Group Blog All Blog
|
#แคทเธอรีนกับซอลติคอฟตอน5 #พรรณีเกษกมล ฉันหลับตา เพราะรู้ว่าเขาพูดถูกทุกอย่าง ซอลติคอฟยกมือสัมผัสแก้มฉันเบา ๆ สัมผัสนั้นสั่นเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความรัก แต่เพราะความกลัวที่ไม่เคยมีมาก่อน “ได้โปรด ระวังตัว ข้าขอร้อง” เขาพูดด้วยเสียงแผ่วแต่หนักแน่นกว่าเสียงใดในโลก “ข้าจะยังคอยดูอยู่ห่าง ๆ หากท่านต้องการ ข้าจะหายไปด้วยซ้ำ แค่ท่านปลอดภัย” คำพูดนั้นทำให้ฉันใจสั่น ความอบอุ่น ความเสียสละของเขาทำให้ฉันอยากร้องไห้ ฉันยื่นมือจับมือเขาแน่น “อย่าพูดเหมือนเจ้ากำลังจะจากฉันไป ข้ายังต้องการเจ้าอยู่ ข้ายัง” เขาก้มหน้าลงใกล้ฉัน “ข้าจะไม่จากไปไหนทั้งนั้น แต่ท่านต้องฟังข้า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของหัวใจอีกต่อไปแล้ว มันกลายเป็นเรื่องชีวิตและการเมืองไปแล้ว” ลมหายใจของเราประสานกันในความมืด และในความเงียบของวังที่มีคมดาบซ่อนอยู่ทุกมุม เรายืนอยู่ใกล้กันมากพอให้หัวใจสองดวงรับรู้เพียงอย่างเดียว ว่าเราทั้งคู่ อยู่ในสงครามที่ไม่มีใครรู้ และความรักคืออาวุธเดียวที่เราไม่ควรใช้ แต่ก็ไม่เคยวางลงเลย วันนั้นเป็นวันสุดท้ายที่เราสองได้มาพบกัน และไม่เจอกันอีกเลยตลอดชีวิต ไม่มีใครรู้ชะตากรรมของเขา คืนนี้ ฉันรู้แล้วว่ารักครั้งแรกในวังรัสเซียอาจมีราคาแพงที่สุด เพราะมันไม่ใช่แค่หัวใจของฉันที่กำลังถูกเดิมพัน แต่คือชีวิตของคนที่ฉันเริ่มรัก และฉันสาบานกับตัวเอง ถ้าอำนาจทำให้ฉันปกป้องคนที่รักได้ฉันจะปีนขึ้นไปคว้ามัน ไม่ว่าต้องแลกอะไร ความเงียบในวัง เงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจของฉันเอง ทุกอย่างดูสงบเกินไปสงบจนน่าหวาดหวั่น บ่าวรับใช้ก้มหน้าไม่สบตา ราวกับได้รับคำสั่งให้เก็บงำบางสิ่งไว้ใต้เงามืดของราชสำนัก เช้าวันนั้น เหล่าทหารองครักษ์เดินเรียงแถวด้วยจังหวะหนักแน่นผิดปกติ เสียงรองเท้าบูทของพวกเขากระทบพื้นหินดัง ก้อง ไปทั่วโถงวัง ฉันหันไปสบตาเล็กน้อยกับมาเรีย บริจิด คนสนิทของฉัน เธอหน้าเสียราวกับรู้ว่าเหตุการณ์นี้เกี่ยวข้องกับฉันโดยตรง “ฝ่าพระบาทเพคะ” เธอกระซิบ “องค์จอมพลเชอวาโลฟทรงมีรับสั่งให้ขุนนางทุกคนเตรียมเข้ารับการไต่สวน รวมถึงท่านซอลติคอฟด้วยเพคะ” หัวใจฉันกระตุกวาบ ราวกับมีมือมืดบีบมันจนแน่น ซอลติคอฟ คนที่กล้าหาญพอจะยอมเสี่ยงพบฉันกลางดึกเพื่อเตือนภัย คนที่ห่วงใยฉันมากกว่าที่ควรจะห่วงใยหญิงผู้เป็นเพียงสะใภ้ของราชวงศ์ และชายที่ฉันเก็บชื่อเขาไว้ในที่ลึกที่สุดของหัวใจ ตอนบ่าย