Group Blog
 
All blogs
 
อัตตกิลมถานุโยค ความเชื่อในสมัยพุทธกาล

จำแรกที่พระพุทธเจ้าสอนปัญจวัคคีย์ได้ไหมครับ? ในสมัยนั้นแมัแต่พระปัญจวัคคีย์ตอนแรกยังมีความเชื่อเรื่องการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าจะต้องทรมานตนเองให้ลำบาก เรียกว่าอัตตกิลมถานุโยค พระพุทธเจ้าได้แสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ไม่ตึง ไม่หย่อน คือทางสายกลาง บอกความจริงว่าทรมานตนเองไม่ใช่ทางที่ถูก ซึ่งสวนกระแสของนักบวชในยุคนั้น

ผู้ช่วยศาสตาจารย์ ดร. บรรจบ บรรณรุจิ จุฬาฯ ท่านกล่าวว่า "คำสอนประโยคนี้พระพุทธเจ้าขึ้นต้นด้วยพระดำรัสที่แรงมาก ตีแรงเลย ถ้าใครอ่านบาลีได้ก็จะพบเลยว่าทรงตีแรงมาก โดยขึ้นต้นว่า ภิกษุทั้งหลาย ที่สุดโต่งในสองส่วนนี้ บรรชิตต้องไม่ประพฤติปฏิบัติ ก็คือการที่หมกมุ่นอยู่กับกามและการทรมานตัวเองให้ลำบาก.."

ศาสตาจารย์ ดร. จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต ท่านกล่าวว่า "...ซึ่งพวกนั้นไม่เห็นด้วย ก็เกิดสงสัย ทางนั้นก็ไม่เดิน ทางนี้ก็ไม่เดิน แล้วจะเดินทางไหน มันมีสองทางเท่านั้นสมัยนั้น พระพุทธเจ้าจึงเสนอทางที่สาม คือทางสายกลาง ท่านเหล่านั้นไม่เคยได้ยินว่าทางสายกลางคืออะไร และทางสายกลางจะนำไปสู่อะไร ทรงบอกว่าทางสายกลางคือ มรรคมีองค์แปด และทางสายกลางจะนำไปสู่อะไร นำไปสู่การดับทุกข์..."

เศรษฐีทดสอบว่าผู้ใดเป็นพระอรหันต์กันแน่

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ที่พระเวฬุวันมหาวิหาร กรุงราชคฤห์ มีเศรษฐีผู้หนึ่งใคร่จะลงน้ำในแม่น้ำคงคา จึงให้บริวารขึงตาข่ายเป็นรั้วล้อม ในท่าที่ตนอาบน้ำอยู่นั้น เพื่อป้องกันอันตรายจากสัตว์น้ำต่าง ๆ ขณะนั้นมีไม้จันทน์แดงต้นหนึ่งเกิดที่ริมฝั่งเหนือน้ำขึ้นไป ถูกน้ำเซาะรากโค่นลงไหลมาตามน้ำถูกกระแสน้ำพัดกระทบกับของแข็งหักเป็นท่อนเล็กท่อนใหญ่กระจัดกระจายไปตามน้ำ มีอยู่ก้อนหนึ่งเป็นปุ่มซึ่งแตกออกมา กลิ้งกระทบหินและกรวดทรายกลายเป็นก้อนกลมอย่างดี และมีตระใคร่น้ำเกาะอยู่โดยรอบไหลมาติดตาข่ายนั้น

