Group Blog
 
All blogs
 

ความก้าวหน้าของงานวิจัยที่พยายามที่จะรักษาโรคเอดส์ให้หายขาด

งานวิจัยด้านไวรัสเอชไอวีและโรคเอดส์เป็นงานที่ท้าทายนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกเนื่องจากเป็นเวลาเกือบสามสิบปีแล้วที่มนุษย์รู้จักโรคติดเชื้อเอชไอวีแต่ก็ยังหาวิธีที่จะรักษาโรคนี้ให้หายขาดไม่ได้ ถึงแม้จะค้นพบยาต้านไวรัสที่สามารถยับยั้งเอชไอวีอย่างได้ผล แต่ไวรัสก็สามารถหลบซ่อนและพัฒนาสายพันธุ์ที่ดื้อยาได้อย่างรวดเร็ว ยาต้านไวรัสจึงเป็นเพียงสิ่งที่ชะลอให้ไวรัสทำลายระบบภูมิคุ้มกันได้ช้าลงและยืดระยะเวลาที่ผู้ติดเชื้อจะแสดงอาการเอดส์ระยะสุดท้ายออกไปเท่านั้น ส่วนวัคซีนสำหรับป้องกันและรักษาโรคติดเชื้อเอชไอวีนั้นยังอยู่ในขั้นตอนการทดลอง ถึงแม้จะยังพอมีความหวัง แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ให้ความเห็นว่าจะยังไม่มีวัคซีนที่ใช้ได้ผลภายในระยะเวลาสิบปีนี้

ปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งที่ทำให้การรักษาโรคติดเชื้อเอชไอวีให้หายขาดเป็นไปได้ยากคือ การที่ไวรัสมีความสามารถที่จะเข้าไปหลบซ่อนในเซลเม็ดเลือดขาวของผู้ติดเชื้อ โดยเม็ดเลือดขาวบางชนิดไม่ได้อยู่ในกระแสเลือด แต่จะหลบอยู่ตามเนื้อเยื่อของอวัยวะต่างๆ เช่น ต่อมน้ำเหลือง สมอง และ อัณฑะ ซึ่งโมเลกุลของยาต้านไวรัสไม่สามารถผ่านเข้าไปออกฤทธิ์ในอวัยวะเหล่านี้อย่างได้ผล ลักษณะเช่นนี้จึงเปรียบเสมือนเกราะสองชั้นที่ป้องกันเอชไอวีจากยาต้านไวรัสและระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย นอกจากนี้ เม็ดเลือดขาวบางชนิดที่เอชไอวีเข้าไปหลบซ่อน สามารถเข้าสู่ภาวะจำศีลและมีชีวิตแอบอยู่ตามอวัยวะต่างๆ ได้นานนับเดือน เมื่อเม็ดเลือดขาวตื่นขึ้นมา เอชไอวีก็ถูกกระตุ้นให้ตื่นขึ้นมาด้วยและทำการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนอีกมากมาย จากนั้นเอชไอวีที่เกิดขึ้นมาใหม่ก็ออกจากเม็ดเลือดขาวแล้วเข้าไปสู่เม็ดเลือดขาวเซลอื่นๆ เซลเม็ดเลือดขาวที่ปล่อยเอชไอวีออกมาโดยมากมักจะตายหลังจากนั้นไม่นาน เซลเม็ดเลือดขาวใหม่ที่ติดเชื้อบางเซลก็กลับเข้าไปแอบตามอวัยวะต่างๆ และเข้าสู่ภาวะจำศีล เป็นวงจรเช่นนี้เรื่อยไป

จากความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมของเอชไอวีดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น นักวิทยาศาสตร์จึงตั้งสมมติฐานว่า หากมีวิธีที่สามารถกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวที่ติดเชื้อที่อยู่ในภาวะจำศีลและแอบอยู่ตามอวัยวะต่างๆ ตื่นขึ้นมาและปล่อยเอชไอวีที่อยู่ในเซลออกมาได้ แล้วกำจัดเอชไอวีที่ถูกปล่อยออกมานี้ด้วยยาต้านไวรัส ก็น่าจะทำให้ปริมาณไวรัสที่แอบอยู่ตามอวัยวะต่างๆ ค่อยๆ ลดลง ในขณะเดียวกันร่างกายก็มีการสร้างเม็ดเลือดขาวใหม่ขึ้นมาทดแทน ถึงแม้จะมีไวรัสบางส่วนสามารถหลบยาต้านไวรัสเข้าไปในเม็ดเลือดขาวเซลอื่นได้แต่ก็น่าจะมีจำนวนน้อย หากคงอัตราการขับเม็ดเลือดขาวที่ติดเชื้อที่อยู่ในภาวะจำศีลออกมาจากแหล่งหลบซ่อนและกำจัดเอชไอวีด้วยยาต้านไวรัสเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ก็น่าจะทำให้เอชไอวีค่อยๆ ถูกกำจัดออกจากร่างกายไปทีละน้อยจนกระทั่งหมดไปจากร่ายกาย

เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพและเข้าใจได้ง่ายขึ้น จะขอเปรียบเทียบการติดเชื้อเอชไอวีว่าเป็นเหมือนกับการกู้เงิน ปริมาณเอชไอวีที่อยู่ในแหล่งหลบซ่อนเปรียบเหมือนกับจำนวนเงินต้นที่ไปกู้มาและปริมาณเอชไอวีในกระแสเลือดเปรียบเหมือนกับจำนวนดอกเบี้ยเงินกู้ ยาต้านไวรัสที่กินเข้าไปนั้นกำจัดเอชไอวีได้เพียงส่วนที่อยู่ในกระแสเลือด ซึ่งเปรียบเหมือนกับการที่เรานำเงินไปจ่ายดอกเบี้ยเพื่อไม่ให้มีหนี้สินเพิ่มขึ้น ถึงแม้จะกินยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอจนตรวจไม่พบเอชไอวีในกระแสเลือดก็ตาม แต่ก็ยังมีเอชไอวีในแหล่งหลบซ่อนที่พร้อมที่จะเพิ่มจำนวนออกมาทันทีเมื่อหยุดกินยา ซึ่งก็เหมือนกับการจ่ายดอกเบี้ย ถึงแม้จะจ่ายดอกเบี้ยตรงเวลาทุกงวดจนหมด แต่เงินต้นก็ยังอยู่ เงินที่จ่ายไปนี้ไม่ได้นำไปใช้ชำระหนี้เงินต้น เมื่อหยุดจ่ายดอกเบี้ย หนี้สินก็เพิ่มขึ้นทันที นักวิทยาศาสตร์จึงพยายามที่จะหาหนทางนำเงินไปทยอยชำระหนี้เงินต้นและเมื่อมีดอกเบี้ยเกิดขึ้นก็รีบชำระเพื่อป้องกันไม่ให้ดอกเบี้ยพอกพูนจนหนี้สินกลับมามากเท่าเดิม หากทยอยผ่อนชำระหนี้เงินต้นไปเรื่อยๆ จนหมดก็จะสามารถปลดหนี้ได้ ซึ่งก็เปรียบเหมือนกับการกำจัดเอชไอวีออกจากร่างกายผู้ติดเชื้อได้จนหมด

นักวิทยาศาสตร์พบว่า กรดวาลโปรอิก (valproic acid) ซึ่งเป็นยาลดอาการชัก มีคุณสมบัติสามารถกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวที่อยู่ในภาวะจำศีลตื่นขึ้นมาและปล่อยเอชไอวีออกมาได้ จึงทำการทดลองในผู้ติดเชื้อเอชไอวีจำนวนสี่คนในสหรัฐอเมริกา โดยทำการเจาะเลือดผู้ติดเชื้อแต่ละคนก่อนเริ่มการทดลอง เพื่อหาว่าในเม็ดเลือดขาวที่อยู่ในภาวะจำศีลจำนวนหนึ่งพันล้านเซล มีเซลที่ติดเชื้อเอชไอวีอยู่กี่เซล จากนั้นให้ผู้ติดเชื้อกินยาต้านไวรัสสูตรที่ประกอบไปด้วยยาต้านไวรัสสามถึงสี่ตัวซึ่งเรียกสูตรยานี้ว่า ฮาร์ท (HAART) เพื่อกำจัดไวรัสในกระแสเลือดให้ได้มากที่สุด โดยกินร่วมกับยาต้านไวรัสอีกตัวหนึ่งคือ เอ็นฟิวเวอร์ไทด์ (enfuvirtide) ซึ่งเป็นยาต้านไวรัสในกลุ่ม fusion inhibitor มีฤทธิ์ป้องกันไม่ให้เอชไอวีเจาะผ่านผนังเซลเข้าไปอาศัยในเม็ดเลือดขาวได้ ตามธรรมชาติเอชไอวีมีพฤติกรรมเหมือนกาฝาก จำเป็นต้องเข้าไปอาศัยอยู่ในเซลเม็ดเลือดขาวของมนุษย์ หากเข้าเซลไม่ได้ก็จะตายในระยะเวลาไม่นาน หลังจากกินยาต้านไวรัสได้หนึ่งเดือนถึงหนึ่งเดือนครึ่งจนมั่นใจว่าในกระแสเลือดของผู้ติดเชื้อมีปริมาณเอชไอวีต่ำมาก ก็เริ่มให้ผู้ติดเชื้อกินกรดวาลโปรอิกวันละสองครั้งร่วมกับยาต้านไวรัสเป็นเวลานานสามเดือน หลังจากนั้นทำการเจาะเลือดอีกครั้งเพื่อนับจำนวนเม็ดเลือดขาวที่อยู่ในภาวะจำศีลที่ติดเชื้อ

