Group Blog
 
All Blogs
 

ยา...อันตราย ถ้าใช้ไม่เป็น?

ยา

ยา…อันตราย ถ้าใช้ไม่เป็น? (e-magazine)

จริงอยู่ที่ยาเป็นสิ่งดีมีคุณอนันต์ แต่ขณะเดียวกันก็มีโทษมหันต์ ถ้าใช้ไม่เป็น โดยความเข้าใจของคนส่วนใหญ่มักนึกว่า "ยา" คือ สิ่งที่ใช้บรรเทาหรือรักษาให้เราหายจากโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ แล้วจะมีโทษมหันต์ได้อย่างไร แต่แท้จริงแล้วยาเปรียบเสมือนดาบสองคม หากรู้จักใช้อย่างถูกต้องก็จะเป็นประโยชน์ สามารถนำไปแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกายของคนเราได้ ช่วยให้มนุษย์มีชีวิตยืนยาวขึ้น เจ็บปวดน้อยลง แต่ถ้าใช้ยาไม่ถูกต้องหรือถูกวิธี นอกจากจะทำให้ไม่หายจากโรคแล้ว ยังอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

ดูสักนิดก่อนใช้ยา

ก่อนที่จะหยิบหยูกยามาใช้ คุณควรระมัดระวังสักนิด โดยต้องศึกษาวิธีการใช้ยาอย่างละเอียด อ่านคำเตือน และข้อควรระวังก่อนใช้ยานั้น ๆ และเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษานั่นเอง ก่อนกินยาทุกครั้งต้องดูให้แน่ใจว่า ยานั้นต้องกินก่อน หรือหลังอาหาร หรือพร้อมอาหาร ในขนาดหรือปริมาณเท่าไร ยาก่อนอาหารควรกินก่อนอาหาร ประมาณครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง ส่วนยาหลังอาหารส่วนมากกินหลังอาหารหนึ่งชั่วโมง แต่บางชนิดจะระบุให้กินหลังอาหารทันที จึงต้องแน่ใจว่า ยานั้น ๆ ใช้อย่างไร นอกจากนี้การกินยาควรกินกับน้ำธรรมดา หรือน้ำอุ่น ไม่ควรกินกับเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพราะอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต ไม่ควรกินยากับน้ำชา กาแฟ น้ำอัดลม หรือน้ำผลไม้เช่นกัน

ยากับลูกน้อย

          การใช้ยาที่ควรระวังเป็นพิเศษก็คือ การใช้ยาในเด็ก ต้องแน่ใจว่า ยาที่ได้มานั้นสำหรับเด็กเท่านั้น และการใช้ยาจะต้องถามแพทย์หรือเภสัชกรให้แน่ใจ หรือดูฉลากยาให้ละเอียดด้วยว่าเด็กมีน้ำหนักตัวเท่าไร ถ้าเด็กตัวเล็ก น้ำหนักน้อย ยาบางชนิดจะระบุให้ใช้ในปริมาณที่ต่ำกว่าเด็กที่มีน้ำหนักตัวมากกว่า แม้ว่าจะอายุเท่ากันก็ตาม เช่น การใช้ยาลดไข้ พาราเซตามอลกับเด็ก ถ้ารับประทานเกินขนาด อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ยา

เก็บยาให้เป็น

          สำหรับการเก็บรักษายา ควรเก็บไว้บนที่สูงที่เด็กเอื้อมไม่ถึง อย่าปล่อยให้ยาโดนแสงแดด หรือความชื้น หรือเก็บไว้ในที่ที่มีอุณหภูมิสูง เพราจะทำให้ยาเสื่อมคุณภาพเร็วกว่ากำหนด เมื่อเปิดใช้ยาแล้วควรปิดฝาให้สนิทป้องกันฝุ่น แมลง หรือความชื้นเข้า ไม่ควรเก็บยาหลาย ๆ ชนิดไว้ในขวดเดียวกัน เพราะอาจทำให้ยาเสียได้ ไม่ควรเก็บยาไว้นาน ๆ ต้องดูวันหมดอายุของยา อย่าเผลอกินยาที่หมดอายุแล้ว เพราะอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้เช่นกัน

          นอกจากนี้ แม้ยาบางชนิดจะไม่ระบุวันหมดอายุไว้ที่แผงยา หรือบรรจุภัณฑ์ แต่โดยทั่วไปสภาพของยาจะมีอายุอยู่ได้นานเป็นเวลาประมาณ 2-3 ปี หลังจากวันที่ผลิต แต่ยาบางชนิดเมื่อเปิดใช้แล้วก็อาจมีอายุการใช้สั้น เช่น ยาหยอดตา ซึ่งจะมีอายุหลังเปิดใช้เพียง 1 เดือนเท่านั้น หรือยาปฏิชีวนะที่ต้องผสมน้ำสำหรับให้เด็กรับประทาน หลังจากผสมน้ำแล้วยาตัวนั้นจะมีอายุอยู่ได้เพียง 7 วัน หมายความว่าหลังจาก 7 วันแล้วไม่ควรนำยานั้นมาใช้อีกต่อไป

ใช้ให้ถูก

วิธีการใช้ยาแต่ละชนิดเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องทราบและใช้ให้ถูกวิธีดังกล่าวแล้ว ตัวอย่างการใช้ยาให้ถูกวิธี เช่น การกินยาฆ่าเชื้อราที่ผิวหนัง หากเป็นชนิดรับประทานวันละ 1 เม็ด ควรรับประทานเวลาเช้า เพื่อให้ยาสามารถซึมออกมากับเหงื่อช่วงที่ร่างกายเราเคลื่อนไหวในเวลากลางวัน หรืออย่างแคลเซียมคาร์บอเนต ก็ต้องรับประทานหลังอาหารเพราะตัวยาจะถูกดูดซึมได้ดีเมื่อกระเพาะมีการหลั่งกรดออกมามาก หรืออย่างยาระบายไม่ควรกินร่วมกับนม เพราะอาจทำให้เกิดอาการคลื่นเหียน อาเจียน ท้องเสียได้ 

