Group Blog
 
All blogs
 
ธรรมจักกัปปวัตตนสูตร ทราบความหมายกันไหมครับ

เวลาฟังธรรมจักกัปปวัตตนสูตร ทราบความหมายกันไหมครับ

หนังสือของวัดเขาพระ ท่านแปลได้ไพเราะมาก นำมาฝากกันครับ
เอวัม เม สุตัง, อาตมาชื่อว่าพระอานนท์ ได้รับฟังมาจากพระบรมศาสดาอย่างนี้ว่า

เอกัง สะมะยัง ภะคะวา , พาราณะสิยัง วิหะระติ อิสิ ปะตะเน มิคะทาเย ,

ในกาลครั้งหนึ่ง สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า , ได้ประทับสำราญพระอิริยาบถอยู่ , ที่ป่าอิสิปตมฤทายวัน , ใกล้บริเวณกรุงพาราณสี

ตัตระ โข ภะคะวา ปัญจะวัคคิเย ภิกขู อามันเตสิ ,

ในกาลครั้งนั้นแล , สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า , ได้ตรัสเรียกภิกษุปัญจวัคคีย์มาพร้อมกันแล้ว, ได้ทรงแสดงพระธรรมจักร์แก่ภิกษุปัญวัคคีย์ว่า

ทะเว เม ภิกขะเว อันตา ปัพพะชิเตนะ นะ เสวิตัพโพ ,

ดูก่อนภิกษุปัญจวัคคีย์ ,วัตถุทั้งสองอย่างเหล่านี้คือ , วัตถุกามคุณทั้งห้า , และกิเลสกามทั้งหลาย , อันบรรพชิตทั้งหลาย , ไม่ควรเข้าไปลองเสพกิเลสกามและวัตถุกามเลย

โยจายัง กาเมสุ กามะสุขัลลิยานุโยโค ,

ในกามคุณทั้งหลายใดแล , การประกอบกามกิจกามคุณ, หมกมุ่นวุ่นวายอยู่ในกาม , เป็นการเหนื่อยยากลำบาก

ฮีโน , การประกอบกามกิจเป็นของต่ำ ,

คัมโม, เป็นของฆรวาสผู้อยู่ครองบ้านครองเรือน

โปถุชชะนิโก, เป็นของปุถุชนที่มีกิเลสตัณหาปัญญาทราม

อะนะริโย, ไม่เป็นเหตุให้สำเร็จมรรคผลนิพพาน

อะนัตถะสัญหิโต, ไม่ประกอบไปด้วยประโยชน์ทั้ง ๓ ประการ, อันนี้เป็นทางหย่อนยานข้อแรก ,
1. โยจายัง อัตตะกิมะถานุโยโค , การประพฤติปฏิบัติตน , ด้วยการทรมาณร่างกายให้ลำบากอันใด ,

ทุกโข , เป็นเหตุนำมาแต่ความทุกข์กายทุกข์ใจ

อะนะริโย, ไม่เป็นเหตุให้สำเร็จมรรคผลนิพพาน

อะนัตถะสัญหิโต, ไม่ประกอบไปด้วยประโยชน์ทั้ง ๓ ประการ ข้อปฏิบัติอันนี้ เป็นทางเคร่งตึงเกินไปเป็นข้อที่สอง,
เอเต เต ภิกขะเว อุโภ อันเต, อะนุปะคัมมะมัชฌิมา ปะฏิปะทา ,
ดูก่อนภิกษุปัญจวัคคีย์ , การประพฤติปฏิบัติธรรม, อันเป็นข้อประพฤติปฏิบัติสายกลาง, คือการบำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญา, อันไม่เข้าไปแวะใกล้ข้อปฏิบัติ, ทั้งย่อหย่อนทั้งเคร่งสองอย่างนั้น

ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา, อันพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระตถาคต, ได้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ อันชอบยิ่งแล้วด้วยพระปัญญา
จักจขุกะระณี, ได้ดวงตาคือปัญญาเห็นโลกุตตรธรรม

ญาณะกะระณี , ได้ปัญญารู้มรรคผลนิพพาน

อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ, ย่อมเป็นไปเพื่อสงบระงับดับกิเลสตัณ หา เพื่อรู้แจ้งอริยสัจจะสี่ , เพื่อบรรลุมรรคผลนิพพาน , เพื่อดับเพลิงกิเลส และดับเพลิงทุกข์ได้หมดสิ้นเชิง

กะตะมา จะ สา ภิกขะเว, มัชฌิมา ปะฏิปะทา

ดูก่อนภิกษุปัญจวัคคีย์ การประพฤติธรรมปฏิบัติธรรม , ที่เป็นมัชฌิมาปฏิปทา ,คือการบำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญานั้นเป็นอย่างไรบ้าง ฯ

ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา , อันพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระตถาคต, ได้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณแล้วด้วยปัญญายิ่ง

จักขุกะระณี ,ได้ดวงตาคือปัญญาเห็นโลกุตตรธรรม

ญาณะกะระณี , ได้ปัญญารู้มรรคผลนิพพาน

อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ , ย่อมเป็นไปเพื่อสงบระงับดับกิเลสตัณหา , เพื่อรู้แจ้งอริยสัจจะสี่ , เพื่อบรรลุมรรคผลนิพพาน , เพื่อดับเพลิงกิเลส และดับเพลิงทุกข์ได้หมดสิ้นเชิง

2. อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโค , มัชฌิมาปฏิปทาได้แก่อริยมรรค ๘ ประการนี้เอง

เสยยาถีทัง , มัชฌิมาปฏิปาทาคืออริยมรรค ๘ ประการนั้น, มีอะไรบ้าง

สัมมาทิฏฐิ , คือปัญญารู้แจ้งรู้จริงในอริยสัจจะสี่

สัมมาสังกัโป, คือปัญญารู้แจ้งรู้จริง , ยกจิตใจออกจากกิเลสกามและวัตถุกาม

สัมาวาจา , คือการพูดวาจาสุจริตทั้ง ๔ประการ

สัมมากัมมันโต, คือการประพฤติปฏิบัติสมถวิปัสสนา, เป็นการทำการงานทางกายและทางจิตใจ

สัมมาอาชีโว, คือการเลี้ยงชีพสุจริต, มีชีวิตอยู่ด้วยการประพฤติปฏิบัติธรรม

สัมมาวายาโม,ขยันหมั่นเพียรปฏิบัติสมถวิปัสสนา,เพื่อบรรลุมรรคผลนิพพาน

สัมมาสติ , คือมีสติ มีความเพียร มีปัญญา, พิจารณาอยู่ซึ่งกาย เวทนา จิต และธรรม

สัมมาสมาธิ, คือจิตใจสงบจากนิวรณ์ธรรมทั้ง ๕, บรรลุฌานสมาบัติทั้งสี่ตาสมลำดับ ฯ

3. อะยัง โข สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา, ดูก่อนภิกษุปัญจวัคคีย์ , การประพฤติปฏิบัติที่เป็นมัชฌิมาปฏิปทา , คือการบำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญานี้แล

ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา , อันพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระตถาคต, ได้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณแล้วด้วยปัญญายิ่ง

จักจขุกะระณี, ได้ดวงตาคือปัญญาเห็นโลกุตตรธรรม

ญาณะกะระณี , ได้ปัญญารู้มรรคผลนิพพาน

อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ , ย่อมเป็นไปเพื่อสงบระงับดับกิเลสตัณหา , เพื่อรู้แจ้งอริยสัจจะสี่ , เพื่อบรรลุมรรคผลนิพพาน , เพื่อดับเพลิงกิเลส และดับเพลิงทุกข์ได้หมดสิ้นเชิง

อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขัง อะริยสัจจัง,

ดูก่อนภิกษุปัญจวัคคีย์ , ขันธ์ห้านี้แลเป็นกองทุกข์, เป็นที่รวมแห่งกองกิเลสและกองทุกข์ , อันพระอริยเจ้าได้รู้แจ้งแทงตลอดมาแล้ว

ชาติปิ ทุกขา, แม้การเกิดขึ้นใน ๓๑ ภูมิก็เป็นทุกข์

ชะราปิ ทุกขา, แม้ความแก่เฒ่าชรา เจ็บป่วยไข้ก็เป็นทุกข์

มะระณัมปิ ทุกขัง , แม้แต่ ความตายก็เป็นทุกข์

โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา, แม้แต่ความเศร้าโศกเสียใจ, ร้องไห้รำพึงรำพัน, ความทุกข์กายทุกข์ใจ , ความกลุ้มอกกลุ้มใจร้อนใจ, ความหนักอกหนักใจ, ความคับแค้นอก แค้นใจ ก็เป็นทุกข์

อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข, การประสพพบเห็นบุคคลและสัตว์, ที่เป็นศัตรูกันไม่เป็นที่รักที่ชอบใจ ก็เป็นทุกข์

ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข , การพลัดพรากจากบุคคลที่ตนรัก และสิ่งของอันเป็นที่รักที่ชอบใจ ก็เป็นทุกข์

ยัมปิจฉัง นะละภะติ ตัมปิ ทุกขัง , มีความปรารถนาสิ่งหนึ่งสิ่งใดๆ , เมื่อไม่ได้สิ่งนั้นๆมาก็เป็นทุกข์

สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา , ว่าโดยย่อแล้วอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นตัวทุกข์

อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะสะมุทะโย อะริยสะสัจจัง ,

ดูก่อนภิกษุปัญวัคคีย์, ก็แล ตัณหา ๓ ตัณหา ๖ ตัณหา ๑๐๘ นี้ , เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์, มีชาติทุกข์เป็นต้น, อันพระอริยบุคคลทั้งหลาย, ได้รู้แจ้งแทงตลอดมาแล้วด้วยปัญญา

ยายัง ตัณหา โปโนพภะวิกา , ตัณหา ๓ ตัณหา ๖ ตัณหา ๑๐๘ นี้อันใด, เป็นเหตุให้เกิดในภพ ๓ ภูมิ ๔ กำเนิด ๔ และคติทั้ง ๕ ,

นันทิราคะสะหะคะตา , ตัณหาประกอบไปด้วยราคะกำหนัดยินดีในกาม , มีความยินดีเพลิดเพลินในภพชาติ

ตัตระตัตราภินันทินี , มีความรักใคร่กำหนัดยินดี,เพลิดเพลินยิ่งนักในอารมณ์ต่างๆ , มีการติดอกติดใจอยู่ในภพชาตินั้นๆ

เสยยะถีทัง , ได้แก่ตัณหาความอยากเหล่านี้คือ

กามตัณหา , ความอยากในกามคุณ ๕ และความติดอกติดใจในกามภพกามภูมิ

ภะวะตัณหา , ความอยากความยินดีพอใจอยู่ในภพทั้ง ๓ , และความอยากความเห็นว่า, สัตว์ทั้งหลายเป็นของเที่ยง

วิภะวะตัณหา , ความอยากความยินดีพอใจติดใจอยู่ , ในความเห็นว่าสัตว์ทั้งหลายตายแล้วสูญ

อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรโธ อะริยสัจจัง ,

ดูก่อนภิกษุปัญจวัคคีย์, นิโรธสัจจะคือพระนิพพาน ๒, พระนิพพาน ๓ นี้นั้นแล , เป็นธรรมที่ดับเพลิงกิเลสและดับเพลิงทุกข์ได้หมดสิ้นเชิง , อันพระอริยบุคคลทั้งหลาย, ได้รู้แจ้งแทงตลอดมาแล้วด้วยปัญญา

โยตัสสาเยวะ ตัณหายะ อะเสสะวิราคะนิโรโธ

นิโรธสัจจะคือพระนิพพานนั้นใด , เป็นธรรมดับเพลิงกิเลสและดับเพลิงทุกข์ได้หมดไม่มีเหลือ

จาโค , นิโรธสัจจะ คือพระนิพพานนั้น, สลัดทิ้งซึ่งกิเลสตัณหาอุปาทาน

ปะฏินิสสัคโค , นิโรธสัจจะ คือพระนิพพานนั้น ,สละคืนสลัดทิ้งซึ่งกองกิเลสและกองทุกข์

มุตติ , นิโรธสัจจะ คือพระนิพพานนั้น, เป็นธรรมที่พ้นไปจากกองกิเลสและพ้นจากกองทุกข์

อะนาละโย ,นิโรธสัจจะ คือพระนิพพานนั้น, เป็นธรรมที่ไม่มีความยินดีพอใจในภพชาติอีกต่อไป

อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง ฯ
ดูก่อนภิกษุปัญจวัคคีย์, อริยมรรคมีองค์ 8 นี้นั้นแล, เป็นข้อประพฤติปฏิบัติสายกลาง, เป็นข้อประพฤติปฏิบัติให้บรรลุมรรคผลนิพพาน, เป็นธรรมที่ดับเพลิงกิเลสและดับเพลิงทุกข์ได้หมดสิ้นเชิง , อันพระอริยบุคคลทั้งหลาย, ได้รู้แจ้งแทงตลอดมาแล้วด้วยปัญญา

อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโค, ได้แก่หนทางอันประเสริฐ , ประกอบไปด้วยองค์ ๘ ประการนี้เอง

เสยยาถีทัง , มัชฌิมาปฏิปาทาคืออริยมรรค ๘ ประการนั้นมีอะไรบ้าง

สัมมาทิฏฐิ , คือปัญญารู้แจ้งรู้จริงในอริยสัจจะสี่

สัมมาสังกัโป, คือปัญญารู้แจ้งรู้จริง , ยกจิตใจออกจากกิเลสกามและวัตถุกาม

สัมมาวาจา , คือการพูดวาจาสุจริตทั้ง ๔ประการ

สัมมากัมมันโต, คือการประพฤติปฏิบัติสมถวิปัสสนา, เป็นการทำการงานทางกายและทางจิตใจ

สัมมาอาชีโว, คือการเลี้ยงชีพสุจริต, มีชีวิตอยู่ด้วยการประพฤติปฏิบัติธรรม

สัมมาวายาโม, ขยันปฏิบัติสมถวิปัสสนา, เพื่อบรรลุมรรคผลนิพพาน

สัมมาสติ , คือมีสติ มีความเพียร มีปัญญา, พิจารณาอยู่ซึ่งกาย เวทนา จิต และธรรม

สัมมาสมาธิ, คือจิตใจสงบจากนิวรณ์ธรรมทั้ง ๕, บรรลุฌานสมาบัติทั้งสี่ตามลำดับ ฯ

อิทัง ทุกขัง อะริยสัจจันติ เม ภิกขะเว , ปุพเพ
อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ,ญาณัง อุทะปาทิ,
ปัญญา อุทะปาทิ, วิชชา อุทะปาทิ ,อาโลโก อุทะปาทิ ฯ

ดูก่อนภิกษุปัญจวัคคีย,์ พุทธจักษุได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา , ธรรมจักษุได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ,ปัญญาจักษุได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ,ทิพพจักษุคือวิชชา ๓ วิชชา ๘, ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา, สมันตะจักษุได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา , ในธรรมทั้งหลาย , ที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมา,จากสมณพราหมณ์ทั้งหลายในกาลก่อนเลยว่า, ขันธ์ทั้ง ๕นี้เป็นกองทุกข์, อันพระอริยบุคคลทั้งหลาย , ได้รู้แจ้งแทงตลอดมาแล้วด้วยปัญญา

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขัง อะริยสัจจัง, ปะริญเญยยันติ
เม ภิกขะเว , ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ
จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ, ปัญญา อุทะปาทิ,
วิชชา อุทะปาทิ , อาโลโก อุทะปาทิ ฯ

ดูก่อนภิกษุปัญจวัคคีย์ พุทธจักษุได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา , ธรรมจักษุได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ,ปัญญาจักษุได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ,ทิพพจักษุ คือวิชชา ๓ วิชชา ๘, ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา, สมันตะจักษุได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา , ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมา, จากสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ในกาลก่อนเลยว่า, ขันธ์ทั้ง ๕ ที่เป็นทุกขอริยสัจจนี้, อันบุคคลพึงกำหนดพิจารณาให้รอบรู้

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขัง อะริยสัจจัง, ปะริญญาตันติ
เม ภิกขะเว , ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ
จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ, ปัญญา อุทะปาทิ,
วิชชา อุทะปาทิ, อาโลโก อุทะปาทิ ฯ

ดูก่อนภิกษุปัญจวัคคีย,์ พุทธจักษุได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา , ธรรมจักษุได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ,ปัญญาจักษุได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ,ทิพพจักษุคือวิชชา ๓ วิชชา ๘, ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา, สมันตะจักษุได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา , ในธรรมทั้งหลาย , ที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมา,จากสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ในกาลก่อนเลยว่า, ขันธ์ทั้ง ๕ ที่เป็นทุกขอริยสัจจนี้, อันเราตถาคตได้กำหนดรู้รอบแล้ว

อิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยสัจจันติ เม ภิกขะเว ,
ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ,
ญาณัง อุทะปาทิ, ปัญญา อุทะปาทิ,
วิชชา อุทะปาทิ , อาโลโก อุทะปาทิ ฯ

ดูก่อนภิกษุปัญจวัคคีย์, พุทธจักษุได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา , ธรรมจักษุได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ,ปัญญาจักษุได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ,ทิพพจักษุคือวิชชา ๓ วิชชา ๘, ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา, สมันตะจักษุได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา , ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมา,จากสมณพราหมณ์ทั้งหลาย, ในกาลก่อนเลยว่า, ตัณหา ๓ ตัณหา ๖ ตัณหา ๑๐๘, อันเป็นทุกขสมุทยสัจจะนี้นั้นแล , อันบุคคลควรละทิ้งให้หมดไป

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยสัจจัง,ปะหาตัพพันติ เม ภิกขะเว ,
ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ,
ญาณัง อุทะปาทิ, ปัญญา อุทะปาทิ,
วิชชา อุทะปาทิ, อาโลโก อุทะปาทิ ฯ


ดูก่อนภิกษุปัญจวัคคีย,์ พุทธจักษุได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา , ธรรมจักษุได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ,ปัญญาจักษุได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ,ทิพพจักษุคือวิชชา ๓ วิชชา ๘, ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา, สมันตะจักษุได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา , ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมาจากสมณพราหมณ์ทั้งหลาย , ในกาลก่อนเลยว่า, ตัณหา ๓ ตัณหา ๖ ตัณหา ๑๐๘ , อันเป็นทุกขสมุทยอริยสัจจนี้นั้นแล , อันบุคคลควรประหารทิ้งเสียให้หมดไป

ตัง โข ปะนิทัง ทุกะสะมุทะโย อะริยสัจจัง, ปะฮีนันติ เม ภิกขะเว ,
ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ,
ญาณัง อุทะปาทิ, ปัญญา อุทะปาทิ,
วิชชา อุทะปาทิ, อาโลโก อุทะปาทิ ฯ