ผลการทดลองพบว่าหลังจากที่ให้ผู้ติดเชื้อกินกรดวาลโปรอิกร่วมกับยาต้านไวรัสไปแล้วสามเดือน เม็ดเลือดขาวที่ติดเชื้อที่อยู่ในภาวะจำศีลในผู้ติดเชื้อทั้งสี่คน มีจำนวนลดลงร้อยละ 29, 84, 68 และ 72 ตามลำดับเมื่อเทียบกับก่อนเริ่มการทดลอง แต่เนื่องจากการทดลองนี้ใช้เวลาสั้นเพียงสามเดือน อีกทั้งขบวนการลดการติดเชื้อในเม็ดเลือดขาวนี้กินเวลานานและยังไม่ทราบว่าต้องใช้เวลานานเท่าใดจึงจะกำจัดเชื้อได้หมด นักวิทยาศาสตร์จึงใช้การคำนวนทางคณิตศาสตร์มาช่วยในการคาดคะเน พบว่าหากกินยาอย่างนี้ไปอย่างสม่ำเสมอโดยเคร่งครัดและไม่มีปัญหาอื่นๆ เช่น การเกิดเชื้อดื้อยา การเกิดผลข้างเคียงของยา ฯลฯ ในทางทฤษฎีแล้วจะต้องใช้เวลาประมาณ 51 ปี จึงจะสามารถขจัดเอชไอวีออกจากร่างกายผู้ติดเชื้อได้หมด

อย่างไรก็ดี ภายหลังจากการเผยแพร่ผลงานวิจัยนี้ ก็มีนักวิทยาศาสตร์กลุ่มอื่นทำการทดลองแบบเดียวกันนี้ซ้ำในผู้ติดเชื้อเก้าคนในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยผู้ติดเชื้อกินกรดวาลโปรอิกร่วมกับยาต้านไวรัสนานหนึ่งถึงสองปี ผลการทดลองพบว่า ไม่ว่าจะกินกรดวาลโปรอิกร่วมกับยาต้านไวรัสหรือไม่ก็ไม่มีผลต่อจำนวนเม็ดเลือดขาวที่ติดเชื้อที่อยู่ตามแหล่งหลบซ่อน และยังพบว่าการกินกรดวาลโปรอิกร่วมกับยาต้านไวรัสบางตัว เช่น เอแซดที จะทำให้เกิดพิษจากผลข้างเคียงของยาหลายประการ เช่น เกิดโลหิตจาง