เศรษฐีให้คนตรวจดูรู้ว่าเป็นไม้จันทน์แดงแล้วคิดว่า “ ไม่จันทน์แดง ในบ้านของเรามีอยู่มากมาน เราควรจะทำอะไรดีกับไม้จันทน์แดงก้อนนี้ ” พลางก็คิดขึ้นได้ว่า “ ชนเป็นจำนวนมากต่างก็พูดอวดว่าตนเป็นพระอรหันต์ เรายังไม่รู้ชัดว่าผู้ใดเป็นพระอรหันต์กันแน่ เราควรให้ช่างกลึงปุ่มไม้จันทน์แดงนี้ทำเป็นบาตรแล้วแขวนไว้ที่ปลายไม้ไผ่ต่อกันให้สูง ๑๕ วา ประกาศว่า ผู้ใดสามารถเหาะมาเอาบาตรไปได้ จึงจะเชื่อถือผู้นั้นว่าเป็นพระอรหันต์ เราพร้อมด้วยภรรยา และบุตรจะขอถึงผู้นั้นเป็นสารณะที่พึ่งตลอดชีวิต ” เมื่อคิดเช่นนี้แล้วก็รับสั่งให้ทำตามที่คิดทุกประการ

เดียรถีย์แสดงท่าเหาะ

ครั้งนั้น เจ้าสำนักครูทั้ง ๖ คือ ปูรณกัสสป ทักขลิโคสาล อชิตเกสกัมพล สัญชัยเวลัฏฐบุตร ปกุทธกัจจายะ และ นิครนถ์นาฏบุตร ต่างก็มีความประสงค์อยากจะได้บาตรไม้จันทน์แดงด้วยกันทั้งนั้น จึงได้ไปพูดกับท่านเศรษฐีว่า..

“ ท่านเศรษฐี บาตรนี้สมควรแก่เรา ท่านจงยกไห้แก่เราเถิด ”
“ ถ้าท่านต้องการอยากจะได้ ก็จงเหาะขึ้นไปเอาด้วยตนเองเถิด ” เศรษฐีกล่าวยืนยัน

ครั้นถึงวันที่ ๖ นิครนถ์นาฏบุตร ได้ใช้ให้ศิษย์ไปบอกแก่ท่านเศรษฐีว่า
“ บาตรนี้ สมควรแก่อาจารย์ของเรา ท่านอย่าให้ถึงกับต้องแสดงฤทธิ์เหาะมาเลยเพราะเหตุเพียงบาตรใบเดียว ซึ่งเป็นวัตถุเล็กน้อยนี้เลย จงมอบให้แก่อาจารย์ของเราเถิด ”

ท่านเศรษฐี ก็ยังคงยืนยันเหมือนเดิม นิครนถ์นาฏบุตรจึงวางแผนกับลูกศิษย์ว่า “ เมื่อเราทำท่านยกมือ ยกเท้า แสดงอาการจะเหาะขึ้นไปเอาบาตร พวกเจ้าจงเข้ายึดมือและเท้าของเราไว้แล้วกล่าวห้ามว่า ไฉนท่านอาจารย์จึงทำอย่างนี้ ท่านอย่าได้แสดงคุณความเป็นพระอรหันต์ที่ปกปิดไว้เพราะเหตุเพียงบาตรใบนี้เลย ”

เมื่อตกลงวางแผนกันเรียบร้อยแล้ว จึงเข้าไปพูดขอบาตรกับเศรษฐี เมื่อได้รับคำปฏิเสธเช่นเดิม จึงแสดงท่าจะเหาะขึ้นไปเอาบาตร บรรดาศิษย์ทั้งหลายก็พากันเข้าห้ามฉุดรั้งไว้แล้ว กล่าวตามที่ตกลงกันไว้นั้น นิครนถ์นาฏบุตรจึงพูดกับเศรษฐีว่า “ เราจะเหาะขึ้นไปเอาบาตร แต่บรรดาศิษย์ทั้งหลายพากันฉุดรั้งไว้อย่างที่เห็น ดังนี้ ขอท่านจงให้บาตรแก่เราเถิด ” เศรษฐีก็ยังไม่ยอมให้เช่นเดิม

