Group Blog All Blog
|
#ฮองเอาเหนือฮ่องเต้ตอน2 #พรรณีเกษกมล สนามฝึกซ้อมหลังตำหนักเย่ว์เจียง ฤดูหนาว หิมะโปรยลงมากระทบพื้นศิลาอย่างแผ่วเบา เสียงกระบี่ฟาดฟันของเหล่าทหารฝึกทำให้ลมหายใจในอากาศสั่นระริกเป็นระลอก อิงซูเหยา อายุสิบหก เธอแอบซ่อนตัวในวังหลวงนี่นานถึง 3 ปี ไม่ได้รับการยกย่องอย่างเปิดเผย ทำตัวหลบ ๆ ซ่อน ๆ วันนี้เธอยืนแอบอยู่ตรงมุมเงาของศาลาเงียบ มือประคองหนังสือกฎหมายเล่มเดิมเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย นางไม่มีสิทธิ์ฝึก ไม่มีสิทธิ์แสดงตัว เพียงถูกส่งมา “สังเกตการณ์” ตามคำสั่งของฮ่องเต้ผู้กำลังโรยแรง นางไม่ควรอยู่ตรงนี้ แต่ดวงตาของนาง ตั้งแต่วันพ่อเสียชีวิต ก็ไม่เคยก้มมองใครอีกแล้ว เด็กสาวผมยาวถักเปียหลวม ซูเหยายืนซ่อนอยู่หลังเสา ศีรษะตกต่ำ เหมือนพยายามทำตัวให้เล็กที่สุด “หากล้มอย่าร้องไห้ต่อหน้าผู้ใด” คำสั่งสุดท้ายของบิดา ก่อนแยกจากกัน ยังคงก้องอยู่ในหู เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังเข้ามา ก่อนเงาของเด็กหนุ่มในชุดฝึกที่เปื้อนโคลนพุ่งมาตรงหน้าแทบชน เด็กหนุ่มวัยสิบหก ผมยาวมัดรวบหลวม ๆ ใบหน้ามีรอยฟกช้ำจากการฝึกอย่างจริงจัง หายใจถี่รัวเหมือนคนที่กำลังหนีบางอย่าง นางถอยหนึ่งก้าว เขาชะงักหนึ่งจังหวะ นัยน์ตาของเขา หลงเจิน ทายาทราชบัลลังก์ที่ยังไม่รับตำแหน่ง ดวงตาไม่เหมือนบรรพบุรุษ หากแต่เข้มลึก เหมือนบาดแผลที่ซ่อนอยู่ใต้รอยยิ้ม เขารีบโค้งให้นาง ไม่ใช่เพราะรู้สถานะของนาง แต่เพราะมารยาทของคนที่เคยฝึกมา “ข้าขออภัย ข้าไม่ได้ตั้งใจ” เสียงเขาสั่นทั้งที่พยายามทำให้นิ่ง อิงซูเหยามองเสี้ยวหน้าที่มีรอยเลือดแห้งกรัง แม้เขาไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร แต่เธอจำเขาได้ เด็กหนุ่มที่คนทั้งวังเรียกว่า เจ้าชายใหญ่ แต่ในความเป็นจริง ถึงจะเป็นเจ้าชายรัชทายาท ผู้จะได้ครองบัลลังก์เจ้าชายอยู่ภายใต้อำนาจของขันที ที่จะไม่มีอำนาจที่เป็นของเขา เสียงทหารในสนามฝึกตะโกนลั่น “ฝ่าบาทรอง! ถ้าพระองค์หนีอีกครั้ง จะให้ถึงหูฮ่องเต้!” เด็กหนุ่มเม้มปาก ความอับอายแดงวาบขึ้นบนแก้ม เขามองเธอเพียงหนึ่งอึดใจก่อนยื่นดาบฝึกให้ “ลองดูไหม” เขาพูดเรียบ ๆ เธอผงะ เธอส่ายหน้า “ข้าไม่ควรเข้าใกล้องค์รัชทายาทนัก” งั้นก็ยิ่งน่าลอง” เขาวางดาบลงบนมือเธอด้วยแรงเพียงพอจะบังคับให้ยอมรับ “ถือไว้ ถ้าไม่เหมาะ ก็วางลง แต่ลองก่อน” มือเด็กหญิงสั่น ดาบหนักเกินไปสำหรับผู้ที่ไม่เคยจับ เธอหวั่นเกรงสายตานักฝึกมากมายที่เริ่มหันมาสนใจ หลงเจินยืนอยู่ข้างหลัง ค่อย ๆ ประคองมือเธอให้มั่นคง ระยะห่างของทั้งคู่สั้นเกิน จนได้ยินเสียงลมหายใจ เขาพูดเบา ราวกับคำสาบานที่ไม่มีวันเอ่ยอีกครั้ง “อยู่ที่นี่ต้องมีอาวุธบางอย่างไว้ป้องกันตัว ดาบก็ดี คำพูดก็ได้ น้ำตายิ่งใช้ดีในบางคราแต่ห้ามยอมแพ้โดยที่ยังไม่ลอง” ซูเหยาหันไปสบตา เพียงแวบนั้น เธอเห็นความอ่อนโยนซ่อนอยู่ลึกมากในนัยน์ตาที่แข็งกร้าวลึกเสียจนยากจะเชื่อว่ามีอยู่จริง