17:38:21 น.
Counter : 125 Pageviews.  

อนุโมทนาวิธี เวลาไปทำบุญ แล้วพระให้พร ทราบความหมายกันไหมครับ?

เวลาไปทำบุญ แล้วพระให้พร ทราบความหมายกันไหมครับ

ในหนังสือสวดมนต์ของวัดเวฬุวัน ท่านแปลได้ไพเราะมาก
นำมาฝากกันครับ
...........................................................................

ยะถา วาริวะหา ปูรา ปะริปูเรนติ สาคะรัง
เอวะเมวะ อิโต ทินนัง เปตานัง อุปะกัปปะติ

บรรดาแม่น้ำในห้วยหนองคลองบึงบางต่างๆ
ย่อมไหลลงไปสู่มหาสมุทรสาครให้เต็มเปี่ยมฉันใด
ด้วยอำนาจกุศลผลสุจริตทาน ที่ท่านทั้งหลาย
ได้กระทำมาแล้วโดยชอบจงเข้าไปสำเร็จแก่เปรตชนทั้งหลาย
มีมารดาบิดา ปู่ย่า ตายาย ญาติ มิตรสหาย เป็นต้น
ที่ล่วงลับไปแล้ว ยังปรโลกฉันนั้นเถิด

อิจฉิตัง ปัตถิตัง ตุมหัง ขิปปะเมวะ สะมิชฌะตุ
สัพเพ ปูเรนตุ สังกัปปา จันโท ปัณณะระโส ยะถา
มะณิ โชติระโส ยะถา

ความปรารถนาอันใด ที่ท่านทั้งหลายตั้งไว้แล้วโดยชอบ
จงเข้าไปสำเร็จสมดังความมุ่งมาดปรารถนาอย่าได้ช้า
อย่าได้นาน ความดำระในใจอันใด ที่ท่านทั้งหลาย
ดำริไว้แล้วโดยชอบ จงสมบูรณ์โดยชอบ
สมดั่งมโนรสทุกอย่างทุกประการ
อนึ่งเล่า พระจันทณ์อันมณฑลย่อมโสภณ
ในวันเพ็ญปุรณมีดิถีที่ ๑๕ ค่ำแล
มีฉันใด ขอความปรารถนาของท่านทั้งหลาย
จงเข้าไปเต็มเปี่ยมฉันนั้นเถิด
อนึ่งเล่าแก้วมณีอันมีนามว่าโชติรส
ย่อมยังความปรารถนาของพระเจ้าจักรพรริดราช
ให้สำเร็จได้ฉันใด ขอความปรารถนาของท่านทั้งหลาย
จงเข้าไปสำเร็จฉันนั้นเถิด

สัพพีติโย วิวัชชันตุ สัพพะโรโค วินัสสะตุ
มา เต ภะวัตวันตะราโย สุขี ทีฆายุโก ภะวะ

เสนียดจัญไรทั้งหลาย จงเสื่อมสูญหาย
สรรพทุกข์ สรรพโศก สรรพโรค สรรพภัย
จงพินาศสูญไป
ขอสรรพอันตรายทั้งหลาย จงอย่าได้มา
พ้องพานในจิตสันดานของท่านทั้งหลาย
ขอท่านทั้งหลายจงมีความสุข มีอายุยืน
ทุกคืนวัน มิได้ขาด

อะภิวาทะนะสีลิสสะ นิจจัง วุฑฒาปะจายิโน
จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง

อนึ่งเล่า วุฒิธรรม ๔ ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ
ย่อมเจริญแก่บุคคลผู้เคารพนบนอบในวุฒิบุคคล
(คือ ชาติ วุฑโฒ ผู้เจริญโดยชาติ,
วยวุฑโฒ ผู้เจริญโดยวัย,
คุณวุฑโฒ ผู้เจริญโดยคุณ เป็นนิตย์
กิจเหล่านี้ เป็นอันว่าท่านทั้งหลาย
ได้บำเพ็ญมาแล้วโดยชอบ)
วุฒิธรรม ๔ ประการ คือ
อายุ ขอให้ท่านทั้งหลาย
จงมีอายุยืนยง คงทน ตลอดไปชั่วอายุขัย,
วรรณะ ขอให้ท่านทั้งหลาย
จงมีผิวพรรณผ่องใส สะอาดปราศจากมลทิน
เหมือนพระจันทร์อันโสภณในวันเพ็ญปุรณมี,
สุขะ ขอให้ท่านทั้งหลาย
จงมีความสุขกาย สบายจิตเป็นนิมิตเครื่องหมาย
ตลอดไปทุกอิริยาบถ,
พละ ขอให้ท่านทั้งหลาย จงปรากฎสมบูรณ์ด้วยกำลังกาย
และวาจา ทั้งกำลังปัญญาและกำลังทรัพย์
พร้อมทั้งลาภยศ (วัฑฒันตุ ขอให้พรทั้งหลาย
ที่บรรยายมานี้ จงปรากฎวัฒนาการให้ได้
ประสบความสำราญทุกเมื่อ)

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา
สัพพะพุทธานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต

๑) ขอสรรพสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคลจงเกิดมี
๒) ขอทวยเทพเจ้าเหล่าอทิสสมานกาย
ซึ่งสถิตอยู่ในที่ทุกสถานวิมานมาศ
จงช่วยวางอำนาจปกครองป้องกันท่านทั้งหลาย
ด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง
๓) ขอสรรพสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล
จงเกิดมีแก่ท่านทั้งหลายให้ได้บำเพ็ญ
กุศล มีทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น
ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาสืบไปสิ้นกาลนาน
สมดังปณิธานความปรารถนาจงทุกประการเทอญ


ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา
สัพพะธรรมานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต

๑) ขอสรรพสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคลจงเกิดมี
๒) ขอทวยเทพเจ้าเหล่าอทิสสมานกาย
ซึ่งสถิตอยู่ในที่ทุกสถานวิมานมาศ
จงช่วยวางอำนาจปกครองป้องกันท่านทั้งหลาย
ด้วยอานุภาพแห่งพระธรรมทั้งปวง
๓) ขอสรรพสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล
จงเกิดมีแก่ท่านทั้งหลายให้ได้บำเพ็ญ
กุศล มีทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น
ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาสืบไปสิ้นกาลนาน
สมดังปณิธานความปรารถนาจงทุกประการเทอญ

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา
สัพพะสังฆานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต

๑) ขอสรรพสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคลจงเกิดมี
๒) ขอทวยเทพเจ้าเหล่าอทิสสมานกาย
ซึ่งสถิตอยู่ในที่ทุกสถานวิมานมาศ
จงช่วยวางอำนาจปกครองป้องกันท่านทั้งหลาย
ด้วยอานุภาพแห่งพระสงฆ์ทั้งปวง
๓) ขอสรรพสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล
จงเกิดมีแก่ท่านทั้งหลายให้ได้บำเพ็ญ
กุศล มีทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น
ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาสืบไปสิ้นกาลนาน
สมดังปณิธานความปรารถนาจงทุกประการเทอญ




 

Create Date : 22 สิงหาคม 2551    
Last Update : 22 สิงหาคม 2551 17:36:31 น.
Counter : 351 Pageviews.  

เวลาอ่านกระทู้ธรรมะ ฟังธรรมะ ทราบอานิสงส์กันไหมครับ?

เวลาอ่านกระทู้ธรรมะ ฟังธรรมะ ทราบอานิสงส์กันไหมครับ? ท่านผู้สดัปธรรมะย่อมได้รับอานิสงส์ วันนี้มาอ่านอานิสงส์การสดัปธรรมะนำมาฝากชาวห้องศาสนาในวันหยุดครับ

ธรรมสวนะเป็นหน้าที่ของมนุษย์อันแท้จริง ตั้งแต่แรกประถมวัยถือได้คำสอนจากบุพการี ที่สุดถึงปัจฉิมวัยก็ยังต้องอาศัยการสดับธรรมอยู่ทุกเมื่อ เพราะสิ่งทั้งหลายในโลกนั้นยิ่งพยายามค้นหาด้วยหมั่นสดับก็ย่อมเพิ่มความรู้ความฉลาดยิ่งขึ้น การสดับจากสำนักผู้อื่นชื่อว่าถ่ายความรู้จากผู้นั้นมาจดจำเข้าไว้ เก็บมารวมไว้ได้มากเท่าใด ชื่อว่าเป็นมูลแห่งสัมมาปฏิบัติเท่านั้น เหตุนี้จึงแสดงอานิสังสคุณธรรมสวนะไว้ในพระบาลีว่า "ปัญจิเม ภิกขเว อานิสังสา ธัมมัสสวเน" เป็นอาทิ ความว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานิสังสคุณในการสดับธรรมเหล่านี้มี ๕ ประการคือ
ผู้ฟังได้ฟังธรรมที่ยังไม่เคยฟัง ๑
ชำระสิ่งที่ฟังแล้วอันคลาดเคลื่อนให้ถูกต้อง ๑
กำจัดความสงสัยเสียได้ ๑
ทำความเห็นที่คดให้ตรง ๑
ผู้ฟังนั้นมีจิตเลื่อมใส ๑


ห้าประการเหล่านี้แหละภิกษุทั้งหลาย เป็นอานิสงส์ในการฟังธรรม ดังนี้ฯ

ธรรมสวนะมีคุณานุภาพให้เกิดวิจารณปัญญาโดยปริยายแลนิปปริยายฉะนี้ ย่อมเป็นบุญกิริยาวัตถุที่สาธุชนควรประพฤติเป็นอาจิณวัตรเพราะเป็นเครื่องประหารอันธการความมืดให้สิ้นไป ทั้งให้เกิดอาโลกแสงสว่างในธรรม ให้เกิดเวสารัชชความกล้า ประหารเสียได้ซึ่งนิวรณธรรมคืออุทธัจจกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านแลบรรเทาวิตก เป็นต้น มีจิตมั่นคงในพระธรรมชื่อว่าสุตบุคคล เป็นเหตุให้ละความชั่วประพฤติความดี สมด้วยพระบาลีใน นคโรปมสูตร ซึ่งได้ยกเป็นนิกเขปบทว่า " สุตวา จ โข ภิกขเว อริยสาวโก" เป็นอาทิ ความว่า

ภิกษุทั้งหลาย พระอริยสาวกผู้สดับ แลละอกุศล อบรมกุศล ละกรรมมีโทษ อบรมกรรมอันหาโทษมิได้ บริหารตนให้บริสุทธิ์ ฉะนี้ฯ

อกุศลเป็นบาปธรรมมีวิบากอันเผ็ดร้อน ไม่ทำให้เกิดอัสสาทะในเวลากระทำแล้ว ผู้ดับรู้สึกกลัวโทษเช่นนั้นแล มาอบรมกุศล ชำระส่วนมีโทษประกอบสิ่งปราศจากโทษ บริหารตนให้ห่างไกลจากอกุศลแลสาวัชชกรรม เป็นผู้มีไตรทวารอันบริสุทธิ์โดยปริยายแลนิปปริยาย ทั้งนี้ก็ด้วยอำนาจสุตะการสดับ เมื่อตั้งใจสดับ ปัญญาย่อมเจริญในลำดับ ปัญญานั้นแลประหารกรรมฝ่ายกาฬปักษ์ให้ถึงความบริสุทธิ์ สมด้วยพุทธภาษิตว่า "ปัญญาย ปริสุชัฌติ"