ในประเทศอังกฤษ มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีคนหนึ่งกินกรดวาลโปรอิกเพื่อรักษาอาการทางประสาทและอาการชักร่วมกับยาต้านไวรัสมานานประมาณสองปี เมื่อทราบข่าวผลการวิจัยดังกล่าวข้างต้น ก็รีบเดินทางมาพบแพทย์และขอให้แพทย์ตรวจว่าตนเองหายขาดจากโรคติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่ แพทย์จึงทำการตรวจวัดปริมาณเอชไอวีในร่างกายและจำนวนเม็ดเลือดขาว พบว่าได้ผลไม่แตกต่างจากผู้ติดเชื้อทั่วไปที่กินยาต้านไวรัสสูตรธรรมดาที่ไม่มีกรดวาลโปรอิก ต่อมาแพทย์ให้ผู้ติดเชื้อหยุดกินยาต้านไวรัส พบว่าเอชไอวีเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมากภายในสามสัปดาห์ ซึ่งบ่งชี้ว่าผู้ติดเชื้อคนนี้ยังไม่หายขาดจากโรค ส่วนกรดวาลโปรอิกที่ผู้ติดเชื้อคนนี้กินมาเป็นระยะเวลาสองปีก็ไม่มีผลต่อจำนวนเม็ดเลือดขาวที่ติดเชื้อที่อยู่ในภาวะจำศีล ดังจะเห็นได้จากการตรวจพบเอชไอวีปริมาณมากในกระแสเลือดภายในสามสัปดาห์หลังจากหยุดกินยาต้านไวรัส หากกรดวาลโปรอิกสามารถลดจำนวนเม็ดเลือดขาวที่ติดเชื้อเอชไอวีที่อยู่ในภาวะจำศีลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็ควรจะต้องใช้ระยะเวลานานกว่านี้กว่าเอชไอวีจะเพิ่มจำนวนจนมีปริมาณมากพอที่สามารถตรวจเจอได้ในกระแสเลือด

ถึงแม้นักวิทยาศาสตร์จากหลายแห่งจะรายงานผลการทดลองที่ขัดแย้งกัน แต่ก็ถือว่าเป็นสิ่งปกติของงานวิจัย เนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อที่เข้าร่วมการทดลองนั้นมีจำนวนน้อย รวมทั้งนักวิทยาศาสตร์ยังไม่เข้าใจธรรมชาติและพฤติกรรมที่ซับซ้อนของเอชไอวีอย่างถ่องแท้ นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบว่าเอชไอวีมีแหล่งหลบซ่อนในเซลชนิดอื่นซึ่งไม่ไวต่อการกระตุ้นด้วยกรดวาลโปรอิกหรือไม่ ขบวนการกำจัดเอชไอวีออกจากร่างกายโดยใช้กรดวาลโปรอิกจะต้องใช้เวลานานเท่าใด จะมีสารอื่นที่จะช่วยเร่งขบวนการกำจัดเอชไอวีนี้หรือไม่ และยังมีปัจจัยอื่นที่ซับซ้อนอีกหลายปัจจัยที่ทำให้ผลการทดลองในระยะแรกๆ นี้ออกมาไม่สอดคล้องกัน ลักษณะเช่นนี้ก็เคยเกิดขึ้นเมื่อครั้งที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบยาต้านไวรัสเอชไอวีเป็นครั้งแรก นักวิทยาศาสตร์หลายคนให้ความเห็นว่าหากกินยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่องเพื่อจำกัดให้ระดับเอชไอวีในร่างกายอยู่ในระดับต่ำในระยะเวลาหนึ่ง ก็จะทำให้เอชไอวีค่อยๆ ถูกกำจัดออกไปจากร่างกายจนหมด โดยนักวิทยาศาสตร์ตั้งสมมติฐานว่า เมื่อไวรัสแบ่งตัวเพิ่มจำนวนในเม็ดเลือดขาวและออกมาในกระแสเลือดเพื่อจะเข้าไปอาศัยและแบ่งตัวในเม็ดเลือดขาวเซลใหม่ ในระหว่างนี้ก็จะโดนกำจัดด้วยยาต้านไวรัสโดยที่ยังไม่ทันจะเข้าไปในเม็ดเลือดขาวเซลใหม่ เมื่อเอชไอวีมีโอกาสเพิ่มจำนวนได้น้อยลง ในที่สุดก็จะหมดไปจากร่างกาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว นักวิทยาศาสตร์สมัยนั้นยังไม่ทราบว่าเอชไอวีสามารถดื้อต่อยาต้านไวรัสได้อย่างรวดเร็ว เซลที่ติดเชื้อมีการจำศีลและหลบซ่อนตามอวัยวะต่างๆ ที่ยาต้านไวรัสไม่สามารถเข้าไปถึง สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่การใช้ยาต้านไวรัสเพียงอย่างเดียวไม่สามารถกำจัดเอชไอวีออกจากร่างกายได้หมดอย่างที่นักวิทยาศาสตร์ตั้งสมมติฐานไว้

หากมองโลกในแง่ร้ายว่าในท้ายที่สุด ไม่ว่าจะทำอย่างไร นักวิทยาศาสตร์ก็ไม่สามารถหาวิธีรักษาโรคติดเชื้อเอชไอวีให้หายขาดได้ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ามนุษยชาติจะไม่สามารถเอาชนะเอชไอวีได้ หากใช้แนวความคิดเดียวกันกับที่ได้บรรยายมาแล้วข้างต้นมาปรับใช้ โดยหาวิธีลดจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่เพิ่มขึ้นในแต่ละวันลงให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและอย่างต่อเนื่องในทุกประเทศทั่วโลก ภายในระยะเวลาไม่นานก็น่าจะสามารถกำจัดเอชไอวีให้หมดไปจากมนุษยชาติได้ แต่การกระทำดังกล่าวดูเหมือนว่าจะมีความยากและซับซ้อนมากกว่าการค้นหายาหรือวัคซีนที่จะรักษาโรคติดเชื้อเอชไอวีให้หายขาดเสียอีก




 

Create Date : 06 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 6 พฤษภาคม 2551 16:23:19 น.
Counter : 371 Pageviews.  

จะมีวัคซีนเอดส์ใช้ภายในสิบปีนี้หรือไม่

ตั้งแต่พบผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่แสดงอาการเอดส์รายแรกในปี พ.ศ.2524 จนถึงปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลองเพื่อค้นหาและทดสอบวัคซีนเอชไอวีมาแล้วมากกว่า 95 การทดลอง ในอาสาสมัครมากกว่า 26,000 คน แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จในการค้นหาวัคซีนสำหรับป้องกันการติดเชื้อหรือรักษาโรคติดเชื้อเอชไอวีให้หายขาด

วัคซีนที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาในยุคแรกนั้น ถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายสร้างโปรตีนชนิดหนึ่งออกมาจับกับไวรัสและทำลายไวรัสเพื่อป้องกันการติดเชื้อ โดยโปรตีนที่ระบบภูมิคุ้มกันสร้างมานี้มีความจำเพาะกับเอชไอวีแต่ละสายพันธุ์ แต่เนื่องจากเอชไอวีสามารถกลายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้บริเวณผิวด้านนอกของไวรัสมีโครงสร้างเปลี่ยนแปลงไป โปรตีนของระบบภูมิต้านทานจึงไม่สามารถจับกับไวรัสและทำลายไวรัสได้ นอกจากนี้เอชไอวียังมีกลไกในการซ่อนโครงสร้างบริเวณผิวของไวรัสเพื่อป้องกันไม่ให้โปรตีนของระบบภูมิคุ้มกันเข้ามาจับได้อีกด้วย จึงเป็นเหตุผลให้วัคซีนในยุคแรกมีประสิทธิภาพไม่ดีตามที่คาดหวังไว้

นักวิทยาศาสตร์ของบริษัทเมิร์คได้ออกแบบวัคซีนชนิดใหม่ โดยนำยีนของเอชไอวี 3 ยีน ใส่เข้าไปใน แอดีโนไวรัส (Adenovirus) ซึ่งเป็นไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคหวัดในมนุษย์ ยีนของเอชไอวีในแอดีโนไวรัสจะไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาเพื่อต่อต้านเอชไอวี โดยการทดลองในห้องปฏิบัติการและในสัตว์ทดลองพบว่าวัคซีนสามารถกระตุ้นเซลเม็ดเลือดขาวให้เข้ามาทำลายเอชไอวี โดยครอบคลุมสายพันธุ์ที่มีการกลายพันธุ์และไม่กลายพันธุ์ รวมทั้งสามารถกำจัดเซลที่ติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งเป็นแหล่งเพิ่มจำนวนและแพร่เชื้อไปสู่เซลอื่นๆ ได้

บริษัทเมิร์คจึงร่วมกับสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ทำการทดลองขั้นต่อมาในมนุษย์เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.2547 ในหลายประเทศในทวีปอเมริกา ออสเตรเลียและประเทศในหมู่เกาะแคริเบียน โดยทดลองในอาสาสมัครทั้งหญิงและชายที่มีสุขภาพดีแต่มีพฤติกรรมเสี่ยงที่จะติดเชื้อ จำนวน 3,000 คน เพื่อประเมินความปลอดภัยในการใช้วัคซีน, ประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อและประสิทธิภาพในการยับยั้งไวรัสในกระแสเลือด

เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ในระหว่างที่รอผลการทดลองวัคซีนอยู่นั้น วารสารเนเจอร์เม็ดดิซีนซึ่งเป็นวารสารรายเดือนที่ตีพิมพ์ผลงานวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ชั้นนำของโลก ได้ตีพิมพ์ความเห็นของนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านเอชไอวีและเป็นหัวหน้าทีมวิจัยวัคซีนเอชไอวีของมหาวิทยาลัยหรือสถาบันวิจัยในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อถูกถามว่า วัคซีนเอดส์จะสำเร็จภายในสิบปีนี้หรือไม่? นักวิทยาศาสตร์ทุกคนตอบตรงกันว่า ภายในสิบปีนี้จะยังไม่มีวัคซีนที่สามารถป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีอย่างได้ผลหรือสามารถใช้รักษาการติดเชื้อเอชไอวีให้หายขาด แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังมีความหวังว่า วัคซีนของบริษัทเมิร์คที่กำลังทดสอบอยู่ในขณะนั้นจะสามารถยับยั้งไวรัสได้บางส่วนถึงแม้จะมีประสิทธิภาพดีไม่เท่ากับที่คาดหวังไว้ก็ตาม เนื่องจากเซลเม็ดเลือดขาวที่ถูกกระตุ้นด้วยวัคซีนชนิดนี้ สามารถออกฤทธิ์ต่อเอชไอวีได้เป็นวงกว้างมากขึ้น

กลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา ได้มีการเปิดเผยผลการทดลองวัคซีนของบริษัทเมิร์คบางส่วน โดยเป็นผลการวัดประสิทธิภาพของวัคซีนในการป้องกันการติดเชื้อในอาสาสมัครเฉพาะกลุ่มชายรักร่วมเพศซึ่งมีพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ การทดลองได้แบ่งอาสาสมัครออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรก 741 คน ได้รับวัคซีนจริง และกลุ่มที่สอง 762 คน ได้รับวัคซีนหลอก เมื่อเวลาผ่านไปสองปี พบว่าอาสาสมัครกลุ่มที่ได้รับวัคซีนจริง ติดเชื้อ 24 คน กลุ่มที่ได้รับวัคซีนหลอก ติดเชื้อ 21 คน บ่งชี้ว่าวัคซีนชนิดนี้ไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อ เมื่อตรวจเลือดเพื่อวัดปริมาณไวรัสในกระแสเลือด พบว่าปริมาณไวรัสในกระแสเลือดของผู้ติดเชื้อทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกัน แสดงว่าวัคซีนไม่สามารถควบคุมปริมาณไวรัสในกระแสเลือดให้อยู่ในระดับต่ำได้ บริษัทเมิร์คจึงได้ประกาศยุติการทดลองวัคซีนในเดือนกันยายนที่ผ่านมา

นักวิทยาศาสตร์ผิดหวังกับผลการทดลองนี้เป็นอย่างมาก เนื่องจากวัคซีนของบริษัทเมิร์คนี้เป็นวัคซีนตัวแรกที่ถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นให้ระบบเซลเม็ดเลือดขาวเข้ามาจัดการกับเอชไอวีและกำจัดเซลที่ติดเชื้อเอชไอวี จึงคาดหวังกันว่าวัคซีนชนิดนี้จะมีประสิทธิภาพดีกว่าวัคซีนรุ่นเก่า ถึงแม้จะไม่สามารถกำจัดเอชไอวีได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็น่าจะยับยั้งเอชไอวีได้บางส่วน ความล้มเหลวของวัคซีนตัวนี้จึงอาจจะส่งผลให้การวิจัยและพัฒนาวัคซีนเอชไอวีหยุดชะงัก เนื่องจากบริษัทยาและแหล่งเงินทุนวิจัยชะลอการลงทุนในโครงการทดลองวัคซีนเอชไอวีตัวอื่นๆ ที่ถูกออกแบบมาในลักษณะคล้ายกันนี้ ซึ่งกำลังจะเริ่มทำการทดลองในมนุษย์ เพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุที่วัคซีนไม่ได้ผล ก่อนตัดสินใจว่าจะดำเนินโครงการวิจัยต่อหรือไม่ หลายโครงการอาจจะถูกยกเลิกไปเลยหากวิเคราะห์แล้วว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะล้มเหลว

ถึงแม้นักวิทยาศาสตร์จะประสบความสำเร็จในการพัฒนาวัคซีนสำหรับป้องกันและรักษาเอชไอวีได้ในอนาคต ผู้ติดเชื้อในประเทศกำลังพัฒนา เช่น ประเทศในอัฟริกาและเอเชียก็ยังมีโอกาสน้อยที่จะได้รับวัคซีน เนื่องจากวัคซีนอาจจะมีราคาสูงมาก เช่นเดียวกับเมื่อครั้งที่นักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จในการพัฒนายาต้านไวรัสเอแซดที (AZT) ซึ่งเป็นยาต้านไวรัสตัวแรกที่องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาอนุญาตให้ใช้รักษาโรคติดเชื้อเอชไอวีในมนุษย์ได้เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.2530 ในช่วงแรกยาเอแซดทีมีราคาสูงมาก แม้แต่ผู้ติดเชื้อในสหรัฐอเมริกาเองก็ยังไม่มีโอกาสได้รับยา กว่าที่ผู้ติดเชื้อในประเทศที่ยากจนจะได้รับยาเอแซดทีก็ต้องใช้เวลาหลังจากนั้นหลายปี และถึงแม้ในปัจจุบันจะมียาต้านไวรัสมากกว่ายี่สิบตัวที่ได้รับอนุญาตให้ใช้รักษาโรคติดเชื้อเอชไอวีได้ แต่ก็ยังมีผู้ติดเชื้อจำนวนมากที่ยังไม่มีโอกาสได้รับยาต้านไวรัสเลยแม้แต่ตัวเดียว เมื่อปี พ.ศ.2545 องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่ามีผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ทั่วโลก 14,000 คนต่อวัน ปริมาณผู้ติดเชื้อจำนวนมากนี้เป็นอุปสรรคที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้ไม่สามารถผลิตวัคซีนออกมาได้เพียงพอในระยะเวลาอันสั้น

โดยสรุป ในขณะที่เขียนบทความนี้ (เดือนตุลาคม พ.ศ.2550) นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาวัคซีนสำหรับป้องกันการติดเชื้อหรือรักษาโรคติดเชื้อเอชไอวีให้หายขาด จากข้อมูลผลการทดลองวัคซีนเอชไอวีในมนุษย์จากอดีตถึงปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าจะยังไม่มีวัคซีนดังกล่าวให้ใช้ภายในระยะเวลาสิบปีนี้ ถึงแม้วัคซีนที่กำลังทดลองอยู่ในปัจจุบันจะยังไม่มีประสิทธิภาพตามที่คาดไว้ แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังหวังว่าวัคซีนเหล่านี้จะสามารถยับยั้งเอชไอวีได้บางส่วน ซึ่งหากนำวัคซีนนี้มาใช้ร่วมกับยาต้านไวรัสก็น่าจะเป็นประโยชน์ในการควบคุมระดับเอชไอวีในร่างกายผู้ติดเชื้อให้อยู่ในระดับต่ำ เชื้อมีการกลายพันธุ์และดื้อต่อยาต้านไวรัสช้าลง ชะลอการทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายและช่วยยืดระยะเวลาก่อนที่ผู้ติดเชื้อจะแสดงอาการเอดส์ระยะสุดท้ายออกไปได้นานขึ้น อย่างไรก็ดี ปัจจุบันยังมีการทดลองวัคซีนเอชไอวีชนิดอื่นๆ อีกหลายการทดลองทั่วโลก ในประเทศไทยเองก็มีการทดลองขนาดใหญ่ซึ่งเป็นการทดลองทางคลินิกในระยะที่สาม (Phase III Clinical Trial) โดยบริษัทซาโนฟีและแว็กซ์เจน เพื่อดูประสิทธิภาพของวัคซีนในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี การทดลองนี้เริ่มมาตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ.2546 และน่าจะทราบผลการทดลองในอีกไม่นานนี้ ดังนั้นจึงยังพอมีความหวังว่านักวิทยาศาสตร์จะค้นพบวัคซีนที่สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีพอที่จะป้องกันการติดเชื้อหรือยับยั้งไวรัสเอชไอวีได้ ถึงแม้จะยับยั้งได้เพียงบางส่วนก็ตาม




 

Create Date : 26 ตุลาคม 2550    
Last Update : 26 ตุลาคม 2550 13:07:17 น.
Counter : 379 Pageviews.  

