เส้นทางสายกาแฟ
Group Blog
 
All blogs
 

อายุขัยของเมล็ดกาแฟ

               มีเรื่องหนึ่งที่ผมอยากเขียนถึงมานาน แต่ยังไม่มีโอกาส นั่นคืออายุของเมล็ดกาแฟคั่ว ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญที่ถือว่าเป็นผลประโยชน์ของผู้บริโภคกาแฟ  ผมมักเจอคำถามจากคนที่รู้จักและลูกค้าบางคนถึงการซื้อเมล็ดกาแฟว่าจะซื้อยี่ห้ออะไรดี และคำตอบที่ผมมีให้ไปก็จะไม่ตรงคำถาม สิ่งที่มีส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อ น่าจะเป็น ยี่ห้อ (ดังไหม เคยได้ยินมาก่อนหรือเปล่า ) ต่อมาคงเป็นPackaging ( รู้จักไม่รู้จักไม่รู้โว้ย ถุงมันสวย ดูไฮโซ ก้อน่าจะอร่อยแหละ)  สุดท้ายก้อคือราคา ( เออ ของมันแพง มันก้อน่าจะดีสิ )
             แต่ผมจะบอกว่ากาแฟทั้งหมดที่คุณเห็นบนชั้น ในซูเปอร์มาร์เก็ตหรือแม้แต่ร้านเฟรนไชส์ดังๆ ไม่ควรซื้อเพราะมันหมดอายุไปนานแล้ว !! โดยส่วนใหญ่แล้ว สิ่งที่เค้าจะบอกคุณได้ มีแค่ วันที่คุณจะบริโภคได้ก่อน หรือวันหมดอายุ แต่สิ่งที่เค้าจะไม่บอกคุณเลยนั่นคือ วันที่เมล็ดกาแฟในถุงนั้นถูกคั่ว และนั่นคือสิ่งที่คุณควรมองเป็นอันดับแรก


                กาแฟคั่ว มันมีช่วงเวลาชีวิตของมันอยู่ ถือว่าเป็น fresh product  วงจรอายุขัยของเมล็ดกาแฟคั่วไม่ยืนยาว อาจจะสั้นกว่าแมลงบางชนิดด้วยซ้ำ นั่นคือ กาแฟหลังจากการคั่วแล้วจะมีอายุแค่เพียง 4-6 สัปดาห์ เท่านั้น หลังจากนั้นแล้ว กาแฟจะเริ่มเสื่อมคุณภาพลงไปในทุกๆส่วน รสชาติ(flavours) กลิ่น(aromas) กลิ่นเหม็นหืนจะเกิดขึ้นจากความเก่าของน้ำมันในเมล็ดกาแฟ
                ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับ การเก็บรักษาหลังการคั่วด้วยครับ การบรรจุลงในบรรจุภัณฑ์ มีผลโดยตรง ดังนี้ครับ


                *กาแฟหลังการคั่ว ถ้าไม่เก็บใส่ในอะไรเลย จะมีชีวิตแค่เจ็ดวัน
                ** ถ้าบรรจุลงในถุงกระดาษ จะยืดชีวิตออกไปได้ประมาณ สองสัปดาห์
                *** ถ้าบรรจุลงในถุงพลาสติก สามารถอยู่ได้นานขึ้นเกือบๆ สี่สัปดาห์
                **** ถ้าบรรจุลงในถุงพลาสติกที่มี วันเวย์ วาล์ว (one-way valve) อยู่ได้นานสุดประมาณหกสัปดาห์


วันเวย์ วาล์ว (one-way valve) คืออะไร ??  มันคือจุกพลาสติกที่แปะติดไปกับถุงกาแฟ สามารถให้อากาศที่เป็นแก็สคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นในกระบวนการคั่วกาแฟ ระบายออกมาข้างนอกได้โดยที่อากาศภายนอก(ออกซิเจน)ไม่สามารถผ่านเข้าไปได้


วิธีการเก็บรักษากาแฟหลังการเปิดถุงละ ?? ถ้าถุงการแฟที่บรรจุเป็นแบบไฮโซ มีซิปตรงปากถุง ก้อใช้อันนั้นแหละ ง่ายๆ ถ้าไม่มีก้อหาภาชนะที่เป็นแบบสูญญากาศ(Airtight) แต่ถ้าเอาวิธีผมผมใช้พลาสติกใสๆที่เอาห่ออาหารที่ใช้ในครัวกับถ้วยเซรามิคใหญ่ๆหน่อย ใส่กาแฟไปในถ้วยแล้วwrap ให้ตึง  เก็บอย่าไปเก็บในตู้เย็นล่ะ นั่นจะทำลายmoisture ของตัวกาแฟจากความเย็นและชื้นในตู้เย็น เก็บในที่แห้ง ไม่ร้อนไม่เย็น ไม่โดนแดด ไม่ใกล้ของพวกที่มีกลิ่นแรงๆ จำพวกหอม กระเทียมเครื่องเทศต่างๆ สารเคมี เพราะกาแฟจะเป็นตัวดูดซับ อาจฟังดู ไอ้บ้า ทำไมมันยุ่งยากจังวะ แต่เอาจริงๆแล้ว ก้อเก็บไว้ในที่ปกตินั่นแหละครับ


            ทีนี้มาถึงเรื่องสำคัญ
เมื่อเรารู้แล้วว่ากาแฟมันมีอายุเท่านี้ แต่ช่วงวันไหนหลังการคั่ว
รสชาติถึงจะดีที่สุด ผมเคยเจอคำถามประมาณนี้ในกระทู้เวบบอร์ดของร้อยตะวัน
บางคำตอบทำให้ผมสะอึก แต่ผมก้อไม่อยากฟันธงไปให้ใครในนั้น
แต่ที่ผมประหลาดใจคือหลายคนที่เป็นคนคั่วกาแฟขาย
เป็นผู้ที่มีความรู้เรื่องกาแฟจริงๆ ที่เป็นสมาชิกของเว็บนั้น
กลับไม่มีคำตอบให้เจ้าของกระทู้ นอกจากคนนึงที่บอกไว้ว่า สามวันหลังคั่ว 
จริงๆแล้วมันก้อบอกยากนิดนึงเพราะความเห็นใครความเห็นมัน
ลิ้นก้อยาวไม่เท่ากัน แต่ผมจะขอบอกจากประการณ์อันน้อยนิดจากการเป็นบาริสต้ามาสองปีว่า วันที่สิบถึงวันที่สิบสี่หลังการคั่ว
คือช่วงเวลาที่กาแฟมีรสชาติที่ดีที่สุด  และกาแฟยิ่งสดมากยิ่งดี
คือความเข้าใจที่ผิดมหันต์ อย่างน้อยต้องรอให้ผ่านสี่วันหลังการคั่ว
เพราะนั่นคือช่วงเวลาการ ระบายก็าซคาร์บอนไดออกไซด์ของเมล็ดกาแฟ
ถ้าไปดื่มช่วงนั้น รสชาติไม่เป็นสัปปะรดเลย
สังเกตได้จากครีม่าจะไม่ละเอียดเต็มไปด้วยฟองกาศเล็กๆ ตอนกลั่นออกมาใหม่ๆ จะหนาฟู่ แต่ก้อจะบางลงไปอย่างรวดเร็ว ราวกับฟองโซดา และอยู่ได้แป๊ปเดียว


               แต่หลังจากนั้นรสจะดีขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งผมไปทำงานดื่มกาแฟแก้วแรกของวัน
ถึงกับสะดุ้งเลย รสชาติมันดีมากต่างกับเมื่อวานราวฟ้ากับเหว
ทั้งๆที่เป็นกาแฟถุงเดียวกันซะงั้น 
ที่ร้านผมจะค่อนข้างมีปัญหาคือกาแฟจะสดมากแบบว่าบางทีคั่วได้สองวันก้อเอามา
ส่งเลยก็มี ร้านผมใช้กาแฟ45 kg ต่อสัปดาห์
การควบคุมค่อนข้างลำบาก เพราะต้องสั่งครั้งหนึ่งอาทิตย์หนึ่ง และไม่รู้โชคดีหรือโชคร้ายที่ผมไม่เคยมีประสบการณ์ดื่มกาแฟที่เก่าเกินยี่สิบวัน(อาจจะเคยกินร้านอื่นแต่ไม่รู้วันคั่ว)
เลยไม่สามารถจะบอกหรือเปรียบเทียบได้ว่า
กาแฟหลังจากสองสามสัปดาห์มันเป็นยังไง


      
เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว หวังว่าเราจะเท่าทันการหมกเม็ด
ของผู้ค้าเมล็ดกาแฟสดกันนะครับ
ถ้าไปซื้อตามร้านที่มีเมล็ดกาแฟคั่วขายก้อถามไปเลยว่าคั่ววันไหน
คุณๆจะได้คำนวนช่วงเวลาที่ต้องการดื่มได้ตรงกับความต้องการครับ


Enjoy your coffee !!!




Free TextEditor




 

Create Date : 23 มิถุนายน 2553    
Last Update : 23 มิถุนายน 2553 18:12:48 น.
Counter : 3874 Pageviews.  

กาแฟไม่มีสี

       ช่วงสองสามวีคที่ผ่านมา ผมหดหู่ห่อเหี่ยวเหลือเกิน ลูกค้าบางคนก็ถามผมว่า "ยูสีไหน วะ?"  บ้างหนังสือพิมพ์ที่นี่ก้อลงหน้าหนึ่งเป็นภาพที่ กทม หลัง 10 เมษา ไม่มีอารมณ์จะเขียนเรื่องกาแฟลงในblog อยากจะเขียนด่า ระบาย เรื่องวิกฤตบ้านเมืองที่มันมาเกิดในยุคผม ก้อจนใจ เพราะตั้งใจให้เป็นblogเกี่ยวกับกาแฟ  แต่เอาเถอะวันนี้ผมขอเขียนเรื่องง่ายๆ ไม่ต้องใช้สมองเรียบเรียงอะไรมาก จะขอแนะนำอุปกรณ์ในการทำกาแฟและชิ้นส่วนต่างๆของเครื่องกาแฟ ใครรู้แล้ว ข้ามไปได้เลยครับ แต่เผื่อสำหรับคนที่ไม่เคยจับเครื่องชงอาจพอมีประโยชน์  เริ่มจาก
* Espresso machine , coffee machine ,เครื่องชงกาแฟ (มันคืออันเดียวกัน แล้วแต่จะเรียก)





  มันก้อมีหลายๆแบบ แต่ผมขอแบ่งเป็น แบบใช้ที่บ้าน( Home user machine,Domestic machine) กับ แบบใช้ขาย ( Commercial machine ) ผมคิดว่าคงแปลไทยได้ภาพความหมายนะครับ เครื่องคอมเมอร์เชียลก้อแบ่งตามการทำงานได้อีก เป็น Full auto คือ กดปุ่มเดียว(หรืออาจสองสามปุ่ม ก้อออกมาเป็นกาแฟให้เลย )กับ Semi auto ซึ่งเป็นเครื่องที่ใช้กันเป็นหลักสากลในร้านกาแฟแบบ espresso bar /cafe ตามที่เห็นในรูปข้างบน


ตามรูป A. เรียกว่า หัวกรุ๊ป/ Group head ถ่ายให้ดูใกล้ๆ


        B. คือ Steam wand / ภาษาไทยไม่แน่ใจว่าเรียกอะไร ก้านสตีมนม น่าจะพอได้


ด้านบนที่เป็นจุก คือลูกบิดไว้เปิดปิด ตัวสตีมนม


        c. คือ Gauge/Meter/ มิเตอร์วัด ของแรงดัน(pressure)



ด้านบนเครื่องชง เป็นที่เอาไว้วอร์มถ้วยกาแฟให้อุ่นอยู่เสมอ


เอาแค่นี้ละกัน สำหรับเครื่องชง


ต่อมา





    เรียกว่า Temper เอาไว้กดอัดกาแฟ











 ต่อมา คือ Grinder /เครื่องบดกาแฟ  ซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้เครื่องชงเลยทีเดียว



มาต่อกันอีกนิด


Jug/Pitcher /เหยือกนม    ทำจากสแตนเลส เอาใส่นมเพื่อสตีมแล้วเทลงในกาแฟ มีหลายไซส์หลายขนาดแล้วแต่การใช้งาน



Group handle/ Portafilter/ก้านอัดกาแฟ(หรือเปล่า)



จะมีสองแบบ คือ single spout สำหรับหนึ่งช็อตกาแฟ




 และ double spout สำหรับสองช็อตกาแฟ



ซึ่งข้างจะมี  Basket /filter ใส่ไว้ ซึ่งจะต่างขนาดกันเพื่อที่จะใส่ผงกาแฟ(coffee ground)ต่างปริมาณกันตาม แบบหนึ่งหรือสองช็อต



รูปข้างบน แบบ Single basket ปริมาตรประมาณ 7 gram           ข้างบนแบบ double basket ปริมาตรประมาณ 14 gram+


                 ยังมี basket/filter อีกแบบหนึ่งเรียกว่า blind เอาไว้ทำความสะอาด group head  มีหน้าตาเช่นนี้



ทีนี้มาดูแบบถอดออกมาดูกัน



(ซ้ายไปขวา single,double,blind)


ยังมี group handle อีกแบบ เรียกว่า Naked หรือ bottom less ซึ่งเราสามารถดูการไหลออกมา จากการกลั่น(extraction)กาแฟได้ และให้ความเข้มข้นที่มากกว่า



(ขอบคุณ รูปจาก google ครับ)




Naked portafilter


 ก้อเขียนแนะนำแบบง่ายๆนะครับ เพราะว่าบางทีชื่อเรียกบางอุปการณ์หรือชิ้นส่วนในภาษาไทยมันไม่มี  ใจจริงผมอยากให้คนที่สนใจจะเป็นบาริสต้าหรือเป็นแล้วก้อตาม เรียกชื่ออุปกรณ์ชิ้นส่วนต่าง ทับศัพท์ไปเลยมากกว่า วันหนึ่งใครจะไปรู้เผื่อว่าเราอาจจะต้องคุยกะฝรั่งก้อเป็นได้




 

Create Date : 27 เมษายน 2553    
Last Update : 2 พฤษภาคม 2553 11:41:32 น.
Counter : 701 Pageviews.  

ทำไมเค้าถึงบอกว่าร้านนี้กาแฟอร่อยล่ะ

กาแฟอร่อยมันเป็นไงยังไง ? กาแฟอร่อยกับกาแฟดีเหมือนกันไหม ?
ผม
เกิดเป็นคำถามขึ้นกับตัวเอง เมื่อได้แชทกับเพื่อนผมที่เมืองไทย
เพื่อนบอกว่าร้านกาแฟของเพื่อนอีกคนที่เปิดได้ไม่นานอร่อยมาก
ใช้เมล็ดกาแฟอย่างดีแบบเดียวกะดอยอะไรซักดอยนี่แหละ ผมลองถามดูว่า
ใช้เครื่องชงอะไร แน่นอนครับว่ามันไม่รู้หรอก
ผมถามต่อว่าราคาเป็นแสนหรือเปล่า "โอยย สอง สามหมื่นเองมั้ง เครื่องเล็กๆ
" นั่นคือคำตอบของเพื่อนผม



ผมเลยมานั่นคิดเป็นปุจฉา วิสัชนา กับตัวเอง ได้ว่า
กาแฟอร่อยเราไม่สามารถไปตัดสินให้คนอื่นได้
เพราะความอร่อยของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
อาจคล้ายกันชอบไปทางเดียวได้และอาจเกิดจากปัจจัยอย่างอื่นเข้ามาร่วมนอก
เหนือจากตัวเนื้อหาของกาแฟเองเช่น จิตปรุงแต่งจาก หน้าตาตัวกาแฟ
,การตกแต่งอันเก๋กิ๊บของร้าน, อร่อยตามเพื่อน , แบรนด์
หรือจากทางกายภาพเช่น หิว กระหาย ง่วงเพลีย
ดังนั้นไม่แปลกเมื่อใครบางคนอาจแนะนำเราว่า เฮ้ กาแฟร้านนี้อร่อยนะ ขอบอกๆ
แต่เมื่อเราไปลิ้มชิมรสเอง จะบอกกับตัวเองว่า ไม่เห็นได้เรื่องวะ



           
กลับกันถ้าผมเปลี่ยนจากถามว่ากาแฟอร่อยปะ เป็น กาแฟดีมั้ย
เพื่อนผมคงชะงักนิดนึงก่อนจะบอกว่า อืม..ดีนะ
แต่ในใจคงเกิดคำถามดีนี่คือดียังไงหว่า? ครับกาแฟดีเราสามารถบอกได้
ตัดสินได้ เพราะมันมีสิ่งที่จะก่อให้เกิดเป็นกาแฟดีอยู่
มีอยู่สามอย่างที่เป็นปัจจัยหลัก ย้ำนะครับปัจจัยหลัก นั่นคือ เมล็ดกาแฟ บาริสต้า เครื่องชง(รวม
ถึงตัวบด(Grinder)ด้วย) ตอนสมัยที่ผมเรียนชงกาแฟอยู่
เคยมีสูตรเค้าบอกไว้ว่า เมล็ดกาแฟ 40% บาริสต้า 40% เครื่องชง 20% ตอนนี้
ผมกลับเห็นว่าทั้งสามอย่างมีความสำคัญพอๆกัน
ถ้าหมายถึงกาแฟที่ชงขายในคาเฟ่จริงๆ เพราะถ้า กาแฟตัวเดียวกัน
บาริสต้าคนเดียวกัน ชงกาแฟสี่กิโลภายในสามชั่วโมง
อันนึงเครื่องระดับโฮมยูสที่ดีที่สุด กับเครื่องคอมเมอเชียลปกติธรรมดา
และเครื่องคอมเมอเชียลระดับไฮเอนด์
คุณภาพความดีของกาแฟต่างกันแน่นอนแม้จะมีปัจจัยหลักเหมือนกันสองอย่าง แต่เครื่องชงต่างคุณภาพ ก้อให้ผลที่ต่างกัน
         คิด
ต่อ บาริสต้าประสบการณ์สูง เครื่องชงกลางๆ แต่กาแฟดีมากๆ กับ
บาริสต้าระดับแชมป์โลก เครื่องชงเทพ แต่กาแฟคั่วเมื่อปีก่อน ??? มันไม่มีทางอร่อย ต่อให้เป็นโคตรแชมป์มาชงก้อเถอะ นั่นคือ
เมล็ดกาแฟ
มีบทบาทหลัก
         เช่นเดียวกันถ้ามีร้านใกล้ๆกันใช้กาแฟคุณภาพดีตัว
เดียวกัน คั่ววันเดียวกัน เครื่องชงเทพรุ่นเดียวกัน
เรียกว่าทุกอย่างเหมือนกันว่างั้นเถอะ ถามว่า
คุณจะชัวร์ไหมว่าจะได้กาแฟที่ดีเหมือนกัน เพราะบาริสต้า คนละคนกัน
(เขียนไปเขียนเริ่มชักงงเอง)



             ที่นี้ ผมจะบอกสิ่งที่เป็นขั้นกว่า ที่จะตัดสินได้ว่ามันจะเป็นมากกว่ากาแฟดีไปเป็นกาแฟอันยอดเยี่ยมได้ยังไง good coffee or excellent coffee นั่นก้อคือ passion ของ
คนชงกาแฟนั่นเอง ผมจะยกตัวอย่างที่ผมเจอมา
ร้านสองร้านนี้ใช้เครื่องระดับไฮเอนด์ แม้ต่างยี่ห้อก้อเถอะ ร้านนึง ใช้
La marzocco รุ่น Mistral  อีกร้านใช้ Mirage  เมล็ดกาแฟร้านนึงคั่วเอง
ร้านนึงใช้เจ้าดัง โอเค ดีทั้งคู่ละ บาริสต้าแน่นอน เก่งทั้งสองร้านแหละ
ประสบการณ์แน่นอน สูงงง ดังนั้น กาแฟที่ซื้อมาดื่มควรจะเป็นกาแฟที่ดียอดเยี่ยมหรือดีได้ไม่ยากทั้งคู่ แต่.....ผมผิดหวังอย่างแรงกับร้านที่ใช้เครื่อง mirage ครับ เพราะผมดันไปตั้งความหวังไว้สูงจากเครื่องกาแฟ (เครื่องรุ่นนี้ สองหัวกรุ๊ปที่ไทยราคา สามแสนสามหมื่นบาทครับ) จากการตกแต่งร้าน จากแบรนด์กาแฟ จากบุคลิกของบาริสต้า ผมเชื่อครับว่าคนชงเก่งแน่นอน มีความสามารถที่จะชงกาแฟดีๆออกมาได้ เพียงถ้า มันตั้งใจที่จะชง ผมเข้าใจว่ามันมองผมที่เป็นเอเชียหัวดำแต่งตัวเห่ยๆ ยังไงก้อชงไปเถอะ มันไม่รู้หรอก อะไรทำนองนั้น


           ผิดกับอีกร้านนึงตามรูปข้างล่างครับ คนชงให้ผมเป็น head barista (คนขวาสุด) ผมสั่งดับเบิ้ลช็อตเอสเปรสโซ่ไป และนั่นผมก้อพบว่า เป็นกาแฟที่ดีที่สุดแก้วนึง ที่ผมเคยดื่มมา และครั้งต่อๆมา ก้อไม่เคยทำให้ผิดหวังเลย และร้านนี้ก้อเป็นหนึ่งในร้านโปรดของผม เจ้าบาริสต้าคนนั้นก้อเป็น บาริสต้าที่ผมนิยมชมชอบในฝีมือและ passion ที่มีต่อกาแฟ



ผมเขียนไปเริ่มอ่าน แล้วงงๆ เอง (จะมีใครเข้าใจที่ผมเขียนมั้ยอะ) สรุปละกัน คือ ที่ผมอยากจะเน้นคือ เราควรแยกกาแฟอร่อย กับกาแฟที่ดี ให้ออกจากกัน เพราะความอร่อยมันมีปัจจัยอย่างอื่นนอกเหนือจากตัวกาแฟมาประกอบ ดังนั้นกาแฟดี อาจไม่อร่อยสำหรับบางคนเสมอไป(ลองนึกถึงไวน์ครับ ไวน์ดี อาจไม่ใช่รสที่ถูกลิ้นสำหรับบางคนเช่นกัน)


แล้วที่อยากเน้นต่อมา กาแฟดีมันมีองค์ประกอบหลักใหญ่(ย้ำว่าหลักใหญ่นะครับ) สามอย่าง นั่นคือ เมล็ด เครื่อง คน ที่จะสร้างสรค์กาแฟดีๆออกมาให้เราได้ดื่มกัน แต่ท้ายสุดแล้ว เมื่อองประกอบทุกอย่างดีหมดแล้ว สิ่งที่เหนือกว่า และเป็นที่สุดนั่นก้อคือ Passion ของคนชงกาแฟนั่นเอง


ปล.ใครอ่านแล้วอยากแย้ง หรือมีข้อสงสัย  ขอรบกวนเวลาเม้นท์หน่อยนะครับ ผมก้อไม่ค่อยมั่นใจในการเขียนให้อ่านเข้าใจของตัวผมเท่าไหร่ จะเป็นพระคุณ แก่ตัวผมมากๆครับ





 

Create Date : 06 เมษายน 2553    
Last Update : 7 เมษายน 2553 16:36:28 น.
Counter : 3971 Pageviews.  

เรื่องกาแฟ เรื่องของบาริสต้า

สวัสดีครับ นี่เป็นblog อันที่สองของผม หลังจากย้ายบ้านมาที่นี่ผมก้อยังคงงงๆอะไรหลายอย่างอยู่ และผมก้อยังคิดไม่ออกว่าจะเริ่มเขียนอะไรที่เกี่ยวกับกาแฟ เพิ่มเติมจากที่ผมเคยเขียนในblogเก่า  เขียนไปเขียนมาผมว่าผมอยากขอแนะนำตัวเอง ในentry แรกของ bloggang ดีกว่า เพราะเวลาที่ผมรู้จักใครใหม่ๆ ผมสนใจที่อยากจะรู้ที่มาที่ไปของเค้า ซึ่งจะทำให้ผมเข้าใจบุคคลนั้นในระดับนึง และสามารถที่จะหาเรื่องพูดคุยที่ควรจะคลิกกันได้ไม่ยาก เช่นนั้นแล้ว ผมควรจะให้คนอื่นๆที่หลุดเข้ามาอ่าน รู้ที่มาที่ไปของผมในระดับนึงเช่นกัน
          ผมชื่อ "ปิงปอง" แต่แทบจะทุกคนเรียกผมว่า"ปอง" ผมทำงานเป็น บาริสต้า อยู่ที่ Sydney ,Australia มาปีกว่าๆ ผมทำงานแบบฟลูไทม์ จันทร์ถึงศุกร์ ในร้านชื่อว่า "city espresso" ในตัวเมืองซิดนี่ย์ แต่ตอนนี้กำลังจะเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Stir espresso เพราะเจ้านายเก่าเพิ่งขายร้านไป และผมยังทำงานแบบ part time ในวันเสาร์ ที่ร้านชื่อ Poolside cafe อีกหนึ่งวัน เรียกว่า อยู่กับกาแฟมากกว่าหมอนบนเตียง


ผมเรียนกาแฟเมื่อปลายปี 2008 มาจาก อ.ปอ ซึ่งคนไทยที่ซิดนีย์หลายคนก้อรู้จัก ซึ่งแกเปิดคอร์สบาริสต้าให้กับคนไทยที่นี่ แกเป็นบาริสต้าที่เก่งระดับติดtop ten ของประเทศนี้ในการแข่งขันชิงแชมป์เมื่อปี 2005   ผมมาอยู่ที่ออสเพื่อเรียนอะไรก้อไม่รู้(แค่อยากมาเมืองนอก)เมื่อกลางปี 2006 ก่อนจะมาผมทำงานอยู่ที่กรุงเทพปีครึ่งกับบริษัทที่ผลิตของเล่นที่ทำจากไม้ ในตำแหน่ง  R&D designer  ก่อนหน้าจะได้มาทำงานประจำนี้ ผมเคยทำงานหลายอย่างกับเพื่อนๆที่เรียนด้วยกันมา เช่นรับจ้างpaint ผนัง วาดรูปล้อ ทำงานต้นแบบ
ผมจบ ป.ตรีจากคณะมัณฑนศิลป์ ม.ศิลปากร ภาควิชาCeramics โดยใช้เวลาห้าปี ทั้งๆที่เค้าให้เรียนจบได้ในสี่ปี
ผมจบ ปวช. จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ แผนกวิชาช่างเทคนิคสถาปัตยกรรม เทคโนฯ ราชมงคลวิทยาเขพภาคพายัพ(ชื่อในตอนนั้น) โดยใช้เวลาสี่ปี ทั้งๆที่เค้าให้เรียนจบได้ในสามปี
ผมเกิดและเติบโตในวัยเด็กที่ อำเภอแม่สาย เชียงราย เคยปั่นจักรยานเพื่อไปซื้อลูกแก้วมาเล่นที่ฝั่งพม่า เพราะว่ามันถูกมากๆ


ขอบคุณที่ทนอ่านนะครับ ที่มาที่ไปผมแค่นั้นแหละ เพราะที่จะเขียนเขียนต่อๆไปจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับกาแฟล้วนๆครับ





 

Create Date : 04 เมษายน 2553    
Last Update : 4 เมษายน 2553 7:37:50 น.
Counter : 2162 Pageviews.  

1  2  3  

ponganes
Location :
กรุงเทพฯ Australia

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 15 คน [?]




ชอบกิน ชอบชิม บางครั้งชอบทำด้วย สิ่งที่ทำให้ดีใจอย่างหนึ่งในชีวิตที่ทำให้ต้องบอกต่อกับคนสนิทมิตรสหาย คือการได้เจอของกินอร่อยๆ ในที่ๆเราได้ไป
จากบ้านเกิดเหนือสุดแห่งสยามประเทศ มาตั้งไข่ของชีวิตที่นพบุรี ศรีนครพิงค์ ดิ้นรนแหกกะลามาอยู่เมืองเทวดามหานคร แล้วกระเด็นกระดอนมาเคี่ยวชีวิตที่แผ่นดิน Down under
Follow Ponganes on Twitter
Friends' blogs
[Add ponganes's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.