ขณะที่ฉันพยายามอ่านพระคัมภีร์ให้ผ่านเวลา เสียงฝีเท้าเร็วและหนักแน่นดังขึ้นหน้าประตูห้อง จากนั้นทหารองครักษ์ก็เปิดประตูเข้ามาอย่างสุภาพแต่เด็ดขาด “ขออภัยฝ่าพระบาท” นายทหารกล่าว “ท่านซอลติคอฟได้รับพระบรมราชโองการให้เข้าเฝ้าซาร์เพื่อสอบสวนในข้อหาประพฤติน่าสงสัย” ฉันลุกพรวด “ข้อหาอะไรหรือ?” นายทหารหลบตาฉันอย่างสุภาพแต่แข็งกร้าว “ข้อหาที่อาจเกี่ยวข้องกับความใกล้ชิดบางประการในราชสำนักเพคะ” ความเย็นแล่นขึ้นสู่ต้นคอ แต่ฉันรักษาน้ำเสียงให้มั่นคงที่สุดเท่าที่ทำได้ “ข้าจะพบเขาได้หรือไม่” “รับสั่งชัดเจนว่าไม่ได้เพคะ” เย็นวันนั้นฉันยืนอยู่หลังม่านบริเวณโถงท้องพระโรง ซ่อนตัวราวกับหญิงสาวต้องห้าม ฉันเห็นซอลติคอฟถูกนำตัวผ่านทางเดิน เขายังสง่างามดังเดิม แต่ใบหน้าเรียบนิ่งแบบนักรบที่พร้อมรับกรรมทุกอย่างด้วยศักดิ์ศรี เขาไม่ได้มองมาทางฉัน แต่เพียงหันสายตาเล็กน้อย ราวกับรู้ว่าฉันซ่อนอยู่ตรงนั้น ราวกับเรามองเห็นกันโดยไม่ต้องสบตา เมื่อเขาถูกนำผ่านไป ฉันรู้สึกเหมือนถูกฉีกออกเป็นสองส่วน คืนนั้นยังมีข่าวร้ายยิ่งกว่าเดิม หลังการไต่สวนสั้น ๆ และ “ไม่เป็นทางการ” ตามแบบราชสำนักรัสเซีย ซอลติคอฟถูกมีรับสั่งให้ ย้ายออกจากวังทันที ถูกส่งไปประจำตำแหน่งในมอสโก ไม่ใช่ตำแหน่งสำคัญ แต่เป็นสถานที่ที่ผู้มีอำนาจใช้ส่งคนที่อยากให้หายไปอย่างสุภาพ เมื่อมาเรียนำข่าวมา ฉันแทบยืนไม่อยู่ “จะไม่มีทางให้เขา กลับมาหรือ?” ฉันถามเสียงสั่น มาเรียส่ายหน้าเบา ๆ “ขอประทานอภัยเพคะ ฝ่าพระองค์นี่เป็นคำสั่งตรงจากสมเด็จพระ จักรพรรดินีเอลิซาเบธและองค์รัชทายาทปีเตอร์เพคะ” ฉันกัดริมฝีปากจนช้ำ พยายามกลืนความเจ็บปวดที่เหมือนคมมีดฝังในอก สงครามในราชสำนักไม่ได้เริ่มด้วยเสียงปืน มันเริ่มด้วยความเงียบ และการพรากสิ่งที่เรารักที่สุดไปต่อหน้าต่อตา โดยที่ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง ค่ำคืนนี้หนาวจนลมหายใจกลายเป็นไอขาว ฉันนั่งอยู่โต๊ะเขียนหนังสือเพียงลำพัง ไฟเทียนสั่นไหวราวกับหวาดกลัวชะตากรรมของจดหมายที่กำลังจะถูกเขียนขึ้น ความเงียบของวังยามดึกเป็นเหมือนผ้าม่านทึบทับทับความคิด แต่มันทำให้ฉันกล้าที่จะเขียนคำที่ไม่เคยกล้าบอกออกไปตรง ๆ ปลายปากกาขนนกแตะลงบนกระดาษอย่างลังเล แต่เมื่อหยดหมึกแรกซึมลงบนเนื้อกระดาษ หัวใจฉันก็พรูออกไปตามมันทั้งหมด “ซอลติคอฟ คืนนี้ข้าคิดถึงท่านรุนแรงราวกับจะหายใจไม่ออก วังนี้เงียบเกินไปเมื่อไม่มีเงาของท่านเดินอยู่ในทางเดินยามค่ำ” ฉันหยุดและสูดลมหายใจลึก พยายามไม่ให้ปล่อยความรู้สึกมากเกินไป