All Blog
#แคทเธอรีนกับซอลติคอฟตอนที่4 #พรรณีเกษกมล
วังฤดูหนาวไม่เคยเงียบ มันหายใจอยู่ตลอดเวลา ราวกับสัตว์ร้ายที่นอนซ่อนเขี้ยวในความมืด และคืนนี้ฉันรู้สึกได้ว่ามันกำลังลืมตาขึ้นมามองฉันโดยตรง
หลังคืนงานเลี้ยงที่ฉันเต้นรำกับซอลติคอฟ ข่าวลือไม่ใช่แค่กระซิบ แต่แผ่กระจายไปเหมือนไฟลามในโรงเก็บฟาง
และไฟนั้นลามไปถึงบัลลังก์ของพระนางอลิซาเบธแล้ว
พระนางอลิซาเบธ ดวงตาที่มองทะลุความลับทุกอย่าง
เช้าวันนั้น ฉันถูกเรียกเข้าเฝ้าโดยไม่ทันตั้งตัว นางกำนัลแทบวิ่งมาบอก และสีหน้าบอกชัด เรื่องนี้ไม่ใช่พิธีการปกติ
เมื่อฉันเดินเข้าสู่ท้องพระโรง พระนางอลิซาเบธประทับอยู่เพียงลำพัง ดวงตาเรียบเฉยของพระนางมองฉันราวกับอ่านใจฉันออกหมดทุกหน้า
“ลุกขึ้น โซฟี” พระนางตรัส ไม่ใช่ชื่อรัสเซียที่พระนางเคยให้ฉัน แต่เป็นชื่อเดิมของฉัน ชื่อจากเยอรมนี
ฉันรู้ทันทีว่าความกรุณาของพระนางกำลังจะหมดลง
“หม่อมฉันทำให้ฝ่าพระบาทกังวลหรือเพคะ” ฉันพูดอย่างระวัง
พระนางมองฉันนิ่ง “เจ้าทำให้ทั้งราชสำนักกำลังดูเจ้าอยู่”
ลมหายใจฉันชะงัก “แค่เต้นรำ” ฉันเริ่มพูด
พระนางตัดบททันที
“อย่าบอกว่ามันเป็นเพียงการเต้นรำ เจ้ารู้ดีว่ามันไม่ใช่”
น้ำเสียงนั้นไม่ใช่โกรธ แต่หนักแน่น เหมือนหินผาที่ไม่มีทางขยับ
“ซอลติคอฟเป็นคนอันตรายสำหรับเจ้า เพราะเขาไม่รู้จักกลัว”
พระนางกล่าว “แต่สำหรับข้า เขาเป็นเพียงขุนนางต่ำศักดิ์คนหนึ่ง ที่ข้า ปลด ได้ทุกเมื่อ”
ฉันรู้สึกเลือดในกายเย็นลงราวถูกโยนลงทะเลน้ำแข็ง
“ฝ่าพระบาท ได้โปรดเขาไม่ได้ตั้งใจ”
พระนางเหยียดยิ้มบาง ๆ
“คำว่า ไม่ตั้งใจ มักเป็นคำแก้ตัวของคนที่กำลังจะละเมิดกฎวังและของหญิงสาวที่หัวใจเริ่มเต้นผิดคน”
ฉันไม่อาจโต้แย้งได้เลย
“ข้าจะจับตาดูเจ้า และ เขา อย่างใกล้ชิด”
คำประกาศนั้นไม่ใช่แค่คำเตือน แต่คือคำพิพากษาที่ลอยอยู่เหนือหัวเราสองคน
 
