Information in Life Science and Beyond

แปลงสวนสนุกเป็นห้องแล็ป

*

พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ในกรุงลอนดอนได้ติดตั้งเครื่องเล่นหลายชนิด เพื่อทำการทดลองการตอบสนองของมนุษย์ต่อเรื่องน่าหวาดเสียว โดยเครื่องเล่นดังกล่าวก็คงจะคล้ายๆกับพวกรถไฟเหาะ บ้านผีหรือเฮอร์ริเคนตามดรีมเวิลด์ แต่อาสาสมัครที่ได้รับคัดเลือกให้ขึ้นไปเล่นนี้จะต้องสวมอุปกรณ์เพื่อตรวจวัดการทำงานของร่างกายโดยเฉพาะคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) แถมมีกล้องติดที่หมวกถ่ายทอดสดลงมาให้คนดูข้างล่างชมพร้อมแสดงอัตราความเร็ว แรง G คลื่นสมอง ชีพจรและสีหน้าของแต่ละคนกันแบบสดๆ


*

นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาการทำงานของร่างกายต่างรู้ดีว่าอาการตื่นเต้นน่าหวาดเสียวที่เกิดอย่างรวดเร็วจะมีผลต่อร่างกาย ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน หายใจถี่ขึ้น แต่การตอบสนองทางอารมณ์แตกต่างกัน ทำไมบางคนมีความสุขรู้สึกสนุก อยากเล่นอีกรอบแล้วรอบเล่า ขณะเดียวกันบางคนบอกว่าครั้งเดียวก็เกินพอ สาเหตุที่เกิดการทดลองนี้ขึ้นมาก็เพื่อศึกษาสัญชาตญานมนุษย์ต่อการตอบสนองต่อเรื่องตื่นเต้นน่าหวาดเสียว ในอดีตมนุษย์ยุคหินต้องพบกับเหตุการณ์เหล่านี้บ่อยๆ ทั้งการเผชิญหน้ากับสัตว์ดุร้าย หรือความแห้งแล้งอดอยาก เหตุการณ์ฉุกเฉินเหล่านี้กระตุ้นให้สารแอดรินาลินหลั่งเช่นเดียวกับการทดลองกับเครื่องเล่นต่างๆ


*

ถึงตอนนี้การทดลองก็เสร็จสิ้นไปแล้ว แต่เค้าไม่ได้บอกว่าผลเป็นอย่างไร มีแต่ข้อสังเกตเล็กๆน้อยๆเมื่อพบผู้เข้าร่วมการทดลองมีอัตราการเต้นของหัวใจเร็วที่สุดขณะรอที่จะเล่น มากกว่าขณะเล่นจริงๆเสียอีก ทำให้สงสัยได้ว่าจิตวิทยาบางครั้งก็มีผลกับความตื่นเต้นตกใจมากกว่าเหตุการณ์จริงๆ


ของอย่างนี้น่าจะเอามาเล่นที่บ้านเราบ้าง


Links
ข่าวจาก The Scientist
Dana Centre, Science Museum London

Tag




 

Create Date : 07 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 8 พฤศจิกายน 2549 3:13:38 น.
Counter : 277 Pageviews.  

US Top 10 Best Places to Work in Academia

ช่วงนี้กระแสการจัดอันดับมหาวิทยาลัยกำลังมาแรง เมืองไทยพึ่งจะจัดกันเป็นทางการปีแรกแต่ทางฝั่งเมืองนอกทำกันมานานหลายปี ที่รู้จักกันดีก็มี Times Higher World University Rankings ของทางฝั่งอังกฤษ กับ US News and World Report แต่ค่ายหลังจะเน้นจัดอันดับเฉพาะสถาบันในประเทศเป็นส่วนใหญ่


นอกจากจะจัดอันดับว่าใครเก่งกว่ากันแล้ว เค้ายังมีการจัดอันดับสถาบันการศึกษาที่น่าทำงานด้วยมากที่สุดสำหรับนักวิทยาศาสตร์ (ทาง life sciences) โดยวารสาร The Scientist จัดกันเป็นประจำทุกปี โดยแบ่งเป็น Best Places to Work Academia (เฉพาะสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัย), Postdocs (สำหรับนักวิจัยหลังปริญญา) และ Industry (บริษัทยาและชีวภาพต่างๆ) การจัดอันดับทำโดยส่งแบบสอบถามไปยังนักวิทยาศาสตร์ทั่วประเทศกว่า 1500 คน เกณฑ์การให้คะแนนคิดจากสภาพแวดล้อมในการทำงาน ผลตอบแทน ความพึงพอใจ และปัจจัยที่สำคัญในการเลือกสถานที่ทำงาน แล้วเอามาคำนวณตามหลักสถิติ ผลออกมาก็จะได้อย่างที่เห็น


  1. St. Jude Children's Research Hospital, Memphis, TN
  2. J. David Gladstone Institutes, San Francisco, CA
  3. Ohio State University, Columbus, OH
  4. Vanderbilt University, Nashville, TN
  5. Calvin College, Grand Rapids, MI
  6. Trudeau Institute, Saranac Lake, NY
  7. Michigan State University, East Lansing, MI
  8. University of Florida, Gainesville, FL
  9. Fox Chase Cancer Center, Philadelphia, PA
  10. National Institutes of Health, Bethesda/Rockville, MD

จะเห็นว่าในสิบอันดับแรกมีทั้งสถาบันเล็กใหญ่ดังบ้างไม่ค่อยรู้จักบ้างปะปนกันไป แต่พวก Big name ทั้งหลายหลุดลงไปอยู่กลางๆถึงท้ายตารางกันหมด ตั้งแต่ Stanford (13) UCSF (16) Harvard (22) Yale (30) UPenn (43) ไม่รู้งานนี้ความเก่งกับความน่าอยู่แปรผกผันกันหรือเปล่า



St. Jude Hospital เชี่ยวชาญโรคมะเร็งในเด็ก ใครไม่มีตังค์โรงพยาบาลนี้ไม่คิดเงินเพราะอาศัยเงินบริจาคจ่ายแทนได้ (ภาพจาก Wikipedia)

นอกจากนี้เค้ายังสำรวจปัจจัยต่างๆที่มีผลต่อการเป็นสถานที่น่าทำงาน โดยนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย ให้ความสำคัญตามลำดับจากมากไปน้อยดังนี้
ความพึงพอใจในงานที่ทำ
สวัสดิการและการรักษาพยาบาล (เพราะมันแพง เมืองนอกไม่มี 30 บาท)
การให้ความร่วมมือและให้คำปรึกษาระหว่างนักวิจัยในสถาบัน
ความสัมพันธ์กับผู้ร่วมงาน
ความเท่าเทียมทางเพศ (หญิงและชายมีโอกาสในการก้าวหน้าเท่าเทียมกัน)
นอกจากนี้ยังมีอีกหลายข้อ แต่เป็นที่น่าสนใจว่าปัจจัยเรื่องเงินเดือนและความพร้อมของเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆไม่ได้เป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ หากแต่เป็นบุคลากรและผู้ร่วมงานในสถาบันที่เป็นตัวเลือกแรกๆ (คงเพราะแต่ละโปรเจ็กต์ต้องอาศัยการทำงานเป็นทีม และการที่มีคนคอยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันตลอดเวลาทำให้การทำงานลุล่วงและเกิดไอเดียใหม่ๆขึ้น)


แถมท้ายกับ UK Top 5 Best Places to Work

  1. University of Cambridge
  2. University of Leicester
  3. Oxford University
  4. University of Dundee
  5. University of Glasgow

ใครอยากดูรายชื่อที่เหลือทั้ง US, UK และ Canada ก็ตามลิงค์ไปดูกันได้


Links
The Scientist (October 2006)
The Times Higher Education Supplement (THES)
U.S.News and World Report




 

Create Date : 01 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 1 พฤศจิกายน 2549 1:57:34 น.
Counter : 252 Pageviews.  

เสร็จไปอีกหนึ่ง: แผนที่จีโนมผึ้ง

*

ข่าวใหญ่อาทิตย์ที่แล้วที่ทั้ง Nature และ Science พร้อมใจกันนำเสนอก็คือข่าวการทำแผนที่จีโนมของผึ้งเสร็จสมบูรณ์ (genome sequencing) ผึ้งที่ว่าก็คือผึ้งทั่วๆไปที่เรารู้จักชื่อวิทยาศาสตร์ของมันก็คือ Apis mellifera หรือฝรั่งเค้าเรียกว่า western honeybee ที่เก็บน้ำผึ้งจากเกสรดอกไม้ใส่รังมาให้เราแย่งไปกินแล้วก็มีเหล็กไนสุดอันตรายเป็นอาวุธ


