Group Blog
 
All Blogs
 

มีแฟนคนแรกทั้งที จะทำตัวอย่างไรดีนะ

ความรัก


บังเอิญเดินไปสะดุดตากับหนุ่มในฝันเข้าพอดี เล่นเอาหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะกันเลยทีเดียว ไม่กี่วันต่อมาเพื่อน ๆ ตัวดีก็จัดแจงให้คุณได้รู้จักกับเขา อย่าว่าแต่จะคุยเลย แค่สบตายังไม่กล้า แต่แหม...ถ้านั่งนิ่ง ๆ อาจจะพลาดโอกาสดี ๆ ไปก็ได้

          เอ้า! แล้วทำอย่างไรดีล่ะทีนี้ แฟนก็ไม่เคยมี เวลาคุยกับเพื่อนผู้ชายก็คุยไปด่าไป คำพูดหวาน ๆ ไม่เคยมีอยู่ในหัว ประสบการณ์เป็นศูนย์แบบนี้ทำตัวไม่ถูกเลยจริง ๆ กว่าจะมีแฟนสักคนมันยากขนาดนี้เลยหรือไง แล้วจะหาทางออกอย่างไรให้เขารู้ว่าแอบชอบอยู่นะ อะ ๆ ถ้าอยากรู้คำตอบก็ตามเรามาเลย ^^

1. เริ่มจากความเป็นเพื่อน

          ก่อนที่จะคบกับใครควรดูให้แน่ใจซะก่อนว่าใช่หรือเปล่า โดยเริ่มจากการเป็นเพื่อนนี่แหละสบายใจที่สุด เพราะช่วยให้คุณพิจารณาได้ง่ายขึ้นว่ารักนี้ควรจะไปต่อหรือหยุดไว้แค่คำว่า "เพื่อน" อย่าลืมว่าคนเรารู้หน้าไม่รู้ใจหรอก หน้าตาดีแต่นิสัยไม่ดีก็มีถมไป ค่อย ๆ เรียนรู้กันไป ถ้าคิดว่าใช่ก็ค่อยขยับฐานะกันไปเรื่อย ๆ ก็ยังไม่สาย

2. ทำความเข้าใจในตัวเขา

          หลังจากที่คุณได้เป็นเพื่อนกับเขาแล้ว แต่คุณไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับตัวเขาเท่าไหร่เลย ถ้าอยากรู้ให้มากกว่านี้ก็ลองเป็นฝ่ายเอ่ยปากชวนเขาออกไปเที่ยวกันก็ได้ อย่าไปคิดมาก เพื่อนชวนเพื่อนไปเที่ยวไม่ผิดสักหน่อย หรือถ้ายังกลัว ๆ กล้า ๆ ลองชวนเขาออกไปเที่ยวกับเพื่อน ๆ คุณดูก่อนก็ได้ แล้วแอบสังเกตดูว่าเขาชอบอะไร ไม่ชอบอะไรบ้าง มีความสนใจเหมือนกับคุณบ้างหรือเปล่า

3. สังเกตการกระทำและนิสัย

          จากคนร้อยพ่อพันแม่ไม่มีใครเหมือนกันไปหมดซะทุกอย่าง ขนาดฝาแฝดยังไม่เหมือนกันเลย ฉะนั้น ลองพิจารณาจากการกระทำและนิสัยดูก่อนว่าเจ้าชู้ไหม เห็นแก่ตัวไปหรือเปล่า ข้อดีข้อเสียตรงไหน คุณรับได้หรือเปล่า อย่าให้ความรักมาบังตาเห็นทุกอย่างดีพร้อมไปหมด ถ้าอยากจะคบใครจริงจังล่ะก็ มองหาคนที่คุณคิดว่าเข้ากันได้ทั้งนิสัยและความชอบส่วนตัวดีกว่า

4. ส่งสัญญาณ

          เมื่อเวลาผ่านสักพัก เขายังไม่มีสัญญาณตอบรับ ลองจีบหรือแกล้งพูดแบบทีเล่นทีจริง หรือบอกเป็นนัย ๆ ให้เขารู้ผ่านรอยยิ้มและดวงตาของคุณ เดี๋ยวเขาก็สังเกตได้เองแหละว่า ตาที่คุณมองเขาหวานซึ้งมากกว่าเวลาที่คุณมองคนอื่น ๆ เป็นไหน ๆ

5. สืบจากคนรอบข้าง

          ถ้าคุณยังไม่แน่ใจว่าตอนนี้ในหัวใจของเขามีใครอยู่หรือเปล่า ลองสืบจากคนรอบข้างหรือเพื่อน ๆ ของเขาที่คุณรู้จักก็ได้ค่ะ เพราะเขาจะเป็นตัวเองมากที่สุดตอนอยู่กับเพื่อนนี่แหละ ถ้าไม่รู้จักใครเลย นาน ๆ คุณจะแอบชอบใครสักคน มีเหรอที่เพื่อนคุณจะไม่ช่วย อาจจะได้มาทั้งประวัติตั้งแต่เกิดพร้อมรูปถ่ายเลยก็ได้ 

6. ชวนเขาไปเที่ยว

          ถ้าคุณแน่ใจแล้วว่าในใจเขาก็มีคุณเหมือนกัน เป็นจังหวะที่ดีมากที่คุณจะชวนเขาออกไปเที่ยวกันสองต่อสอง แต่ขอแนะนำหน่อยนึงนะคะว่าเที่ยวแบบเบา ๆ อย่างกินข้าว ดูหนัง เดินเล่นเพลิน ๆ เอาแค่ให้หัวใจชุ่มฉ่ำก็พอ ถ้าเป็นแฟนกันแล้วก็ค่อยว่ากันอีกที

7. ชวนพูดคุยหรือถามความคิดเห็น

          ไม่ว่าจะออกไปเที่ยวหรือคุยโทรศัพท์ คุณคงไม่อยากจะให้เกิดบรรยากาศเงียบสงัดหรอกใช่ไหม ฉะนั้น คุณควรชวนเขาคุยโดยการถามคำถามปลายเปิด มากกว่าคำถามที่ตอบแค่ว่าใช่หรือไม่ใช่ นอกจากจะช่วยให้บทสนทนาราบรื่นแล้ว ยังทำให้คุณเรียนรู้เกี่ยวกับตัวตนของเขาได้มากขึ้นด้วย ถ้าคุณไม่รู้จะพูดเรื่องอะไรก็ลองเริ่มจากเรื่องเกี่ยวกับตัวเขาก่อนก็ได้ เขาอาจจะเผลอเล่าความลับตลก ๆ ให้คุณฟังก็ได้

8. เช็คให้ชัวร์ว่าเขายังโสดอยู่หรือเปล่า

          ไม่ได้แอบซุกกิ๊กหรือซ่อนแฟนไว้ที่ไหน ผู้หญิงควรหยิ่งในศักดิ์ศรีของตัวเองบ้าง ถ้ารู้ว่าเขามีแฟนแล้วก็รีบถอยออกมาให้ไกล ก่อนหัวใจของคุณจะถลำลึกไปมากกว่านี้ เพราะถ้าเขามีแฟนแล้วแต่ยังมาจีบคุณอีก แล้วคุณจะเชื่อได้อย่างไรว่าคุณจะเป็นคนสุดท้ายของเขา ถ้ามีแฟนไม่ดีสู้ไม่มียังดีกว่า ไม่ต้องมานั่งเสียน้ำตาให้ใครด้วย

9. ทำตัวเองให้สดใสร่าเริงเข้าไว้

          ไม่ใช่คบกันมีแต่จะทำให้คุณดูแย่ลง ถ้าแบบนั้นจบแค่คำว่าเพื่อนน่ะดีแล้ว เพราะคนที่ดีนั้นเขาจะไม่มีวันทำให้คุณเสียใจเลย แล้วเขายังเป็นคนที่ดึงส่วนที่ดีของคุณออกมาอีกด้วย และมั่นใจในตัวเองเข้าไว้ ทำตัวให้ร่าเริง สดใส ตัวคุณก็มีเสน่ห์ขึ้นอีกเยอะ แล้วคุณจะดูพิเศษกว่าใคร ๆ เลยทีเดียว

      ถ้าคุณเจอคนที่ใช่ คุณคิดว่าดีพอสำหรับคุณแล้ว อย่าปล่อยให้เขาหลุดมือไปนะคะ กว่าคนสองคนจะเดินทางมาเจอกันมันก็นาน บางคนอาจรอเป็นสิบ ๆ ปีด้วยซ้ำ หรือบางทีคนที่พูดมาเนี่ย อาจจะเป็นคนใกล้ ๆ ตัวคุณก็ได้ ลองเรียนรู้กันไปนะคะ ไม่แน่แฟนคนแรกของคุณเขาอาจจะเป็นคำตอบสุดท้ายของคุณก็ได้ รู้ตัวแล้วก็อย่าลืมมาแชร์ประสบการณ์กันบ้างนะ



























 

Create Date : 08 สิงหาคม 2555    
Last Update : 8 สิงหาคม 2555 3:20:10 น.
Counter : 479 Pageviews.  

วิจัยเผยมีเพื่อนแท้ 5 คน เพียงพอแล้ว

***

วิจัยเผยมีเพื่อนแท้ 5 คน เพียงพอแล้ว




          แม้ว่าการใช้ชีวิตอยู่ในสังคมที่ต้องพบปะกับคนมากมายนั้น จะทำให้เรามีเพื่อนฝูงมากมายนับไม่ถ้วน แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น เราก็คงปฏิเสธกันไม่ได้หรอกว่า การมีเพื่อนฝูงเยอะแยะนั้น ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกสนิทใจและมีความสุขได้เท่ากับการมีเพื่อนแท้ที่เข้าใจเราเพียงไม่กี่คนเท่านั้น

ล่าสุด นักวิจัยจากอังกฤษ ได้เปิดเผยงานวิจัยน่าสนเกี่ยวกับความต้องการเพื่อน พร้อมยืนยันความจริงว่าด้วยการมีเพื่อนแท้แค่ไม่กี่คนอีกครั้ง โดยได้เปิดเผยว่าในยุคปัจจุบันนี้ มนุษย์เรามีเพื่อนเพียง 5 คน ที่พร้อมยืนหยัดเคียงข้าง ก็เพียงพอสำหรับชีวิตแล้ว

          โดยงานวิจัยชิ้นดังกล่าว ดำเนินการโดยนักจิตวิทยาด้านความสัมพันธ์ในอังกฤษ ได้สำรวจความคิดเห็นเรื่องความต้องการเกี่ยวกับเพื่อนของประชาชนชาวอังกฤษวัยผู้ใหญ่จำนวน 1,047 คน ซึ่งผลปรากฎออกมาเป็นสถิติที่น่าสนใจ ดังนี้

23% ของทั้งหมด ต้องการใครสักคนที่รับฟัง ไว้ระบายปัญหาและความรู้สึกไม่ดีภายในใจ
18% ของทั้งหมด ต้องการคนปลอบใจและให้กำลังใจ
18% ของทั้งหมด ต้องการคนที่สามารถทำให้คลายเครียด และรู้สึกผ่อนคลายในชีวิตประจำวัน
16% ของทั้งหมด ต้องการใครสักคนที่ช่วยให้เขาเก็บเงิน หรือสะสางหนี้ได้
40% ของประชาชนชาวอังกฤษวัย 55 ปีขึ้นไป มีเพื่อนแท้ที่เข้าใจลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง
ประชาชนชาวอังกฤษมีเพื่อนในเฟซบุ๊กเฉลี่ยคนละ 190 คน แต่ 32% ของทั้งหมดกลับเปิดเผยว่า พวกเขายังคงรู้สึกว่าไม่มีใครเคียงข้างได้อย่างแท้จริง

          จากผลการสำรวจดังกล่าว บวกเข้ากับข้อมูลด้านจิตวิทยาความสัมพันธ์ สรุปได้ว่า ในยุคปัจจุบันนี้ คนเรามีเพื่อนที่เข้าใจเพียง 5 คน ก็เพียงพอแล้ว โดยเพื่อนทั้ง 5 คน สามารถรองรับและช่วยเหลือด้านต่าง ๆ เรียงตามลำดับได้ดังนี้

1. เพื่อนที่คอยรับฟัง เป็นที่ระบายปัญหาชีวิต
          2. เพื่อนที่คอยกางแขนโอบกอดเรายามเหนื่อยล้า คอยปลอบประโลม และทำให้เรารู้สึกดีขึ้น
          3. เพื่อนที่เป็นที่ปรึกษาทางด้านการเงิน และช่วยเหลือทางด้านการเงินได้
          4. เพื่อนที่มีความรู้ มีทักษะในการใช้ชีวิต ช่วยแนะนำในเรื่องมุมมองและการใช้ชีวิตให้กับเราได้
          5. เพื่อนที่ให้ความช่วยเหลือและคำแนะนำเรื่องการทำงานได้ (ส่วนใหญ่มักจะเป็นเพื่อนร่วมงาน)


วิจัยเผยมีเพื่อนแท้ 5 คน เพียงพอแล้ว

          ทางด้านซูซาน ควิลเลียม นักจิตวิทยาด้านความสัมพันธ์ เปิดเผยว่า "ไม่ว่าคนเราจะเข้มแข็งหรืออยากให้ชีวิตอิสระมากเท่าไร เราก็ยังต้องการเพื่อนที่อยู่เคียงข้างคอยรับฟัง ต้องการเพื่อนที่ให้ไหล่ไว้พักพิงซับน้ำตา และที่สำคัญ เพื่อนที่พูดถึงนั้น ไม่ใช่เพียงคนเดียวด้วย คนเราต้องการเพื่อน 4-5 คน ไว้หันหน้าเข้าหาในโอกาสที่แตกต่างกันไป เพราะเพื่อนบางคนมีไว้ปลอบโยนมากกว่าจะให้คำปรึกษาได้ แต่บางคนก็มีไว้เป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำได้เป็นอย่างดี"

เอ้า.. คราวนี้ก็ถึงทีคุณที่ต้องมาลองพิจารณาดูดีกว่าว่า คุณมีเพื่อนแท้ที่เข้าใจคุณ และพร้อมจะอยู่เคียงข้างคุณทั้ง 5 คนที่กล่าวมาข้างต้นแล้วหรือยัง?


















 

Create Date : 01 สิงหาคม 2555    
Last Update : 1 สิงหาคม 2555 19:04:33 น.
Counter : 644 Pageviews.  

เลี่ยงซะ! 8 พฤติกรรมที่ทำให้คุณดูแก่ขึ้น

ผู้หญิง



สาว ๆ ที่ตั้งตัวเป็นปรปักษ์กับคำว่า "แก่" ต้องฟังทางนี้โดยด่วน นั่นเพราะหากคุณเผลอทำพฤติกรรมที่เรานำมาบอกต่อไปนี้ ความแก่อาจกำลังมาเยือนคุณอย่างไม่รู้ตัวเชียวล่ะ

1.นอนดึก

          รู้หรอกน่าว่าสาว ๆ เวิร์กกิ้งวูแมนมีงานยุ่งเต็มไม้เต็มมือไปหมด จนใช้เวลาช่วงเย็นจนถึงกลางคืนหมดไปอย่างรวดเร็ว กว่าจะรู้สึกตัวว่าต้องนอนได้แล้วก็ดึกเสียแล้ว แต่รู้ไหมว่า การนอนดึกซึ่งจะทำให้ชั่วโมงการนอนของคุณสาว ๆ น้อยลงนั้นไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพอย่างแน่นอน เพราะมีงานวิจัยระบุว่า การนอนดึกนอกจากจะมีผลต่อความดันโลหิต น้ำหนักตัว และโรคเบาหวานแล้ว ยังทำให้คุณดูแก่ขึ้นด้วย

          อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้บอกให้คุณต้องนอนวันละ 8 ชั่วโมง ที่ใคร ๆ ต่างก็แนะนำว่าดีต่อร่างกายที่สุดหรอกนะ เพราะจำนวนชั่วโมงการนอนที่เหมาะสมของแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน ถ้าอยากทราบว่า ร่างกายของเราต้องการนอนมากแค่ไหน ก็ลองปิดนาฬิกาปลุกในวันที่เหนื่อยมาก ๆ และกำลังต้องการการพักผ่อนอย่างสุด ๆ แล้วนอนซะ ตื่นเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น จะได้รู้ว่าธรรมชาติของร่างกายของเราต้องการการนอนมากแค่ไหน ซึ่งโดยปกติแล้วคนส่วนใหญ่ต้องการการนอนหลับพักผ่อนราว 7-8 ชั่วโมง

ขนมหวาน

2. น้ำตาลทำพิษ

          สาว ๆ กับความหวานอาจจะเป็นของคู่กัน แต่ "น้ำตาล" ที่ทำให้เกิดความหวานนั่นแหละค่ะ คือศัตรูตัวสำคัญของผิวสวยของคุณ เพราะมันจะทำให้ผิวพรรณดูหม่นหมอง และเหี่ยวย่นเอาได้ง่าย ๆ เพราะมันจะไปทำลายคอลลาเจน และอีลาสตินซึ่งคงความกระชับให้ผิวพรรณนั่นเอง เพราะฉะนั้นแล้ว คุณก็ควรจำกัดการทานน้ำตาล โดยไม่ควรทานให้มากเกิน 10% ของแคลอรีที่ร่างกายได้รับในแต่ละวัน ซึ่งน้ำตาลที่ว่าอาจจะเป็นน้ำตาลที่แฝงอยู่ในขนม เครื่องดื่มต่าง ๆ ที่คุณอาจคาดไม่ถึงด้วยซ้ำ

3.เครียดไปก็แก่ไว

          งานที่กองสุมหัว แถมปัญหาส่วนตัวก็ยังแก้ไขไม่เสร็จ ย่อมนำความเครียดมาสู่คุณสาว ๆ อย่างแน่นอน แต่หากความเครียดเกิดขึ้นเมื่อใด ฮอร์โมนคอร์ติซอลและนอร์เอพิเนฟรินในกระแสเลือดจะเพิ่มสูงขึ้นจนไปกดภูมิคุ้มกัน และยังไปกระทบสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ ความจำ และอารมณ์ ของคุณอีกต่างหาก

4.ฟังเพลงเสียงดัง

          เสียงที่ดังเกินไปจากไอพอดที่คุณฟังทุก ๆ วัน ย่อมส่งผลกระทบต่อประสาทหูของคุณอย่างแน่นอน โดยเพียงแค่คุณเปิดเสียงที่ระดับ 50% ความดังของเสียงก็พุ่งถึง 101 เดซิเบลแล้ว แน่นอนว่าใครที่ชอบฟังเสียงดัง ๆ แบบเต็มสตรีม อาการหูดับคงจะถามหาอย่างไม่ต้องสงสัย ทีนี้ ใครพูดอะไรทีก็ต้องเงี่ยหูฟัง หรือให้เขาพูดดัง ๆ อีกหลายรอบ กลายเป็นคนหูตึงเหมือนคนแก่เลยนะตัวเธอ

เพื่อน

5.ไม่ได้เจอเพื่อนเสียนาน

          มีผลการศึกษาชิ้นหนึ่งระบุว่า การมีความสุข และความพึงพอใจในมิตรภาพระหว่างเพื่อนสามารถทำให้ชีวิตยืนยาวขึ้น เพราะความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเพื่อนจะส่งผลต่อจิตใจ ช่วยให้คุณไม่หดหู่ ซึมเศร้า ลดโอกาสเสี่ยงของโรคหัวใจ และปัญหาสุขภาพต่าง ๆ มากมาย เพราะฉะนั้น ใครที่ไม่ได้เจอะเจอหน้าเพื่อนเก่ามานานแล้ว โทรไปชวนเพื่อน ๆ มาจอยกันดีกว่า

6.ไม่ปลื้มผักผลไม้เอาเสียเลย

          "ผักผลไม้" ช่วยให้คุณดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ เพราะผักผลไม้มีพลังต่อสู้กับสารอนุมูลอิสระซึ่งเป็นศัตรูตัวร้ายของผิว และร่างกายของคุณ อันจะทำให้คุณดูแก่ขึ้น แถมเจ้าสารอนุมูลอิสระนี้ยังมีส่วนทำลายเซลล์ต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้คุณเป็นโรคมะเร็งได้อีกต่างหาก เพราะฉะนั้นจงกินผักเสียดี ๆ คุณสาว ๆ ทั้งหลาย

ถั่ว

7.หลีกหนีไขมัน (ตัวดี)

          หลายคนเข้าใจว่า "ไขมัน" คือศัตรูที่ร้ายที่สุดของการลดความอ้วน แต่จริง ๆ แล้ว "ไขมัน" ดีที่มีประโยชน์ก็มีอยู่มาก เช่น ไขมันจากปลา ถั่ว และน้ำมันมะกอก ล้วนเป็นไขมันดีและเป็นไขมันที่จำเป็นต่อสมอง หัวใจ กระดูกและข้อต่อต่าง ๆ แถมยังช่วยลดไขมันเลว หรือ LDL คอเลสเตอรอลได้อีกด้วย

8.จำไม่ได้ว่ามีเซ็กส์ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

          สำหรับสาว ๆ ที่แต่งงานแล้ว ฟังทางนี้ เพราะงานวิจัยพบว่า เซ็กส์ สามารถช่วยให้อายุยืนยาวขึ้นได้ เนื่องจากมันจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น ช่วยลดความเจ็บปวด ลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็ง ลดความเครียด แถมยังช่วยให้สุขภาพหัวใจดีขึ้นอีกต่างหาก ที่สำคัญ ยังทำให้คุณดูเด็กลงได้ถึง 12 ปีเลยเชียวนะ

ได้อ่านทั้ง 8 ข้อแล้ว ใครที่เคยทำข้อไหน ลองนำไปปรับปรุงกันดูนะจ๊ะ ไม่งั้นถ้ามีเด็ก ๆ มาทักว่า "ป้า" จะหาว่าหยาบคายไม่ได้นะเออ อิอิ

















 

Create Date : 29 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 29 กรกฎาคม 2555 3:16:59 น.
Counter : 786 Pageviews.  

ปากเหม็นทำไงดี

กลิ่นปาก


ปากเหม็นทำไงดี (e-magazine)

หลายคนกลัวเรื่องกลิ่นปาก กลัวเพื่อนไม่อยากคุยด้วย กลัวเจ้านายเมินหน้าหนี ฯลฯ ซึ่งเรื่องเล็ก ๆ อย่างกลิ่นปากนี่แหละที่เป็นปัญหาใหญ่ในการพูดคุยกับคนรอบข้าง และพบปะพูดคุยกับผู้คนมากมายในสังคม

จะรู้ได้อย่างไรว่าเรามีกลิ่นปากหรือไม่?

          วิธีง่ายที่สุดคือการถามคนใกล้ชิด แต่ถ้าไม่กล้า ก็สามารถทดสอบได้ด้วยตัวเอง เอามือป้องปากไว้ทั้ง 2 มือ อ้าปาก แล้วหายใจออกแรง ๆ ใส่มือตัวเอง แล้วสูดหายใจลึก ๆ ทันที

กลิ่นปากเกิดขึ้นได้อย่างไร?

สาเหตุของกลิ่นปากมีอยู่ 2 ปัจจัย คือ

1.ปัจจัยภายในช่องปาก ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น

ฟันผุ เกิดจากการที่เชื้อโรคสเตรปโตคอคไค (Streptococcus) ที่อาศัยอยู่บนแผ่นคราบจุลินทรีย์ที่ติดบนตัวฟันย่อยสลายอาหารจำพวกแป้ง และน้ำตาล ส่งผลให้เกิดกรดแลคติก และอื่น ๆ ที่ทำลายเนื้อฟัน และผิวฟัน ทำให้เกิดเป็นหลุม และร่องลึก ถ้าฟันผุมาก ๆ ถึงขั้นทะลุโพรงประสาทฟัน ซึ่งทำให้เกิดการตายของเนื้อเยื่อโพรงประสาทด้านใน จะส่งผลให้มีกลิ่นปาก ทั้งจากเนื้อฟันที่ตาย และอาหารที่บูดหมักสะสมอยู่เป็นเวลานานในโพรงที่ฟันผุ

เหงือกอักเสบ สาเหตุใหญ่มาจากคราบจุลินทรีย์ที่สะสมอยู่ตามร่องเหงือก พอสะสมนาน ๆ น้ำลายซึ่งมีแร่ธาตุต่าง ๆ จะตกตะกอนทับลงไปบนบริเวณที่มีคราบจุลินทรีย์อยู่เดิม และจะเปลี่ยนเป็นหินปูน ยิ่งทิ้งไว้นานเหงือกจะอักเสบมากยิ่งขึ้น เนื่องจากเหงือกจะมีเม็ดเลือดขาว หรือเซลล์ที่ต่อต้านการอักเสบออกจากบริเวณร่องเหงือก ทำการต่อต้านคราบจุลินทรีย์ ยิ่งทิ้งไว้นาน อาการอักเสบก็จะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนทำลายถึงกระดูกรองรับฟัน ซึ่งจะสังเกตได้จากเหงือกร่น และจะเห็นฟันซี่ยาวขึ้น มีอาการปวดตื้อ ๆ ที่เหงือก เคี้ยวอาหารแล้วจะรู้สึกปวดและฟันโยก

แปรงฟันไม่สะอาด ทำให้เกิดการตกค้างของเศษอาหาร เมื่อมีการบูดเน่าทำให้เกิดกลื่นขึ้นมาได้

การสูบบุหรี่ ทำให้มีคราบนิโคตินจับเกาะอยู่บนคราบหินปูนบนเคลือบฟัน

มีเศษอาหารตกค้าง และเกิดการบูดเน่าในบริเวณที่มีฟันผุเป็นรูกว้าง

การใส่ฟันปลอมที่หลวมไม่พอดีกับเหงือก หรือนอนโดยที่ไม่ถอดฟันปลอมออกมาแช่ อาจทำให้เกิดกลิ่นจากเศษอาหารเล็ก ๆ และจากการที่เชื้อจุลินทรีย์สะสมอยู่บริเวณผิวฟันปลอม

เกิดจากอาหารทานอาหารที่มีกลิ่น เช่น กระเทียม กะปิ สะตอ ฯลฯ

มีแผลในช่องปาก ทำให้ไม่สามารถทำความสะอาดฟันได้สะอาด

ฟันซ้อน เก หรือฟันคุด ทำให้ทำความสะอาดฟันได้อย่างไม่ทั่วถึง

การจัดฟัน ซึ่งทำให้ไม่สามารถทำความสะอาดฟันได้อย่างสะอาดทั่วถึง

การครอบฟันที่ไม่พอดี อาจทำให้เกิดการตกค้างของเศษอาหาร

ผู้ที่เพิ่งถอนฟัน ทำให้ทำความสะอาดฟันได้อย่างไม่ทั่วถึงและแบคทีเรียที่อยู่ในปากมาย่อยสลายลิ่มเลือดทำให้เกิดกลิ่นได้

กลิ่นปาก

2. สาเหตุภายนอกช่องปาก เกิดได้จากหลากหลายสาเหตุเช่นกัน เช่น

โรคไซนัสอักเสบ

โรคในระบบทางเดินอาหาร

หวัด

ท้องผูก

โรคกระเพาะอาหาร

ฯลฯ


แปรงฟัน


ถ้ามีปัญหาเรื่องช่องปากควรจะทำอย่างไรดี?

          ที่พูดถึงกันบ่อย ๆ ในตอนนี้คือเรื่องกลิ่นปากในตอนเช้า คนส่วนใหญ่ตื่นมาตอนเช้ามักจะมีกลิ่นปากเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากขณะที่เรานอนหลับ เราไม่รับประทานอาหาร ดื่มน้ำ ไม่ได้พูด กลิ่นปากที่มาก หรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำลาย ถ้าคนที่มีน้ำลายมาก ใส จะมีกลิ่นปากน้อย แต่ถ้าน้ำลายน้อย ข้น และเหนียว จะมีกลิ่นปากมากกว่า ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ ไม่ควรใช้ยาสีฟัน หรือน้ำยาบ้วนปากอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน เนื่องจากอาจจะไปทำลายเชื้อโรคตัวอื่น ๆ ที่ดีในช่องปาก และอาจส่งผลให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมา

          ถ้าพบว่าเรามีกลิ่นปาก ควรแก้ปัญหาด้วยตัวเองก่อน เช่น

1. แปรงฟันให้สะอาดอย่างถูกวิธี ถ้ารู้สึกว่ามีปัญหาควรแปรงฟันหลังอาหารทุกมื้อ

          การแปรงฟันเป็นการทำความสะอาดฟันที่ดีที่สุด หลายคนเข้าใจผิดว่า ควรแปรงแรง ๆ เพื่อลดกลิ่นปาก ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้องเพราะทำให้ฟันสึกได้

2. ใช้ไหมขัดฟัน

          ควรใช้ไหมขัดฟันเป็นอย่างยิ่ง เพราะการแปรงฟันปกติไม่สามารถทำความสะอาดเศษอาหารที่ติดอยู่ระหว่างซอกฟันได้ หลายคนบ่นว่าใช้ไหมขัดฟันแล้วมีเลือดออก เป็นเพราะใช้ไหมขัดฟันผิดท่า ทำให้บาดเหงือก หรือถ้าใช้อย่างปกติแล้วมีเลือกออกแสดงว่าเป็นโรคเหงือกอักเสบ ควรพบทันตแพทย์

3. การแปรงลิ้น

          ช่วยลดปัญหาเรื่องกลิ่นปากได้ เนื่องจากด้านบนของลิ้นผิวไม่เรียบ ซึ่งบริเวณนี้จะเกิดการสะสมของกลิ่นได้ง่าย การแปรงสามารถใช้แปรงสีฟันกวาดเบา ๆ จากด้านในออกมาด้านนอก 2 – 3 ครั้ง จะช่วยลดจำนวนคราบจุลินทรีย์ซึ่งเป็นสาเหตุของกลิ่นปากได้

4. ถ้ารู้สึกปากแห้ง น้ำลายน้อย เหนียว ข้น ควรดื่มน้ำบ่อย ๆ

          หลายคนเลือกใช้วิธีแก้ปัญหาด้วยการใช้น้ำยาบ้วนปาก ทานเม็ดอม หรือหมากฝรั่งดับกลิ่นปาก ซึ่งช่วยแก้ปัญหาได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น ไม่ควรใช้น้ำยาบ้วนปากเป็นประจำเนื่องจากทำให้สมดุลของเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อราในช่องปากเสียไป และไม่ควรใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอลล์

          นอกจากนี้ ควรจะไปพบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน เนื่องจากแพทย์จะทำการตรวจสุขภาพในช่องปาก และแก้ปัญหาให้ก่อนที่จะลุกลามไป เช่น กำจัดคราบหินปูนก่อนที่จะเกิดฟันผุ รักษาฟันที่ผุก่อนจะเกิดการลุกลามมากยิ่งขึ้น  โดยทันตแพทย์จะขัดทำความสะอาดฟัน เพื่อตรวจดูแนวเหงือก และคอฟัน ถ้าพบว่ามีปัญหาเรื่องฟันผุมาก แพทย์อาจทำการเอ็กซเรย์เพื่อตรวจดูในระดับรากฟัน




















 

Create Date : 14 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 14 กรกฎาคม 2555 9:08:05 น.
Counter : 798 Pageviews.  

การค้นหาความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง

7 ขั้นตอน ในการค้นหาความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

เชื่อว่าใครหลายคนต้องเคยมานั่งนึกถามตัวเองอยู่บ่อยครั้งว่า ในอนาคต "อยากทำงานอะไร?" หากคุณตอบว่า ไม่รู้ นั่นไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะยังมีคนอยู่อีกไม่น้อยที่ตอบตัวเองไม่ได้ แม้วัยจะล่วงเลยมากขึ้นทุกวัน ๆ แต่เราก็ยังไม่พบคำตอบที่ต้องการอยู่ดี ว่าจริง ๆ แล้วเราอยากทำอะไรกันแน่ ดังนั้น วันนี้กระปุกดอทคอมจะมาช่วยแนะนำวิธีหาคำตอบที่หายไปของคุณเองครับ

1. ทำในสิ่งที่ตัวเองรักและถนัดที่สุด

          คนเราถ้าจะต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่ออะไรสักอย่าง ก็ควรได้ทำในสิ่งที่ชอบและถนัดมากที่สุด เพราะมันจะทำให้ผลงานออกมาดี เมื่อได้ใส่ใจลงไปในเนื้องานด้วย ไม่ใช่ทำอะไรไปตามหน้าที่ รับผิดชอบให้ผ่านไปวัน ๆ ทั้งที่ใจกลับไม่ชอบเลย คุณจะมีความสุขจริงเหรอ? โอเคล่ะ...คุณอาจทำได้ แต่มันจะดีกว่าไหม ถ้างานที่ทำอยู่ทุกวัน คือ สิ่งที่คุณรักมากที่สุด

2. สังเกตคนที่อยู่รอบตัวคุณ

          ลองสังเกตคนที่อยู่รอบ ๆ ตัวคุณสิ ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว ญาติพี่น้องหรือแม้กระทั่งเพื่อน เพราะหลายครั้งที่พบว่า การได้อยู่ใกล้ ๆ และสัมผัสอิทธิพลจากสิ่งที่อยู่รอบตัวคุณ คือ สิ่งที่ใจคุณปรารถนาจะทำมากที่สุด เช่น เห็นคุณพ่อในเครื่องแบบตำรวจมาตั้งแต่เล็ก ๆ ได้เห็นวิธีการที่ท่านทำงานมาโดยตลอด จนบางครั้งคุณไม่รู้ตัวหรอกว่ามันค่อย ๆ ซึมซับเข้ามาในใจคุณ และอยากเป็นให้ได้อย่างท่านบ้าง

3. สร้างแรงบันดาลใจ

          การจะทำอะไรสักอย่างให้ได้ผลตามเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ เราอาจต้องสร้างแรงบันดาลใจบางอย่างขึ้นมาให้กับตัวเอง เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนให้มีไฟในการเดินตามจุดมุ่งหมายต่อไป

7 ขั้นตอน ในการค้นหาความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง

4. หาใครสักคนมาเป็นไอดอล

          เมื่อคุณตอบตัวเองได้ว่าตัวเองชอบงานประเภทไหน ลำดับต่อไปก็อาจลองมองหาใครสักคนที่ทำงานในด้านที่คุณชอบมาเป็นไอดอลให้กับตัวเองดูสิ แล้วเขาคนนั้นแหละ จะกลายเป็นแรงจูงใจให้คุณพยายามก้าวเดินไปข้างหน้าให้ได้อย่างที่เขาทำ และสักวันหนึ่งคุณอาจจะประสบความสำเร็จเหมือนเขาก็เป็นได้

5. ไปขอฝึกงาน

          การฝึกงาน คือ สิ่งที่ช่วยขัดเกลาฝีมือการทำงานของคุณให้ดีขึ้น และยังได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อนอีกด้วย แม้การฝึกงานกับบริษัทบางแห่ง อาจไม่ได้ค่าตอบแทนเป็นเงิน แต่อย่างน้อยสิ่งที่ได้มาทดแทนและมีคุณค่ามากกับชีวิต คือ ประสบการณ์ นั่นเอง นอกจากนี้ยังเป็นเสมือนช่วงทดสอบความต้องการของคุณด้วยว่า ชอบสายงานที่ทำอยู่จริง ๆ หรือไม่ เพราะคุณได้มีเวลาคลุกกับมันแทบจะตลอดเวลา

6. ลองทำหลาย ๆ อย่าง

          วันนี้คุณอาจค้นพบแล้วว่าตัวเองชอบอะไร แต่มันก็ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่า คุณจะรักในสิ่งนี้ตลอดไป เพราะคนเรามีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เมื่อใดก็ตามที่คุณรู้สึกว่าหมดไฟ หรือไม่มีกระจิตกระใจในงานที่ทำอยู่แล้ว ลองออกไปหางานอื่นที่แตกต่างออกไปทำสิ เพราะคุณอาจพบว่า นี่แหละ!! คือ สิ่งที่อยากทำมาโดยตลอด

7. งานแบบไหนที่ทำรายได้ให้คุณมากที่สุด

          ไม่แปลกหรอกว่า บางคนจำต้องหางานที่ให้เงินเดือนมากที่สุดกับตัวเอง แทนที่จะเลือกทำในสิ่งที่รัก เพราะข้อจำกัด เงื่อนไข และความจำเป็นของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้น อย่าเพิ่งตีคุณค่าของคนไปแบบผิด ๆ เพียงเพราะเขาเลือกประกอบอาชีพที่ทำเงินได้เยอะ ๆ ลองคิดกลับกันถ้าคุณมีชีวิตเหมือนเขา บางทีก็อาจเลือกทำด้วยเหตุผลเดียวกับเขาเหมือนกันก็ได้ ฉะนั้น ไม่แปลกเลยที่คุณอาจเป็นหนึ่งในคนที่เลือกอาชีพเพราะค่าตอบแทน เมื่อมีหนทางที่ดีกว่าก็ต้องเลือกทางเดินที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง

การค้นหาตัวเองให้เจอ อาจไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย ๆ และไม่ได้พบในเร็ววัน แต่หากคุณมีความมุ่งมั่นและตั้งใจจริง สักวันก็ต้องประสบความสำเร็จจนได้ และในท้ายที่สุดคุณก็พบแล้วว่าต้องการอะไรจากชีวิตตัวเอง





















 

Create Date : 29 มิถุนายน 2555    
Last Update : 29 มิถุนายน 2555 0:59:08 น.
Counter : 642 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  

donmaikoom
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add donmaikoom's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.