          ส่วนยาประเภทซัลฟา ให้กินหลังอาหารและดื่มน้ำตามมาก ๆ เพื่อป้องกันมิให้ยาตกตะกอน ซึ่งอาจมีส่วนทำให้เป็นนิ่วที่ไตได้ในภายหลัง เป็นต้น และเพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง ในการไปพบแพทย์ควรแจ้งให้แพทย์ทราบด้วยว่า ขณะนี้คุณกำลังกินยาอะไรอยู่บ้าง ถ้าจำไม่ได้ ให้นำยาทั้งหมดไปให้แพทย์ดูด้วย เพื่อที่แพทย์จะได้สั่งยาไม่ซ้ำ หรือยาที่ไม่มีปฏิกิริยาต่อกัน และอย่าลืมแจ้งด้วยว่าคุณแพ้ยาอะไร ตลอดจนควรบอกให้แพทย์ทราบว่าคุณมีโรคประจำตัว หรือกำลังป่วยด้วยโรคอะไร เช่น โรคตับ โรคไต โรคกระเพาะอาหาร หรือกำลังตั้งครรภ์ เพื่อที่แพทย์จะได้เลี่ยงการจ่ายยาที่เป็นอันตรายกับโรคที่คุณเป็นอยู่นั้น

ก่อนจะใช้ยา ให้คุณคิดถึงหลักเกณฑ์ ถูกต้อง ถูกวิธี ถูกเวลา ถูกเงื่อนไข ถูกขนาด และถูกกับโรค จึงจะสัมฤทธิ์ผล และมีประสิทธิภาพต่อการรักษาโรคอย่างแท้จริงและมีความปลอดภัย






































Hamilton Jazzmaster Stainless Steel Mens Watch H32505151
GUESS Gc DIVER CHIC White Ceramic Timepiece
Fendi Women's F371142F B. Fendi Brown Logo Embossed Fabric Strap Watch
Joe Rodeo JRPT162 Platinum Diamond Watch
TechnoMarine Men's 112004 Cruise Original Night Vision Luminous Indexes Watch
Philip Stein Women's 22TRG-FRG-IPL Classic Platinum Silk on Leather Strap Watch
Women's Karamica Diamond
Bulova Women's 96M108 Precisionist Longwood MOP Dial Steel Bracelet Watch
Steinhausen PG200G Tasche Mechanical Gold Pocket Watch
Armani Quartz Ceramic White Dial Women's Watch - AR1409
Hamilton Men's H39515733 Valiant Black Dial Watch
Traser Big Date Alarm Watch T4004.359.34.01
Hamilton Men's H32325135 Jazzmaster Black Dial Watch
Frederique Constant Men's FC-245AS4S5 Slim Line Dark Brown Leather Strap Watch
Tissot Women's T034.209.11.053.00 T Trend Happy Chic Stainless Steel Women's Watch
Tissot Women's T032.309.11.057.00 Black Dial Watch
Stuhrling Original Men's 266.33561 Crucible Automatic Skeleton Black Watch
Torgoen Swiss Men's T27102 T27 Chronograph Stainless-Steel Aviation Watch
Valentino Women's V59SBQ4009S009 Rockstud Gold Plated Stud Watch
Casio G-Shock G-Shock Digital Watch for Him Shock-resistent
TechnoMarine Men's 112012 Cruise Locker Nylon Strap
Hugo Boss Gents Chronograph Watch
TISSOT T0604072205100 T-Tempo Two-Tone Men's Watch
Raymond Weil Women's 5956-Stp-00915 Quartz Mother-Of-Pearl Dial Stainless Steel Watch
Invicta Men's 6691NB Subaqua Collection Noma III Chronograph Stainless Steel Watch
Victorinox Swiss Army Women's 241504 Alliance White Chronograph Dial Watch
Fendi Quadro Mens Watch 605140
Raymond Weil Tango Grey Dial Stainless Steel Ladies Watch 5399-ST-00608
Diamond Ladies Watches 1.25ct Silver JoJo Joe Rodeo
Haemmer Men's HC-16 Giants Black PVD Chrono Leather Watch
Citizen Men's CB0023-01E World Perpetual Eco-Drive Limited Edition World Perpetual Watch
Hamilton Men's H64425135 Khaki Night Pilot Black Day Date Dial Watch
Women's Karamica White Diamond
Bulova Men's 96B156 Precisionist Champlain Black carbon fiber Watch
Joe Rodeo Women's JR01 Rio 1.25ct Diamond watch
GUESS Gc-1 Brown Leather Timepiece
Issey Miyake Silay003 W Mens Watch
TechnoMarine Unisex 110047 Cruise Original Star Chronograph Silver Dial Watch
Casio ProTek Triple Sensor Solar Watch PRG-200GB-3
TechnoMarine Men's 112010 Cruise Locker Nylon Strap
MULCO Blue Chronograph Stainless Steel case watch MW1-10186-044
TechnoMarine Women's 111006 Cruise Original Star 36mm Watch
Glam Rock Women's GR10195 Miami Collection Chronograph White Silicone Watch
Luminox Men's 3183 Swiss Quartz Movement Chronograph Watch
Grovana Men's 1708.1112 Gold Stainless Steel Quartz Watch
TW Steel Men's CE4001 Quartz Grey Chronograph Dial Stainless Steel Case Watch
Burberry Men's BU7722 Sport Diving Blue Sport Dial Watch
Nine Watch Winder Mahogany Wood w/Digital LCD Display Powered w/Mabuchi Motors
Hamilton Khaki Field Stainless Steel Mens Watch H70455133
Victorinox Swiss Army Men's 241519 Infantry Vintage Brown Dial Watch




 

Create Date : 05 ตุลาคม 2555    
Last Update : 5 ตุลาคม 2555 18:28:26 น.
Counter : 766 Pageviews.  

5 วิธีคืนความสุขให้ชีวิตแบบง่าย ๆ ด้วยตัวคุณเอง

5 วิธีคืนความสุขให้ชีวิตแบบง่าย ๆ ด้วยตัวคุณเอง



ความสุข เป็นสิ่งที่ทุกคนไขว่ขว้าอยากจะครอบครองให้อยู่กับตัวเองไว้ให้นานที่สุด จนบางคนอาจเข้าใจผิด ๆ ว่าวัตถุสิ่งของนอกกาย หรือการกระทำของคนบางคน คือสิ่งที่ก่อสร้างความสุขให้เกิดขึ้นกับเรา ทั้งที่จริง ๆ แล้วความสุขนั้นอยู่รอบ ๆ ตัวเรานั่นแหละ อยู่ที่ว่าใครจะสังเกตเห็นมันก่อนเท่านั้นเอง วันนี้ก็เลยนำวิธีดี ๆ ที่จะช่วยให้คุณใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายอย่างมีความสุขมาฝากกันครับ 

1. รู้จักตัวเอง

         ไม่มีใครรู้จัก รู้ใจตัวเองได้เท่าตัวคุณแล้ว แต่พึงระลึกไว้เสมอว่า คุณไม่สามารถทำให้ทุกคนรักคุณได้หมด อาจมีคนที่ไม่ชอบคุณเพราะคิดว่าคุณเป็นแบบนั้นแบบนี้ ทั้งที่ความจริงคุณอาจไม่ได้เป็นอย่างที่เขาว่าก็ได้ ฉะนั้น อย่าไปใส่ใจคำพูดเหล่านั้นให้เสียเวลา ตราบใดที่รู้จักตัวเองและพอใจกับสิ่งที่คุณเป็นอยู่ แต่จงสนใจเฉพาะคนที่รักและหวังดีกับเราก็พอ เว้นเสียแต่ว่าหากคุณมีข้อบกพร่องจริง ๆ ก็ให้รีบแก้ไขปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น

2. อยู่กับปัจจุบัน

         บางคนปล่อยชีวิตให้จมอยู่กับความสุขในอดีตที่ผ่านพ้นไปแล้ว ขณะที่บางคนก็นั่งเพ้อฝันถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ปล่อยให้เวลาสูญเปล่าไปวัน ๆ โดยไม่คิดที่จะทำอะไรให้ชีวิตดีขึ้น ถ้าคุณอยากจะมีความสุขจริง ๆ ก็ดึงตัวเองให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน แล้วทำช่วงชีวิต ณ เวลานี้ให้ดีที่สุดจะดีกว่า

5 วิธีคืนความสุขให้ชีวิตแบบง่าย ๆ ด้วยตัวคุณเอง

3. ทำตามใจตัวเอง

         คุณเคยถามตัวเองบ้างหรือเปล่าว่า สิ่งของ เงินทอง หรือชื่อเสียงที่คุณอยากได้อยากมี มันเป็นความต้องการของคุณจริง ๆ และทำให้คุณมีความสุขได้ไปตลอด หรือแท้จริงแล้วคุณแค่วิ่งไปตามกระแสของสังคม จนยอมทิ้งความฝัน ความสุข เพื่อแลกกับสิ่งที่ไม่จีรังยั่งยืนเหล่านั้นกันแน่ ลองหยุดแล้วถามใจตัวเองดูว่า ความสุขของคุณคืออะไร?  เพราะชีวิตคนเราสั้นกว่าที่คิด ถ้าคุณอยากทำอะไรก็จงรีบลงมือทำเสียตั้งแต่ตอนนี้เลย ก่อนที่ไม่มีโอกาสได้ลงมือทำ

4. เปิดใจตัวเอง

         คนส่วนมากมักจะตัดสินคนอื่นจากบุคลิกภายนอกหรือข้อมูลที่รู้จากปากคนอื่นเช่น การแต่งตัว คำพูด ความคิด ความเชื่อ หรือความชอบ เป็นต้น ซึ่งถ้าใครคิดแตกต่างออกไป เราก็จะตัดสินคนนั้นทันทีว่าเขาเข้ากับเราไม่ได้ หรือไม่ดีอย่างที่คิด ด้วยเหตุนี้เอง วิธีการสร้างปฏิสัมพันธ์ของคนเราจึงถูกแยกออกเป็นกลุ่ม ๆ เช่น กลุ่มเพื่อนที่โรงเรียนหรือกลุ่มเพื่อนที่ทำงาน ซึ่งเรามักจะเลือกอยู่กับคนที่มีความคิดเหมือน ๆ กันเท่านั้น แต่เคยคิดบ้างไหมว่า บางทีการที่เราเปิดใจยอมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างออกไปบ้างนั้น ก็เป็นเรื่องที่ดีเหมือนกัน เพราะนอกจากจะทำให้เราได้เห็นมุมมองใหม่ ๆ แล้ว ยังได้เรียนรู้ความคิดของผู้อื่น รวมทั้งเป็นการพัฒนาตัวเองในเรื่องของการปรับตัวให้เข้ากับคนอื่น ๆ ด้วย 

5. รู้จักให้อภัย

         ความอาฆาตพยาบาท เปรียบเสมือนอาวุธร้ายแรงที่สามารถทำร้ายคนได้ หากคุณไม่รู้จักการให้อภัย เพราะมันจะคอยเผาผลาญความสุขในใจตัวเองให้มอดไหม้ จนในที่สุดก็ไม่เหลือพื้นที่สำหรับความสุขอีกเลย ฉะนั้น ถ้าอยากสัมผัสถึงความสุขที่แท้จริง คุณควรเรียนรู้วิธีการให้อภัย ถึงแม้คน ๆ นั้นจะเคยทำร้ายคุณมากแค่ไหนก็ตาม แล้วเมื่อไหร่ที่คุณรู้จักให้อภัยคนได้ วันนั้นคุณจะค้นพบและเข้าใจคำว่า "สุขอยู่ที่ใจ" อย่างแท้จริง

ความต้องการของคนเรานั้นไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้นต่อให้คุณมีเงินเป็นพันล้านก็ไม่สามารถซื้อความสุขให้กับตัวเองได้ตลอดไป เพราะสิ่งของนอกกายนั้นก็เป็นแค่เพียงความสุขชั่วคราว แต่หากคุณอยากรู้สึกถึงความสุขที่แท้จริง ก็ลองปฏิบัติตามคำแนะนำที่เรานำมาให้อ่านกันดูนะครับ แล้วคุณจะพบว่าความสุขที่สุดนั้นสามารถสร้างได้จากใจของคุณเอง


















 

Create Date : 06 กันยายน 2555    
Last Update : 6 กันยายน 2555 17:32:11 น.
Counter : 483 Pageviews.  

เร่งผมยาว และสุขภาพดี

ผมสวย



เร่งผมยาว และสุขภาพดี (womanplus)

หลายคนอยากให้ผมยาวเร็วขึ้น แต่ผมคนเราจะยาวขึ้นเพียงแค่ครึ่งนิ้วต่อเดือนเท่านั้น วันนี้จึงรวบรวมวิธีทําให้ผมยาวเร็ว และสุขภาพดีมาฝาก ให้สาว ๆ ลองเลือกดูค่ะ โดยทั่วไปผมคนเราจะยาวประมาณครึ่งนิ้วต่อเดือน แต่หลายคนอยากให้ผมยาวเร็วขึ้น จึงเลือกใช้วิธีต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับความเชื่อและความชอบของแต่ละบุคคลที่จะทำให้ผมยาวขึ้น เราจึงรวบรวมวิธีทําให้ผมยาวเร็วและสุขภาพดีมาฝาก ให้สาว ๆ ลองเลือกดูค่ะ

1. การออกกำลังกายให้เส้นผม

นวดศีรษะ การนวดศีรษะจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตบนศีรษะ และทำให้ระบบเมตาโบลิซึ่มทำงานได้อย่างเป็นปกติ และยังจะช่วยทำให้เส้นผมเติบโตเร็วขึ้น การนวดศีรษะอาจทำได้ด้วยตัวเองที่บ้านในขณะสระผม โดยการใช้นิ้วมือกดและนวดไปตามจุดบนศีรษะอย่างเบามือ  หรือจะใช้บริการนวดศรีษะตามร้านนวดแผนไทยหรือสปาก็ได้ค่ะ ผ่อนคลายและสบายเป็นอย่างยิ่ง

ใช้แปรงผมที่มีขนอ่อนนุ่ม แปรงผมอย่างเบา ๆ โดยเลือกใช้หวีซี่ใหญ่ และห่างในการหวีผม และไม่หวีผมในขณะที่ผมยังเปียกอยู่ แต่หวีในช่วงที่ผมแห้งแทน การหวีผมอย่างสม่ำเสมอจะช่วยทำให้เส้นผม แข็งแรง และยาวเร็วขึ้น

ก้มศีรษะให้เลือดไปเลี้ยงที่ศีรษะค้างไว้สัก 30 วินาที ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมาทำเช่นนี้ทุกวัน เลือดจะไหลเวียนไปเลี้ยงเส้นผมที่ศีรษะ ทำให้เส้นผมแข็งแรงและยาวเร็วขึ้น

2. การหมักผมแบบธรรมชาติ

สูตรกล้วยหอมผสมน้ำผึ้ง

          บดกล้วยหอมผสมกับน้ำผึ้งพอกให้ทั่วทั้งศีรษะทิ้งไว้ 20 นาที แล้วล้างออก

สูตรดอกอัญชัญ

          คั้นดอกอัญชัญสดกับน้ำสะอาดจนได้น้ำอันชัญสีน้ำเงินอมม่วงหมักผมทิ้งไว้ 20 นาที แล้วล้างออกสูตรนี้จะทำให้ผมดูดกดำเงางาม

สูตรว่านหางจระเข้

          เป็นอีกสมุนไพรในบ้านที่นิยมนำมาใช้เพื่อช่วยให้ผมยาวเร็วขึ้น นำว่านหางจระเข้มาปอกเปลือกให้หมดก่อนจะนำมาทาให้ทั่วศีรษะ (ใช้แบบเป็นก้อนหรือจะปั่นให้ละเอียดก็ได้) พักไว้ประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนจะสระผมตามปกติ

สูตรไข่และน้ำมันมะกอก

          นำน้ำมันมะกอกประมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะ ผสมลงในไข่ 2 ฟอง จากนั้นนำไปหมักผมทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง หลังหมักผมก็สระผมตามปกติ วิธีนี้ช่วยให้ผมยาวเร็ว และยังทำให้ผมนุ่มอีกด้วยค่ะ

สูตรชาเขียว

          ชาเขียวเป็นวัตถุดิบจากธรรมชาติที่ช่วย เร่งผมยาว อย่างได้ผล การใช้แชมพูที่มีส่วนผสมของ ชาเขียวจึงช่วยให้ ผมยาวเร็วขึ้นได้ หรือ ถ้าหากอยากจะได้รับสารอาหารจากชาเขียวโดยตรงแบบไม่ต้องผสมอะไร ให้ใช้น้ำชาเขียวมาชโลมบนเรือนผม หมักทิ้งไว้แล้วล้างออก ทำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง จะเห็นผลค่ะ

สูตรน้ำมันเมล็ดองุ่น

          นำน้ำมันเมล็ดองุ่นชโลมลงไปโดยตรงบน หนังศีรษะ จากนั้นนวดให้ซึมซาบลงไปในหนังศีรษะ ทำก่อนนอน 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ จะช่วยให้ผมยาวได้เร็วขึ้น

สูตรมะเขือเทศ

          นอกจากจะมีสรรพคุณช่วยให้ผิวนุ่มชุ่มชื้นแล้ว มะเขือเทศยัง ช่วยทำให้ผมยาวเร็วขึ้นด้วย ส่วนวิธีการนำมะเขือเทศมาใช้เร่งผมยาวนั้นก็ไม่ยาก เพียงแค่ปั่นมะเขือเทศให้ละเอียด จากนั้นนำมาหมักผมไว้หลังสระแล้วล้างออก ทำเป็นประจำ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทำได้ง่ายและให้ผลดีค่ะ

3. การหมักผมด้วยวิตามิน และอาหารผม

ถ้าอยากได้ตัวช่วยให้เห็นผลไวขึ้น ก็ลองเลือกผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ช่วยในการบำรุงผมโดยตรง ได้แก่ วิตามินบี ซี เอฟ ธาตุเหล็ก และสังกะสี

ใช้ยาสระผมแบบสูตรเร่งผมยาว หรือเซรั่มเร่งผมยาว

          ซึ่งปัจจุบันนี้มีให้เลือกมากมายหลายยี่ห้อ จะประกอบไปด้วยสารอาหาร และวิตามินต่าง ๆ ที่ช่วยบำรุงและกระตุ้นให้ผมยาวเร็วขึ้น

หมักด้วยแฮร์โค้ต

          ถ้าเป็นคนผมแห้ง ต้องการให้ผมดูเงางามใช้แฮร์โค้ต 2-3 หยด ชโลมและนวดให้ทั่วศีรษะ แต่ถ้าเป็นคนผมมันไม่ควรทำวิธีนี้

หมักด้วยน้ำมันลาเวนเดอร์ (สำหรับผม)

          หมักผมสัปดาห์ละครั้ง โดยหลังใส่น้ำมันแล้วให้นวดที่ศีรษะเบา ๆ ช้า ๆ ให้ทั่วเพื่อกระตุ้นการทำงานและทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย ทิ้งน้ำมันไว้ประมาณ 30 นาที ในแต่ละครั้งก่อนจะสระผมด้วยแชมพู

หมักด้วยวิตามินอี

          สระผมและนวดผมให้เรียบร้อยใช้ผ้าขนหนูค่อย ๆ ซับผมอย่าขยี้ผมเด็ดขาด โดยแสกผมไว้ซัก 5-6 แถว บีบวิตามินอีแบบแคปซูลสำหรับทาหน้านำมาทาตามรอยแสกนวดบำรุงให้ทั่วหนังศรีษะ ผมจะยาวเร็วขึ้น อย่าลืมที่จะทำทรีทเม้นท์สัปดาห์ละครั้ง เพราะจะทำให้มีสุขภาพผมที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

4. การรับประทานอาหาร

การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง

ไบโอติน หรือวิตามิน H

          ซึ่งมีมากใน ตับหมู ไตวัว เนื้อวัว ปลาเนื้อขาว น้ำมัน ปลา ข้าวกล้อง ข้าวโพด รำข้าวสาลี ไข่ นม เนย โยเกิร์ต จำพวกผักก็เป็น ดอกกะหล่ำ กะหล่ำปลี เห็ด แครอท เป็นต้น

เลือกอาหารที่มีโปรตีนสูง

          โดยโปรตีนเป็นส่วนประกอบสำคัญอย่างหนึ่งในเส้นผม จะช่วยสร้างเซลล์ผมใหม่ทุกวัน โปรตีนสามารถปกป้องและซ่อมแซมเส้นผม ช่วยลดการหลุดร่วงและการแตกหักของเส้นผม ทำให้เส้นผมแข็งแรง และยาวเร็วขึ้นได้

กินปลา พืชผักใบเขียว และบลูเบอรี่

          ปลา พืชผักใบเขียว และบลูเบอรี่เป็นแหล่งอาหารที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต ฉะนั้นบริเวณใดก็ตามในร่างกายที่มีเลือดไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงได้ดีจะทำให้ร่างกายบริเวณนั้นแข็งแรงมีชีวิตชีวา รวมไปถึงเส้นผมบนศีรษะด้วย

ดื่มน้ำสะอาด และผักผลไม้สด

          ดื่มน้ำสะอาดให้มาก ๆ รวมถึงการเลือกกินอาหารจากธรรมชาติ (งดอาหารหมักดองหรือผ่านการแปรรูป) และผักผลไม้สดให้มากขึ้น จะช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนและระบบต่าง ๆ ทำงานได้ดีขึ้น

ทานอาาหารที่มีรสจัดมากขึ้น

          สารแคปไซซินซึ่งเป็นตัวทำให้พริกมีความเผ็ด จะช่วยให้ผมยาวเร็ว เพราะเหมือนเป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นปัจจัยช่วยให้มนุษย์เราเจริญเติบโตขึ้น

นมถั่วเหลือง

          สารไอโซฟลาโวนในถั่วเหลือง ซึ่งรู้กันดีว่าเป็นสารที่ช่วยให้ในเรื่องความยาวของเส้นผม ฉะนั้นใครไม่ชอบดื่มนมก็หันมาดื่มนมถั่วเหลืองหรือน้ำเต้าหู้ ได้ประโยชน์หลาย ๆ อย่างเลยค่ะ

วิตามินบี

          วิตามินบี ช่วยกระตุ้นหนังศีรษะ สร้างเส้นผมใหม่ บำรุงเส้นผมให้มีสุขภาพดี ประกอบด้วย B1, B2, B3, B5, B6, B9 และ B12 วิตามินบีสามารถบริโภคได้ทั้งในรูปแบบอาหารเสริม และในผัก ผลไม้ อย่างเช่น อโวคาโด เป็นผลไม้ที่มีวิตามิน B5 เยอะมาก

5. การเล็มผม

          การตัดผมที่เสียออกไปบ้าง หรือการเล็มผมบ่อย ๆ จะช่วยให้ผมยาวเร็วขึ้นได้  เล็มปลายผมเล็กน้อยแต่ทำสม่ำเสมออย่างน้อยเดือนละครั้ง เพราะถ้าผมยาวมากสารอาหารอาจไปเลี้ยงเส้นผมไม่ทั่วถึง การเล็มปลายผมจะช่วยป้องกันไม่ให้ผมคุณเสียและแตกปลาย ถือว่าเป็นการกำจัดผมแตกปลายไปในตัว รวมถึงลดอาการผมร่วงและกระตุ้นให้ผมยาวเร็วขึ้นด้วย

6. เลิกเครียด

          ความเครียดเป็นปัจจัยที่ทำให้ผมยาวช้า เช่นเดียวกับความเจ็บป่วยอื่น ๆ ที่อาจจะมีผลข้างเคียงที่ทำให้เส้นผมเรายาวช้า ฉะนั้นใครเครียดเป็นประจำ จงหาวิธีผ่อนคลายตัวเองซะค่ะ

7. การต่อผม

          ถือเป็นวิธีที่ง่ายและรวดเร็วที่สุด เหมาะสำหรับสาว ๆ ที่ต้องการผมยาวเร็วทันใจ รับรองว่าได้ยาวสมใจแน่ ๆ การต่อผมสามารถทำได้ที่ร้านทำผมที่มีบริการต่อผม ให้เลือกร้านที่ค่อนข้างมีประสบการณ์ในการต่อผมมาก ๆ เพราะการต่อผมต้องใช้สารเคมีมากมายในการทำซึ่งหากช่างทำผมไม่รู้จริง ก็อาจทำผมสวย ๆ ของเราเสียได้






















 

Create Date : 04 กันยายน 2555    
Last Update : 4 กันยายน 2555 13:46:06 น.
Counter : 437 Pageviews.  

เรียบง่ายได้ผลจริง! พื้นฐานการดูแลผิวหน้า

ผิวสวย





          แม้ใคร ๆ จะบอกว่าความสวยที่แท้จริงจะต้องสวยผุดผ่องออกมาจากข้างใน แต่ถ้าเป็นไปได้ก็ขอสวยทั้งข้างในและข้างนอกไปพร้อม ๆ กันดีกว่า โดยเฉพาะความสวยจากผิวพรรณบนใบหน้า ซึ่งนับเป็นปราการความสวยชั้นแรกที่จะใช้พบปะกับผู้คน จึงต้องดูแลมันอย่างพิถีพิถันสักหน่อย คราวนี้กระปุกดอทคอมก็ขอเอาเรื่องพื้นฐานง่าย ๆ ในการดูแลผิวหน้ามาฝากกัน ขอบอกว่าเบสิกและเรียบง่ายมาก ๆ แต่ถ้าปฏิบัติตามแล้วจะเห็นผลให้ผิวสวยได้จริงแน่นอน คอนเฟิร์มค่ะ!

ผิวของคนเรานั้นมีอยู่ 5 ประเภทด้วยกัน คือ ผิวแห้ง ผิวธรรมดา ผิวแพ้ง่าย ผิวมัน และ ผิวผสม โดยสภาพผิวแต่ละแบบนั้นก็จะพบปัญหาผิวที่ต่าง ๆ กันไป ผิวแห้งมักพบว่ามีผิวลอกเป็นประจำ สาวผิวมันก็พบกับปัญหาสิวอยู่เรื่อย ๆ ส่วนผิวแพ้ง่ายแค่มีการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมนิดหน่อยก็ออกอาการแพ้แล้ว สำหรับผิวธรรมดากับผิวมันนั้น ก็มีโอกาสพบกับปัญหาทุกรูปแบบข้างต้นได้ทั้งหมดอีกต่างหาก วิธีการดูแลผิวแต่ละแบบจึงมีรายละเอียดปลีกย่อยต่างกันออกไป แต่วิธีการหลัก ๆ ที่เป็นพื้นฐานผิวสวย และสามารถใช้ร่วมกันได้ มีดังนี้ค่ะ

ล้างหน้าด้วยคลีนเซอร์วันละหนึ่งครั้ง

          สาว ๆ ทุกคนจำเป็นต้องล้างหน้าด้วยคลีนเซอร์วันละหนึ่งครั้ง และเวลาที่เหมาะสมคือในตอนเย็นหลังกลับมาจากทำงานหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อกำจัดสิ่งสกปรกที่ตกค้างอยู่บนใบหน้ามาทั้งวันออกไป สาวผิวแห้งควรเลือกคลีนเซอร์แบบเนื้อครีม ผิวมันใช้แบบเนื้อเจลหรือโฟมก็ได้ นวดวนเบา ๆ ให้ทั่วใบหน้า ล้างด้วยน้ำสะอาดให้หมดจด ซับหน้าให้แห้ง ต่อด้วยการบำรุงผิวตามขั้นตอนปกติ
ล้างเครื่องสำอางก่อนล้างหน้าทุกครั้ง

          ไม่ว่าคุณจะแต่งหน้าอ่อนหรือแต่งหน้าจัด หากมีการใช้เครื่องสำอางบนใบหน้า ก่อนการล้างหน้าด้วยคลีนเซอร์ คุณต้องเช็ดเครื่องสำอางออกให้หมดจดก่อนทุกครั้งด้วยผลิตภัณฑ์ประเภท เมคอัพ รีมูฟเวอร์ ที่สำคัญให้ค่อย ๆ เช็ดจนกว่าเมคอัพจะหลุดออกมาหมด (อาจต้องเช็ดมากกว่าหนึ่งรอบ) ห้ามถูผิวหน้าแรง ๆ เด็ดขาด เพราะจะทำให้ผิวแดงและเกิดอาการระคายเคือง

ไม่บีบสิว

          กฎแสนพื้นฐานที่ทุกคนต่างรู้ดี (แต่ไม่รู้ว่าทำตามกันหรือเปล่านะสิ ^^”) คือไม่บีบ แคะ แกะ เกา สิวทุกชนิด การบีบสิวทำให้ผิวบวม เกิดรอยแผลเป็น แถมหลาย ๆ ครั้งสิวธรรมดาที่กลายเป็นสิวอักเสบให้เจ็บระบมก็เป็นเพราะการบีบหรือเค้นสิวนี่เอง

มาส์กผลไม้สด

          ผลไม้มีวิตามินมากมาย หลายชนิดเนื้อฉ่ำเติมความชุ่มชื้นสดชื่นให้ผิว แถมบ้างก็มีกรดซาลิไซลิกที่ช่วยทำความสะอาดรูขุมขนและผลัดเซลล์ผิว ก่อนอาบน้ำลองมาส์กหน้าด้วยผลไม้บดอย่าง มะละกอ มะม่วง กล้วย แคนตาลูป นอกจากนี้ผักอย่างมะเขือเทศและแตงกวา ก็ใช้ได้เป็นอย่างดีเช่นกัน แต่สำหรับคนผิวแพ้ง่ายอย่าลืมทดสอบอาการแพ้ด้วยการทาที่ท้องแขนดูก่อนนะคะ

ไม่จับหรือลูบใบหน้า

          อย่าจับหรือลูบคลำใบหน้าเป็นอันขาด หากไม่มีเหตุจำเป็นให้ต้องทำเช่นนั้น คุณรู้หรือไม่ว่ามือและนิ้วของคุณเต็มไปด้วยแบคทีเรียมากมาย  การที่คุณจับใบหน้าก็เท่ากับการถ่ายทอดความสกปรกและแบคทีเรียเหล่านั้นลงไปบนผิวหน้าซึ่งบอบบางกว่ามาก อันเป็นสาเหตุของอาการแพ้ ระคายเคืองผิว ไปจนถึงสิวอักเสบ นอกจากจะไม่จับใบหน้าบ่อย ๆ แล้ว ยังควรล้างมือทุกครั้งทั้งก่อนและหลังรับประทานอาหารด้วยนะคะ

ไม่ละเลยการใช้ครีมกันแดด

          ไม่ว่าจะเป็นหน้าหนาวที่อากาศเย็นจับใจ การใช้ครีมกันแดดก็ยังคงเป็นเรื่องจำเป็น เพราะรังสียูวีที่ทำร้ายผิวคุณนั้น มาจากทั้งแสงแดดและทั้งแสงไฟจากหลอดนีออน เมื่อถูกความร้อนและรังสีเหล่านี้นาน ๆ เข้าก็เกิดริ้วรอยได้ง่าย หากโชคร้ายก็ถึงขั้นเป็นมะเร็งผิวหนังเลยเชียว

สครับผิวสัปดาห์ละครั้ง

          หลังการทำความสะอาดผิวด้วยคลีนเซอร์แล้ว ให้ทำการสครับผิวสัปดาห์ละหนึ่งครั้งด้วยสครับแบบที่คุณชื่นชอบ (และต้องอ่อนโยนกับผิวด้วยนะ) การกำจัดเอาเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วออกไป จะเผยผิวใหม่ที่สดใสกว่าขึ้นมาแทน ทั้งยังลดโอกาสที่จะเกิดสิวเสี้ยนและสิวอุดตันหัวดำได้อีกด้วย


ท้ายที่สุด นอกจากการดูแลผิวเหล่านี้แล้ว การดูแลจากภายในออกมาด้วยการกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อผิว ดื่มน้ำมาก ๆ พักผ่อนให้เพียงพอ ปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ให้ดีต่อสุขภาพกายและสุขภาพผิวมากขึ้น รับรองว่าจะทำให้ผิวคุณสวยเปล่งปลั่งขึ้นได้ผิดหูผิดตาเลยล่ะค่ะ




















 

Create Date : 31 สิงหาคม 2555    
Last Update : 31 สิงหาคม 2555 18:55:28 น.
Counter : 882 Pageviews.  

ลดแป้ง ลดไขมัน เพรียว ๆ แบบไม่เครียด

หุ่นดี


เพรียว ๆ แบบไม่เครียด (e-magazine)

อาหารคาวหวานที่ทุกวันนี้ดูเหมือนจะมีหน้าตาชวนรับประทานไปเสียหมดทุกอย่าง ได้ทำให้หลาย ๆ คน พลั้งใจทานกันจนยั้งแทบไม่อยู่ และนั่นก็เป็นที่มาของความ "อ้วน" ที่นอกจากจะทำให้คุณต้องเสียหุ่นสวยไปแล้ว มันยังนำพาสารพัดโรคร้ายต่าง ๆ มาสู่ร่างกายของคุณอีกด้วย

          งานวิจัยจากการศึกษาของนายแพทย์ Gary Foster ผู้อำนวยการ Temple University’s Center for Obesity Research and Education ได้เผยเกี่ยวกับประสิทธิภาพของการควบคุม หรือลดการบริโภคแป้ง ที่มักเรียกกันอย่างทันสมัยว่า "อาหารแป้งต่ำ" หรือ "Low carbohydrate" ซึ่งเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับการควบคุม หรือลดการบริโภคไขมัน ที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า "Low fat" ว่ามีผลในการลดน้ำหนัก และดีต่อหัวใจมากน้อยแค่ไหน

          โดยศึกษาในประชาชน 307 คน ที่ 2 ใน 3 เป็นเพศหญิง เป็นโรคอ้วนแต่ยังไม่มีโรคแทรกซ้อน เบาหวาน หรือ คอเลสเตอรอลสูง พบว่า เมื่อสิ้นสุด 2 ปี การควบคุมหรือลดการบริโภคไขมัน หรือแป้งให้ผลลดน้ำหนักได้พอ ๆ กัน คือประมาณ 7% หรือ 7.5 กิโลกรัม แต่จุดแตกต่างที่น่าสนใจของอาหารทั้ง 2 รูปแบบนี้คือ ลดแป้ง ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลที่ดี คือ เอ็ชดีแอล สูงขึ้น 23 % ในขณะที่การลดการบริโภคไขมัน ช่วยเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลที่ดี คือ เอ็ชดีแอล สูงขึ้น 12 %

สิ่งที่น่าประทับใจก็คือในการลดการบริโภคแป้งทำให้ระดับเอ็ชดีแอล สูงขึ้นได้พอ ๆ กับการกินยาเลยทีเดียว

ลดแป้ง vs ลดไขมัน

          รูปแบบของการลดการบริโภคแป้งในงานวิจัยนี้ ได้ใช้หลักของ Atkin’s ซึ่งเป็นวิธีการที่โด่งดังกันพอควร ส่วนรูปแบบของการควบคุมหรือลดการบริโภคไขมัน จะจำกัดให้กินพลังงานต่ำลงด้วย ข้อคิดของผู้ทำวิจัยก็คือ ควรมีทางเลือกให้กับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก หรือลดคอเลสเตอรอลว่า จะใช้รูปแบบไหนก็ได้ ส่วนอาหารลดแป้ง เดิมคิดวิตกกันว่าจะมีผลเสียต่อหัวใจหรือไม่ เพราะการลดแป้งก็คือกินไขมันเพิ่มนั่นเอง ซึ่งคาดกันว่าอาจเป็นผลเสียต่อหัวใจ แต่ผลปรากฏว่า ทำให้เอ็ชดีแอล สูงขึ้น 23%

สำหรับผลวิจัยที่ได้ นับว่าน่าจะสามารถนำมาประยุกต์กับคนไทยได้ดี เมื่อเทียบกับวิธีการจำกัดการบริโภคไขมัน เพราะคนไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหญิงไทยสูงอายุ นิยมกินอาหารแป้งและมีรสหวาน ขนมไทยก็มักจะเน้นแป้งและน้ำตาลเป็นหลัก การเน้นลดไขมันในหญิงไทยสูงอายุอาจไม่ตรงประเด็น แต่ถ้าเราเน้นการควบคุมการบริโภคแป้ง น่าจะเห็นผลต่างได้ชัดขึ้น

แต่ก็คงไม่ใช่ไม่กินแป้งเลย ซึ่งการกินแป้งประมาณ 45-50% ของพลังงาน เทียบกับเดิมที่ใช้ค่า 55-60% ก็น่าจะเกิดประโยชน์ต่อหญิงไทยสูงอายุ แต่ถ้าจำกัดแป้งต่ำมากแบบ Atkin จริง ๆ คงยากจะปฏิบัติเพราะว่าหญิงไทยอาจไม่ชินต่อการกินไขมันสูง อาจไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้ปฏิบัติเท่าที่ควร

อย่างไรก็ตาม การพยายามลดน้ำหนักอย่างหักโหมก็ไม่เป็นผลดีกับร่างกายของคุณ เพราะผลวิจัยจากมหาวิทยาลัย University of California-San Francisco ให้ข้อมูลว่า จากการศึกษาสุภาพสตรี 99 คน คนที่จำกัดอาหารจะมีฮอร์โมนคอร์ติซอลเพิ่มในเลือด ซึ่งบ่งบอกถึงสภาวะเครียด

          จากอาสาสมัครในการวิจัยที่มีทั้งหมด 4 กลุ่ม คือกลุ่มที่จำกัดอาหารเหลือไม่เกิน 1200 แคลอรีต่อวัน และคอยเช็คแคลอรีไม่ให้เกิน และกลุ่มที่จำกัดอาหารเหลือไม่เกิน 1200 แคลอรีต่อวัน แต่ไม่ต้องคอยเช็คแคลอรีไม่ให้เกิน โดยกินอาหารที่ผู้วิจัยจัดให้ และกลุ่มที่ 3 ไม่จำกัดแคลอรีแต่คอยเช็คแคลอรีตัวเอง และกลุ่มที่ 4 ก็กินอิสระ พบว่า กลุ่มที่จำกัดอาหารทั้งกลุ่ม 1 และ 2 มีน้ำหนักลดลง 1 กิโลกรัมใน 3 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มที่ไม่จำกัดอาหารน้ำหนักขึ้น 1 กิโลกรัม

          จุดที่น่าสังเกตคือ กลุ่ม 1 และ 2 ที่มีน้ำหนักลดลง มีฮอร์โมนคอร์ติซอลเพิ่มในเลือดทั้ง 2 กลุ่ม คือไม่ว่าจะคอยตรวจเช็คหรือไม่ตรวจเช็ค ก็เครียดเช่นกัน และระดับฮอร์โมนสูงกว่าก่อนจำกัดอาหาร และสูงกว่ากลุ่มที่ไม่จำกัดอาหาร

งานนี้ เห็นทีว่า ถ้าจะอดก็คงต้องเครียด แถมถ้าปล่อยตัวก็คงเป็นหมู เอาเป็นว่า ลองหันมาสร้างเสริมพฤติกรรมการกินให้ถูกต้อง และบวกกับการออกกำลังกาย น่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด



















 

Create Date : 22 สิงหาคม 2555    
Last Update : 22 สิงหาคม 2555 15:06:48 น.
Counter : 665 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  

donmaikoom
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add donmaikoom's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.