แต่หัวใจกลับทรยศฉัน มันเขียนต่อไปเอง “ข้าอยากให้ท่านรู้ว่า ข้าไม่ได้กลัวการถูกจับตามองเท่ากับกลัวว่าท่านจะถูกลืมหรือถอยห่างไปเพราะหวั่นอำนาจของผู้ที่มองเราเป็นเพียงหมากตัวหนึ่ง” ฉันกลืนน้ำตาที่กำลังไหล เขาคงกำลังกักความรู้สึกอยู่ไกลจากที่นี่เช่นเดียวกัน เพราะรู้ดีว่า เราทั้งคู่ไม่มีสิทธิ์รักกันอย่างเปิดเผย เสียงลมด้านนอกกระทบหน้าต่าง ฉันรู้สึกเหมือนมันกำลังเร่งให้ฉันเขียนสิ่งที่สำคัญที่สุด “ถ้าท่านถูกบังคับให้เงียบ จงรู้ว่าข้าจะไม่ยอมให้คืนวันที่เรามีกันหายไปในความมืด ข้ายังอยู่ที่นี่เพื่อท่าน เพื่อวันที่เราจะไม่ต้องหลบสายตาใครอีก” มือฉันสั่นเล็กน้อยเมื่อเขียนประโยคสุดท้าย “อันตรายใกล้เข้ามา แต่ความคิดถึงข้ายิ่งใกล้กว่า” ฉันพับจดหมายอย่างระมัดระวัง ผูกด้วยริบบิ้นสีน้ำเงินเส้นบาง ๆ สีที่เขาบอกว่าชอบที่สุด จากนั้นเดินไปยังบานประตูเล็กด้านหลังห้อง ที่ประตูนั้นมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งยืนคอยอยู่ เขาเป็นคนใช้ของมาเรียที่ไว้ใจได้ที่สุด “เจ้าต้องนำจดหมายนี้ไปมอบให้เขาโดยไม่มีใครเห็น เข้าใจหรือไม่?” ฉันพูดเสียงเบาแต่หนักแน่น เด็กหนุ่มคุกเข่าลง “ขอเดชะ ข้าจะรักษาชีวิตตัวเองเพื่อรักษาจดหมายฉบับนี้เพคะ” ฉันมองเขาเดินหายไปในความมืดของลานวัง หัวใจฉันเหมือนถูกแขวนอยู่กับความหวังเส้นบาง ๆ หวังว่าเขาจะได้อ่าน หวังว่าเขาจะรู้ว่า ความรักของฉันไม่เคยถูกย้ายออกไปเหมือนตัวเขา และหวังว่าฟ้ายามรัสเซียที่โหดร้าย จะส่งลมพัดคำในจดหมายนี้ กระซิบไปถึงเขาอย่างที่ฉันทำไม่ได้ คืนแรกหลังส่งจดหมาย แน่นอนว่าฉันไม่ได้คาดหวังคำตอบ แต่หัวใจกลับเต้นรัวอย่างไม่รู้เหตุผลเหมือนหญิงสาววัยแรกแย้ม ไม่ใช่สะใภ้แห่งราชวงศ์ใหญ่โตที่ถูกสังคมจับตามองทุกก้าว ฉันนอนหลับไม่ลง เทียนเล่มแล้วเล่มเล่าถูกจุดขึ้นและดับไป เสียงนาฬิกาโบราณดัง ติ๊กติ๊กติ๊ก เหมือนค้อนเคาะซ้ำลงบนความกระวนกระวายของฉัน คืนที่สอง ฉันเริ่มคิดถึงเรื่องที่ไม่ควรคิด “หรือว่าจดหมายถูกดัก?” “หรือเขาไม่กล้ารับมัน?” “หรือเขาอาจจะพยายามตัดใจจากฉันเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง?” ทุกครั้งที่ความคิดนั้นแล่นเข้ามา ฉันเผลอกำชายเสื้อจนยับย่น มาเรียพยายามปลอบ แต่สายตาของเธอบอกชัดว่า เธอเองก็หวั่น คืนที่สาม ความเงียบของวังกลายเป็นศัตรูตัวร้ายที่สุด ยิ่งเงียบยิ่งทำให้ความคิดแตกหน่อราววัชพืช ฉันเดินวนไปมาจนพื้นห้องเย็นเฉียบซึมเข้าสู่ฝ่าเท้า จ้องประตูเล็กด้านหลังบ่อยเสียจนรู้สึกว่ามันกำลังจ้องกลับมา