ผึ้งเป็นสัตว์ในจำพวกแมลงลำดับที่ 5 ที่ได้มีการศึกษาแผนที่จีโนมต่อจากแมลงวันผลไม้ (โมเดลยอดฮิต) ยุง (เพราะนำเชื้อมาเลเรีย) ตัวไหมเป็นต้น หลายคน (รวมทั้งผมเอง) ก็คงสงสัยว่าแล้วมันจะสำคัญตรงไหน จีโนมคนเค้าก็ทำเสร็จไปตั้งหลายปีแล้ว แถมหลังจากนั้นยังมีแผนที่จีโนมหมู หมา กา ไก่ ตามออกมาเป็นขบวน (หมากับไก่เสร็จแล้วจริง หมูกำลังทำ ส่วนกาพูดเล่นๆ) แล้วทำไมต้องมาสนใจดูจีโนมผึ้งด้วย คำตอบก็คือเพราะว่าผึ้งเป็น "สัตว์สังคม" ครับ ผึ้งมีการแบ่งหน้าที่ในการทำงานเหมือนกับสังคมมนุษย์ซึ่งต่างจากสัตว์ชนิดอื่นๆที่ต่างคน(ตัว)ต่างออกหากินทางใครทางมัน แต่ผึ้งงานทั้งหลายที่ไม่ใช่ผึ้งนางพญาต่างมีหน้าที่เฉพาะ เริ่มตั้งแต่อยู่เฝ้ารังคอยเลี้ยงดูตัวอ่อน หรือว่าจะเป็นพวกหน่วยลาดตระเวนคอยหาอาหาร (ที่เวลาเจอแล้วจะเต้นรำเป็นเลขแปดที่เค้าเรียกว่า waggle dance) หรือมีแม้กระทั่งหน้าที่สัปเหร่อคอยเก็บซากผึ้งที่ตายแล้วเอามาทิ้งนอกรัง ทั้งหมดนี้เกือบทุกตัวทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดี แต่บางครั้งก็มีนอกลู่นอกทางอยากไปทำอย่างอื่น หรือหยุดงานประท้วงขอขึ้นค่าแรง หรือแม้กระทั่งยึดอำนาจเหมือนกับสังคมมนุษย์จนเป็นที่น่าอัศจรรย์ใจสำหรับนักวิทยาศาสตร์ว่ามันเหมือนสังคมของคนยังไงยังงั้น


กลับมาเข้าเรื่องต่อว่าจีโนมผึ้งจะเป็นประโยชน์แต่มวลมนุษยชาติได้ยังไง นักวิจัยผึ้งก็บอกว่าเพราะมันเอามาทดลองศึกษาพฤติกรรมในสังคมได้ เค้าสามารถจับผึ้งมาอยู่ด้วยกัน เปลี่ยนแปลงยีนผึ้งให้เกิดการกลายพันธุ์แล้วดูว่ายีนในมีผลต่อพฤติกรรมอย่างไร แถมยังสามารถควบคุมตัวแปรต่างๆได้ทั้งอายุ จำนวน หน้าที่ในสังคมในขณะที่จะจับคน(อย่างคุณกับผม)ไปทำการทดลองแบบนี้ไม่ได้ (หรือว่าจริงๆแล้วรายการเรียลลิตี้อย่างพวก AF นี่เป็นการหลอกมาทดลองอย่างนึง!)




แมลงต่างที่อยู่ในโครงการทำแผนที่จีโนม


Links
Nature 443 (26 October 2006)
Science 314 (27 October 2006)
Genome Sequencing Proposals

Tags




 

Create Date : 30 ตุลาคม 2549    
Last Update : 30 ตุลาคม 2549 21:02:02 น.
Counter : 637 Pageviews.  

ได้เวลาหุ่นยนต์บุกโรงพยาบาล

*

สมชาย หนุ่มใหญ่วัยใกล้ฝั่งนั่งอยู่หน้าจอคร่ำเคร่งกับการศึกษากายวิภาคศาสตร์พื้นผิวร่างกาย (surface anatomy) "เหนื่อยจัง น้องเอก็ดี น้องบีก็น่ารัก เลือกไม่ถูกเลย" สมชายนึกในใจก่อนจะลุกไปเข้าห้องน้ำเพราะนั่งอั้นฉี่มานาน

#$%(*&&^%^$%^ (หน้าจอมืดสนิท)


ฉากตัดกลับมาที่โรงพยาบาล
"คุณสมชาย คุณสมชายคะ" พยาบาลเสียงใสส่งเสียงเอื้อนเอ่ย "หมอคะ คนไข้รู้สึกตัวแล้ว" สมชายลืมตา นี่เค้าอยู่ที่ไหน ทำไมถึงได้มานอนอยู่ที่นี่ สมชายพยุงตัวขึ้นแต่แขนซ้ายของเขาดูเหมือนจะหมดแรงไปเฉยๆ
"คุง พะยะบอง ผมอยู่ที่ไหง" สมชายพูดไม่ถนัดนักเพราะปากก็เบี้ยวไปข้าง
"ใจเย็นๆครับคุณสมชาย คุณเป็นลมล้มในห้องน้ำ ญาติคุณไปเจอเข้าเลยพามาส่งที่โรงพยาบาล ผมสงสัยว่าคุณจะมีอาการของเส้นเลือดในสมองตีบ ถ้าปล่อยไว้มีโอกาสที่จะเป็นพวกอัมพฤกษ์อัมพาตได้ครับ"
สมชายฟังอย่างตั้งใจ แต่ด้วยความที่พึ่งลืมตาเลยดูหน้าหมอไม่ชัด หันไปดูอีกที "เฮ้ย ทำไมหมอเป็นหุ่นยนต์!"


ใครเคยไปโรงพยาบาลเล็กๆตามต่างจังหวัดก็จะรู้ว่าถึงทุกโรงพยาบาลจะมีหมออยู่ประจำ แต่โรงพยาบาลที่ขนาดเล็กๆหน่อย (แถมอยู่ไกลโพ้น)มักไม่ค่อยมีหมอเฉพาะทางอยู่ คนไข้คนไหนที่อาการหนักหรือต้องส่งต่อปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก็มักจะต้องนั่งรถหวอไปส่งโรงพยาบาลใหญ่ๆเป็นประจำ เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีทันสมัยมีวิดิโอคอนเฟอเรนซ์ รายไหนไม่หนักไม่ด่วนมากก็ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญผ่านทาง Telemedicine ไปพลางๆก่อนได้ แต่ที่อเมริกาไฮเทคไปกว่านั้น เค้าว่าแค่สนทนาผ่านกล้องวิดีโออย่างเดียวมันไม่สมจริง โรงพยาบาลต่างๆในรัฐมิชิแกนเลยจัดหาหุ่นยนต์ที่มีกล้องกับจอในตัวไว้ประจำการแทนคุณหมอผู้เชี่ยวชาญระบบประสาท เวลามีคนไข้ต้องการปรึกษา หมอประจำโรงพยาบาลก็จะพาเจ้าหุ่นยนต์นี่ไปดูคนไข้ถึงข้างเตียง มีปัญหาสงสัยอะไรก็ถามกันตรงนั้น ผู้เชี่ยวชาญผ่านทางไกลก็จะบังคับหุ่นยนต์ได้ตามต้องการผ่านทางรีโมท อยากตรวจดูตรงไหนเพิ่มก็สั่งได้ หรืออยากจะคุยกับคนไข้เองก็คุยได้สดๆผ่านทางหน้าจอ


หลายคนอาจจะคิดว่าไม่เห็นมันจะใหม่ตรงไหน สมัยนี้ผ่าตัดผ่านทางไกลเค้ายังทำกันมาแล้ว แต่เจ้าของโครงการเค้าบอกว่าไอ้ใหม่หน่ะมันไม่สำคัญเท่าโปรเจกต์นี้มันทำให้ Telemedicine มันดูเป็นมิตรมากกว่าแต่ก่อน (user friendly) แถมเวลาฉุกเฉินไม่ต้องไม่ต้องเสียเวลาวิ่งเข้าวิ่งออกห้องวิดิโอคอนเฟอเรนซ์อีกด้วย คุ้มแสนจะคุ้มกับค่าตัวของหุ่น RP-7 (ไม่ใช่ R2D2) โดยเช่าปีละ 2 ล้านเหรียญ ไม่รวมกับค่าวางระบบเบื้องต้นอีก 2.5 ล้านเหรียญ
หุ่นยนต์บุกโรงพยาบาลคงไม่เป็นข่าวเท่าไหร่ แต่ถ้าหุ่นยนต์บุก "นางพยาบาล" รับรองเป็นข่าวดังแน่นอน
ข่าวจาก AP ผ่านทาง boston.com


*มาดูอีกเรื่องดีกว่า ใครว่าเรื่องที่แล้วมันธรรมดาไปเหมือนหุ่นยนต์บังคับ แต่เรื่องนี้ไม่ธรรมดา บริษัท Matsushita Electric Works (หนึ่งในเครือ National/Panasonic) เพิ่งจัดส่งระบบหุ่นยนต์ให้กับห้องปฏิบัติการแห่งหนึ่งในโตเกียว ห้องแล็ปนี้ซึ่งรับงานตรวจเลือดเป็นหลักจะนำหุ่นยนต์มาใช้ทั้งระบบ เริ่มตั้งแต่รับตัวอย่างเลือดที่นำมาส่ง เอาไปใส่เครื่องตรวจวิเคราะห์ผลเลือด จัดเก็บตัวอย่างหลังตรวจและบันทึกข้อมูล ดูในรูปเหมือนจะปราศจากคนโดยสิ้นเชิง หุ่นยนต์ทุกตัวจะถูกควบคุมการทำงานจากคอมพิวเตอร์กลางรวมทั้งเช็คไฟที่เหลือในแบต ตัวไหนใกล้หมดไฟจะต้องกลับมาชาร์จโดยอัตโนมัติแล้วส่งตัวใหม่ไปแทน ทั้งหมดนี้ทำให้สามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมงไม่มีวันหยุด (ลด human error ด้วย) ส่วนคนก็ตกงาน เอ้ยเอาเวลาไปทำงานอย่างอื่นตามระเบียบ
ข่าวจาก Tech-on


LinksBoston.com Tech-on
Tags [Robot, Telemedicine, automate lab, Boston, Japan]




 

Create Date : 26 ตุลาคม 2549    
Last Update : 27 ตุลาคม 2549 3:56:22 น.
Counter : 276 Pageviews.  

เมกะโปรเจกต์ทางวิทยาศาสตร์ของยุโรป (แล้วไทยล่ะ)

ขึ้นชื่อว่าเมกะโปรเจกต์ก็ต้องหมายถึงโครงการที่อภิมหาอลังการทั้งงบประมาณ ทรัพยากรและเวลาที่ใช้ดำเนินงาน ดังนั้นประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปก็เลยตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดนึง ดูว่าโครงการวิจัยอะไรที่ทำเองคงจะไม่คุ้ม หรือใช้เวลานานมากถ้าทำเองคนเดียว ก็มาจับมือรวมกันทำดีกว่า ทั้งหมดมี 35 (โคตร)โปรเจกต์ที่เค้าเสนอขึ้นมา ลองมาดูตัวอย่างในแต่ละสาขากันดีกว่า



สิ่งแวดล้อม (Environmental Sciences)
*

สร้างเรือสำรวจขั้วโลกลำใหม่ชื่อว่า AURORA BOREALIS ว่ากันว่าจะเป็นเรือสำรวจรวมทั้งเป็นห้องวิจัยลอยน้ำที่ทันสมัยที่สุดในโลก สามารถแล่นไปได้ทุกที่โดยเฉพาะขั้วโลกมีกำลังขุด เจาะ และตัดทะลุน้ำแข็งด้วยแรงมหาศาล (360 ล้านยูโร)



สถานีสำรวจพื้นทะเลลึก หรือว่า European Multidisciplinary Seafloor Observatory (EMSO) เค้าจะสร้างสถานีสำรวจที่พื้นผิวทะเลเพื่อเก็บข้อมูลทั้งธรณีวิทยา การเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำ ปริมาณแก๊สต่างๆที่มีผลกับสิ่งมีชีวิต รวมไปถึงคำนวณแผ่นดินไหวและสึนามิได้ด้วย เบื้องต้นจะติดตั้ง 5 จุดด้วยกัน (150 ล้านยูโร)



พลังงาน (Energy)
*

HiPER กับ IFMIF อันแรกเป็น Fast Ignition high energy laser สำหรับงานวิจัยในเรื่องของ Inertial Fusion อันหลังย่อมาจาก International Fusion
Materials Irradiation Facility น่าจะเป็นศูนย์ที่สร้างขึ้นมาศึกษาเกี่ยวกับนิวเคลียร์ fusion โดยเฉพาะเพื่อเตรียมรองรับโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แบบฟิวชันที่วางแผนจะสร้างกันเร็วๆนี้ ทั้งสองโครงการมีค่าตัว 850 และ 855 ล้านยูโรตามลำดับ (โปรเจ็กต์นี้แปลไม่ค่อยรู้เรื่อง ถ้าใครรู้ช่วยมาอธิบายที)



ชีววิทยาทางการแพทย์ (Biomedical and Life Sciences)

European Biobank ธนาคารชีวภาพหรือว่า Biobank นี่ก็เป็นสถานที่เก็บตัวอย่างต่างๆของสิ่งมีชีวิต เช่น เก็บ ดีเอ็นเอก็เรียกว่าเป็น DNA bank เก็บสเต็มเซลล์ก็เป็น Stem cells Bank เก็บมันทุกอย่างก็เป็น Biobank เดิมก็มีอยู่แล้วเกือบทุกประเทศโดยเฉพาะที่อังกฤษดูจะใหญ่ที่สุด งบประมาณคงจะใช้ในการรวบรวมข้อมูลของทุกๆธนาคารให้เข้าถึงกันแล้วก็ขยายที่สถานที่เก็บรวมทั้งตู้เย็นอุณหภูมิต่ำมากๆ (พวก -80 องศาหรือไนโตรเจนเหลว) ตู้แช่ไอติมใช้ไม่ได้นะ (170 ล้านยูโร)


Structural Biology Infrastructure เข้าสมัยกับยุคนี้เป็นยุค post genomic โปรเจคยักษ์อันนี้จะเน้นการศึกษาโครงสร้างสามมิติและหน้าที่การทำงานของโปรตีนต่างๆ (300 ล้านยูโร)



วัสดุศาสตร์ (Material Sciences)
*
ESS: The European Spallation Source for Producing Neutrons เครื่องสังเคราะห์นิวตรอน ป้ายราคาบอกไว้ 1050 ล้านยูโร

PRINS The Pan-European Research Infrastructure for Nano‑Structures เน้นการสร้างวงจรอิเล็กโทรนิกส์ระดับอะตอม งานนี้วงการนาโนได้งบประมาณไป 1110 ล้านยูโร



ดาราศาสตร์ ฟิสิกส์นิวเคลียร์และอนุภาค(Astronomy, Nuclear and Particle Physics)

ELT: The European Extremely Large Telescope ชื่อก็บอกอยู่แล้ว กล้องโทรทัศน์ของยุโรปขนาดยักษ์! ราคา 850 ล้าน


FAIR โครงการใหญ่ที่สุดถ้าเทียบจากงบประมาณ ด้วยงบ 1186 ล้านสำหรับสร้างเครื่องเร่งอณุภาคแบบซิงโครตรอนในงานวิจัย antiproton



Computer and Data Treatment

EU-HPC ตัวอย่างสุดท้ายก็คือซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (High Performance Computer) ที่เค้าจัดอันดับ Top 500 กันทุกปี ไม่รู้งานนี้จะสร้างใหม่หรือว่าจะอัพเกรดของเดิม กับงบ 200-400 ล้านยูโร ใครอยากรู้เป็นเงินบาทก็ลองคูณประมาณ 50 ดู


ทั้งหมดนี้เป็นแค่ตัวอย่างบางส่วน ใครสนใจดูรายละเอียดฉบับเต็มๆตามลิงค์ไปดูได้ (โปรเจ็คเต็มมี Social Sciences ด้วยแต่ไม่ได้เอามาให้ดู)
ดูรายละเอียดของเค้าแล้วเป็นรูปธรรมดีว่าต้องการจะผลักดันงานวิจัยให้ไปทางด้านไหน หันกลับมาดูบ้านเรา ไม่รู้ไปกันถึงไหนแล้ว ให้ทุนไปเรียนกลับมาก็เยอะ แต่แรงสนับสนุนบวกผลักดันดูไม่ค่อยจะมี ทั้งงบประมาณและนโยบาย เลยกลายเป็นต่างคนต่างขอทุน ต่างคนต่างทำ แล้วก็ต่างคนต่างเก็บ(ขึ้น...) กลัวแต่ว่าเดี๋ยวนักวิจัยไทยจะหมดไฟแห้งเหี่ยวกันไปเสียก่อน ใครมีไฟอยู่ก็ก้มหน้าก้มตาทำงานไป เฮ้อ


Links:
Science 20 October 2006
ESFRI
Tags [Mega projects, Europe, Policy]



อ่านแล้วก็ช่วยลงชื่อไว้หน่อยครับ ทางขวามือ --->




 

Create Date : 23 ตุลาคม 2549    
Last Update : 23 ตุลาคม 2549 6:10:48 น.
Counter : 357 Pageviews.  

1  2  3  

เกลียวสองชั้น
Location :
Kyoto Japan

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Locations of visitors to this page
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add เกลียวสองชั้น's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.