ดูก่อนภิกษุปัญจวัคคีย,์ พุทธจักษุได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา , ธรรมจักษุได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ,ปัญญาจักษุได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ,ทิพพจักษุคือวิชชา ๓ วิชชา ๘, ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา, สมันตะจักษุได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา , ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมา,จากสมณพราหมณ์ทั้งหลาย , ในกาลก่อนเลยว่า , ตัณหา ๓ ตัณหา ๖ ตัณหา ๑๐๘ , อันเป็นทุกขสมุทยะอริยสัจจะนี้นั้นแล อันเราตถาคตได้ประหารทิ้งหมดสิ้นไปแล้ว

อิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยสัจจันติ เม ภิกขะเว ,
ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ,
ญาณัง อุทะปาทิ, ปัญญา อุทะปาทิ,
วิชชา อุทะปาทิ , อาโลโก อุทะปาทิ ฯ

ดูก่อนภิกษุปัญจวัคคีย์, พุทธจักษุได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา , ธรรมจักษุได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ,ปัญญาจักษุได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ,ทิพพจักษุคือวิชชา ๓ วิชชา ๘ ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา, สมันตะจักษุได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา , ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมา,จากสมณพราหมณ์ทั้งหลายในกาลก่อนเลยว่า, นิโรธสัจจะคือพระนิพพาน ๒ พระนิพพาน ๓ นี้, เป็นทุกขนิโรธอริยสัจจะ ฯ

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยสัจจัง สัจฉิกาตัพพันติ เม ภิกขะเว ,
ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ,
ปัญญา อุทะปาทิ , วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ

ดูก่อนภิกษุปัญจวัคคีย์, พุทธจักษุได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา , ธรรมจักษุได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ,ปัญญาจักษุได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ,ทิพพจักษุคือวิชชา ๓ วิชชา ๘, ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา, สมันตะจักษุได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา , ในธรรมทั้งหลาย ที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมา, จากสมณพราหมณ์ทั้งหลายในกาลก่อนเลยว่า, นิโรธสัจจะคือพระนิพพาน ๒ พระนิพพาน ๓ , ที่เป็นทุกขนิโรธอริยสัจจนี้นั้นแล , อันบุคคลควรกระทำให้แจ่มแจ้ง , บรรลุถึงด้วยปัญญาญาณ

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยสัจจัง สัจฉิกะตันติ เม ภิกขะเว ,
ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ,
ปัญญา อุทะปาทิ, วิชชา อุทะปาทิ , อาโลโก อุทะปาทิ

ดูก่อนภิกษุปัญจวัคคีย์, พุทธจักษุได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา , ธรรมจักษุได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ,ปัญญาจักษุได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ,ทิพพจักษุคือวิชชา ๓ วิชชา ๘, ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา, สมันตะจักษุได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา , ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมา, จากสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ,ในกาลก่อนเลยว่า, นิโรธสัจจะคือพระนิพพาน ๒ พระนิพพาน ๓,ที่เป็นทุกขนิโรธอริยะสัจจนี้นั้นแล , อันเราตถาคตได้กระทำให้แจ่มแจ้ง,บรรลุถึงด้วยปัญญาญาณแล้ว

อิทัง ทุกขะนิโรคามินีปะฏิปะทา อะริยสัจจันติ เม ภิกขะเว ,
ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง, อุทะปาทิ,
ปัญญา อุทะปาทิ , วิชชา อุทะปาทิ, อาโลโก อุทะปาทิ ฯ

ดูก่อนภิกษุปัญจวัคคีย,์ พุทธจักษุได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา , ธรรมจักษุได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ,ปัญญาจักษุได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ,ทิพพจักษุคือวิชชา ๓ วิชชา ๘, ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา, สมันตะจักษุได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา , ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมา, จากสมณพราหมณ์ทั้งหลาย , ในกาลก่อนเลยว่า, อริยมรรค ๘ประการนี้ , เป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยะสัจจะ , เป็นข้อประพฤติปฏิบัติสายกลาง, ให้บรรลุถึงมรรคผลนิพพานได้, อันพระอริยบุคคคลได้รู้แจ้งแทงตลอด, มาแล้วด้วยปัญญาญาณ ,

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรคามินีปะฏิปะทา อะริยสัจจัง ภาเวตัพพันติ เมภิกขะเว,
ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ,ญาณัง อุทะปาทิ,
ปัญญา อุทะปาทิ ,วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ

ดูก่อนภิกษุปัญจวัคคีย์ พุทธจักษุได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา , ธรรมจักษุได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ,ปัญญาจักษุได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ,ทิพพจักษุ คือวิชชา ๓ วิชชา ๘, ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา, สมันตะจักษุได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา , ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมา, จากสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ในกาลก่อนเลยว่า, อริยมรรค ๘ประการนี้, เป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยะสัจจะนี้นั้นแล , เป็นข้อประพฤติปฏิบัติสายกลาง , อันบุคคลควรประพฤติปฏิบัติให้เจริญมากขึ้น

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรคามินีปะฏิปะทา อะริยสัจจัง, ภาวิตันติ เม ภิกขะเว ,
ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ, ญาณัง อุทะปาทิ,
ปัญญา อุทะปาทิ ,วิชชา อุทะปาทิ, อาโลโก อุทะปาทิ

ดูก่อนภิกษุปัญจวัคคีย์, พุทธจักษุได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา , ธรรมจักษุได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ,ปัญญาจักษุได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ,ทิพพจักษุคือวิชชา ๓ วิชชา ๘, ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา, สมันตะจักษุได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา , ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมา, จากสมณพราหมณ์ทั้งหลาย , ในกาลก่อนเลยว่า, อริยมรรค ๘ประการนี้ , เป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยะสัจจะนี้นั้นแล , เป็นข้อประพฤติปฏิบัติสายกลาง , ให้บรรลุถึงมรรคผลนิพพานได้, อันเราตถาคตประพฤติปฏิบัติให้เจริญมากขึ้นแล้ว


ยาวกีวัญจะ เม ภิกขะเว อิเมสุ , จตูสุ อะริยะสัจเจสุ
เอวันติปะรัวัฏฏัง ทะวาทะสาการัง, ยะถาภูตัง
ญาณะทัสสะนัง , นะ สุวิสุทธัง อะโหสิ ฯ

ดูก่อนภิกษุปัญจวัคคีย์ , ปัญญาในมรรคจิตทั้ง ๔ ,ที่รู้แจ้งเห็นจริงในอริยสัจจะทั้ง ๔ คือ, ปัญญารู้แจ้งทุกขอริยสัจจะ , ปัญญารู้แจ้งทุกขสมุทยสัจจะ , ปัญญารู้แจ้งทุกขนิโรธอริยสัจจะ , ปัญญารู้แจ้งทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจะ , เหล่านี้ของเรามี ๓ รอบคือ , ขันธ์ทั้ง ๕นี้เป็นทุกขอริยสัจจะ , ตัณหา ๓ ตัณหา ๖ ตัณหา ๑๐๘นี้ , เป็นทุกขสมุทยอริยสัจจะ , พระนิพพาน ๒ พระนิพพาน ๓นี้ , เป็นทุกขนิโรธอริยสัจจะ ,อริยมรรคประกอบไปด้วยองค์ ๘ นี้ , เป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจะ, ทุกขอริยสัจจะควรกำหนดรู้ , สมุทยอริยสัจจะควรกำหนดละ, ทุกขนิโรธอริยสัจจะ , ควรกระทำให้แจ้งแทงตลอด , ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจะ , อันบุคคลควรเจริญให้
มากขึ้น , ทุกขอริยสัจจนี้,เรา ได้กำหนดรู้แจ้งแล้ว , ทุกขสมุทยอริยสัจจะนี้ , เรากำหนดละได้หมด แล้ว , ทุกขนิโรธอริยสัจจนี้, เรากระทำให้แจ่มแจ้งด้วยปัญญาแล้ว , ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจะนี้ , เราทำให้เจริญขึ้นมากแล้ว , รวมเป็นญาญ ๓ ,ในอริยสัจจะสี่อย่างนี้ของเรา, ยังไม่หมดจดจากกิเลสตัณหาอยู่เพียงไร , (ญาณ ๓ คือ สัจจญาณ กิจจญาณ ตกญาณ ในอริยสัจจะสี่ ๓ รอบ รวมเป็น ๑๒ )


เนวะ ตาวะหัง ภิกขะเว, สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพรัหมะเก,
สัสสะมะณะพราหมะณิยา ปะชายะ,
สะเทวะมะนุสสายะ อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง
อะภิสัมพุทโธ ปัจจัญญาสิง ฯ

ดูก่อนภิกษุปัญจวัคคีย์, เราตถาคตได้ปฏิญญาณตน, ยืนยันด้วยตนเองว่า,เราเป็นผู้ตรัสรู้อนุตตรสัมาสัมโพธิญาณ , ตรัสรู้ชอบยิ่งซึ่งโลกุตตรธรรม ๙ได้ด้วยตนเอง, ด้วยปัญญาอันยอดเยี่ยม , เป็นศาสดาองค์เอกใน โลกทั้ง ๓ , คือในมนุษย์โลก , เทวโลก, มารโลก, และพรหมโลก , ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ , และในหมู่มนุษย์เทวดาอินทร์พรหมทั้งหลาย , ยังไม่ได้เพียงไร ,

ยะโต จะ โข เม ภิกขะเว, อิเมสุ จะตูสุ อะริยสัจเจสุ,
เอวันติปะริวัฏฏัง ทะวาทะสาการัง ยะถาภูตัง,
ญาณะทัสสะนัง สุวิสุทธัง อะโหสิ ฯ

ดูก่อนภิกษุปัญจวัคคีย์ ,ก็เมื่อใดแลปัญญาในมรรคจิตทั้ง ๔ ,ได้รู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจจทั้ง ๔ , ตามความเป็นจริงเหล่านี้ของเราตถาคต , มี ๓ รอบ, คือสัจจญาณในอริยสัจจะสี่ ,กิจจญาณในอริยสัจจะสี่ ,กตญาณในอริยสัจจะสี่ , รวมเป็นญาณ ๓ ในอริยสัจจะสี่รวมเป็น ๑๒ อย่างนี้ ,เป็นของบริสุทธิหมดจดดีแล้วจากกิเลตัณหา

อะถาหัง ภิกขะเว สะเทวะเก โลเก, สะมาระเก
สะพรัหมะเก, สัสสะมะณะพราหมะณิยา ปะชายะ,
สะเทะวะมะนุสสายะ อะนุตตะรัง, สัมมาสัมโพธิง
อะภิสัมพุทโธ ปัจจัญญาสิง ฯ

ดูก่อนภิกษุปัญจวัคคีย์, เราตถาคตได้ปฏิญญาณตน, ยืนยันด้วยตนเองว่า , เราเป็นผู้ตรัสรู้อนุตตรสัมาสัมโพธิญาณ , ตรัสรู้ชอบยิ่งซึ่งโลกุตตรธรรม ๙ได้ด้วยตนเอง, ด้วยปัญญาอันยอดเยี่ยม , เป็นศาสดาองค์เอก ในโลกทั้ง ๓ , คือในมนุษย์โลก , เทวโลก, มารโลก, และพรหมโลก , ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ , และในหมู่มนุษย์เทวดาอินทร์พรหมทั้งหลาย ,

ญาณัญจะ ปะนะ เม ทัสสะนัง อุทะปาทิ ,

สัพพัญญุตญาณและมรรคญาณ ,พร้อมด้วยปัจจเวกขญาณ, อันแจ่มแจ้งได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า,

อะกุปปา เม วิมุตติ , การหลุดพ้นจากกองกิเลสและกองทุกข์ , ของเราจักไม่กำเริบกลับมาอีก

อะยะมันติมา ชาติ , การเกิดในภพ ๓ ภูมิ ๔ , เกิดในกำเนิดทั้ง ๔ ในคติทั้ง ๕, จักไม่มีอีกต่อไป , ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา

นัตถิทานิ ปุนัพภะโวติ, บุญบาปกุศลกรรม, หรืออกุศลกรรมที่เป็นพืช, เป็นเหตุให้เกิดในภพชาติอีก,บัดนี้ไม่มีอีกแล้ว ฯ

อิทะมาโวจะ ภะคะวา , เมื่อพระบรมศาสดา ได้ทรงประกาศ พระธรรมจักรนี้จบลงแล้ว

อัตตะมานา ปัญจะวัคคิยา ภิกขู, ภะคะวะโต ภาสิตัง อะภินันทุง ฯ

ภิกษุปัญจวัคคีย์ทั้งหลาย, มีจิตศรัทธาโสมนัสยินดี, เพลิดเพลินพุทธภาษิต, ของพระบรมศาสดา

อิมัสะมิญจะ ปะนะ เวยยากะระณัสสะมิง ภัญญะมาเน

ก็แลเมื่อพระบรมศาดา ,ได้ตรัสพระธรรมจักร,เป็นเวยยากรณ์อยู่อย่างนี้

อายัสสะมะโต โกญฑัญญัสสะ ,วิระชัง วีตะมะลัง ธัมมะจักขุง อุทะปาทิ ฯ

ธรรมจักษุคือโสดาปัตติมรรคญาณ , อันปราศจากสักกายทิฏฐิวิจิกิจฉา,และสีลพัตตปรามาส ,ได้เกิดขึ้นแล้วแก่ท่านโกณฑัญญะ

ยังกิญจ สะมุทะยะธัมมัง สัพพันตัง นิโรธะธัมมันติ

ว่าขันธ์ ๕ขันธ์คือรูปธรรมนามธรรมนั้น, เกิดจากเหตุทั้ง ๖ เมื่อเหตุทั้ง ๖ ดับไป , ขันธ์ทั้ง ๕นั้น ย่อมแก่เจ็บตายลงไปเป็นธรรมดา

ปะวัตติเต จะ ภะคะวะตา ธัมมะจักเก, เมื่อสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า , แสดงธรรมจักร์อยู่

ภุมมา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ,

พวกภุมมัฏฐะเทวดาทั้งหลาย ,พวกรุกขเทวดาทั้งหลาย ,พวกอากาสเทวดาทั้งหลาย, ก็ได้ให้เสียงสาธุการพร้อมเพียงกัน ,ด้วยเสียงดังสะนั่นบันลือลั่น ,

เอตัมภะคะวะตา พาราณะสิยัง, อิสิปะตะเน มิคะทาเย,
อะนุตตะรัง ธัมมะจักกัง ปะวัตตะติ

ว่าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า , ทรงประกาศพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม , ที่ป่าอิสิปะตะนมฤทายวัน , ใกล้เมืองพาราณสี

อัปปะฏิวัตติยัง สะมะเณนะ วา พราหมะเณนะ วา,
เทเวนะ วา มาเรนะ วา พรัหมุนา วา เกนะจิ วา โลกัสสะมินติ ฯ

ไม่มีสมณะหรือพราหมณ์, หรือเทวดามารพรหม, หรือผู้ใดผู้หนึ่งในหมื่นโลกธาตุแสนโกฏิจักรวาล , แสดงพระธรรมจักรนี้ได้เลย

ภุมมานัง เทวานัง สัททัง สุตะวา, จาตุมหาราชิกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ฯ

พวกเทพบุตรเทพธิดาทั้งหลาย , ที่อยู่สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา, เมื่อได้ฟังเสียงสาธุการ, ของภุมมัฏฐกเทวดาทั้งหลายแล้ว , ก็ได้ให้เสียงสาธุการพร้อมเพียงกัน , ด้วยเสียงดังสั่นบันลือลั่น ,

จาตุมหาราชิกานัง เทวานัง สัททัง สุตะวา , ตาวะติงสา เทวา สัททะมะนุสสานเวสุง ฯ

พวกเทพบุตรเทพธิดาทั้งหลาย , ที่อยู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์, เมื่อได้ฟังเสียงสาธุการ, ของเทพบุตรเทพธิดาเทวดาทั้งหลาย, ที่อยู่ในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาแล้ว, ก็ได้ให้เสียงสาธุการพร้อมเพียงกัน , ด้วยเสียงดังสั่นบันลือลั่น ,

ตาวะติงสานัง เทวานัง สัททัง สุตะวา , ยามา เทวา สัททะมะนุสสานเวสุง ,

พวกเทพบุตรเทพธิดาทั้งหลาย , ที่อยู่สวรรค์ชั้นยามา, เมื่อได้ฟังเสียงสาธุการ, ของเทพบุตรเทพธิดาเทวดาทั้งหลาย, ที่อยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์แล้ว, ก็ได้ให้เสียงสาธุการพร้อมเพียงกัน , ด้วยเสียงดังสั่นบันลือลั่น ,

ยามานัง เทวานัง สัททัง สุตะวา , ตุสิตา เทวา สัททะมะนุสสานเวสุง ฯ

พวกเทพบุตรเทพธิดาทั้งหลาย , ที่อยู่สวรรค์ชั้นดุสิต์, เมื่อได้ฟังเสียงสาธุการ, ของเทพบุตรเทพธิดาเทวดาทั้งหลาย, ที่อยู่ในสวรรค์ชั้นยามา แล้ว, ก็ได้ให้เสียงสาธุการพร้อมเพียงกัน , ด้วยเสียงดังสั่นบันลือลั่น ,

ดุสิตานัง เทวานัง สัททัง สุตะวา ,นิมมานะระตี เทวา สัททะมะนุสสานเวสุง ฯ

พวกเทพบุตรเทพธิดาทั้งหลาย , ที่อยู่สวรรค์ชั้นนิมมานรดี, เมื่อได้ฟังเสียงสาธุการ, ของเทพบุตรเทพธิดาเทวดาทั้งหลาย, ที่อยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิตแล้ว, ก็ได้ให้เสียงสาธุการพร้อมเพียงกัน , ด้วยเสียงดังสั่นบันลือลั่น ,

นิมมานะรตีนัง เทวานัง สัททัง สุตะวา ปะระนิมมิตะวะสะวัตตี เทวา, สัททะมะนุสสานเวสุง,

พวกเทพบุตรเทพธิดาทั้งหลาย , ที่อยู่สวรรค์ชั้นปรนิมิตวสวัสดี, เมื่อได้ฟังเสียงสาธุการ, ของเทพบุตรเทพธิดาเทวดาทั้งหลาย, ที่อยู่ในสวรรค์ ชั้นนิมมานรดีแล้ว, ก็ได้ให้เสียงสาธุการพร้อมเพียงกัน , ด้วยเสียงดังสั่นบันลือลั่น ,

ปะระนิมมิตะวสวัตตีนัง เทวานัง สัททัง สุตวา ,พรัหมะปาริสัชชา เทวา, สัททะมะนุสสาเวสุง ,

พวกพรหมทั้งหลาย ,ที่อยู่บนพรหมโลกชั้นปาริสัชชาภูมิ , เมื่อได้ฟังเสียงสาธุการ, ของเทพบุตรเทพธิดาทั้งหลาย, ที่อยู่ในสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวะสวัสดีแล้ว , ก็ให้เสียงสาธุการ พรัอมเพียงกัน , ด้วยเสียงดังสนั่นบันลือลั่น ฯ

พรัหมะปาริสัชชานัง เทวานัง สัททัง สุตะวา ,พรัหมะปะโรหิตา เทวา, สัททะมะนสุสาเวสุง ,

พวกพรหมทั้งหลาย , ที่อยู่บนพรหมโลกชั้นปโรหิตาภูมิ , เมื่อได้ฟังเสียงสาธุการของพวกพรหมทั้งหลาย, ที่อยู่ในพรหมโลกชั้นปาริสัชชาภูมิแล้ว , ก็ได้ให้เสียงสาธุการพร้อมเพียงกัน , ด้วยเสียงดังสนั่นบันลือลั่น

พรัหมะปะโรหิตานัง เทวานัง สัททัง สุตะวา ,มหาพรัหมา เทวา สัททะมะนสุสาเวสุง ,

พวกพรหมทั้งหลาย , ที่อยู่บนพรหมโลกชั้นมหาพรหมาภูมิ , เมื่อได้ฟังเสียงสาธุการของพวกพรหมทั้งหลาย, ที่อยู่ในพรหมโลกชั้นปุโรหิตาภูมิแล้ว , ก็ได้ให้เสียงสาธุการพร้อมเพียงกัน , ด้วยเสียงดังสนั่นบันลือลั่น

มหาพรัหมานัง เทวานัง สัททัง สุตะวา ปะริตตาภา เทวา สัททะมะนสุสาเวสุง ,

พวกพรหมทั้งหลาย , ที่อยู่บนพรหมโลกชั้นปริตตาภาภูมิ , เมื่อได้ฟัง เสียงสาธุการของพวกพรหมทั้งหลาย, ที่อยู่ในพรหมโลก ชั้นมหาพรัหมาภูมิแล้ว , ก็ได้ให้เสียงสาธุการพร้อมเพียงกัน , ด้วยเสียงดังสนั่นบันลือลั่น ฯ

ปริตตาภานัง เทวานัง สัททัง สุตะวา, อัปปมาณาภา เทวา สัททะมะนสุสาเวสุง ,

พวกพรหมทั้งหลาย , ที่อยู่บนพรหมโลกชั้นอัปปมาณาภาภูมิ , เมื่อได้ฟังเสียงสาธุการของพวกพรหมทั้งหลาย, ที่อยู่ในพรหมโลกชั้นปริตตาภาภูมิแล้ว , ก็ได้ให้เสียงสาธุการพร้อมเพียงกัน , ด้วยเสียงดังสนั่นบันลือลั่น ฯ

อัปปะมาณาภานัง เทวานัง สัททัง สุตะวา, อาภัสสะรา เทวา สัททะมะนสุสาเวสุง

พวกพรหมทั้งหลาย , ที่อยู่บนพรหมโลกชั้นอาภัสสราภูมิ , เมื่อได้ฟังเสียงสาธุการของพวกพรหมทั้งหลาย, ที่อยู่ในพรหมโลกชั้นอัปปมาณาภาภูมิแล้ว , ก็ได้ให้เสียงสาธุการพร้อมเพียงกัน , ด้วยเสียงดังสนั่นบันลือลั่น ฯ

อาภัสสะรานัง เทวานัง สัททัง สุตะวา, ปะริตตสุภา เทวา, สัททะมะนสุสาเวสุง

พวกพรหมทั้งหลาย , ที่อยู่บนพรหมโลกชั้นปริตตสุภาภูมิ , เมื่อได้ฟังเสียงสาธุการของพวกพรหมทั้งหลาย, ที่อยู่ในพรหมโลกชั้นอาภัสสราภูมิแล้ว , ก็ได้ให้เสียงสาธุการพร้อมเพียงกัน , ด้วยเสียงดังสนั่นบันลือลั่น

ปริตตสุภานัง เทวานัง สัททัง สุตะวา , อัปปะมาณะสุภา เทวา, สัททะมะนสุสาเวสุง

พวกพรหมทั้งหลาย , ที่อยู่บนพรหมโลกชั้นอัปปมาณสุภาภูมิ , เมื่อได้ฟังเสียงสาธุการของพวกพรหมทั้งหลาย, ที่อยู่ในพรหมโลกชั้นปริตตะสุภาภูมิแล้ว , ก็ได้ให้เสียงสาธุการพร้อมเพียงกัน , ด้วยเสียงดังสนั่นบันลือลั่น ฯ

อัปปมาณสุภานัง เทวานัง สัททัง สุตะวา , สุภะกิณหา เทวา สัททะมะนสุสาเวสุง

พวกพรหมทั้งหลาย , ที่อยู่บนพรหมโลกชั้นสุภกิณหาภูมิ , เมื่อได้ฟังเสียงสาธุการของพวกพรหมทั้งหลาย, ที่อยู่ในพรหมโลกชั้นอัปปมาณสุภาภูมิแล้ว , ก็ได้ให้เสียงสาธุการพร้อมเพียงกัน , ด้วยเสียงดังสนั่นบันลือลั่น ฯ

สุภะกิณหะกานัง เทวานัง สัททัง สุตะวา , เวหัปผลา เทวา สัททะมะนสุสาเวสุง

พวกพรหมทั้งหลาย , ที่อยู่บนพรหมโลกชั้นเวหัปผลาภูมิ , เมื่อได้ฟังเสียงสาธุการของพวกพรหมทั้งหลาย, ที่อยู่ในพรหมโลกชั้นสุภะกิณหาภูมิแล้ว , ก็ได้ให้เสียงสาธุการพร้อมเพียงกัน , ด้วยเสียงดังสนั่นบันลือลั่น ฯ

เวหัปผลานัง เทวานัง สัททัง สุตะวา, อะวิหา เทวา สัททะมะนสุสาเวสุง

พวกพรหมทั้งหลาย , ที่อยู่บนพรหมโลกชั้นอวิหาภูมิ , เมื่อได้ฟังเสียงสาธุการของพวกพรหมทั้งหลาย, ที่อยู่ในพรหมโลกชั้น เวหัปผลาภูมิแล้ว ,ก็ได้ให้เสียงสาธุการพร้อมเพียงกัน , ด้วยเสียงดังสนั่นบันลือลั่น ฯ

