All Blog
ผู้เปิดประตูใจ
ทุกวันนี้คนเราจำนวนมากเป็นทุกข์เพราะความคิด และความคิดมากของคนเราอาจเป็นเหตุของความขัดแย้งได้ เพราะในสังคมปัจจุบัน เราอยู่อย่างระแวงระวังกันมาก เรามักได้ยินคำสอนที่ว่า “รู้หน้าไม่รู้ใจ” แต่ทั้งที่คุ้นเคยกันแท้ๆ ก็กล้าไม่จะถามไถ่หรือพูดอะไรออกไป เพราะกลัวจะเข้ากรณี “พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง” เพราะ “คนเราต่างจิตต่างใจ” เลยขออยู่แบบเงียบๆ หรือแบบน้ำนิ่งๆ ไหลลึกๆจะดีกว่า ประกอบกับยังไม่แน่ใจสถานการณ์เหมาะที่จะพูดหรือไม่ สิ่งที่คิดที่พูดมานั้นจริงหรือไม่ และถ้าถามไปแล้ว สิ่งที่เขาตอบมาตรงกับความจริงหรือไม่ เขาอยากพูดหรือไม่ สะดวกใจจะพูดหรือไม่ หรือว่ามีปัญหาชีวิต ปัญหาครอบครัว หุ้นตก ฮอร์โมนขาด คิดไปร้อยแปดพันประการ เลยไม่มีโอกาสเปิดใจพูดจากันเสียที
มีหลายครั้งที่คนเราไม่พอใจกัน เพราะไม่ยอมพูดจากัน ทั้งที่หวังดี เจตนาดีต่อกันแท้ๆ แต่กลับกลายเป็นขุ่นข้องหมองใจกันไปได้
ตัวอย่างเช่นความขัดแย้งในที่ทำงาน ไม่ใช่เฉพาะในโลกของคนที่ไม่ค่อยชอบจะทำงานเท่านั้นที่จะเกิดความขัดแย้งระหว่างเพื่อนร่วมงาน แต่ในโลกของคนที่ขยัน มีความรับผิดชอบมาก หลายครั้งเช่นกันที่หัวหน้ากับลูกน้องแอบเคืองหรือน้อยใจกัน เพราะสิ่งที่เรียกว่า ความเกรงใจ ที่อาจจะมีมากเกินพอดีไป จนทำให้เข้าใจผิดกันไปได้กัน โดยอาจมีบางครั้งบางคราวที่หัวหน้ามอบหมายงานแล้วกลัวว่าลูกน้องจะมีงานล้นมือ เลยเก็บงานบางชิ้นไว้ทำเอง ลูกน้องจะได้ไม่ต้องรับภาระมาก บังเอิญงานนี้เป็นงานสำคัญชิ้นหนึ่งและช่วยกันทำได้ ทำให้ลูกน้องอาจเข้าใจไปว่า เหตุใดไม่เอางานนั้นมาช่วยกันทำซะให้เสร็จๆไปเสียทีเดียว ทำไมเก็บงานชิ้นนั้นไว้ทำเอง หรือไม่ต้องการให้คนอื่นมีส่วนร่วมด้วย หรือว่าจะเก็บไว้เอาหน้ากับเจ้านายใหญ่คนเดียว ทั้งที่ความจริงหวังดีด้วยกันทุกฝ่าย แต่ก็ไม่พูดกันให้เข้าใจ เก็บเอาไว้ เกรงใจ ไม่กล้าพูด ไม่กล้าถาม จนนานวัน ผิดใจบึ้งตึงกันไปเลยก็มี
การไม่ยอมเปิดใจพูดกันนี้ บางทีก็เกิดในวงญาติพี่น้อง เมื่อต่างมีครอบครัว มีเขย มีสะใภ้ บางครั้งที่มีปัญหา ซึ่งอาจเป็นเรื่องเพียงเล็กน้อย แต่พูดไปก็กลัวจะเกิดความเข้าใจผิดกัน กลับบานปลายใหญ่โต หาว่าไม่ไว้ใจกัน หรือดูถูกคู่ครองของกันและกัน ยิ่งไปกันใหญ่