กลองเรียกฝึกดังขึ้น เด็กหนุ่มผละออกไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทิ้งดาบไว้ในมือเธอ เช่นเดียวกับประโยคหนึ่งที่ฝังอยู่ในหัวเธอไปชั่วชีวิต “ถ้าเลือกจะอยู่จงอยู่ให้ชนะ” เขาหันหลังจะหนีต่อ คงไม่อยากอยู่ฝึกต่อ แต่จังหวะนั้นเอง อิงซูเหยาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ราวกับกำลังอ่านถ้อยความในหนังสือ “นอกจากวิ่งหนี พระองค์ทำอะไรได้บ้างหรือไม่” คำพูดนั้นเย็นเฉียบ แต่ไม่ใช่คำเหยียดหยาม เป็นคำถามที่กรีดเข้าไปในกระดูก หลงเจินหยุดชะงัก หันกลับมาช้า ๆ แววตาสั่นไหวเหมือนเด็กที่ไม่เคยถูกถามแบบนี้มาก่อน “ข้าก็ไม่แน่ใจ” เขากล่าวเบา ๆ “แต่ข้าจะไม่ยอมให้ใครกำหนดว่า ข้าควรเป็นใครอีกต่อไป” ซูเหยาหลุบตาลงนิดหนึ่ง “ถ้าเช่นนั้น ก็อย่าหนี” หลงเจินกัดฟัน เหมือนคำพูดของนางเป็นทั้งดาบและกระดูกงูในเวลาเดียวกัน เขาถามในที่สุด เหมือนจะถามลม แต่กลับเจาะจงมาที่เธอเพียงผู้เดียว “แล้วเจ้าล่ะเจ้าอยากเป็นใครในวังที่กำหนดชะตาทุกคน” ลมหายใจในอกของซูเหยาหนักขึ้น ความทรงจำแห่งเลือดและไฟกระชากเข้ามาในใจ นางตอบอย่างช้า ๆ ประโยคที่นางไม่รู้ว่า วันหนึ่งจะกลายเป็นคำสาปร่วมกันของหัวใจทั้งสอง “ข้าอยากเป็นคนเดียวที่เลือกชะตาตัวเองได้” หิมะตกหนักขึ้น ลมหนาวกัดผิวจนชา แต่ในดวงตาของทั้งคู่ มีบางอย่างอบอุ่นขึ้นมาเล็กน้อย อบอุ่นแบบคนที่รู้ว่าตัวเองจะไม่มีสิทธิ์ได้ครอบครองมัน ทหารเริ่มวิ่งมาตามหา หลงเจินถอยหลังไปสามก้าว แตะหน้าอกตัวเองเบา ๆ เหมือนสาบานเงียบ ๆ “หากวันหนึ่งเราพบกันในฐานะอื่น” “ข้าอยาก” เขาหยุด กลืนคำที่กำลังจะเอ่ย เพราะรู้ว่าอนาคตในวังนี้ไม่มีพื้นที่ให้คำว่า “อยาก” อิงซูเหยา เอ่ยแทนด้วยน้ำเสียงเรียบ เป็นดั่งคำทำนาย “วันนั้น เราอาจจำคืนนี้ไม่ได้อีกต่อไป” เธอหมุนตัวเดินจากไป ไม่หันกลับมามอง หลงเจินเฝ้าดูเงาของนางค่อย ๆ จมลงในม่านหิมะ ก่อนกระซิบกับตัวเองอย่างแผ่วเบา “แต่ข้าจะจำแม้เจ้าไม่จำก็ตาม” ในค่ำคืนหนาวนั้น สองหัวใจไม่ได้เต้นเพื่อรัก แต่เต้นเพราะ รู้ว่าโลกกำลังพรากสิ่งสำคัญ บางอย่างไปก่อนที่จะได้เป็นของพวกเขา ภาพสุดท้ายในความทรงจำวัยเยาว์: ดอกเหมยปลิว ตกลงบนไหล่เขา เด็กชายเดินจากไป กับคำว่าชนะ ที่ยังไม่รู้ว่าต้องชนะใคร เมื่อทั้งสองต่างเคยพบกันโดยบังเอิญ ณ ลานฝึกซ้อม มีโอกาสได้พูดคุยกันเล็กน้อย ก่อนที่หลงเจินต้องรีบออกไปฝึกซ้อมต่อ วันนั้นหลงเจินได้เตือนสติว่า อยู่ในวัง ต้องเป็นอาวุธบ้างสักอย่างเพื่อปกป้องตัวเอง ส่วนซูเหยาตอบโต้เช่นกันว่า อย่าหนี ต้องกล้าเผชิญหน้า คำเตือนเล็กน้อยในวันนั้น จะส่งผลถึงชะตาในวันต่อมา |
สมาชิกหมายเลข 4665919
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]![]() ดร.พรรณี เกษกมล นักเขียน ข้าราชการบำนาญ ครูซี 9 แนะแนว
Friends Blog Link |


ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [