All Blog
แนะนำตัวค่ะ
สวัสดีค่ะ ก่อนอื่นขอขอบคุณเพื่อนๆพี่ๆน้องๆที่เข้ามาแวะชมเวบบลอกเล็กๆแห่งนี้นะคะ บลอกนี้จะขอเป็นที่บันทึกประสบการณ์ที่ได้รับมา ในช่วง ๖ ปีที่ผ่านมาที่ได้มาอยู่ที่อเมริกานี้ค่ะ ผู้เขียนตั้งใจจะให้ข้อมูลที่ได้มาเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนๆที่สนใจนะคะ ขอเชิญแสดงความคิดเห็นและข้อแนะนำในแต่ละบทความด้วยนะคะเพื่อจะได้ปรับปรุงเขียนเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจต่อไปค่ะ

ประวัติโดยย่อของผู้เขียนค่ะ

จบปริญญาตรีจากคณะวิศวกรรมศาสตร์สิ่งแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นก็ทำงานที่บริษัทออกแบบและที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะด้านระบบน้ำประปา ระบบบำบัดน้ำเสีย และระบบหลุมฝังกลบขยะมูลฝอย เป็นเวลา ๑ ปี ก่อนเดินทางมาเรียนต่อปริญญาโท (๒ ปี) และเอก (อีก ๔ ปี) ด้านวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม ที่ Department of Civil and Environmental Engineering, University of Illinois at Urbana-Champaign รัฐ Illinois ประเทศอเมริกา หลังจากเรียนจบก็หนีหนาวในเขต Midwest ของอเมริกามาฝั่ง West Coast แทน โดยขณะนี้กำลังทำงานตำแหน่ง Postdoctoral Researcher ที่ Department of Civil and Environmental Engineering, University of California, Davis ค่ะ

หัวข้อที่ตั้งใจจะเขียนแบ่งเป็น ๓ หัวข้อใหญ่ๆดังนี้ค่ะ

๑. บทความ ข่าว และเกร็ดความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมด้านน้ำ น้ำเสีย มลพิษอากาศ ปรากฎการณ์โลกร้อน เป็นต้น ในประเทศอเมริกาและต่างประเทศ รวมทั้งเทคโนโลยีใหม่ๆในด้านสิ่งแวดล้อม

๒. ข้อแนะนำสำหรับผู้สนใจมาศึกษาต่อต่างประเทศ เริ่มตั้งแต่การเลือกมหาวิทยาลัย การเตรียมตัวสอบภาษาอังกฤษ การเลือกอาจารย์ที่ปรึกษา และการเตรียมตัวมาใช้ชีวิตต่างประเทศ ข้อควรรู้ และวิธีพัฒนาตัวในขณะเรียนโทและเอก เช่น วิธีทำงานวิจัย การบริหารเวลา การพูดเสนอผลงาน (presentation) และการเขียนบทความวิชาการเพื่อตีพิมพ์ เทคนิคการเรียนให้สู้กับเพื่อนต่างชาติได้ ตลอดจนวิธีการพัฒนาตนเองในด้านต่างๆ เป็นต้น

๓. สถานที่ท่องเที่ยว เกร็ดความรู้การใช้ชีวิตในต่างแดน และการสัมผัสวัฒนธรรมที่แตกต่างของคนอเมริกัน การผสมกลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนอเมริกัน เป็นต้น

ผู้เขียนก็หวังว่างานเขียนนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านนะคะ หากมีข้อแนะนำใดๆ ในแต่ละงานเขียน ก็เขียน comments ได้ค่ะ หรือหากมีหัวข้อใดที่อยาก (หรือไม่อยาก) ให้เขียน ก็ติชมมาได้ค่ะ

ยินดีต้อนรับสู่พี้นที่เล็กๆแห่งนี้ค่ะ



Create Date : 03 ธันวาคม 2550
Last Update : 6 กุมภาพันธ์ 2551 16:15:54 น.
Counter : 497 Pageviews.

15 comment
การพูด presentation ให้สู้ฝรั่งได้ (ตอนที่ ๒)
การฝึกซ้อมพูด

๑. การฝึกซ้อมพูดนี้ แนะนำให้ซ้อมตั้งแต่เนิ่นๆค่ะ ต้องทำควบคู่ไปกับการเตรียมสไลด์ในหัวข้อข้างบนค่ะ เวลาเตรียมเนื้อหาจบ ๑ สไลด์ ก็ให้ซ้อมพูดสไลด์นั้นค่ะ เพื่อจะได้รู้ว่าเราจะพูดอะไรบ้าง จะเขียนหรือใส่รูปอะไรเพิ่มเพื่อให้เข้าใจง่ายขี้น และจะได้กะเวลาในการพูดคร่าวๆได้ค่ะ

๒. แนะนำให้ซ้อมพูดทุกวัน วันละนิดก็ยังดีค่ะ จะได้ไม่ประหม่าและเครียดเวลาใกล้ๆค่ะ การพูดของเราจะพัฒนาเป็นขั้น ดังนี้ค่ะ

a. ขั้นแรก เราจะพูดเยอะ ใช้เวลานานมาก เพราะเราจะพูดอธิบายวกไปวนมา เพราะเรายังจัดลำดับความคิดไม่ดีค่ะ แต่ขั้นตอนนี้ ทำให้เรารู้ว่าเราจะพูดอธิบายอะไรบ้างค่ะ

b. ขั้นที่สอง เราจะเริ่มรู้ว่าจะพูดอะไรบ้าง ให้เขียนออกมานะคะ แล้วเราจะเริ่มจำได้ค่ะ ขั้นตอนนี้ ขอแนะนำให้หาที่อัดเสียง หรือวีดีโอก็ได้ แล้วอัดเสียงที่เราพูดค่ะ จากนั้น เวลานั่งรถไปเรียน เวลาทานข้าว หรือเวลาไหนที่ว่างๆ ก็เอาเทปมาเปิดฟัง จะได้จำได้แม่นขี้น และไม่ต้องเหนื่อยพูดซ้อมบ่อยๆจนคอเจ็บได้ค่ะ ข้อแนะนำอีกอย่าง คือ เวลาซ้อมพูดสด ให้เรายืนค่ะ อาจจะเดินไปมา ทำไม้ทำมือได้ค่ะ จะทำให้เรามีความมั่นใจ และจำได้ดีขึ้นค่ะ

c. ขั้นที่สาม หลังจากเราจำได้แล้วว่าในแต่ละสไลด์ เราจะพูดอะไรบ้าง คราวนี้ เวลาเราพูด ให้นึกถึงเฉพาะ keywords ค่ะ และอย่าพูดเร็วเกินนะคะ ถ้าเราท่องจำมากเกิน การพูดของเราจะไม่เป็นธรรมชาติค่ะ

๓. แนะนำให้ print สไลด์ออกมาในกระดาษ แต่ละสไลด์ ให้เขียนหมายเลขกำกับลำดับว่าตรงไหนจะพูดก่อนหลังค่ะ อันนี้สำคัญในสไลด์ที่มีรูป กราฟ หรือแผนผังค่ะ

๔. สำหรับการอธิบายกราฟ ให้เริ่มด้วยการอธิบายแกน x แกน y เป็น log scale หรือ linear scale ธรรมดา แล้วอธิบาย legends จากนั้น ค่อยอธิบายผลในกราฟค่ะ ข้อผิดพลาดที่เห็นบ่อยๆ คือ คนพูดอธิบายกราฟเร็วไปค่ะ ให้ใช้เวลาเยอะๆ จำไว้ว่า คนฟังเพิ่งเห็นกราฟนี้เป็นครั้งแรกนะคะ ไม่เหมือนคนพูดที่คุ้นกับการอ่านกราฟนี้มาแล้วค่ะ

๕. การเปลี่ยนจากสไลด์หนึ่งไปอีกไสลด์หนึ่ง ต้องมีการพูดเชื่อม ให้ฝึกซ้อมพูดคำเชื่อมนี้ด้วยค่ะ การพูดของเราจะได้เป็น smooth transition ค่ะ