อะวิหานัง เทวานัง สัททัง สุตะวา , อะตัปปา เทวา สัททะมะนสุสาเวสุง

พวกพรหมทั้งหลาย , ที่อยู่บนพรหมโลกชั้นอตัปปาภูมิ , เมื่อได้ฟังเสียงสาธุการของพวกพรหมทั้งหลาย, ที่อยู่ในพรหมโลกชั้น อะวิหาภูมิแล้ว , ก็ได้ให้เสียงสาธุการพร้อมเพียงกัน , ด้วยเสียงดังสนั่นบันลือลั่น ฯ

อะตัปปานัง เทวานัง สัททัง สุตะวา , สุทัสสา เทวา สัททะมะนสุสาเวสุง

พวกพรหมทั้งหลาย , ที่อยู่บนพรหมโลกชั้นสุทัสสาภูมิ , เมื่อได้ฟังเสียงสาธุการของพวกพรหมทั้งหลาย, ที่อยู่ในพรหมโลกชั้น อะตัปปาภูมิแล้ว , ก็ได้ให้เสียงสาธุการพร้อมเพียงกัน , ด้วยเสียงดังสนั่นบันลือลั่น ฯ

สุทัสสานัง เทวานัง สัททัง สุตะวา , สุทัสสี เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง

พวกพรหมทั้งหลาย , ที่อยู่บนพรหมโลกชั้นสุทัสสีภูมิ , เมื่อได้ฟังเสียงสาธุการของพวกพรหมทั้งหลาย, ที่อยู่ในพรหมโลกชั้น สุทัสสาภูมิแล้ว , ก็ได้ให้เสียงสาธุการพร้อมเพียงกัน , ด้วยเสียงดังสนั่นบันลือลั่น ฯ

สุทัสสีนัง เทวานัง สัททัง สุตะวา , อะกะนิฏฐะกา เทวา สัททะมะนสุสาเวสุง

พวกพรหมทั้งหลาย , ที่อยู่บนพรหมโลกชั้นอกนิฏฐาภูมิ, เมื่อได้ฟังเสียงสาธุการของพวกพรหมทั้งหลาย, ที่อยู่ในพรหมโลกชั้น สุทัสสีภูมิแล้ว , ก็ได้ให้เสียงสาธุการพร้อมเพียงกัน , ด้วยเสียงดังสนั่นบันลือลั่น ฯ

เอตัมภะคะวะตา พาราณะสิยัง ,อิสิปะตะเน มิคะทาเย อะนุตตะรัง ธัมมะจักกัง ปะวัตติยัง ,

สมเด็จพระผู้มีพระาคเจ้า, ได้ทรงแสดงพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม, ที่ป่าอิสิปตนะมฤคะทายวัน , ใกล้เมืองพาราณสี

อัปปะฏิวัตติยัง สะมะฌณนะ วา, พรัหมะเณนะ วา ,
เทเวนะ วา มาเรนะ วา พรัหมุนา วา เกนจิ วา โลกัสสะมินติ ฯ

ไม่มีสมณะ หรือพราหมณ์ หรือเทวดา, หรือมารเทวดาอินทร์พรหมยม ยักษ์ ,คนใดคนหนึ่งแสดงพระธรรมจักรได้เลย

อิติหะ เตนะ ขะเณนะ เตนะ มุหุตเตนะ ยาวะ พรัหมะโลกา สัทโท อัพภุคคัจฉะติ ฯ

โดยกาลครู่เดียวเท่านั้น , เสียงให้สาธุการของเทวดาอินทร์พรหมทั้งหลาย , ก็ดังสั่นบันลือลั่นทั่วๆไปจนถึงพรหมโลก , ด้วยประการฉะนี้แล

อะยัญจะ ทะสะสะหัสสี โลกธาตุ , สังกัมปิ สัมปะกัมป สัมปะเวธิ

หมื่นโลกธาตุแสนโกฏิจักรวาลนี้ ,ก็ได้เกิดเหตุอัศจรรย์หวั่นไหว, สะเทือนสะท้านขึ้น, เสียงโกลาหลแตกตื่น, ด้วยเสบียง แซ่ซ้อง สาธุการ,

อัปปะมาโณ จะ โอฬาโร , โอภาโส โลเก ปาตุระโหสิ ฯ

ได้เกิดนิมิตอัศจรรย์ ๓๒ประการขึ้น , แสงสว่างอันโอฬารยิ่ง,ไม่มีที่สุดไม่มีประมาณ , ได้ปรากฏเกิดขึ้นแล้ว,ในหมื่นโลกธาตุ แสนโกฏิจักรวาฬ

อะติกกัมเมวะ เทวานัง เทวานุภาวัง

รัศมีแสงสว่างอันโอฬาร,ได้ครอบงำอานุภาพของเทวดาอินทร์พรหมทั้งหลาย

อะถะโข ภะคะวา อุทานัง อุทาเนสิ,

ในลำดับนั้นแล, สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า, ได้ทรงเปล่งพระสุระเสียงอุทานว่า

อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ,

โกณฑัญญะได้บรรลุธรรมจักษุ, คือโสดาปัตติมรรคญาณแล้วหนอ,

อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญติ ,

โกณฑัญญะได้บรรลุธรรมจักษุ, คือโสดาปัตติมรรคดีแล้วหนอ

อิติหิทัง อายัสสะมะโต โกณฑัญญัสสะ อัญญาโกณฑัญโญตะเววะ, นามัง อะโหสีติ ฯ

เพราะเหตุนั้นแล , ท่านโกณฑัญญะจึงได้มีชื่อใหม่ว่า, อัญญาโกณฑัญญะ, ด้วยประการฉะนี้แล

จบพระธรรมจักกัปปวัตตนสูตร



Create Date : 22 สิงหาคม 2551
Last Update : 22 สิงหาคม 2551 11:52:45 น. 0 comments
Counter : 241 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

ebusiness
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]







พระพุทธเจ้าทรงมอบสิ่งที่ดีที่สุดไว้ให้แก่มวลมนุษยชาติ สิ่งนั้นคือพระธรรมที่ใช้เป็นกรอบในการดำเนินชีวิตไปสู่สิ่งที่ดีงาม สู่ความเจริญสูงสุดของชีวิต ในฐานะชาวพุทธ ทุกคนมีหน้าที่ที่จะต้องดูแลรักษาสิ่งที่ดีเหล่านี้เอาไว้ให้ได้นานที่สุด อย่างน้อยก็ในช่วงชีวิตเราแต่ละคน
Friends' blogs
[Add ebusiness's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.