พระปิณโฑลภารวาชะเหาะขึ้นไปเอาบาตร

ในวันที่ ๗ เวลาเช้า พระมหาโมคคัลลานเถระกับพระปิณโฑภารทวาชเถระ จะเข้าไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ ยืนห่มจีวรอยู่บนก้อนกินใหญ่ก้อนหนึ่ง ได้ยินเสียงนักเลงทั้งหลายพูดกันว่า “ ครูทั้ง ๖ ต่างกล่าวอวดอ้างว่าตนเป็นพระอรหันต์ จนถึง ๗ วันเข้าวันนี้แล้ว ก็ไม่เห็นมีใครสักคนเดียวเหาะขึ้นไปเอาบาตรที่ท่านเศรษฐีแขวนไว้ พวกเราก็เพิ่งจะรู้กันในวันนี้เองว่า พระอรหันต์ไม่มีในโลก ”

พระมหาโมคคัลลานเถระ จึงกล่าวว่า “ ท่านภารทวาชะ ท่านได้ยินหรือไม่ถ้อยคำของนักเลงเหล่านั้นพูดหมิ่นประมาทพระพุทธศาสนา ท่านก็มีฤทธิ์อนุภาพมาก จงเหาะไปเอาบาตรใบนั้นมาให้ได้ ”

พระผู้เป็นเจ้าภารทวาชะ รับคำของพระมหาโมคคัลลานเถระแล้วเข้าจตุตถฌานสมาบัติอันเป็นฐานแห่งอภิญญา กระทำอิทธิฤทธิ์เหาะขึ้นไปบนอากาศ พร้อมทั้งแผ่นศิลาที่ยืนอยู่นั้น เหาะเวียนรอบกรุงราชคฤห์แล้ว เหาะลอยเลื่อนมาอยู่ตรงหลังคาเรือนของเศรษฐี ท่านเศรษฐีเห็นดังนั้นแล้วก็ดีใจที่ได้เห็นพระอรหันต์ที่แท้จริง และตกใจกลัวว่าก้อนหินจะล่วงลงมาทับบ้านของตน จึงกราบหมอบลงจนอกติดพื้นดินแล้ว กล่าวละล่ำละลักว่า “ ขอพระผู้เป็นเจ้า ลงมาเถิด ” พระเถระจึงสลัดก้อนหินไปประดิษฐานในที่เดิมแล้วเหาะลงมาจากอากาศ เมื่อพระเถระลงมาแล้ว ท่านเศรษฐีจึงนิมนต์ให้นั่ง ณ อาสนะที่จัดถวาย ให้คนนำบาตรลงมาจากที่แขวนไว้ บรรจุอาหารอันประณีตจนเต็มแล้วถวายพระเถระพระผู้เป็นเจ้าภารทวาชะรับแล้วก็กลับสู่วิหาร

ข้อมูลจากพระมหาสมศักดิ์ ญาณโพโธ คณะศาสนาและปรัชญา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
ตามรอยพระพุทธเจ้า larnbuddhism.com ภาพประกอบจากสมาชิกพันทิปและอินเตอร์เน็ต
ขออนุโมทนามา ณ โอกาสนี้ครับ



Create Date : 22 สิงหาคม 2551
Last Update : 22 สิงหาคม 2551 20:40:44 น. 0 comments
Counter : 1004 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

ebusiness
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]







พระพุทธเจ้าทรงมอบสิ่งที่ดีที่สุดไว้ให้แก่มวลมนุษยชาติ สิ่งนั้นคือพระธรรมที่ใช้เป็นกรอบในการดำเนินชีวิตไปสู่สิ่งที่ดีงาม สู่ความเจริญสูงสุดของชีวิต ในฐานะชาวพุทธ ทุกคนมีหน้าที่ที่จะต้องดูแลรักษาสิ่งที่ดีเหล่านี้เอาไว้ให้ได้นานที่สุด อย่างน้อยก็ในช่วงชีวิตเราแต่ละคน
Friends' blogs
[Add ebusiness's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.