ปีเตอร์ ความโกรธที่ซ่อนความอ่อนแอ
คืนนั้น ปีเตอร์เรียกฉันไปห้องของเขาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ เขาไม่ได้เมา เขาโกรธแบบมีสติ และนั่นยิ่งอันตรายกว่า
เขายืนอยู่กลางห้อง ร่างสั่นเล็กน้อยเหมือนคนที่ไม่อาจควบคุมอารมณ์ได้
“เจ้าทำให้ข้าต้องอับอายในงานเลี้ยง!” เขาตวาด
ฉันตอบเรียบ “ก็แค่เต้นรำเท่านั้นเพคะ”
ปีเตอร์พุ่งเข้ามาหยุดตรงหน้า ฉันได้กลิ่นตะวันเย็นและความขุ่นเคือง
“ข้าเป็นคู่ของเจ้า! แต่เจ้า เจ้าไปจับมือทหารคนหนึ่งต่อหน้าทุกคน!”
ฉันยกคางขึ้น
“ฝ่าพระองค์เองต่างหากที่ไม่เคยจับมือหม่อมฉันแม้สักครั้ง”
เขากำมือแน่นจนข้อขึ้นสีขาว “เจ้าจะทำให้ข้ากลายเป็นตัวตลก”
ฉันมองเขาและเห็นบางสิ่งชัดขึ้นเป็นครั้งแรก
ไม่ใช่ความรัก ไม่ใช่ความหึงหวง
แต่เป็นความกลัว กลัวว่าจักรพรรดินีจะเห็นว่าเขาไร้อำนาจในการควบคุมคู่หมายของตัวเอง
ปีเตอร์กระซิบเสียงสั่น “ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าทำลายอนาคตของข้า”
ฉันตอบกลับอย่างสงบ
“อย่าโทษหม่อมฉันเพคะ หากอนาคตนั้นถูกทำลายโดยตัวฝ่าพระองค์เอง”
 
คืนนั้น พระราชวังฤดูหนาวเงียบผิดปกติ ราวกับลมหายใจของมันถูกใครบางคนขโมยไป เหล่านางข้าหลวงกลับที่พักกันเร็วกว่าปกติ บางคนไม่กล้าสบตาฉันด้วยซ้ำ และยิ่งดึก ไฟในทางเดินก็ถูกดับทีละดวง จนเหลือเพียงแสงเทียนสั่นไหวจากเชิงเทียนในห้องของฉัน
ฉันนั่งนิ่งอยู่ริมโต๊ะเขียนหนังสือ มือยังค้างอยู่เหนือหน้ากระดาษว่างเปล่า แต่หัวใจกลับไม่สงบนิ่งเหมือนอย่างที่ควรเป็น
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบา ๆ
ตึก ตึก ตึก
ไม่ใช่เสียงของนางข้าหลวง ไม่ใช่เสียงของทหารเวร และแน่นอน ไม่ใช่เสียงที่ควรดังขึ้นในชั่วโมงยามนี้
ฉันลุกขึ้นช้า ๆ หัวใจเต้นแรงจนรู้สึกเหมือนเสียงจะสะท้อนในทั้งห้อง
ฉันเดินไปที่ประตู หายใจลึกหนึ่งครั้ง แล้วเปิดมันออกเล็กน้อย ร่างสูงใหญ่ของเขายืนอยู่ในเงามืด
เซอร์เกย์ ซอลติคอฟ ดวงตาเขาเต็มไปด้วยความเร่งรีบและความหวาดระแวง ไม่ใช่ชายที่มาหาฉันด้วยเหตุผลของหัวใจ แต่เป็นชายที่กำลังหนีอะไรบางอย่างที่อันตรายเกินกว่าที่เขาต้องเผชิญคนเดียว
“ซอลติคอฟ!” ฉันกระซิบ “เจ้ามาที่นี่ทำไม มันเสี่ยงเกินไป!”
เขาก้าวเข้ามา ปิดประตูอย่างเงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนพูดด้วยเสียงสั่นเล็กน้อย
“ข้าไม่มีทางเลือก ข้าต้องมาบอกท่านเดี๋ยวนี้”
ฉันรู้ทันทีว่าเรื่องที่เขาเอามา ไม่ใช่เรื่องเล็ก
เขาจับไหล่ฉันเบา ๆ แต่หนักแน่นพอให้ฉันรู้ว่าเขากำลังกลัวจริง
“ข้ารู้มาว่ามีคนเริ่มเฝ้าตามท่าน และตามข้า”
หัวใจฉันเหมือนหยุดเต้นไปหนึ่งจังหวะ “ใคร ใครกัน?”
“บารอนมิกาอิล” เขาตอบทันที “และน่าจะมีคนอีกหลายคนของจักรพรรดินีเอลิซาเบธ พวกเขากำลังหาหลักฐานของเรา”
เขาไม่กล้าพูดคำว่า ความสัมพันธ์ เพราะแค่เอ่ยถึงมันก็เหมือนประกาศความผิดบนอากาศ
“ซอลติคอฟ” ฉันสูดลมหายใจลึก “เจ้าควรอยู่ให้ห่างจากฉันตอนนี้ ไม่มีเหตุผลใดที่เราต้องเสี่ยง”
เขาส่ายหัวทันที “ไม่ใช่เพราะข้าห่วงตัวเอง แต่เพราะข้าห่วงท่าน”
น้ำเสียงเขาแน่วแน่จนฉันต้องเงียบ “ในวังนี้ ถ้าใครบอกว่าท่านคิดทรยศต่อราชบัลลังก์ เขาไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไรเลย แค่คำกล่าวหาก็เพียงพอจะทำลายทุกอย่างได้”
 
ซอลติคอฟ การตัดสินใจที่อาจพรากเราตลอดกาล
วันนี้สายตาเขาเปลี่ยนไป มืดหม่น และห่างเหินอย่างตั้งใจ
“พระองค์ต้องอยู่ห่างจากข้า” เขาเอ่ยทันที
หัวใจฉันเหมือนถูกแทง “ทำไม”
เขาหลุบตา “เพราะจักรพรรดินีจับตาดู และเจ้าชายปีเตอร์กำลังเดือดดาล ข้ากำลังกลายเป็นภัยต่อพระองค์”
ฉันก้าวเข้าไปใกล้ “แต่ท่าน”
เขาถอยหลังหนึ่งก้าว
“ถ้าข้ายังอยู่ใกล้พระองค์ข้าอาจถูกเนรเทศ ถูกปลดจากกองทัพ หรือถูกทำให้หายไปอย่างไร้ร่องรอย”
ฉันกลืนน้ำลาย ขมจนเจ็บ
“แล้วหัวใจของเราเล่า?”
ซอลติคอฟหลับตาแน่น สีหน้าเจ็บยิ่งกว่าฉันเสียอีก
“หัวใจไม่ได้สำคัญถ้าต้องแลกกับชีวิตของพระองค์”
ฉันสั่น นัยน์ตาเริ่มร้อนผ่าว
เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงเล็กน้อยแต่หนักแน่น
“ถ้าพระองค์ยังใกล้ข้า เจ้าจะเป็นฝ่ายถูกลงโทษไม่ใช่ข้า”
ฉันพึมพำ “ท่านกำลังบอกลาหรือ”
ซอลติคอฟยืนนิ่ง ก่อนตอบช้า ๆ
“ข้ากำลังปกป้องพระองค์ด้วยการเจ็บเอง”
คำพูดนั้นทำให้ฉันแทบล้มทั้งยืน
เขาเอื้อมมาจับมือฉัน ครั้งสุดท้าย
“ข้าขอเพียงสิ่งเดียว” เขากระซิบ
“อย่าทำให้ความรู้สึกนี้กลายเป็นความผิดของพระองค์”
แล้วเขาก็ปล่อยมือหันหลังเดินเข้าความมืดไป เงาของเขาละลายหายไป ฉันยืนอยู่ลำพังท่ามกลางลมหายใจของวังอันเย็นยะเยือก
 



Create Date : 10 ธันวาคม 2568
Last Update : 10 ธันวาคม 2568 3:44:30 น.
Counter : 62 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

สมาชิกหมายเลข 4665919
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



ดร.พรรณี เกษกมล นักเขียน ข้าราชการบำนาญ ครูซี 9 แนะแนว
New Comments