๖. เวลาที่เค้ากำหนดให้เราพูดเป็นสิ่งสำคัญมากๆค่ะ อย่าเตรียมการพูดไปให้เกินเวลานะคะ ต้องเช็คกับผู้จัดดีๆว่า เวลาที่กำหนดมานั้น รวมช่วงตอบคำถามหรือยัง ส่วนใหญ่ ถ้าเป็น seminar ๑ ชั่วโมง ควรเตรียมพูด ๔๕ นาที แล้วเผื่อไว้ตอบคำถามอีก ๑๕ นาทีค่ะ บางทีเค้าก็จะบอกเรามาเลย เช่นว่า ให้พูด ๑๕ นาที แล้วมีตอบคำถาม ๕ นาทีค่ะ หากเราพูดเกินเวลา คนฟังจะเริ่มกระสับกะส่าย แล้วเวลาเราเห็นเราจะเสียสมาธิไปด้วยค่ะ นอกจากนี้ เวลาที่เราต้องเร่งพูดให้จบไวๆ ก็จะพูดไม่ดีค่ะ บางที moderator จะบอกให้เราหยุดพูดเลยค่ะ ยิ่งทำให้เราประหม่าไปกันใหญ่ค่ะ

๗. การถามคำถามเป็นช่วงสำคัญของการ presentation ที่อเมริกาค่ะ ถ้าการพูดไหนไม่มีคนถามคำถาม คนพูดจะเริ่มรู้สึกไม่ดีค่ะ ว่าคนฟังไม่ได้ฟังเรา หรือฟังแต่ไม่เข้าใจเราเลย เพราะฉะนั้น อย่าไปกลัวคำถามนะคะ การตอบคำถาม ได้เขียนเพิ่มเติมไว้ในหัวข้อถัดไปค่ะ

๘. ถ้ามีคนให้ซ้อมพูดด้วยได้ จะดีมากค่ะ เราจะได้ฝึกตอบคำถามไปด้วย ส่วนมากอาจารยืที่ปรึกษาจะให้เราซ้อมให้ฟังค่ะ ซึ่งเราด็จะได้ข้อติชมด้านเนื้อหาจากอาจารย์มาด้วยค่ะ

วันพูด

๑. ตื่นเช้ามา ให้เริ่มด้วยการบริหารปากค่ะ ใช่แล้วค่ะ บริหารกล้ามเนื้อริมฝีปาก เพื่อการออกเสียงภาษาอังกฤษให้ชัดเจนขึ้น อันนี้ทำตามหลักการของครูเคทที่สอนการออกเสียงให้เหมือนฝรั่ง และเป็นหลักการฝึกของนักร้องด้วยค่ะ เสียงที่เราออกสับสนบ่อยๆ คือเสียง r กับ l ค่ะ และเสียงอื่นๆอีก การออกเสียงภาษาอังกฤษ คือ แต่ละคำต้องขยับปากเยอะๆ เสียงจะชัด ดังนั้น ต้องมา warm up กันค่ะ

a. ขั้นแรกให้ฉีกยิ้ม กว้างๆ ซัก ๕ วินาที พร้อมขยับกรามซ้ายขวาไปมา

b. ขั้นที่สองให้ทำปากจู๋ เหมือนหมู อีก ๕ วินาที

c. ต่อไป อ้าปากกว้างๆ แล้วหุบลง ขยับกรามขั้นลงค่ะ

d. จากนั้น ขยับกรามล่างบน เข้าออกไปมาค่ะ

e. ทำซ้ำสักสองรอบค่ะ หลังจากนั้นกล้ามเนื้อปากจะขยับง่ายขึ้นค่ะ ลองดูนะคะ อ้อ พยายามหาที่ส่วนตัวทำการบริหารนะคะ คนรอบข้างจะได้ไม่ตกใจเราค่ะ

๒. การแต่งตัว เหมือนจะไม่สำคัญ แต่ถ้าแต่งไม่ดี ก็ทำให้การพูดปั่นป่วนได้ค่ะ เช่น รองเท้า สำหรับคุณผู้หญิงที่ไม่ถนัดรองเท้าส้นสูง ก็ไม่ควรใส่ไปนะคะ ถึงแม้จะทำให้เราดูดีแค่ไหนก็ตาม การที่ต้องยืนพูด ๑ ชั่งโมง โดยเจ็บเท้านี่ ทรมานค่ะ ส่วนเสื้อผ้าให้เลือกที่ใส่สบาย ถ้าเป็นคนเหงื่อออกง่าย (โดยเฉพาะเวลาตื่นเต้น) ก็เลือกเสี้อสีเข้มนะคะ จะได้ไม่เห็นรอยเหงื่อใต้วงแขนค่ะ ส่วนคุณผู้หญิงก็อย่าใส่เสื้อที่สั้นๆนะคะ เดี๋ยวเวลายกมือยกไม้ พุงจะโชว์ค่ะ

๓. การพูดที่ดี ต้องกวาดสายตามองคนดูให้ทั่วๆ ในห้อง seminar บางแห่ง บางทีอาจารย์ professors จะนั่งรวมอยู่ใกล้ๆกันมุมหนึ่ง ก็อย่าหันไปมองเฉพาะมุมนั้น ลองให้เพื่อนที่เรารู้จัก ไปนั่งสักกลางๆห้องสิคะ แล้วเวลาพูด ให้มองเพื่อนคนนั้นบ่อยๆ การเอาสายตาไปไว้กลางห้อง จะทำให้เหมือนเรามองไปทั่วๆทั้งห้องค่ะ

๔. ถ้าใช้ laser pointer ในการชี้ตำแหน่งบนจอ projector ให้ใช้เฉพาะเวลาต้องการชี้ อย่าใช้ตลอดแล้วแกว่งวนๆไปมา คนดูจะเวียนหัวค่ะ ยิ่งถ้าเราประหม่า มือจะสั่น คนอื่นจะยิ่งเห็นมือเราสั่นจาก laser pointer นี่ล่ะค่ะ

๕. ขณะพูด หากมีช่วงไหนที่เรานึกไม่ออกว่าจะพูดอะไรต่อ การหยุดคิดนิดนึงก็ถือว่าไม่เป็นไรนะคะ ข้อสำคัญคืออย่าตกใจค่ะ เดี๋ยวจะยิ่งลืมไปใหญ่ คนฟังบางทีก็ไม่ได้รู้สึกว่าเราหยุดไปนานอะไรค่ะ

๖. ช่วงตอบคำถาม ให้ทวนคำถามของแต่ละคนที่ถามเรามา ก่อนที่เราจะตอบ เพื่อให้คนอื่นได้ยินให้ทั่ว กับเป็นการทวนให้แน่ใจว่าเราเข้าใจคำถามถูกต้อง ถ้าคำถามไหนเราไม่รู้คำตอบ บอกไปได้เลยค่ะ ว่าเราไม่รู้ จากนั้นก็อาจจะใส่ความคิดเรา หรือความเห็นลงไปเพิ่มเติม ว่าถ้าเป็นกรณีอื่น อาจจะเป็นอย่างนี้ๆ หรือว่าเราจะพิจารณา เป็น future work ต่อไปค่ะ

๗. เกร็ดข้อนี้ได้มาจากอาจารย์ของเพื่อนค่ะ ว่างานวิจัยส่วนใหญ่เป็นผลงานที่กำลังทำอยู่ ข่อม฿ลอาจจะเป็นความลับเพราะยังไม้ได้ตีพิมพ์ เวลาไปพูด presentation ในที่ๆเค้ามี laptop ไว้ให้ ก็ให้เปิด powerpoint file ของเราจาก jump drive ของเราค่ะ อย่าไป copy ลงเครื่อง laptop เค้า เพราะจะทำให้มีงานของเราไปอยู่ในที่อื่น ที่คนอื่นอาจcopy เอาไปได้ค่ะ

หลังพูดจบ

๑. งานพูดของเราจะยังไม่จบ แม้ว่าตัว presentation จะจบไปแล้ว จนกว่าเราจะ กลับมาจดรวบรวมคำถามที่ได้มาค่ะ ตลอดจนข้อคิดเห็น คำแนะนำที่ถามจากเพื่อนที่ไปฟังเรา และโดยเฉพาะจากอาจารย์ที่ปรึกษาเราค่ะ

๒. นอกจากนี้ ควรที่จะมีอาจารย์ท่านอื่น ให้คำแนะนำ feedback จากการพูดของเราด้วย อันนี้เราควรไปติดต่ออาจารย์ท่านนั้นๆล่วงหน้า แล้วบอกว่า เราเป็นนักเรียนต่างชาติ เราอยากพัฒนาทักษะการพูด เราขอให้อาจารย์มาเป็น mentor ให้ comments กับเราหลังการพูดได้มั้ยค่ะ

๓. เก็บข้อคิดเห็น และคำถามต่างๆ ไว้สำหรับการเตรียมตัวพูดครั้งต่อๆไปค่ะ คำถามที่ได้มา ทำให้เรารู้ว่าครั้งต่อไป ควรใส่เนื้อหาอะไรเพิ่มเติม หรืออธิบายตรงไหนให้ชัดเจนขึ้นค่ะ ถ้าคำถามที่เราได้มา เราตอบไม่ได้ ก็ควรนำไปถามอาจารย์หรือเพื่อนในแลบค่ะ

ผู้เขียนหวังว่าสิ่งที่ได้รวบรวมมาให้ในบทความนี้ และบทความที่แล้ว จะช่วยให้เพื่อนๆน้องๆ เอาไปลองใช้ได้จริงนะคะ ใครมีประสบการณ์ดีๆ เทคนิคที่น่าสนใจ ช่วยเอามาบอกกันบ้างนะคะ



Create Date : 03 ธันวาคม 2550
Last Update : 4 กุมภาพันธ์ 2551 13:30:11 น.
Counter : 1318 Pageviews.

5 comment
การพูด presentation ให้สู้ฝรั่งได้ (ตอนที่ ๑)
เชื่อว่าเกือบทุกคนนะคะ เวลามาเรียนต่างประเทศแล้วต้องพูด presentation เป็นภาษาอังกฤษ ก็คงจะตื่นเต้น ประหม่า หรือกังวลกันแทบทุกคน แต่การพูดให้ดีนั้น ฝึกกันได้ค่ะ ทักษะการพูด เป็นสิ่งจำเป็นนะคะ แล้วทักษะนี้ไม่ได้หมายความเฉพาะการพูดภาษาอังกฤษให้เหมือนฝรั่งเท่านั้นนะคะ แต่ยังรวมถึงการจัดเรียงเนื้อหาในแต่ละ slide การจัดลำดับ slides และการเสนอเนื้อหาที่ผู้ฟังทุกคนเข้าใจเราได้ ซึ่งทักษะเหล่านี้ แม้แต่ฝรั่งก็ต้องฝึกค่ะ

การพูด presentation เป็นเรื่องที่คนอเมริกันให้ความสำคัญมาก ดูได้จากหนังสือทางด้านนี้มีตีพิมพ์ออกมามากเลยค่ะ สำหรับคนที่เรียนและทำงานวิจัย การจะให้คนอื่นได้รู้ว่าเราทำงานสำคัญแค่ไหน มีผลงานออกมาดีแค่ไหน ก็อยู่ที่การ presentation นี่ล่ะค่ะ จากประสบการณ์ของผู้เขียน การจดจำจากคนรอบข้าง การอ่านจากหนังสือ รวมทั้งการลองผิดลองถูกมาด้วยตัวเอง ก็ขอรวบรวมขั้นตอนและวิธีการ ในการฝึกและเตรียมตัว โดยแบ่งตามระยะเวลา ดังนี้ค่ะ

การเตรียมตัวล่วงหน้านานๆ

๑. เข้าฟังการพูดของคนอื่นๆ โดยเฉพาะของคนอเมริกัน แล้วให้สังเกตุคำพูดขึ้นต้น คำพูดระหว่างเปลี่ยนสไลด์ และคำพูดตอนจบของเค้า เพื่อเราจะได้นำมาเลียนแบบและพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ

๒. ฝึกออกเสียงภาษาอังกฤษให้ชัดเจน คนส่วนมากโดยเฉพราะคนอเมริกัน มีปัญหามากกับการเข้าใจสำเนียงต่างชาติอย่างพวกเรา ลองนึกถึงเวลาเราพยายามเข้าใจเพื่อนอินเดีย หรือเกาหลีญี่ปุ่นพูดสิคะ เราเองก็ปวดหัวเหมือนกัน ถ้าคิดว่าเรายังพูดภาษาอังกฤษได้ไม่ชัด ให้พูดช้าๆค่ะ ออกเสียงแต่ละคำให้ชัด ดีกว่าพูดเร็วแต่คนอื่นฟังไม่รู้เรื่อง จะทำคนฟังทรมานเปล่าๆค่ะ เรื่องการฝึกพูดให้ชัด โอกาสหน้าจะมาแนะนำเพิ่มเติมนะคะ

การเตรียมเนื้อหาลงใน powerpoint slides

๑. เมื่อทราบว่าเราจะต้องเตรียมพูด presentation แล้ว ก็ควรเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆนะคะ แนะนำว่าควรเตรียมล่วงหน้า ๑ เดือนถ้าเป็นไปได้ โดยเฉพาะการพูดครั้งแรกๆ หรือในเรื่องใหม่ๆ ยิ่งใช้เวลานานค่ะ แต่หากเริ่มชำนาญแล้ว ระยะเวลาเตรียมตัวก็ลดลงไปได้ค่ะ และให้จำไว้ว่า ขณะเราเตรียมและซ้อมไปเรื่อยๆ เนื่อหาของเราก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆได้ค่ะ บางที slides ที่เราเตรียมวันแรกๆ อาจเปลี่ยนหน้าตาไปสิ้นเชิงจาก version สุดท้าย หลังผ่านการปรับปรุงมาแล้วได้ค่ะ

๒. เมื่อเริ่มเตรียม slides สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงคือ คนฟังค่ะ ถามตัวเองว่าใครเป็นกลุ่มเป้าหมายที่จะมาฟังเรา เป็นเพื่อนใน research group ของเราที่ทำงานวิจัยเรื่องใกล้เคียงกัน หรือเป็นคนในภาควิชาเดียวกัน แต่ไม่ได้รู้พื้นฐานงานเรามากนัก หรือเป็นคนทั่วไป การประเมินความรู้พื้นฐานของคนฟัง ทำให้เราเตรียมข้อมูลให้คนเหล่านั้นเข้าใจงานของเราได้ค่ะ

๓. สำหรับสไลด์ Acknowledgements นั้น เป็นสไลด์ที่ขอบคุณบุคคลที่ช่วยงานเราให้สำเร็จ แต่ไม่ต้องขอบคุณบุคคลที่เราใส่ชื่อไว้ในสไลด์ชื่อเรื่องของเราค่ะ เช่น ถ้าเราใส่ชื่อเรา และชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาในสไลด์แรกแล้ว ก็แปลว่าอาจารย์เป็น co-author ของงานนี้แล้ว ดังนั้นไม่ต้องใส่ชื่ออาจารย์อีกใน acknowledgements ค่ะ แต่อาจใส่ชื่อเพื่อนในกลุ่มงานวิจัยได้ค่ะ เช่น (นามสกุลอาจารย์)’ s research group เป็นต้น นอกจากนี้ ก็ขอบคุณ funding source(s) ค่ะ

๔. สำหรับ powerpoint template ผู้เขียนสังเกตว่า ส่วนใหญ่ในการพูดงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ จะนิยมใช้ template แบบเรียบๆค่ะ เช่นสีขาว และอาจมีลายเฉพาะที่ขอบๆค่ะ ถ้าอยากจะเลือก background เป็นสีเข้ม ให้ระวังตัวหนังสือให้เห็นชัดนะคะ ถ้าไม่แน่ใจว่าห้องที่เราจะพูดนั้นจะสว่างมากน้อยแค่ไหน ให้เตรียมพื้น background เป็นสีขาวจะปลอดภัยกว่าค่ะ

๕. อย่าใช้ animation เยอะนะคะ ในการเปลี่ยนสไลด์ เพราะมันทำให้ distract คนฟังค่ะ แต่มีข้อแนะนำสำหรับสไลด์ที่มีตัวหนังสือเยอะๆ ให้ทำเป็น bullet points แล้วใช้ entry เป็น appear หรือ appear and dim จะดีค่ะ

๖. ขนาดตัวหนังสือในแต่ละสไลด์ อย่าให้เล็กจนเกินไปค่ะ อันนี้ควรรู้ว่าห้องที่เราจะไปพูดนั้นใหญ่เล็กแค่ไหนค่ะ พยายามอย่าให้ตัวอักษรเล็กกว่า ๒๐ ก็ดีค่ะ และก็อย่าลืมเช็ค ชื่อของแกนx แกน y ของกราฟที่เราโชว์ด้วยนะคะ

๗. ข้อแนะนำในการเตรียมสไลด์ยังมีอีกมากค่ะ ขอแนะนำหนังสือ ชื่อว่า "The Craft of Scientific Presentations” โดยอาจารย์ Michael Alley นะคะ ถ้าใครอยู่ที่ University of Illinois at Urbana อาจารย์ไมเคิล เคยไปทำ workshop สอนเรื่องการ presentation ทุกๆปีนะคะ ดีมากๆค่ะ ถ้าสนใจต่องคอยติดตามนะคะ เป็น sponsor จาก College of Engineering ค่ะ

ข้อแนะนำเพิ่มเติม ขอไปต่อตอนที่ ๒ ค่ะ



Create Date : 03 ธันวาคม 2550
Last Update : 4 กุมภาพันธ์ 2551 13:22:46 น.
Counter : 2812 Pageviews.

6 comment
มาเรียนต่อต่างประเทศกับเป้าหมาย 3 E’s
การที่จะทำอะไรสักอย่าง เป้าหมายเป็นสิ่งสำคัญมากๆนะคะ การมาเรียนต่างประเทศถือเป็นการลงทุนของชีวิต ทั้งลงทุนการเงิน ลงทุนเวลา และลงทุนกับการที่ไม่ได้อยู่ดูแลครอบครัว คุณพ่อคุณแม่ที่เมืองไทยที่อายุเพิ่มขึ้นทุกวันๆ การลงทุนนี้จะคุ้มมากคุ้มน้อย ก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราจะได้กลับไปมากน้อยแค่ไหนค่ะ

ขอแนะนำเป้าหมาย อย่างน้อย 3 E’s ต่อไปนี้ค่ะ ที่จำเป็นสำหรับทุกคนที่มาเรียนต่างประเทศค่ะ อันนี้จดจำมาจากเพื่อนรุ่นพี่ท่านหนึ่งค่ะ

๑. Education อันนี้แน่นอน ทุกคนที่มาเรียนต่างประเทศก็เพราะต้องการโอกาสที่จะได้มารับความรู้ และเทคโนโลยีที่ไม่สามารถหาเรียนได้ในเมืองไทย ด้วยความยากลำบากที่ต้องสอบภาษาอังกฤษผ่านเกณฑ์ และกระบวนการต่างๆที่ทำให้ได้มาที่นี่ เมื่อมาแล้ว ก็ต้องตั้งใจเรียนนะคะ เทคนิคการเรียนจะมาเขียนในโอกาสต่อๆไปค่ะ

๒. English คนที่มาเรียนต่อที่ประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ สิ่งจำเป็นก็คือต้องฝึกภาษาอังกฤษให้สื่อสารรู้เรื่องเพื่อการอยู่รอดได้ และเรียนให้รู้เรื่องเพี่อสอบผ่าน แต่ไม่ใช่แค่นั้นนะคะ เราควรที่จะพูดให้เหมือนฝรั่งที่นี่ด้วย เพราะถ้าไม่ฝึกตอนนี้ ในขณะที่เดินทางซ้ายก็ชนฝรั่ง ขวาก็ชนฝรั่ง แล้วเนี่ย กลับไปเมืองไทยก็คงไม่มีหวังจะได้ฝึกแล้วล่ะค่ะ การพูดให้เหมือนฝรั่ง ก็ต้องมีทั้งด้านสำเนียง (accent) และสำนวน (idioms) การพูดให้เหมือน จริงๆสำคัญมากๆต่อทักษะการฟังนะคะ เพราะถ้าเราไม่รู้ว่าคำนี้ออกเสียงอย่างไรให้ถูก แล้วเวลาฟังเค้าพูด จะไปเข้าใจได้อย่างไรคะ เช่น ฝรั่งพูดเรื่องน้ำมันเชื้อเพลิง (fuel) เค้าพูดมาเป็น ฟีลๆ เราอาจจะนึกไปถึง feel หรือ field ได้ ยิ่งจะงงไปกันใหญ่ ก็ อ้าว เค้าไม่ได้พูด ฟูเอล นี่นา ไปกันใหญ่ค่ะเทคนิคการฝึกก็ต้องติดตามอ่านต่อไปนะคะ

๓. Experience การได้มีโอกาสมาอยู่ในสถานที่ที่ต่างวัฒนธรรมกับบ้านเรา เราก็ควรหาโอกาสสัมผัสวัฒนธรรมนั้นๆด้วย การ”อยู่ในสังคมนั้น”ยังไม่พอที่จะทำให้เรา “เป็นส่วนหนึ่งของสังคม”นั้นๆนะคะ ผู้เขียนจะนำประสบการณ์และข้อแนะนำมาเล่าให้ฟังต่อๆไปค่ะ

การมาเรียนของแต่ละคน ก็ใช้เวลามากน้อยต่างกัน แล้วแต่โปรแกรม ถ้ามาเรียนโท บางอย่างก็ปีเดียว บางอย่างก็ ๒ ปี ถ้ามาเรียนเอกก็ยิ่งนานขึ้นไปอีก บางช่วงเวลาของการเรียน บางทีอุปสรรคก็เยอะ บางทีก็ท้อ ก็ขอให้นึกถึงเป้าหมายของเราไว้นะคะ ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน ที่สำคัญคืออย่าแค่ตั้งแบบนึกๆไว้ ต้องเขียนออกมาค่ะ จะเขียนแอบๆไว้ส่วนตัวก็ได้ แต่ต้องเขียนออกมา การเขียนจะทำให้เราจำเป้าหมายเราได้มากขึ้น เราจะรู้สึกมั่นใจมากขี้นค่ะ นอกจากนี้ เวลาท้อๆเบื่อๆเซ็งๆ ปัญหามันเยอะเหลือเกิน เอ๊ะนี่เรามาลำบากที่นี่ตัวคนเดียวทำไม อยู่บ้านมีกินมีใช้ก็ดีอยู่แล้ว ตอนนั้นจะนึกถึงเป้าหมายตัวเองก็คงนึกไม่ออก ก็ให้หยิบสมุดที่แอบเขียนไว้ออกมาค่ะ เพื่อเตือนตัวเองว่าเรากำลังใกล้จุดหมายไปเรื่อยๆแล้ว คนอย่างเราก็ทำได้นะ อะไรประมาณนั้นค่ะ

เอาใจช่วยทุกๆคนค่ะ



Create Date : 03 ธันวาคม 2550
Last Update : 3 ธันวาคม 2550 11:45:21 น.
Counter : 531 Pageviews.

6 comment
1  2  3  4  

DrJoyKwanrawee
Location :
Davis, California  United States

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 11 คน [?]



Locations of visitors to this page