ทหารที่เฝ้าตรงระเบียงเดินผ่านไปครั้งหนึ่ง ฉันรีบหันหลังหลบ ราวกับความรู้สึกรอคอยนี้เป็นอาชญากรรมที่ไม่ควรให้ใครรู้ คืนที่สี่ ฉันเริ่มเปิดลิ้นชัก หยิบกระดาษออกมา ตั้งใจจะเขียนจดหมายฉบับที่สอง แต่ปลายปากกากลับไม่ขยับ เขายังไม่ได้ตอบเลย ฉันจะเขียนอะไรได้อีก โดยไม่ทำให้ความลับของเราตกอยู่ในอันตรายยิ่งกว่าเดิม ฉันวางปากกาลง และรู้สึกเหมือนวางหัวใจลงไปด้วย คืนที่ห้า ฉันฝันถึงเขา ฝันว่าเขายื่นจดหมายกลับมา แต่พอฉันจะรับ กระดาษกลับสลายเป็นขี้เถ้าในมือของฉัน ฉันสะดุ้งตื่นกลางดึก มือเย็นเฉียบเหมือนน้ำแข็ง ความฝันนั้นบอกอะไรฉันบางอย่าง ในวังที่เต็มไปด้วยสายตาซ่อนอยู่หลังม่าน ข่าวลือหนึ่งคำสามารถฆ่าคนได้ จดหมายฉบับเดียวก็เช่นกัน คืนที่หก ฉันไม่ได้รอเฉย ๆ อีกต่อไป ฉันเริ่มฟังเสียงของลมที่พัดลั่นนอกหน้าต่าง ราวกับมันจะส่งข้อความของเขามาให้ แต่ลมก็เงียบ เงียบพอที่จะทำลายหัวใจคนหนึ่งได้ เช้าวันที่เจ็ด ฉันตื่นขึ้นโดยไม่รู้ว่าฉันหลับไปตั้งแต่เมื่อไร ดวงอาทิตย์อ่อน ๆ สาดผ่านหน้าต่าง แต่ความรู้สึกในอกกลับหม่นเหมือนวันที่ไร้แสง ฉันนั่งลงที่โต๊ะเขียนหนังสือเดิม จ้องไปที่จุดที่วางจดหมายฉบับแรกเมื่อหกวันก่อน แล้วตระหนักขึ้นมาว่า สิ่งที่ทรมานที่สุดไม่ใช่การรอ แต่เป็นการรอโดยไม่รู้ว่า เขายังปลอดภัยดีหรือไม่ วันที่เจ็ดของการรอคอยยังไม่ทันจะล่วงผ่านไปดี เสียงฝีเท้าของ มาเรียก็ดังรัวเข้ามาในห้องเร็วกว่าปกติ ไม่ใช่จังหวะที่เธอใช้เวลาแบกเอกสารราชสำนัก แต่เป็นจังหวะของ ความตื่นตระหนก “ฝ่าพระบาท” เธอเรียกเบา ๆ แต่เสียงสั่นจนน่ากลัว ฉันวางหนังสือในมือช้า ๆ หัวใจเริ่มเต้นผิดจังหวะโดยไม่ต้องรอคำอธิบายใด ๆ เพราะในวังแห่งนี้ ข่าวดีไม่เคยเดินทางมาด้วยฝีเท้าเร็วเช่นนั้น “เกิดอะไรขึ้น” เธอกลืนน้ำลายก่อนตอบ “มีข่าวจากมอสโกเพคะ” คำว่า มอสโก ฉันรู้ทันทีว่าทุกลมหายใจในร่างกำลังหายไปทีละน้อย ความเงียบก่อนพายุ “พูดมา มาเรีย” ฉันสั่งเสียงเรียบ พยายามเก็บสติไม่ให้สั่นตามหัวใจ มาเรียมองซ้ายมองขวาอย่างหวาดระแวง ก่อนจะค่อย ๆ เดินเข้ามาใกล้และกระซิบ “มีข่าวลือค่ะว่าท่านซอลติคอฟถูกสอบสวนซ้ำอีกครั้ง ครั้งนี้โดยคณะของเคานต์ชูวาโลฟเอง” ร่างฉันเย็นเฉียบเหมือนถูกหย่อนลงในทะเลน้ำแข็ง “เหตุใด?” มาเรียหลบสายตา “เพราะมีคนกล่าวหาว่าท่านเขียนจดหมายลับถึงผู้ไม่ควรเขียนถึงเพคะ” เลือดในกายฉันพลันเย็นลงทันที จดหมายลับ หมายถึงของฉัน เสียงหัวใจที่ดังยิ่งกว่าเสียงลมพายุ เพราะจดหมายยิ่งเป็นพยานหลักฐานที่ย้ำชัดเช่นนั้นรึ นี่ฉันเป็นบ้าไปได้เยี่ยงไร ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ ทำเพราะคลั่งรัก ทำเพราะห่วงใยในคนที่รัก แต่ยิ่งกลับให้ทุกสิ่งเลวร้ายเกินคาดคิด ทำไปได้เยี่ยงไรกันนี่ โง่หรือเปล่า ฉันยืนขึ้นทันที รู้สึกเหมือนพื้นห้องโถงหมุนช้า ๆ ใต้ปลายเท้า “เขาถูกจับตัวหรือยัง?” “ข่าวลือไม่แน่ชัดเพคะ แต่มีคนบอกว่าเขาถูกกันตัวไว้รอการไต่สวนอย่างเป็นทางการ และอาจมีการ ‘ส่งตัวกลับวัง’ เพื่อสอบสวนต่อ” ส่งตัวกลับวัง คำนี้มีความหมายเดียวในภาษาแห่งอำนาจ เขากำลังตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต หมายถึง หายไปจากโลกใบนี้หรือไร ฉันยกมือขึ้นแตะหน้าอกตัวเอง เหมือนเพื่อยืนยันว่าหัวใจยังอยู่ แต่ในความรู้สึก มันเหมือนกำลังถูกบีบช้า ๆ ด้วยมือของใครสักคนที่ฉันไม่เห็นหน้า ความกลัวที่ไม่สามารถพูดออกมาได้ “มาเรีย วังรู้เรื่องจดหมายหรือไม่” ฉันถามเสียงแผ่วจนแทบเป็นลมหายใจ “หม่อมฉันไม่อาจทราบแน่ชัดเพคะ แต่มีขุนนางบางคนพูดจาเหมือนรู้มากกว่าที่ควรรู้” เธอหยุด ก่อนจะพูดต่อด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความห่วงใย “หม่อมฉันเกรงว่าไม่ใช่แค่ท่านซอลติคอฟที่ตกอยู่ในอันตรายเพคะ” เธอไม่ต้องพูดให้จบ ฉันรู้ดีว่าใครเป็นอีกคนที่ถูกหมายหัวอยู่ในความมืดของอำนาจ คืนที่ความฝันกลายเป็นฝันร้าย คืนนั้น ฉันนอนไม่ได้แม้แต่นาทีเดียว ลมพัดแรงจนหน้าต่างสั่นเหมือนเสียงโซ่เหล็ก ทุกครั้งที่มันดัง ฉันสะดุ้ง เพราะกลัวว่าเสียงนั้นคือเสียงทหารราชวัลลภมาเคาะประตู เพื่อนำข่าวร้ายมาให้ ฉันยืนมองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้ารัสเซียมืดทึบไร้ดาว ราวกับสมรู้ร่วมคิดกับความลับอันตรายของฉัน “ท่านอย่าตาย อย่าเพราะข้า” ฉันกระซิบออกไปในความหนาวเหน็บ การรอคอยที่แหลมคมเหมือนคมมีด รุ่งเช้า ฉันนั่งอยู่ที่โต๊ะเดิมที่เขียนจดหมายถึงเขา นิ้วแตะบนไม้เย็นเฉียบเหมือนสิ่งที่ยังเหลือจากความหวัง “ถ้าจดหมายถูกจับได้จริง” ฉันคิด นั่นไม่ใช่แค่ความผิดของเขา แต่เป็นความผิดของฉัน เพียงคนเดียว และในวังที่อำนาจคือกฎหมาย ความรักคือข้อหา และความคิดถึงคือภัย ฉันอาจกำลังทำให้ผู้ชายคนหนึ่งต้องตาย เพียงเพราะเขาห่วงข้า เพียงเพราะเขารักข้า |
สมาชิกหมายเลข 4665919
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]![]() ดร.พรรณี เกษกมล นักเขียน ข้าราชการบำนาญ ครูซี 9 แนะแนว
Friends Blog Link |


ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [