Group Blog
 
All blogs
 
เหตุเมื่อหลบฝน



วันหนึ่งขณะ ที่ข้าพเจ้ากำลังเดินอยู่บนถนนสายหนึ่งนอกชานพระนคร เวลานั้น เป็นเวลาบ่ายฝนได้ตกมาอย่างหนักโดยไม่ได้ตั้งเค้ามาก่อนเลย ผู้คน ซึ่งกำลังเดินอยู่บนท้องถนน ต่างก็วิ่งหาที่กำบังเพื่อหลบฝนมิให้เปียก ข้าพเจ้าผู้หนึ่งที่ต้องวิ่งเข้าไปใต้กันสาดตึกแถวร้านค้าใกล้ที่สุด ในย่านนั้น ฝนตกอย่างจะเทลงมา กันสาดตึกแถวนั้นไม่สามารถ จะกันละอองฝน ซึ่งกระเซ็นมาถูกต้องเครื่องแต่งกายได้ ข้าพเจ้า จึงเดินเลาะใต้กันสาด เพื่อไปหาที่พอจะกันละอองฝนได้ดีกว่า และมีหลายคนคิดเหมือนข้าพเจ้า จึงเดินลัดเลาะมาพอได้มุมตึกแถว เป็นทางที่จะเข้าไปในตลาดเล็กๆ ซึ่งพอเป็นที่กำบังทั้งลมและฝน และละอองฝนได้ดี ข้าพเจ้าคงหยุดเพียงหัวมุมตึกเท่านั้น ทางที่จะเข้า เกือบถึงตลาดนั้นเป็นที่เฉอะแฉะเลอะเทอะ จึงไม่ค่อยมีใครจะเข้า ไปหลบ นอกจากบรรดาแม่ค้าและแม่ครัวที่มาจ่ายตลาดเท่านั้น บุคคลที่หลบฝนต่างยืนนิ่ง มองดูน้ำฝนที่ตกมาจากที่ชายคาเป็นระยะ ถี่บ้างห่างบ้าง สุดแต่ลมจะพัดกรรโชกมาเป็นคราวๆ


พวกเราที่มาหลบฝนนี้คงมีความปรารถนาอย่างเดียวกัน คือคิดว่าเมื่อไหร่ฝนจะหายสักทีจะได้กลับบ้าน คอยแล้วคอยอีก ฝนก็ไม่เบาบางลง ซ้ำตกหนักหนาเม็ดมากขึ้นกว่าเดิมอีก นอกจาก ฝนตกแล้วฟ้ายังคะนองกระหึ่ม แลบแปลบปลาบเป็นสาย สว่าง แฉลบลงมาจากท้องฟ้า พวกผู้หญิงเอากระเป๋าถือปิดหน้าบังแสงเข้าตา บ้างก็เอามืออุดหูกลัวเสียงฟ้าร้อง ซึ่งดังเหมือนจะผ่าลงมาใกล้ๆ หลังจากแสงฟ้าแลบสว่างจ้าเป็นระยะๆ เสียงฟ้าลั่นแทบจะทำให้ แผ่นดินถล่มทลายก็ตามมาทุกครั้ง


กลุ่มผู้คนที่หลบฝน นอกจากข้าพเจ้ายังมีชายจีนสองคนซึ่ง ปากอยู่ไม่สุขชอบถ่มน้ำลายออกไปนอกชายคา เหมือนจะโกรธ ฝนมาสักร้อยปี บางครั้งข้าพเจ้าต้องถอยหลบกลัวฝอยน้ำลาย จะกระเซ็นมาถูกตัว และมีสุภาพบุรุษไทยอายุกลางคนผู้หนึ่งยืนอยู่ ข้างๆข้าพเจ้า และห่างไปเล็กน้อยก็มีสุภาพสตรีวัยรุ่นแต่งตัวเป็น นักศึกษาอยู่สองคนยืนคุยกระซิบกระซาบกัน รู้สึกว่าไม่ค่อย จะเอาใจใส่เรื่องฟ้าฝนเท่าใดนัก ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งมีสามคนเป็น สาวใหญ่แต่งกายแบบเดินแถวย่านพาหุรัด หญิงทั้งสามนี้รู้สึก มีความกระวนกระวายมาก ต่างหันหน้ามาระบายอารมณ์สาปแช่งฝน ว่า ไม่รู้จะตกไปทำไม ตกไม่รู้จักหยุด ที่บ้านนอกท้องนาไม่รู้จักตก ดันมาตกในกรุงเทพฯ จะไปไหนก็ไม่ได้กลุ้มใจจริงๆ นอกจากนั้นยังมี หญิงแม่ค้าหาบห่อหมกขายแกง วางหาบแล้วก็นั่งพิงผนังตึกข้างร้าน เหม่อมองอย่างอ่อนอกอ่อนใจ หมดอาลัยใยดีต่อโลกภายนอก คงคิดว่าจะขาดทุนหรือกำไรเท่านั้น เมื่อห่อหมกยังอยู่เต็มหาบ ฝนก็ ยังไม่หยุด ข้าพเจ้าเข้าใจว่าแกเป็นคนบ้าจี้ เพราะทุกครั้งที่เสียง ฟ้าร้องแกตกใจ ทำท่ายกมือปัดป้องเหมือนหลบหมัดหลบมวย แล้วอุทานออกมาเป็นคำแปลกๆ ซึ่งบางคำคนธรรมดาไม่เคยได้ยิน ทำให้เกิดขันและขำไปตามกัน พอแก้เหงาในยามหลบฝนได้บ้าง




ขณะนั้นได้ยินเสียงเด็กร้องไห้เสียงดังเป็นห้วงๆ และ มีเสียงไม้เรียวกระทบเนื้อหนังดังคู่กันไปด้วย ข้าพเจ้าหันหลัง เข้าไปดูในร้านที่ยืนอยู่ ก็มองเห็นชายอายุประมาณสามสิบกำลัง หิ้วแขนเด็กชาย ลากถูลู่ถูกัง อีกมือหนึ่งใช้ไม้เรียวฟาดลงไป ตามร่างกายของเด็กอย่างไม่เลือก ปากด่าว่าสั่งสอนอย่างอารมณ์ ของผู้โกรธจัด เมื่อไม้เรียวฟาดถูกกลางหลังเด็ก เด็กก็ร้องดังขึ้น ทุกครั้ง เด็กคนนั้นคะเนอายุไม่เกิน ๗ ขวบ ซึ่งทำให้พวกที่หลบฝน อยู่ต่างมองดู นึกตำหนิในใจว่า ทำโทษเด็กคนนั้นหนักเกินไป ต่างก็สงสารเด็กน้อยซึ่งถูกเฆี่ยนตีอย่างทารุณ เพราะผู้ใหญ่เป็น ทาสของอารมณ์โกรธ แต่เราไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะไม่ได้เกี่ยวข้อง เป็นญาติหรือผู้คุ้นเคยกับชายผู้นั้นมาก่อน เราเพียงแต่เป็นผู้หลบฝน เมื่อฝนหายแล้วต่างก็แยกย้ายกันไปคนละทาง นึกสงสารและ ติเตียนผู้ใหญ่อยู่ในใจ และคิดว่าไม่มีทางใดที่จะให้ชายผู้นี้ยุติ การเฆี่ยนเด็กได้บ้าง


แต่ทันใดนั้นข้าพเจ้าเห็นพระภิกษุรูปหนึ่งเดินเข้าไปในร้าน ใช้มือแตะแขนชายผู้นั้น ซึ่งก้มหน้าก้มตาใช้ไม้เรียวหวดลงไป ตามร่างของเด็ก มิได้เอาใจใส่ต่ออย่างอื่น มุ่งแต่จะให้คลายอารมณ์ ด้วยการเฆี่ยนตีเท่านั้น เมื่อมีผู้มาแตะแขนก็เงยหน้าขึ้นมอง พอเห็น เป็นพระภิกษุ ชายผู้นั้นก็เปลี่ยนเป็นคลายความโกรธ และรู้สึกได้สติ ขึ้นบ้าง วางไม้เรียวแล้วปล่อยแขนเด็ก ยกมือแสดงความเคารพ แล้วนิมนต์ให้นั่งเก้าอี้ทันที ข้าพเจ้านึกชมในใจว่า ชายนี้แม้จะอยู่ใน อารมณ์โกรธ แต่ก็ยังมีจิตใจเป็นกุศล รู้จักเคารพพระสงฆ์ผู้ทรงศีล

ข้าพเจ้าได้ยินพระองค์นั้นกล่าวว่า
"อาตมาขอบิณฑบาตเอา หยุดเฆี่ยนหนูคนนี้ไว้ก่อนเถิดโยม แกเป็นบุตรของโยมใช่ไหม?"

ชายผู้นั้นตอบว่า
"บุตรของผมเองครับหลวงพ่อ แต่มันซนดื้อด้านสิ้นดี ผมเฆี่ยนตีสั่งสอนเท่าใดก็ไม่จดจำ ทำให้เกิดโมโหต้องเฆี่ยนกัน เสมอไป"
เด็กน้อยครั้นเห็นพระมาช่วยให้พ้นจากการถูกเฆี่ยน ก็หยุด ร้องไห้ นั่งกับพื้นฟังพ่อกับพระพูดกันทั้งน้ำตายังไม่ทันแห้ง ชายผู้นั้นพูดว่า
"ผมห้ามมันไม่ให้วิ่งเล่นน้ำฝนเวลาฝนตก ห้ามแล้วห้ามอีก มันก็ไม่ฟังเสียง เผลอหน่อยเดียวก็ออกไปวิ่งเล่นอีกแล้ว ร้องเรียก เท่าไรมันก็ไม่กลับมา มันกวนโมโหเหลือเกินหลวงพ่อ อยากจะตี ให้มันเนื้อแตกดีกว่าจะให้มันไปถูกรถชน"




พระภิกษุรูปนั้นยิ้มอย่างอารมณ์เย็นแล้วพูดว่า
"จริงของโยม คนเราเมื่อมีอารมณ์โกรธขึ้นมาแล้ว ก็ลืมอะไร หมดสิ้น มุ่งแต่จะทำสิ่งที่ให้สมกับความโกรธ ไม่นึกถึงเหตุผล จะผิดหรือถูกอย่างไร ความโกรธทำให้คนดีกลายเป็นคนบ้าไป ระยะหนึ่ง ทำให้เกิดเหตุร้ายแรง และทำให้เกิดฆาตกรรมขึ้นบ่อยๆ เพราะเหตุไม่มีสติเหนี่ยวรั้งอารมณ์ไว้ กว่าจะรู้สึกตัวว่าได้ทำอะไร ลงไปมันก็สายเกินไปที่จะแก้ไข นี่แหละโยม ขอให้ยับยั้งความโกรธ ไว้ก่อน อาตมาเห็นว่าลูกชายของโยมคนนี้แกยังมีอายุน้อย ความนึก คิดก็น้อยตามอายุไปด้วย การพูดจาสั่งสอนอย่างธรรมดาแกก็ไม่ค่อย จะเข้าใจอยู่แล้ว เพราะแกยังเล็กมาก จะพูดจาอะไรจะให้แกรู้ อย่างผู้ใหญ่นั้นไม่ได้ ยิ่งสอนพลางตีพลางให้แกเจ็บให้แกกลัวนั้น ไม่ได้ผล เด็กจะเจ็บตัวเปล่าๆ ไหนแกจะคอยระวังไม้เรียวจะสั่งอะไร แกไม่คิดจำทั้งสิ้น แกจะคอยระวังไม้เรียวอย่างเดียว จะให้แกรับปาก อะไรไม่ให้แกทำอะไร แกก็รับปากทุกอย่าง ขออย่างเดียวขอให้หยุด เฆี่ยนไว้ก่อนเท่านั้น การที่โยมเฆี่ยนลูกก็เพื่อสั่งสอนเพราะรัก โยมคงไม่อยากจะเฆี่ยนดับโมโห ขอโยมจงพิจารณาดูที่อาตมาพูดมานี้ เป็นความจริงไหม?"

ชายผู้นั้นตอบว่า
"จริงครับหลวงพ่อ ถูกอย่างที่หลวงพ่อพูด ยิ่งตีมัน เวลาถูก เฆี่ยน มันรับปากทุกอย่างขอไปที แต่แล้วมันก็ลืม ผมหมดปัญญา สั่งสอนมันแล้ว เจ็บใจนักเลี้ยงลูกไม่อยู่ในโอวาทเหมือนลูกคนอื่นเขา จึง ต้องเฆี่ยนด้วยโมโห"

พูดแล้วแกก็แสดงความน้อยอกน้อยใจ พระองค์นั้นท่านยิ้ม อย่างเห็นใจแล้วปลอบว่า
"อย่าท้อเลยโยม อาตมาดูท่าทางแกไม่น่าจะดื้อเลย ท่าทาง ก็ฉลาด ขอให้อาตมาซักถามแกสักหน่อย บางทีแกจะดีขึ้น โยมคง ไม่ขัดข้องนะ"

ชายผู้นั้นรีบตอบว่า
"นิมนต์ครับหลวงพ่อ บางทีมันอาจจะเชื่อหลวงพ่อดีกว่าผม"
ทันใดนั้นพระก็จูงมือเด็กน้อยผู้นี้ลุกขึ้น ซึ่งแกกำลังนั่ง ฟังพ่อกับพระสนทนากันเพลินอยู่ ท่านแสดงความเอ็นดูด้วยกิริยา ยิ้มแย้ม ทำให้เด็กหายหวาดกลัว เพราะท่านเป็นที่พึ่งให้พ่อหยุด เฆี่ยนได้ และท่านใจดีมิได้แสดงกิริยาเกรี้ยวกราดดุกรรโชกเหมือน พ่อของตัว แล้วหันมาดูพ่อเหมือนจะแสดงให้รู้ว่าพ่อตีหนูไม่ได้ แล้วละ พระท่านช่วยหนูแล้ว คงนึกตามภาษาเด็กๆ แล้วตรงเข้าไป หาพระ เพื่อขอความคุ้มครองและประจบ



ท่านเอามือเชยคางเด็กน้อยขึ้นมาแล้วดูด้วยความเมตตา พลางบอกให้พ่อเอาผ้าห่มมาเช็ดตัวเด็กให้แห้งและห่อให้ ชายผู้นั้น บัดนี้คงได้สติ ความโกรธที่มีอยู่ได้หายไปหมดสิ้นแล้ว เด็กน้อยก็ ลืมการถูกเฆี่ยนตี เพราะตามธรรมดาของเด็กนั้นลืมง่ายหายเร็ว

พระท่านก็เริ่มถามว่า
"หนูถูกเฆี่ยน เพราะหนูไม่เชื่อฟังพ่อห้ามไม่ให้วิ่งเล่นน้ำฝน ที่ถนนใช่ไหม?"

ท่านถามขึ้นเมื่อเห็นเด็กคุ้นกับท่าน โดยไม่มีความกลัวเหลืออยู่ เด็กนั้นตอบว่า
"ใช่ครับ มันสนุกดี อ้ายตี๋ลูกเจ๊กอ้วนโกก็เล่น เตี่ยมันไม่ เห็นตี อ้ายเปียหลังบ้านก็เล่นไม่เห็นแม่มันเฆี่ยน มีพ่อเฆี่ยนหนูคนเดียว"

เด็กพูดด้วยความน้อยใจขึ้นมา พระยิ้มแล้วลูบหลังเอ็นดู แล้วพูดว่า
"หนูเคยเห็นคนถูกรถชนไหม?"

เด็กน้อยทวนคำ
"ถูกรถชนหรือครับ"

แล้วทำท่านึกแล้วอุทานออกมาว่า
"เคยครับ เคยเห็นคนวิ่งข้ามถนนตรงโน้น"

พลางชี้มือออกไปข้างนอก
"รถยนต์แล่นมาก็พอดีชนลงไปนอนกลางถนน แล้วคน ก็หยุดรถลงมาดู คนนั้นนอนอยู่กลางถนน เลือดออกเต็มหน้า ตามตัวร้องโอยๆ แล้วตำรวจกับคนขับรถก็อุ้มขึ้นคันรถนั้นไป เขาว่าคงพาไปโรงพยาบาล หนูกับอ้ายตี๋กับอ้ายเปียยังวิ่งไปดู"

พระยิ้มด้วยความพอใจแล้วถามว่า
"หนูกลัวไหมรถยนต์ชน กลัวมากไหม"

เด็กตอบทันทีว่า
"หนูกลัวครับ กลัวมากครับ"
แล้วแสดงกิริยาหวาดกลัวขึ้นมาทันที



พระท่านพูดต่อไปว่า
"นี่แนะหนู พ่อเขารักหนูมาก กลัวหนูวิ่งเล่นน้ำฝน แล้วรถมาชนหนูเหมือนคนนั้น พ่อก็ไม่รู้ แม่ก็ไม่เห็น เขาอุ้มหนูไป โรงพยาบาล หนูไม่ได้พบแม่ ต้องร้องไห้หาพ่อแม่ ต้องไปนอน คนเดียว หนูไม่คิดถึงพ่อแม่หรือ?"

ทันใดเมื่อพระพูดขาดคำหนูน้อยก็ร้องขึ้นว่า
"หนูไม่ไปหนูไม่ไป หนูจะอยู่กับพ่อ หนูจะอยู่แม่ที่บ้าน หนูกลัวครับ"

เด็กน้อยพูดขึ้นด้วยความหวาดกลัวอย่างจริงใจ พระท่าน พูดต่อไปว่า
"หนูไม่ต้องตกใจ พ่อเป็นคนรักหนูมาก พ่อจึงไม่อยากให้ หนูถูกรถชน พ่อจึงห้ามไม่ให้วิ่งเล่นน้ำฝนตามถนน กลัวหนูจะถูก อุ้ม
ไปนอนโรงพยาบาลคนเดียว ไม่เห็นพ่อ ไม่เห็นแม่ หนูไม่เชื่อ พ่อจึงเฆี่ยนหนู"

พระท่านพูดแล้วทิ้งระยะช้าๆ เพื่อให้เด็กเข้าใจดีขึ้น เมื่อท่านพูดขาดคำเด็กก็ร้องขึ้นว่า
"หนูไม่วิ่งเล่นน้ำฝนอีกแล้ว หนูกลัว"

พลางเด็กน้อยเหลียวมาทางพ่อ ซึ่งบัดนี้แกลืมการถูกเฆี่ยน แล้วจิตใจก็มีอยู่อย่างเดียว คือไม่ยอมจากพ่อจากแม่
บัดนี้ใบหน้าแห่งความโกรธเคืองเกรี้ยวกราดของผู้เป็นพ่อ เมื่อก่อนนั้นได้หายไปสิ้นแล้ว คงเหลือแต่ความสงสารเมตตา กรุณา และความรัก ซึ่งเป็นธาตุอันแท้จริงของผู้เป็นพ่อ น้ำตาไหลซึม ออกมาจากเบ้าตาของผู้เป็นพ่อ เขาอ้ามือรับเมื่อเด็กน้อยโผ เข้าหาแล้วกอดคอพ่อไว้แน่น เป็นการสารภาพผิดในตัว ความรู้สึก ของมันแล้ว เป็นภาพสะเทือนใจแก่ผู้พบเห็นเป็นยิ่งนัก ข้าพเจ้าเอง ก็พลอยสะอื้นในทรวงอกด้วยความปิติยินดีที่ได้เห็นภาพเช่นนี้

เมื่อเห็นเรื่องลงเอยอย่างสดชื่นเช่นนี้ ข้าพเจ้าจึงหันไปดู ทางบรรดาเพื่อนที่ร่วมหลบฝน ซึ่งได้พากันกลับเมื่อใดข้าพเจ้าไม่ได้ สังเกต ปรากฏว่าฝนหยุดแล้ว เหลือแต่ข้าพเจ้ายังเพลินต่อเหตุการณ์ ที่ได้เห็นในวันนั้น ก่อนกลับข้าพเจ้าไม่ลืมเหลือบดูหมายเลขบ้าน และคิดมาตลอดทาง ครุ่นคิดถึงคำพูดของพระ ของเด็กและผู้เป็นพ่อ



ต่อจากนั้นประมาณ ๗-๘ เดือน ข้าพเจ้าได้ผ่านไปทางเก่า ที่เกิดเหตุเมื่อวันฝนตกหนักนั้นอีก ข้าพเจ้าถือโอกาสไปซื้อของ บางอย่างไม่จำเป็นในร้านนั้น ต้องการเพียงเป็นสื่อสนทนา เพราะ ข้าพเจ้าจำพ่อของเด็กคนนั้นได้ แกกำลังอยู่ในร้าน เมื่อชำระเงิน เสร็จเรียบร้อยแล้ว ข้าพเจ้าถือโอกาสถามถึงบุตรชายของแกและ ท้าวความถึงวันฝนตกเมื่อ ๗-๘ เดือนมาแล้ว และพระองค์หนึ่งได้ ขอบิณฑบาตเอาการเฆี่ยนตีเด็ก เมื่อเจ้าของร้านได้ทราบเช่นนั้น ตาแกลุกวาว ยิ้มออกมาด้วยความยินดีและพอใจ แสดงกิริยา ต้อนรับข้าพเจ้าอย่างเป็นกันเองทันที เชิญข้าพเจ้านั่งเหมือน คุ้นเคยกันมาแรมปีก็ไม่ปาน เหมือนว่าข้าพเจ้าถามไปถูกใจแก ซึ่ง อยากจะเล่าให้ใครๆฟังอยู่แล้ว เมื่อมีคนมาถามขึ้นเช่นนั้น ก็เป็นที่ถูกใจ

แกเล่าให้ฟังว่า...........
"ตั้งแต่วันนั้น ผมไม่เคยเฆี่ยนลูกผมอีกเลย ผมเชื่อหลวง พ่อ ท่านว่า คนเราส่วนมากเฆี่ยนตีลูกเพื่อดับโมโห ไม่ใช่เฆี่ยนตี เพื่อสั่งสอน เป็นความจริงส่วนมากครับคุณ"

แกยิ้มอย่างเป็นสุขและพอใจแล้วพูดว่า
"บัดนี้ลูกผมเป็นคนว่านอนสอนง่ายไม่เหมือนก่อน จะพูด อะไรก็เข้าใจง่าย เพราะผมใช้คำพูดง่ายๆ ซ้ำๆ สำหรับเด็กอายุ ๗-๘ ขวบพอจะเข้าใจได้ เด็กมีอายุน้อยความคิดก็น้อย สิ่งใดที่ผู้ใหญ่ เข้าใจเด็กย่อมไม่เข้าใจเป็นส่วนมาก นี่แหละครับคุณ หลวงพ่อ ท่านอบรมลูกผมวันนั้น ผมจึงได้สติ ต่อมาผมไม่ยอมเป็นทาสของ อารมณ์โกรธต่อไป"

แล้วข้าพเจ้าก็เห็นหญิงสาวคนหนึ่งอุ้มเด็กออกมาจากข้างใน เด็กนั้นอายุประมาณ ๖-๗ เดือน หน้าตาน่าเอ็นดู ชายผู้นั้นก็ แนะนำให้ข้าพเจ้ารู้จักว่าเป็นภรรยา และเล่าต่อไปว่า เมื่อวันฝนตก หนักนั้นภรรยาของแกได้คลอดบุตร ได้เพียง ๓-๔ วัน พลางบอก

ภรรยาว่า
"คุณผู้นี้แกมายืนหลบฝนที่นี่ และเห็นหลวงพ่อท่านมา อบรมสั่งสอนลูกเราวันนั้นด้วย"


ภรรยาแกหันมาทำความเคารพข้าพเจ้า แล้วพูดว่า
"ลูกดิฉันนับแต่วันนั้นมาแกดีขึ้น ผิดกันคนละคน ซน น้อยลง รู้อะไรๆมากขึ้น วันอาทิตย์หยุดเรียนดิฉันก็ให้พ่อเขาพาไป หาหลวงพ่อที่วัด........ ท่านใจดีรักเด็ก และเด็กก็ติดท่าน"

ทั้งสองสามีภรรยาได้กล่าวถึงบุตรและพระด้วยความยินดี คิดว่าคงจะได้ระบายความรู้สึกของตนให้ผู้อื่นทราบและมีความภูมิใจ

เมื่อข้าพเจ้าลากลับ ทั้งคู่สั่งว่า หากข้าพเจ้าผ่านมาทางนี้ ขอให้แวะเยี่ยมบ้านแกด้วย คงจะเห็นข้าพเจ้าสนใจจึงทำให้เกิดความ สนิทสนมขึ้นอย่างรวดเร็ว ข้าพเจ้าต้องขออภัยหากจะมีบางท่าน คิดว่าข้าพเจ้าเอาเรื่องข้างถนนมาใส่ใจ แต่ข้าพเจ้าก็เห็นว่าเรื่องนี้ แม้จะไม่เป็นประโยชน์ทั่วไป ก็คงมีประโยชน์สำหรับบางท่านบ้าง ไม่มากก็น้อย จึงได้เก็บมาเล่าสู่กันฟัง



Create Date : 17 กันยายน 2551
Last Update : 17 กันยายน 2551 9:57:13 น. 1 comments
Counter : 417 Pageviews.

 
เป็นกำลังใจให้คับแล้วก็
เอารอยยิ้มมาฝาก
ผ่านบทเพลง สู้ๆ
ขอให้จำเริญๆ

อย่ายอมแพ้ - อ้อม สุนิสา


โดย: พลังชีวิต วันที่: 17 กันยายน 2551 เวลา:9:55:25 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

ebusiness
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]







พระพุทธเจ้าทรงมอบสิ่งที่ดีที่สุดไว้ให้แก่มวลมนุษยชาติ สิ่งนั้นคือพระธรรมที่ใช้เป็นกรอบในการดำเนินชีวิตไปสู่สิ่งที่ดีงาม สู่ความเจริญสูงสุดของชีวิต ในฐานะชาวพุทธ ทุกคนมีหน้าที่ที่จะต้องดูแลรักษาสิ่งที่ดีเหล่านี้เอาไว้ให้ได้นานที่สุด อย่างน้อยก็ในช่วงชีวิตเราแต่ละคน
Friends' blogs
[Add ebusiness's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.