บุคคลย่อมบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา นี้ใช่แต่เท่านั้น ธรรมสวนะยังนับว่าเป็นอนุตตริยะ ชื่อว่าสวนานุตตริย การสดับอย่างสูง เป็นปทัฏฐานแห่งคุณประการอื่น

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วใน อนุตตริยสูตรว่า "โย จ โข ภิกขเว ตถาคตัสส วา ฯลฯ อิทัง วุจจติ ภิกขเว สวนานุตริยัง" ความว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลใดแลมีความเชื่อมั่นแล้ว มีความรักตั้งมั่นแล้ว ดำเนินไปส่วนเดียว เป็นผู้เลื่อมใสยิ่งแล้ว ย่อมไปเพื่อฟังธรรมของพระพุทธเจ้า ของสาวกของพระพุทธเจ้า บรรดาการฟัง การฟังนี้เป็นการฟังเยี่ยมยอด ภิกษุทั้งหลาย ย่อมเป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงความโศก แลความร่ำไร เพื่อดับความทุกข์ แลความโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง ฯลฯ นี้เราเรียกว่าสวนานุตตริยะ ดังนี้

ธรรมสวนะเป็นอนุตตริยะ ในพระสูตรนี้ ก็โดยเป็นมรรคาให้ถึงความบริสุทธิ์แลเกิดความปีติไม่เป็นไปเพื่อความฟุ้งซ่าน แลวิตกในกามในการเบียดเบียน เป็นต้น ดีกว่าการฟังสัททารมณ์อย่างอื่นซึ่งให้เกิดอุทธัจจะแลวิตกในอารมณ์นั้น ๆ มีแต่จะให้เกิดความรื่นเริงอาจหาญในธรรมขึ้นทุกเมื่อ สัปปุริสชน ย่อมสรรเสริญว่าเป็นพหุสูต ผู้ทรงธรรมมีปัญญามาก สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วใน อัปปสุตสูตรว่า

"พหุสสุต ธัมมธรัง สัปปัญญัง พุทธสาวกัง ฯลฯ พรหมุนาปิ ปสังสิโต"

"ท่านผู้พหุสุตทรงธรรม มีปัญญาเป็นพุทธสาวก ใครเล่าจะควรนินทา เหมือนทองชมพูชุบทั้งแท่ง แม้เทพเจ้าย่อมสรรเสริญท่าน แม้ท่านนอนพรหมก็สรรเสริญแล้ว ดังนี้ ฯ

ในพระนครสาวัตถี มีธรรมมิกอุบาสก คนหนึ่งมีธิดาเจ็ดคน ซึ่งทั้งบุตรและธิดาก็ขวนขวายใน
การให้ทาน มีการถวายสลากยาคู สลากภัตต์ ปักขิกภัตต์ อุโปสถิกภัตต์ อาคันตุกภัตต์ คนละอย่างกัน
บุตรธิดาเหล่านั้น จึงได้ชื่อว่าอนุชาตบุตร ด้วยกันทั้งนั้น

ครั้นต่อมาวันหนึ่งธรรมมิกอุบาสก ได้ป่วยเป็นไข้ขึ้น อายุและสังขารก็ถอยลง มีความประสงค์
จะฟังธรรมจึงส่งสาส์นไปยังสำนักพระศาสดาขอให้พระองค์จัดส่งภิกษุสักแปดรูปหรือสิบหกรูป
พระศาสดาก็ทรงส่งภิกษุไปแล้ว ธรรมมิกอุบาสกก็พูดว่าท่านเจ้าขา การที่เห็นพระผู้เป็นทั้งหลาย
ข้าพเจ้าหาได้ยากมาก เพราะข้าพเจ้ามีกำลังน้อย ดังนั้นขอท่านพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย
จงสวดพระสูตรหนึ่งเถิด พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายก็สวดพระสูตรสติปัฏฐานให้ธรรมมิกอุบาสกฟัง
ทันใดนั้น รถหกคันประมาณร้อยห้าสิบโยชน์ประดับด้วยเครื่องอลังการครบทุกอย่างเทียมด้วย
ม้าสินธพ หนึ่งพันได้แล่นมาแต่เทวโลกทั้งหกชั้น พวกเทวดาผู้ประจำรถก็กล่าวกันว่า พวกข้าพเจ้าจัก
นำไปสู่เทวโลกของพวกข้าพเจ้า ธรรมมิกอุบาสก ไม่ปรารถนาอันตรายแก่การฟังธรรมจึงกล่าวว่ารอ
ก่อนดังนั้นภิกษุทั้งหลายก็พากันนิ่งเสีย ด้วยเข้าใจว่าธรรมมิกอุบาสกบอกให้หยุด บุตรและธิดาก็พากัน
ร้องไห้ว่าบิดาของตน เมื่อก่อนนี้เป็นผู้สนใจการฟังธรรมแต่บัดนี้กลับห้ามไม่ให้ภิกษุสวดด้วย บิดา
ของเรากลัวตาย ภิกษุทั้งหลายก็พากันกลับสู่สำนักธรรมิกอุบาสก เผลอไปคู่หนึ่ง เมื่อได้สติแล้วถาม
บุตรว่าเจ้าทั้งหลายค่ำครวญกันทำไม และพระภิกษุไปไหนกันเสียหมดเล่า
ข้าแต่พ่อ พ่อได้สั่งให้พระภิกษุหยุดสวด แล้วภิกษุทั้งหลายได้กลับไปหมดแล้วพวกฉันมาคิดว่า
ธรรมดาสัตว์ผู้ไม่กลับความตายย่อมไม่มี
พ่อไม่ได้พูดกับพระผู้เป็นเจ้า ถ้าเช่นนั้นพ่อพูดกับใคร พ่อบอกกับเทวดาทั้งหลาย ที่เอา
รถซึ่งประดับมาหกคัน แต่เทวโลกหกชั้น แล้วหยุดอยู่ในอากาศแล้วบอกพ่อกับเทวดาเหล่านั้น
พ่อจึงบอกให้รอก่อน รอก่อน ดังนี้
รถอยู่ที่ไหนเล่าพ่อ พวกฉันไม่เห็น

พ่อจึงถามว่า "ดอกไม้ที่ร้อยเป็นพวงมีบ้างไหม"
ลูก "มีพ่อ"
พ่อ "เทวโลกชั้นไหนน่ารื่นรมย์ "
ลูก"ดุสิตพิภพ ซึ่งเป็นที่อยู่ของพระโพธิสัตว์ทุก ๆ พระองค์ น่ารื่นรมย์พ่อ"

ถ้าเช่นนั้นเจ้าจงอธิษฐานว่า ขอพวงดอกไม้จงคล้องอยู่ที่รถมาแต่ดุสิตพิภพ แล้วโยน
พวงดอกไม้ขึ้นไปบุตรทั้งหลายโยนดอกไม้ขึ้นไป พวงดอกไม้ก็คล้องอยู่ที่งอนรถห้อยอยู่ในอากาศ
มหาชนเห็นพวงดอกไม้นั้นแต่ไม่เห็นรถ อุบาสกพูดว่าพวกเจ้าเห็นดอกไม้อยู่ในอากาศแล้วมิใช่หรือ
บุตรธิดาทั้งหลายบอกว่าเห็นแล้วจึงบอกว่านั่นแหละ พวงดอกไม้ได้แขวนอยู่ที่รถชั้นดุสิตพ่อจะไปสู่
ดุสิตพิภพ พวกเจ้าอย่าตกใจไปเลย เมื่อต้องการจะไปบังเกิดในสำนักเดียวกับพ่อ ก็จงทำบุญให้ทาน
รักษาศีลแล้วฟังธรรมตามโอกาสเวลาสมัย ดังที่เราได้ทำไว้แล้วนั่นแหละครั้นแล้วธรรมมิกอุบาสก
ก็ทำกาลกิริยาตายไป ไปประดิษฐานอยู่ในรถที่มาแต่ชั้นดุสิตพิภพ มีนางเทพอัปสรพันหนึ่ง แวดล้อม
วิมานแก้ว ประมาณยี่สิบห้าโยชน์ได้ปรากฏคอยรอรับธรรมมิกอุบาสกนั้น

ในมงคลสูตรยกย่องการสดับธรรมว่าเป็นมงคลอันอุดม แก่ผู้สดับในกาลที่ฟังแล้วว่า "กาเลน ธัมมัสสวนัง เอตัมมังคลมุตตมัง"

การฟังธรรมโดยการนั้นเป็นมงคลอันสูงสุด แลเป็นธรรมรสของผู้สดับดีกว่ารสทั้งหลายบรรดามีในโลก เพราะให้เกิดความชุ่มชื่นในภายในทุกกาลทุกสมัย รสสามัญว่าให้ซาบซ่าเลี้ยงอวัยวะ แลรู้ได้ด้วยชิวหาประสาท ส่วนธรรมรสนั้นเป็นปัจจัยให้มีสติปัญญาแลอัตตสัมมาปณิธิ มีพุทธภาษิตยกย่องว่า "สัพพระสัง ธัมมรโส ชินาติ" ธรรมรสทั้งปวงฉะนี้ฯ



คัดมาจากพระธรรมเทศนาแสดงโดย พระธรรมราชานุวัตร สมัยดำรงสมณศักดิ์ที่ พระรัตนเวที วัดพระเชตุพน แสดง ณ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วันที่ ๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๑๑ / อานิสงส์การทำบุญ

ขออนุโมทนาบุญทุกท่านที่มีจิตเป็นกุศล ที่มุ่งมั่นติดตามอ่านธรรมะด้วยนะครับ








 

Create Date : 22 สิงหาคม 2551    
Last Update : 22 สิงหาคม 2551 17:31:27 น.
Counter : 192 Pageviews.  

โจทก์พระอย่างไร ถึงไม่ต้องเดือดร้อน?

กระทู้นี้นำมาจากพระวินัย ในพระไตรปิฏก พระพุทธเจ้ารับสั่งกับพระอุบาลี ท่านเป็นเอตทัคคะในทางผู้ทรงพระวินัย
เพราะฉะนั้นผู้โจทก์พระวัดอื่นๆ ผู้ถูกโจทหรือใครๆ ก็ตาม ที่นำไปปฎิบัติก็ย่อมได้รับผลดี ฟังอย่างสบายๆ นะครับ

พระอุบาลีทูลถามว่า ภิกษุผู้โจทก์ ปรารถนาจะโจทผู้อื่น พึงพิจารณาธรรมเท่าไรในตน แล้วโจทผู้อื่น

พระผู้มีพระภาคตรัสว่าภิกษุผู้โจทก์ ปรารถนาจะโจทผู้อื่นพึงพิจารณาธรรม ๕ ประการในตนว่า
๑. เรามีความประพฤติทางกายบริสุทธิ์หรือหนอ เราประกอบด้วยความประพฤติทางกายบริสุทธิ์ ไม่มีช่อง ไม่มีตำหนิธรรมนี้มีแก่เราหรือไม่
๒. เรามีความประพฤติทางวาจาบริสุทธิ์หรือหนอ เราประกอบด้วยความประพฤติทางวาจาบริสุทธิ์ ไม่มีช่อง ไม่มีตำหนิ ธรรมนี้มีแก่เราหรือไม่
๓. จิตของเรามีเมตตาปรากฏ ไม่อาฆาตในสพรหมจารีทั้งหลายหรือหนอ ธรรมนี้มีแก่เราหรือไม่
๔. เราเป็นพหูสูต ทรงสุตะ เป็นที่สั่งสมสุตะหรือหนอ ธรรมเหล่านั้นใด ไพเราะในเบื้องต้น ท่ามกลาง ในที่สุด ธรรมนี้มีแก่เราหรือไม่
๕. เราจำปาติโมกข์ทั้งสองได้ดี โดยพิสดาร สวดไพเราะ คล่องแคล่ว วินิจฉัยถูกต้องโดยสุตตะ โดยอนุพยัญชนะหรือหนอ ธรรมนี้มีแก่เราหรือไม่

ถ้าไม่ใช่ เธอถูกถามจะตอบไม่ได้ เธอย่อมจะมีผู้กล่าวว่า เชิญท่านเล่าเรียนความประพฤติทางกาย.... ความประพฤติทางวาจา....
เชิญท่านเข้าไปตั้งเมตตาจิต... เชิญท่านจงเล่าเรียนปริยัติเสียก่อน... เชิญท่านเล่าเรียนวินัยเสียก่อนวินัยเสียก่อน
..............................................

พระอุบาลีทูลถามว่า ภิกษุผู้โจทก์ปรารถนาจะโจทผู้อื่น พึงตั้งธรรมเท่าไรไว้ในตน แล้วโจทผู้อื่น

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุผู้โจทก์ปรารถนาจะโจทผู้อื่นพึงตั้งธรรม ๕ ประการไว้ในตน แล้วโจทผู้อื่น คือ
๑. เราจักกล่าวโดยกาลอันควร จักไม่กล่าวโดยกาลอันไม่ควร
๒. จักกล่าวด้วยคำจริง จักไม่กล่าวด้วยคำอันไม่เป็นจริง
๓. จักกล่าวด้วยคำสุภาพ จักไม่กล่าวด้วยคำหยาบ
๔. จักกล่าวด้วยคำประกอบด้วยประโยชน์ จักไม่กล่าวด้วยคำไร้ประโยชน์
๕. จักมีเมตตาจิตกล่าว จักไม่มุ่งร้ายกล่าว


ผู้โจทก์โดยไม่เป็นธรรมต้องเดือดร้อน

พระอุบาลีทูลถามว่า ภิกษุผู้โจทก์โดยไม่เป็นธรรม พึงถึงความเดือดร้อนด้วยอาการเท่าไร พระพุทธเจ้าข้า
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้โจทก์โดยไม่เป็นธรรม พึงถึงความเดือดร้อนด้วยอาการ ๕ คือ:-
๑. ท่านโจทโดยกาลไม่ควร ไม่โจทโดยกาลอันควร ท่านต้องเดือดร้อน
๒. ท่านโจทด้วยเรื่องไม่จริง ไม่โจทด้วยเรื่องจริง ท่านต้องเดือดร้อน
๓. ท่านโจทด้วยคำหยาบ ไม่โจทด้วยคำสุภาพ ท่านต้องเดือดร้อน
๔. ท่านโจทด้วยเรื่องไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่โจทด้วยเรื่องประกอบด้วยประโยชน์ ท่านต้องเดือดร้อน
๕. ท่านมุ่งร้ายโจท มิใช่มีเมตตาจิตโจท ท่านต้องเดือดร้อน
ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้โจทก์โดยไม่เป็นธรรม พึงถึงความเดือดร้อนด้วยอาการ ๕ นี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร
เพราะภิกษุแม้อื่น ไม่พึงสำคัญเรื่องที่โจทด้วยคำเท็จ ฯ
..............................................

ผู้โจทก์โดยเป็นธรรมไม่ต้องเดือดร้อน

พระอุบาลีทูลถามว่า ภิกษุผู้โจทก์โดยเป็นธรรม พึงถึงความไม่เดือดร้อน ด้วยอาการเท่าไร พระพุทธเจ้าข้า
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้โจทก์โดยเป็นธรรม พึงถึงความไม่เดือดร้อน ด้วยอาการ ๕ คือ:-
๑. ท่านโจทโดยกาลอันควร ไม่ใช่โจทโดยกาลอันไม่ควร ท่านไม่ต้องเดือดร้อน
๒. ท่านโจทด้วยเรื่องจริง ไม่ใช่โจทด้วยเรื่องไม่เป็นจริง ท่านไม่ต้องเดือดร้อน
๓. ท่านโจทด้วยคำสุภาพ ไม่ใช่โจทด้วยคำหยาบ ท่านไม่ต้องเดือดร้อน
๔. ท่านโจทด้วยเรื่องประกอบด้วยประโยชน์ ไม่ใช่โจทด้วยเรื่องไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ท่านไม่ต้องเดือดร้อน
๕. ท่านมีเมตตาจิตโจท ไม่ใช่มุ่งร้ายโจท ท่านไม่ต้องเดือดร้อน
ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้โจทก์โดยเป็นธรรม พึงถึงความไม่เดือดร้อนด้วยอาการ ๕ นี้ ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร
เพราะภิกษุแม้อื่นก็พึงสำคัญว่าควรโจทด้วยเรื่องจริง ฯ
..............................................

โจทก์พึงมนสิการธรรม ๕ ประการ

พระอุบาลีทูลถามว่า ภิกษุผู้โจทก์ปรารถนาจะโจทผู้อื่น พึงมนสิการธรรมเท่าไรไว้ในตน แล้วโจทผู้อื่น พระพุทธเจ้าข้า
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้โจทก์ปรารถนาจะโจทผู้อื่นพึงมนสิการธรรม ๕ อย่างไว้ในตน แล้วโจทผู้อื่น คือ:-
๑. ความการุญ
๒. ความหวังประโยชน์
๓. ความเอ็นดู
๔. ความออกจากอาบัติ
๕. ความทำวินัยเป็นเบื้องหน้า
ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้โจทก์ปรารถนาจะโจทผู้อื่น พึงมนสิการธรรม ๕ อย่างนี้ไว้ในตน แล้วโจทผู้อื่น ฯ

ในส่วนผู้ถูกโจทกันบ้างครับ ...

ผู้ถูกโจทโดยไม่เป็นธรรมไม่ต้องเดือดร้อน

พระอุบาลีทูลถามว่า ก็ภิกษุผู้ถูกโจทโดยไม่เป็นธรรม ไม่ต้องเดือดร้อนด้วยอาการเท่าไร พระพุทธเจ้าข้า
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถูกโจทโดยไม่เป็นธรรม ไม่ต้องเดือดร้อน ด้วยอาการ ๕ คือ:-
๑. ท่านถูกโจทโดยกาลไม่ควร ไม่ถูกโจทโดยกาลอันควร ท่านไม่ต้องเดือดร้อน
๒. ท่านถูกโจทด้วยเรื่องไม่จริง ไม่ได้ถูกโจทด้วยเรื่องจริง ท่านไม่ต้องเดือดร้อน
๓. ท่านถูกโจทด้วยคำหยาบ ไม่ถูกโจทด้วยคำสุภาพ ท่านไม่ต้องเดือดร้อน
๔. ท่านถูกโจทด้วยเรื่องไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่ได้ถูกโจทด้วยเรื่องประกอบด้วยประโยชน์ ท่านไม่ต้องเดือดร้อน
๕. ท่านถูกโจทด้วยมุ่งร้าย ไม่ถูกโจทด้วยเมตตาจิต ท่านไม่ต้องเดือดร้อน
ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถูกโจทโดยไม่เป็นธรรม ไม่ต้องเดือดร้อนด้วยอาการทั้ง ๕ นี้ ฯ

..............................................

ผู้ถูกโจทโดยธรรมต้องเดือดร้อน

พระอุบาลีทูลถามว่า ก็ภิกษุผู้ถูกโจทโดยธรรม พึงถึงความเดือดร้อนด้วยอาการเท่าไร พระพุทธเจ้าข้า
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถูกโจทโดยธรรม พึงถึงความเดือดร้อนด้วยอาการ ๕ คือ:-
๑. ท่านถูกโจทโดยกาลอันควร ไม่ใช่ถูกโจทโดยกาลอันไม่ควร ท่านต้องเดือดร้อน
๒. ท่านถูกโจทด้วยเรื่องจริง ไม่ใช่ถูกโจทด้วยเรื่องไม่เป็นจริง ท่านต้องเดือดร้อน
๓. ท่านถูกโจทด้วยคำสุภาพ ไม่ใช่ถูกโจทด้วยคำหยาบ ท่านต้องเดือดร้อน
๔. ท่านถูกโจทด้วยเรื่องประกอบด้วยประโยชน์ ไม่ใช่ถูกโจทด้วยเรื่องไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ท่านต้องเดือดร้อน
๕. ท่านถูกโจทด้วยเมตตาจิต ไม่ใช่ถูกโจทด้วยมุ่งร้าย ท่านต้องเดือดร้อน
ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถูกโจทโดยธรรม พึงถึงความเดือดร้อนด้วยอาการ ๕ นี้แล ฯ

ผู้ถูกโจทก์พึงตั้งอยู่ในธรรม ๒ ประการ

พระอุบาลีทูลถามว่า ก็ภิกษุผู้ถูกโจทก์ พึงตั้งอยู่ในธรรมเท่าไรพระพุทธเจ้าข้า
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถูกโจทก์ พึงตั้งอยู่ในธรรม ๒ ประการ คือ ความจริง ๑ ความไม่ขุ่นเคือง ๑ ฯ

ขอบพระคุณที่มีจิตกุศลติดตามอ่านครับ
ข้อมูลจากพระวินัยในพระไตรปิฏก

ทุกข์ทั้งหลายเกิดจากการยึดมั่น
ยึดเขา ยึดเรา ยึดคณะ ยึดพวก
เมื่อใดเกิดความยึดมั่นในสิ่งเหล่านี้ แม้เพียงสิ่งเดียว
เมื่อนั้นย่อมเกิดความทุกข์




 

Create Date : 22 สิงหาคม 2551    
Last Update : 22 สิงหาคม 2551 17:28:48 น.
Counter : 195 Pageviews.  

ศีล ๓ กับการบรรลุธรรม อันเกษม

สำหรับกระทู้นี้ ยังคงเกาะติดเกี่ยวกับเรื่องศีลนะครับ
เป็นชาดกตอนที่ภิกษุรูปหนึ่งคิดว่าศีลมีมากข้อ คนที่ไม่อาจ
บำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์ได้จะมีประโยชน์อะไร จึงขอลาสิกขา
ครูของท่านจึงได้แนะนำให้ไปพบกับบรมครูคือพระพุทธเจ้า
มาดูกันว่าพระพุทธเจ้าท่านจะสอนเรื่องนี้อย่างไรนะครับ

กัญจนขันธชาดก ว่าด้วยการบรรลุธรรม อันเกษม

นรชนใด มีจิตร่าเริง มีใจเบิกบาน
เจริญกุศลธรรม เพื่อบรรลุธรรมอันเป็นแดน
เกษมจากโยคะ นรชนนั้น พึงบรรลุธรรมเป็น
ที่สิ้นสังโยชน์ทั้งปวงได้โดยลำดับ

พระบรมศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภภิกษุรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า โย ปหฏฺเฐน จิตฺเตน ดังนี้

ได้ยินว่า กุลบุตรชาวเมืองสาวัตถีผู้หนึ่ง ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว บวชถวายชีวิตในพระศาสนา คือพระรัตนตรัย ครั้งนั้น อาจารย์และอุปัชฌาย์ของเธอ กล่าวสอนถึงศีลว่า ผู้มีอายุ ที่ชื่อว่าศีล อย่างเดียวก็มี สองอย่างก็มี สามอย่างก็มี สี่อย่างก็มี ห้าอย่างก็มี หกอย่างก็มี เจ็ดอย่างก็มี แปดอย่างก็มี เก้าอย่างก็มี ที่ชื่อว่าศีลมีมากอย่าง นี้เรียกว่า จุลศีล นี้เรียกว่า มัชฌิมศีล นี้เรียกว่า มหาศีล นี้เรียกว่า ปาฏิโมกขสังวรศีล นี้เรียกว่า อินทริยสังวรศีล นี้เรียกว่า อาชีวปาริสุทธิศีล นี้เรียกว่า ปัจจยปฏิเสวนศีล

ภิกษุนั้นคิดว่า ขึ้นชื่อว่า ศีลนี้มีมากยิ่งนัก เราไม่อาจสมาทานประพฤติได้ถึงเพียงนี้ ก็บรรพชาของคนที่ไม่อาจบำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์ได้ จะมีประโยชน์อะไร เราจักเป็นคฤหัสถ์ ทำบุญมีให้ทานเป็นต้น เลี้ยงลูกเมีย ครั้นคิดอย่างนี้แล้ว ก็เรียนอาจารย์และอุปัชฌาย์ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กระผมไม่อาจรักษาศีลได้ เมื่อไม่อาจรักษาศีลได้ การบรรพชาก็จะมีประโยชน์อะไร? กระผมจะขอลาสิกขา โปรดรับบาตรและจีวรของท่านไปเถิด

ลำดับนั้น อาจารย์และอุปัชฌาย์จึงบอกกะภิกษุนั้นว่า ผู้มีอายุ เมื่อเป็นเช่นนี้ เธอจงไปถวายบังคมพระทศพล ดังนี้แล้ว พาเธอไปยังธรรมสภา อันเป็นที่ประทับของพระศาสดา

พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นภิกษุนั้น ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพาภิกษุผู้ไม่ปรารถนา (บรรพชาเพศ) มาหรือ? ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า พระเจ้าข้า ภิกษุนี้บอกว่า เธอไม่อาจรักษาศีลได้ จึงมอบบาตรและจีวรคืน เมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลายจึงพาเธอมา

พระบรมศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหตุไรพวกเธอจึงได้บอกศีลแก่ภิกษุนี้มากนักเล่า ภิกษุนี้อาจรักษาได้เท่าใด ก็พึงรักษาเท่านั้นแหละ ตั้งแต่นี้ไป พวกเธออย่าได้พูดอะไรๆ กะภิกษุนี้เลย ตถาคตเท่านั้นจักรู้ ถึงการที่ควรทำ แล้วตรัสกะภิกษุนั้นว่า มาเถิดภิกษุ เธอจะต้องการศีลมากๆ ทำไมเล่า เธอจักไม่อาจเพื่อจะรักษาศีล ๓ ประเภทเท่านั้นหรือ?

ภิกษุนั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ข้าพระองค์อาจรักษาได้ พระเจ้าข้า.

มีพระพุทธดำรัสว่า ถ้าเช่นนั้น ตั้งแต่บัดนี้ เธอจงรักษาทวารทั้ง ๓ ไว้ คือกายทวาร วจีทวาร มโนทวาร อย่ากระทำกรรมชั่วด้วยกาย อย่ากระทำกรรมชั่วด้วยวาจา อย่ากระทำกรรมชั่วด้วยใจ ไปเถิด อย่าสึกเลย จงรักษาศีล ๓ ข้อ เหล่านี้เท่านั้นเถิด

ด้วยพระพุทธดำรัสเพียงเท่านี้ ภิกษุนั้นก็มีใจยินดี กราบทูลว่า ดีละ พระเจ้าข้า ข้าพระองค์จักรักษาศีล ๓ เหล่านี้ไว้ ดังนี้แล้ว ถวายบังคมพระศาสดา ได้กลับไป พร้อมกับอาจารย์และพระอุปัชฌาย์ทั้งหลาย

เมื่อเธอบำเพ็ญศีลทั้ง ๓ เหล่านั้นอยู่นั่นแล จึงได้สำนึกว่า ศีลที่อาจารย์และอุปัชฌาย์บอกแก่เรา ก็มีเท่านี้เอง แต่ท่านเหล่านั้นไม่อาจให้เราเข้าใจได้ เพราะท่านไม่ใช่พระพุทธเจ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงจัดศีลทั้งหมดนี้ เข้าไว้ในทวาร ๓ เท่านั้น ให้เรารับเอาไว้ได้ เพราะพระองค์เป็นพระพุทธเจ้า ทรงรู้ดี (และ)เพราะพระองค์เป็นพระธรรมราชาชั้นยอด พระองค์ทรงเป็นที่พำนักของเราแท้ๆ ดังนี้ แล้วเจริญวิปัสสนา ดำรงอยู่ในพระอรหัตผล โดย ๒-๓ วันเท่านั้น

ภิกษุทั้งหลายทราบความเป็นไปนั้นแล้ว ประชุมกันในธรรมสภา ต่างนั่งสนทนาถึงพระพุทธคุณว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย ได้ยินว่า ภิกษุนั้นกล่าวว่า ไม่อาจรักษาศีลทั้งหลายได้ กำลังจะสึก พระศาสดาทรงย่นย่อศีลทั้งหมดโดยส่วน ๓ ให้เธอรับไว้ได้ ให้บรรลุพระอรหัตผลได้ โอ ขึ้นชื่อว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นอัจฉริยมนุษย์

พระศาสดาเสด็จมา ตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอนั่งประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร?

ครั้นพวกภิกษุกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่ภาระแม้ถึงจะหนักยิ่ง เราก็แบ่งโดยส่วนย่อยให้แล้ว เป็นดุจของเบาๆ แม้ในปางก่อน บัณฑิตทั้งหลายได้แท่งทองใหญ่ แม้ไม่อาจจะยกขึ้นได้ ก็แบ่งออกเป็นส่วนย่อยๆ แล้วยกไปได้ ดังนี้แล้ว

ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-

ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี. พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติ เป็นชาวนาอยู่ในหมู่บ้านตำบลหนึ่ง

วันหนึ่ง กำลังไถที่นาอยู่ในเขตบ้านร้างแห่งหนึ่ง. แต่ครั้งก่อนในบ้านหลังนั้น เคยมีเศรษฐีผู้สมบูรณ์ด้วยสมบัติผู้หนึ่ง ฝังแท่งทองใหญ่ขนาดโคนขา ยาวประมาณ ๔ ศอกไว้ แล้วก็ตายไป. ไถของพระโพธิสัตว์ไปเกี่ยวแท่งทองนั้น แล้วหยุดอยู่

พระโพธิสัตว์คิดว่า คงจะเป็นรากไม้ จึงคุ้ยฝุ่นดู เห็นแท่งทองนั้นแล้ว ก็กลบไว้ด้วยฝุ่น แล้วไถต่อไปทั้งวัน ครั้นดวงอาทิตย์อัษฎงค์แล้ว จึงเก็บสัมภาระ มีแอกและไถเป็นต้น ไว้ ณ ที่สมควรแห่งหนึ่ง คิดว่าจักแบกเอาแท่งทองไป ไม่สามารถจะยกขึ้นได้ เมื่อไม่สามารถจึงนั่งลง แบ่งทองออกเป็น ๔ ส่วน โดยคาดว่า จักเลี้ยงปากท้องเท่านี้ ฝังไว้เท่านี้ ลงทุนเท่านี้ ทำบุญให้ทานเป็นต้นเท่านี้ พอแบ่งอย่างนี้แล้ว แท่งทองนั้น ก็ได้เป็นเหมือนของเบาๆ พระโพธิสัตว์ยกเอาแท่งทองนั้นไปบ้าน แบ่งเป็น ๔ ส่วน กระทำบุญ มีให้ทานเป็นต้น แล้วก็ไปตามยถากรรม.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาดังนี้
ครั้นได้ตรัสรู้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-

นรชนผู้ใด มีจิตร่าเริงแล้ว มีใจเบิกบานแล้ว บำเพ็ญธรรมเป็นกุศล เพื่อบรรลุความเกษมจากโยคะ นรชนนั้น พึงบรรลุความสิ้นสังโยชน์ทุกอย่างได้โดยลำดับ ดังนี้

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปหฏฺเฐน ได้แก่ปราศจากนิวรณ์

บทว่า ปหฏฺฐมนโส ความว่า เพราะเหตุที่มีจิตปราศจากนิวรณ์นั่นแล จึงชื่อว่ามีใจเบิกบานแล้ว เหมือนทองคำ คือเป็นผู้มีจิตรุ่งเรือง สว่างไสวแล้ว

พระบรมศาสดาทรงยังเทศนาให้จบลงด้วยยอด คือพระอรหัต ด้วยประการดังนี้

แล้วทรงสืบอนุสนธิ ประชุมชาดก ว่า

บุรุษผู้ได้แท่งทองในครั้งนั้น ได้มาเป็น เราตถาคต ฉะนี้แล




 

Create Date : 22 สิงหาคม 2551    
Last Update : 22 สิงหาคม 2551 14:47:42 น.
Counter : 178 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  

ebusiness
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]







พระพุทธเจ้าทรงมอบสิ่งที่ดีที่สุดไว้ให้แก่มวลมนุษยชาติ สิ่งนั้นคือพระธรรมที่ใช้เป็นกรอบในการดำเนินชีวิตไปสู่สิ่งที่ดีงาม สู่ความเจริญสูงสุดของชีวิต ในฐานะชาวพุทธ ทุกคนมีหน้าที่ที่จะต้องดูแลรักษาสิ่งที่ดีเหล่านี้เอาไว้ให้ได้นานที่สุด อย่างน้อยก็ในช่วงชีวิตเราแต่ละคน
Friends' blogs
[Add ebusiness's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.