ตามธรรมดาของคนที่เป็นญาติพี่น้อง เป็นเพื่อนสนิท หรือคนที่เป็นห่วงเป็นใยกัน สิ่งสำคัญคือ อยากรู้ความทุกข์ของอีกฝ่าย มีอะไรที่จะช่วยกันได้จะได้ช่วยกันทำ ช่วยกันแก้ไข อยากให้อีกฝ่ายเห็นความสำคัญของตน ไว้ใจตน แต่ความกังวล ความเกรงใจ และความหวังดี ที่ไม่มีโอกาสได้แสดงออกให้เข้าใจ อาจนำมาซึ่งความขัดแย้งระหว่างกันได้
ข้อพิพาทที่เข้าสู่การไกล่เกลี่ยหลายกรณี เพียงแต่รอให้มีผู้ช่วย ที่เข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้เปิดใจ เคาะประตูใจแต่ละฝ่าย แล้วประสานความเข้าใจของคนทั้งสองให้ดีกัน เข้าใจกันดังเดิม
ที่สำคัญ ผู้ไกล่เกลี่ยที่เข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเปิดใจนั้น คู่กรณีเขาขอแค่เพียง อย่านำเรื่องราวของพวกเขาไปบอกใคร เก็บความลับของพวกเขาเอาไว้ และไม่พูดอะไรบางอย่างที่ทำให้สถานการณ์แย่ลง เท่านั้นพอ



Create Date : 03 เมษายน 2553
Last Update : 3 เมษายน 2553 23:23:41 น.
Counter : 224 Pageviews.

0 comment
ADRนานาทัศนะ ความไม่เข้าใจถึงวิธีการแก้ปัญหา
ในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทนั้น หลายครั้งพบว่า เหตุที่คู่กรณีนำคดีมาฟ้องร้องกันต่อศาลนั้น เป็นเพราะการขาดความรู้ความเข้าใจในปัญหาและการแก้ปัญหา หรือเป็นเพราะความไม่รู้ แล้วได้ข้อมูลหรือคำแนะนำที่ไม่ถูกต้องไม่ทำให้เกิดการแก้ปัญหา แถมยังทำให้ความขัดแย้งยิ่งบานปลายจนมาถึงชั้นศาลนั้น
เคยมีคดียู่คดีหนึ่ง เรื่องมีอยู่ว่า โจทก์กับจำเลยไปซื้อทาวน์เฮาส์ห้องติดกัน แต่ได้โฉนดสลับแปลงกันโดยที่ต่างก็ไม่รู้ จนกระทั่งโจทก์ต้องการเงินมาลงทุนในธุรกิจ จึงจะนำบ้านและที่ดินของตนไปจำนองกับธนาคาร เมื่อไปติดต่อกับทางธนาคารและตรวจสอบที่ดินและบ้านที่จะใช้จำนองเพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงินแล้ว จึงได้ทราบว่าโฉนดที่ดินสลับกันจำเลย โจทก์จึงไปพูดคุยกับจำเลยเพื่อหาทางออก ญาติของจำเลยทราบเรื่องจึงไปปรึกษากับคนรู้จักแล้วได้รับคำแนะนำว่า โจทก์กับจำเลยต้องย้ายบ้านสลับหลังกันให้ถูกต้องตามโฉนด แต่มีปัญหาว่า บ้านของจำเลยนั้นเป็นห้องหัวมุม มีเนื้อที่มากกว่าบ้านของโจทก์ จึงเรียกให้โจทก์จ่ายเงินในส่วนเนื้อที่ดินที่แพงกว่า โจทก์กับจำเลยเจรจาเรื่องราคาที่ดินกันอยู่พักหนึ่ง แต่ก็ตกลงราคากันไม่ได้ โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องศาลขอให้จำเลยส่งมอบบ้านให้โจทก์ จำเลยก็โต้แย้งว่า บ้านเป็นของจำเลยโดยซื้อมาอย่างถูกต้อง เพียงแต่เอกสารสิทธิ์ระบุผิดไปเท่านั้น โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้จำเลยส่งมอบบ้านให้
ทนายโจทก์และทนายจำเลยต่างก็เห็นว่า คดีน่าจะคุยกันได้ จึงขอให้ทำการไกล่เกลี่้ เมื่อฟังเรื่องราวแล้วคดี น่าจะมีทางออกอื่นนอกจากการที่คู่ความจะสลับบ้านกันให้ถูกต้องตรงตามที่ระบุในโฉนดแล้วมาต่อรองราคาที่ดินส่วนที่ต่างกัน ซึ่งยังมีข้อติดขัดเป็นปัญหากันอยู่จนต้องนำเรื่องมาฟ้องศาลเช่นนี้ เพราะกรณีนี้เป็นเพียงความผิดพลาดในการออกเอกสารสิทธิ์เท่านั้น ซึ่งทางสำนักงานที่ดินน่าจะมีทางออกอื่นให้ ไม่ใช่แค่สลับบ้านกันให้ถูกต้องตามโฉนด
หลังจากนั้น จึงสอบถามไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดว่า กรณีเช่นนี้ ทางสำนักงานที่ดินพอจะมีทางแก้ไขได้อย่างไรหรือไม่ แล้วได้รับคำตอบว่า เรื่องนี้แก้ไขไม่ยาก เพียงแต่คู่ความไปยื่นคำร้องที่สำนักงานที่ดินขอแก้ไขความถูกต้องและจ่ายค่าธรรมเนียมเท่านั้น ก็สามารถแก้ไขโฉนดให้ถูกต้องได้โดยไม่ต้องสลับบ้านกัน คู่ความจึงไปดำเนินการตามคำแนะนำนั้น เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว โจทก์ก็ถอนฟ้องไป เรื่องก็เลยจบ สบายใจทุกฝ่าย
ความขัดแย้งของเรื่องนี้ ทั้งหมดก็เป็นเพียงเพราะ ความไม่ทราบวิธีการในการแก้ปัญหา รวมทั้ง การที่ไม่ได้รับข้อมูล คำแนะนำที่เหมาะแก่การแก้ไขปัญหาที่แท้จริง ทำให้เกิดข้อพิพาทและไม่สามารถระงับข้อพิพาทได้ จนในที่สุดต้องมาถึงชั้นศาล ทั้งที่อาจแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องกันเองได้โดยไม่ยากนัก
ในการไกล่เกลี่ยก็เช่นกัน ผู้ไกล่เกลี่ยอาจช่วยคู่กรณีหาหนทางที่สามารถระงับข้อพิพาทหรือข้อขัดแย้งกันได้อย่างเหมาะสมหรือโดยง่ายอันเป็นสิ่งที่ดีกับทุกฝ่ายและบรรลุวัตถุประสงค์ในการทำหน้าที่ผู้ไกล่เกลี่ยประนีประนอมข้อพิพาท



Create Date : 06 มีนาคม 2551
Last Update : 6 มีนาคม 2551 16:07:13 น.
Counter : 342 Pageviews.

0 comment
ADRนานาทัศนะ อุปสรรคทางภาษา
การสื่อสารที่ไม่เข้าใจถูกต้องตรงกันย่อมก่อให้เกิดอุปสรรคในการไกล่เกลี่ย และปัจจัยหนึ่งที่มักจะทำให้เกิดปัญหาในการสื่อสาร ได้แก่ ภาษา หลายท่านคงสงสัยว่าในเมื่อเราพูดจาภาษาไทยเหมือนกันแล้วจะเกิดความสับสนหรือไม่เข้าใจกันได้อย่างไร แต่เชื่อหรือไม่ ภาษาไทยเหมือนกัน คำๆเดียวกัน คนหลายคนเข้าใจไม่ตรงกัน หากเป็นคนต่างวัยกัน ต่างภาคกัน เรื่องนี้เกิดขึ้นได้อยู่เสมอๆ โดยเฉพาะคำพวกศัพท์แสลงต่างๆ
ลองมาดูกันเล่นๆแบบไม่เครียดกับคำบางคำที่วัยรุ่นชอบพูดกัน เช่น คำว่า “กิ๊ก” กรณีไหนที่เรียกว่าเป็นกิ๊กกัน หรือมีความสัมพันธ์กันอย่างไร ลึกซึ้งขนาดไหน ถึงจะเรียกว่าเป็นกิ๊กกันแล้ว บางคนบอกว่า มีคู่รักอยู่แล้วแอบไปคบกับอีกคนหนึ่ง คนหลังนี่เรียกว่า กิ๊ก บางคนบอกว่า คนที่ตนเองไปแอบชอบเขาว่า เป็นกิ๊กของตนเอง หรือบางคนบอกว่า คู่รักที่เริ่มคบกันอยู่นี่แหล่ะกิ๊ก ต่างก็ว่ากันไป หรือคำว่า “แอ๊บแบ๊ว” อย่างไรจึงจะเป็นคนแอ๊บแบ๊ว ต้องแอ๊บและต้องแบ๊วอย่างไร ก็ต้องหานิยามกัน หรือคำว่า “แฟน” พูดกันจนชินปาก แต่หากถามผู้ใหญ่หน่อย ก็คงจะหมายถึงสามีหรือภรรยา แต่หากเป็นวัยรุ่นหนุ่มสาวก็อาจจะหมายถึง คู่รักหรือคนที่ชอบพอคบหากัน คำๆเดียวกัน แต่อาจเข้าใจต่างกันออกไปได้
อีกกรณีก็ได้แก่ภาษาถิ่น ซึ่งแต่ละภาค แต่ละท้องที่ก็มีหลายคำที่ใช้ต่างกัน หากเราไม่รู้ก็เข้าใจผิดพลาดได้ เช่น ทางภาคใต้ คำว่า “มาแต่สวน” ไม่ได้หมายความว่า มาจากสวน แต่หมายถึง มาคนเดียว ไม่ได้มาจากสวนไหน คำว่า “กีด” อาจจะไม่ได้หมายถึง เอาอาวุธหรือมีดมากรีด แต่หมายถึง กีดขวางอยู่ คำว่า “ทำพอได้” ไม่ได้หมายความว่า ทำดีทำใช้ได้ แต่หมายถึง อวดเก่ง ทำใหญ่โต หากเขาพูดว่า นายไข่ทำพอได้ยืนกีดอยู่ ก็ไม่ได้หมายความว่า นายไข่ทำอะไรดีและยืนกรีดอะไรอยู่ แต่แสดงว่า นายไข่เริ่มจะมีปัญหากับผู้พูดแล้ว
ส่วนทางอีสาน บางจังหวัด หากพูดว่า สามีภรรยาปะกันแล้ว ไม่ได้หมายถึง เขามาพบมาเจอกันแล้ว แต่หมายถึงหย่าหรือเลิกร้างกันไปแล้ว คำว่า โดนแล้ว ก็ไม่ได้หมายถึง โดนแล้ว แต่หมายถึง นานแล้ว ถ้าถามว่า รถชนกันโดนหรือยัง ไม่ได้หมายถึง รถชนโดนกันหรือยัง แต่หมายถึงเหตุเกิดนานหรือยัง หรือถ้าเขาถามว่า มาอยู่โดนแล้วบ่ ก็ไม่ได้หมายความว่า มาอยู่แล้ว โดนอะไรหรือยัง
เรื่องของเวลาแต่ละภาคก็มีคำพูดที่ต่างกันออกไป เช่นคำว่า วันพรุ่งนี้ ภาคเหนือ เรียก วันพรุ่ง ภาคอีสานเรียก มื้ออื่น ภาคใต้เรียก ต่อเช้า หรือคำว่า ตีสอง ทางภาคกลางหมายถึง สองนาฬิกาตอนกลางคืน แต่ทางภาคใต้ หมายถึงบ่ายสองโมงหรือสิบสี่นาฬิกา ถ้าไม่ถามให้ชัดเจนอาจจะเข้าใจเรื่องเวลาผิดจากกลางวันเป็นกลางคืน หรือกลางคืนเป็นกลางวันเลยทีเดียว
ดังนั้น ในการไกล่เกลี่ย ภาษาจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญ ยิ่งกรณีที่คู่พิพาทหรือคู่ความ พูดภาษาถิ่น ผู้ไกล่เกลี่ยก็ควรจะทราบภาษาถิ่นนั้นด้วย หากไม่เข้าใจก็ควรจะถามให้เข้าใจถูกต้องตรงกัน มิฉะนั้น อาจเข้าใจกันผิดพลาดคลาดเคลื่อนได้



Create Date : 06 มีนาคม 2551
Last Update : 6 มีนาคม 2551 16:12:30 น.
Counter : 416 Pageviews.

0 comment
การร่างสัญญาประนีประนอมยอมความ

1. ความหมายของสัญญาประนีประนอมยอมความ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 บัญญัติไว้ว่า “อันว่าสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น คือ สัญญาซึ่งผู้เป็นคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน”
2. ผลแห่งสัญญาประนีประนอมยอมความ
-สิทธิตามมูลหนี้เดิมระงับไป
-ทำให้คู่สัญญาได้สิทธิตามที่ตกลงและในสัญญาประนีประนอมยอมความ
3. ประเภทของสัญญาประนีประนอมยอมความ
- สัญญาประนีประนอมยอมความนอกศาล ผิดสัญญาต้องฟ้องฐานผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ
- สัญญาประนีประนอมยอมความในศาล ศาลพิพากษาให้ตามสัญญาหากผิดสัญญาศาลบังคับคดีให้โดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีใหม่
4 อายุความ
-สัญญาประนีประนอมยอมความมีอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่ทำสัญญา
5. แบบสัญญาประนีประนอมยอมความ
-สัญญาประนีประนอมยอมความต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ
-ลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดหรือลายมือชื่อตัวแทนฝ่ายนั้น
-มิฉะนั้น จะฟ้องร้องคดีไม่ได้
6.สิ่งที่จะต้องระบุในสัญญาประนีประนอมยอมความ
-ชื่อสัญญาประนีประนอมยอมความ
-วันเดือน ปี พ.ศ.และสถานที่ ที่ทำสัญญา
-ชื่อ ชื่อสกุล อายุ ที่อยู่หรือภูมิลำเนาของทั้งสองฝ่าย
-ข้อความที่คู่สัญญาตกลงกันที่ชัดเจน และปฏิบัติได้
-ข้อความว่า ทั้งสองฝ่ายไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งอื่นใดนอกจากที่ตกลงนี้/ไม่ติดใจดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญาใดกันอีกต่อไป
-ทั้งสองฝ่ายได้อ่านและเข้าใจในข้อตกลงข้างต้นเป็นอย่างดีแล้วจึงได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานต่อหน้าพยาน
-ลายมือชื่อของทั้งสองฝ่าย
-ลายมือชื่อพยาน
7.ข้อพึงระวังการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ
-ต้องไม่เป็นนิติกรรมที่เป็นโมฆะ
-คู่สัญญาต้องมีอำนาจในการทำสัญญา
-คู่สัญญาต้องมีความสามารถในการทำนิติกรรม
-ต้องชัดเจน ปฏิบัติได้
-ต้องไม่ก่อให้เกิดปัญหาภายหลัง
-ควรมีข้อตกลงว่า คู่สัญญาไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งอื่นใดนอกจากข้อตกลงข้างต้นอีก
-ต้องทำเป็นหนังสือ
-ลงลายมือชื่อคู่พิพาทและพยาน




Create Date : 06 มีนาคม 2551
Last Update : 6 มีนาคม 2551 15:44:50 น.
Counter : 4822 Pageviews.

1 comment
ขั้นตอนการดำเนินการจัดการความขัดแย้ง
ขั้นตอนการดำเนินการจัดการความขัดแย้ง
ขั้นตอนในการคำเนินการจัดการความขัดแย้งอาจแบ่งพิจารณาเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ขั้นตอนก่อนเริ่มกระบวนการ ขั้นตอนระหว่างดำเนินการ ขั้นตอนหลังกระบวนการ
ขั้นตอนก่อนเริ่มกระบวนการ
การประเมินสถานการณ์ การสร้างความเชื่อถือ การสร้างความเข้าใจในกระบวนกา การกำหนดกฎกติกาพื้นฐาน

-การประเมินสถานการณ์ เป็นธรรมดาที่ก่อนที่เราจะจัดการกับปัญหาความขัดแย้งนั้น เราจำต้องประเมินดูเสียก่อนว่า สถานการณ์ที่เราเผชิญอยู่นั้น เป็นอย่างไร เหมาะสมที่จะใช้กระบวนการนี้ได้หรือไม่ และจะดำเนินการไปในแนวทางใด
-การสร้างความเชื่อถือ ในการเข้าไปจัดการความขัดแย้งโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อต้องเข้าไปเป็นตัวแทนในการร่วมเจรจาก็ดี คนกลางในการไกล่เกลี่ยก็ดี ในการตัดสินชี้ขาดก็ดี จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเกิดความเชื่อถือ ทั้งในตัวของเราและกระบานการที่จะนำมาใช้ โดยต้องมีความโปร่งใส ไม่ลำเอียงไปทางฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
-การสร้างความเข้าใจในกระบวนการ การที่ผู้เข้าร่วมในการแก้ไขความขัดแย้งจะสามารถร่วมกันแก้ไขปัญหาให้ผ่านพ้นไปได้นั้น มีความเป็นอย่างยิ่งที่ทุกฝ่ายจะต้องเข้าใจในกระบวนการระงับความขัดแย้งนั้นเสียก่อน มิฉะนั้น การดำเนินการคงจะเป็นไปอย่างไม่ราบรื่น นอกจากนี้ ยังจะทำให้ผู้ที่มีส่วนร่วมในการแก้ไขความขัดแย้งนั้นเกิดความเชื่อถือและมั่นใจในกระบวนการที่นำมาใช้มากยิ่งขึ้น
-การกำหนดกฎกติกาพื้นฐาน การที่จะทำให้กระบวนการในการหาทางออกเพื่อระงับความขัดแย้งเป็นไปโดยราบรื่นอีกประการหนึ่งก็คือการกำหนดกติกาพื้นฐาน อย่างเช่น ในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ผู้ไกล่เกลี่ยควรตั้งกฎกับคู่กรณีว่า จะเปิดโอกาสให้แต่ละฝ่ายได้พูดและกล่าวถึงปัญหาและข้อเรียกร้องของตนอย่างเท่าเทียมกัน และเมื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดกำลังพูดอยู่ขอให้อีกฝ่ายอย่างเพิ่งพูดแทรก แล้วหลังจากนั้น ผู้ไกล่เกลี่ยจะเปิดโอกาสให้พูดในเวลาต่อมา ที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อมิให้เกิดความวุ่นวายในขณะดำเนินการไกล่เกลี่ย เป็นต้น
ขั้นตอนระหว่างดำเนินการ
-การค้นหาความต้องการ ในการระงับความขัดแย้งนั้น เบื้องต้นเราต้องค้นหาความต้องการของคู่กรณีแต่ฝ่ายเสียก่อนและควรจะเป็นความต้องการที่แท้จริงของฝ่ายนั้น เพราะบ่อยครั้งที่การแสดงออกของคู่กรณีไม่ได้แสดงออกถึงความต้องการที่แท้จริงของตนเอง หากแต่ทำไปเพื่อเรียกร้องความสนใจหรือเพื่อแสดงความไม่พอใจคู่กรณีอีกฝ่ายในเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่กำลังพิพาทกันอยู่เลย เช่น คดีมีฟ้องต่อศาลหลายคดีที่มารดาฟ้องขอเรียกคืนการให้ด้วยเหตุเนรคุณ แต่ความจริงแล้ว มารดานั้นไม่พอใจที่ลูกชายหลังจากมีครอบครัวไปแล้ว ไม่ค่อยมาเยี่ยมมารดา ทำให้มารดาเกิดความน้อยใจ
-การแสวงหาทางออก เมื่อได้ทราบความต้องการของคู่กรณีแล้ว ก็ถึงขั้นตอนการหาทางออก ทางออกที่ดีคือ คู่กรณีทุกฝ่ายต่างก็ได้รับในสิ่งที่ตนพึงได้ และเกิดความพอใจกันทุกฝ่าย อย่างไรก็ดี มันเป็นการยากพอสมควรที่ทำให้ทุกฝ่ายพอใจ เราก็อาจคิดในทางกลับกันว่า ให้เกิดความไม่พอใจน้อยที่สุด ในขั้นตอนนี้ เราอาจจำต้องนำหลักการประสานผลประโยชน์ทุกฝ่ายและหากเป็นผู้ไกล่เกลี่ยก็คงต้องพยายามชี้ให้คู่กรณีเห็นจุดดีของทางออกที่นำเสนอและการยอมลดหรือถอยจากข้อเรียกร้องบางประการเพื่อให้ข้อพิพาทจบลง และสามารถจะดำเนินการต่อไปในอนาคตได้โดยไม่ต้องมาคอยกังวลในเรื่องที่พิพาทกันอีกน่าจะเป็นสิ่งที่ดีกว่า เช่น นายจ้างอยู่ในภาวะขาดทุนเริ่มให้คนงานออกจากงานทำให้ลูกจ้างไม่พอใจแล้วเดินขบวนประท้วงเรียกร้องไม่ให้นายจ้างเลิกจ้างงาน แต่ปัญหาของนายจ้างคือไม่สามารถแบกรับต้นทุนค่าแรงงานและการขาดทุนอีกต่อไปได้ ส่วนลูกจ้างก็ต้องการให้มีงานทำต่อ ในการแก้ไขความขัดย้งนั้น หากทั้งสองฝ่ายพยายามปรับเข้าหากัน โดยลูกจ้างอาจจะยอมลดค่าจ้างลง ให้อยู่ในอัตราที่ต่างฝ่ายต่างรับได้ ไปสักระยะหนึ่งก่อน และหากต่อมากิจการของนายจ้างกระเตื้องขึ้นก็ค่อยปรับมาเป็นอัตราค่าจ้างตามปกติ และต่อมาหากผลประกอบการดีขึ้นมาก นายจ้างก็ตอบแทนลูกจ้างด้วยโบนัสในฐานะที่ยอมลำบากฝ่าฟันจนพ้นวิกฤตการณ์มาด้วยกัน เป็นต้น อย่างไรก็ดีในความเป็นจริงก็อาจจะเป็นการยากที่จะใช้วิธีการเช่นนั้น เพราะหากมีโรงงานอื่นที่สามารถให้ค่าตอบแทนได้ดีกว่า ก็คงจะย้ายไปทำงานที่อื่นแทน แต่ก็เป็นการปลดภาระของนายจ้างไปได้ส่วนหนึ่ง หากมองแง่นี้ก็สมประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
การหาทางออกนั้นนับว่าเป็นสิ่งที่ยาก แต่มิใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย ความขัดแย้งนั้นจะสามารถยุติลงได้หรือไม่เพียงใดก็ขึ้นอยู่กับทัศนคติ ความรู้และประสบการณ์ของผู้ที่เข้าไปแก้สถานการณ์ ทั้งผู้ที่เป็นตัวแทนเข้าไปเจรจาต่อรองหรือเข้าไปไกล่เกลี่ย ตลอดจนคู่กรณีและแก่นของปัญหาที่ขัดแย้งกันนั้น

-การทำข้อตกลง เมื่อสามารถหาทางออกสำหรับความขัดแย้งได้แล้ว ก็อาจจำเป็นต้องทำข้อตกลงระหว่างกัน ตามที่ได้มีการเจรจาหรือไกล่เกลี่ยกันไว้ อาจอยู่ในรูปบันทึกความตกลง สัญญา หรือสัญญาประนีประนอมยอมความ ในการทำสัญญาระหว่างกันนั้นผู้จัดทำควรจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับเทคนิกการร่างสัญญาและกฎหมายที่เกี่ยวข้องบ้าง มิฉะนั้นข้อตกลงหรือสัญญานั้นอาจไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมาย ตัวอย่างเช่น ในเรื่องแบบของสัญญากฎหมายมีการกำหนดแบบของสัญญาประเภทต่างๆไว้ เช่นสัญญาเช่าซื้อต้องทำเป็นหนังสือ หรือสัญญาประนีประนอมยอมความ อย่างน้อยต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด ดังนั้น หากมีการตกลงยุติข้อพิพาทกันแล้ว และมีการกำหนดเงื่อนไขให้ปฏิบัติตาม แต่ไม่ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือ ก็ไม่อาจฟ้องร้องบังคับให้มีการปฏิบัติตามสัญญาได้
ขั้นตอนหลังกระบวนการ
หลังจากขั้นตอนการทำความตกลงแล้ว ก็จะขั้นตอนหลังกระบวนการระงับความขัดแย้ง ซึ่งมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน กล่าวคือ เมื่อตกลงยุติความขัดแย้งกันได้ แต่ไม่มีการทำตามข้อตกลง กระบวนการระงับความขัดแย้งที่ลงทุนทำไปก็คงไม่เป็นผลสำเร็จ บรรลุตามจุดมุ่งหมาย และอาจเกิดความขัดแย้งต่อเนื่องบานปลายจนยากแก่การแก้ไขเยียวยา
-การปฏิบัติตามข้อตกลง เมื่อมีข้อตกลงแล้ว ก็ถึงขั้นตอนการปฏิบัติตามข้อตกลง คู่สัญญานั้นมีหน้าที่ในอันที่จะปฏิบัติตามข้อตกลง มิฉะนั้นการระงับข้อขัดแย้งที่ได้ทำลงไปย่อมเป็นการเสียเปล่า และอาจเกิดปัญหาต่อเนื่องตามมาเป็นลูกโซ่
-การติดตามประเมินผล ในบางครั้งเราอาจจะต้องติดตามประเมินผลว่าการระงับข้อพิพาทที่บรรลุถึงขั้นทำสัญญาประนีประนอมยอมความไปแล้วนั้น มีการปฏิบัติตามข้อตกลงหรือไม่ เพียงใด เพราะหากยังมิได้มีการดำเนินการตามข้อตกลงจนเสร็จสิ้น ก็ยังอาจไม่ถือได้ว่าการระงับความขัดแย้งนั้นประสบผลสำเร็จร้อยเปอร์เซ็นต์
-สภาพบังคับและผลของการไม่ปฏิบัติตาม ในการทำข้อตกลงนั้นควรมีการกำหนดให้มีสภาพบังคับ เช่นสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำขึ้นระหว่างกันนั้น หากมีการปิดพริ้วโดยฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด อีกฝ่ายสามารถฟ้องร้องเพื่อให้มีการบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นได้ แต่ที่สำคัญก็คือ สัญญาประนีประนอมยอมความนั้นต้องทำให้ถูกต้องตามเงื่อนไขของกฎหมายและหน้าที่และความรับผิดที่กำหนดไว้นั้น ตามจะบังคับได้ด้วย ดังน้น ผู้ที่ทำหรือช่วยทำสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นก็ควรมีความรู้ด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วยตามสมควร




Create Date : 05 มีนาคม 2551
Last Update : 13 กุมภาพันธ์ 2559 0:54:38 น.
Counter : 132 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  

Env. Boalt
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



New Comments