เหตุใดยุงเป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออกแต่ไม่เป็นพาหะแพร่เชื้อเอชไอวี

ท่านผู้อ่านคงทราบกันดีแล้วว่าเชื้อเอชไอวีเป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือโรคเอดส์ เอชไอวีสามารถแพร่จากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งได้สามทางหลักๆ ด้วยกัน ทางแรกคือการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อโดยไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัย ไม่ว่าจะเป็นเพศสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกัน (Homosexual transmission) หรือต่างเพศกัน (Heterosexual transmission) ทางที่สองคือจากหญิงติดเชื้อที่ตั้งครรภ์ถ่ายทอดไปสู่ลูก (Mother-to-child or Vertical transmission) และทางที่สามคือทางเลือดหรือผลิตภัณฑ์จากเลือด (Transmission via blood or blood products) เช่น การได้รับการถ่ายเลือดหรือพลาสมาที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่ หรือการใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้ติดเชื้อ จากวิธีการถ่ายทอดเชื้อทั้งสามทางดังกล่าว เราจะสังเกตุได้ว่าเชื้อจะผ่านจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งได้ก็ต่อเมื่อมีการสัมผัสกันระหว่างเยื่อเมือกของคนทั้งสองหรือการได้รับเชื้อทางเลือดโดยผ่านทางตัวกลาง เช่น เข็มฉีดยาหรือใบมีด

ถ้าเอชไอวีสามารถแพร่จากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งได้ทางเข็มฉีดยา แล้วยุงจะเป็นพาหะแพร่เชื้อเอชไอวี เหมือนกับที่เป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออกได้หรือไม่ เพราะยุงมีปาก (Proboscis) เป็นรูปทรงแหลมเหมือนเข็มฉีดยาและใช้ปากดูดกินเลือดคนเป็นอาหารด้วย?

โดยปกติ นักวิทยาศาสตร์จะไม่ตอบคำถามแบบฟันธงลงไปร้อยเปอร์เซนต์ว่ายุงไม่เป็นพาหะแพร่เชื้อเอชไอวีแน่นอน ถึงแม้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากจะบ่งชี้ว่ายุงไม่เป็นพาหะแพร่เชื้อเอชไอวีก็ตาม ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างของปากยุงและธรรมชาติการดูดเลือดของยุงเสียก่อน บริเวณปากของยุงมีรูปทรงแหลมเหมือนเข็มฉีดยา มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.02 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร จริงๆ แล้วปากของยุงประกอบไปด้วยท่อสองท่อแยกออกจากกัน ท่อแรกใช้พ่นออกและท่อที่สองใช้ดูดเข้าเท่านั้น ท่อแรกเป็นท่อที่ต่อมาจากต่อมน้ำลาย ใช้พ่นน้ำลายเข้าไปในบริเวณที่จะดูดเลือดโดยน้ำลายของยุงมีฤทธิ์ป้องกันการแข็งตัวของเลือด ทำให้ยุงสามารถดูดเลือดได้สะดวกและเลือดไม่แข็งตัวในตัวยุง ส่วนท่อที่สองเป็นท่อที่ยุงใช้ดูดเลือดเข้าสู่ตัวยุง ยุงตัวผู้ไม่ดูดเลือดแต่จะกินน้ำหวานจากดอกไม้หรือผลไม้ ยุงตัวเมียเท่านั้นที่ดูดเลือด เมื่อดูดเลือดอิ่มแล้วก็มักจะไม่กลับมาดูดเลือดอีกทันที ยุงจะบินไปแอบในที่มืดๆ เงียบๆ หรือไปวางไข่ตามแหล่งน้ำ หากยุงถูกรบกวนในขณะที่กำลังดูดเลือด ยุงจะบินกลับมาดูดเลือดใหม่ โดยไม่พ่นเลือดที่เพิ่งดูดเข้าไปซึ่งอยู่ในท้องกลับออกมา เนื่องจากระบบท่อทั้งสองท่อทำหน้าที่ต่างกันดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีทางที่เราจะได้รับเชื้อเอชไอวีจากเลือดที่อยู่ในตัวยุง

ทีนี้เรามาพิจารณาเอชไอวีที่อยู่ในเลือดที่ติดอยู่บริเวณผิวรอบปากของยุง เมื่อยุงถอนปากออกจากผิวหนังบริเวณที่ดูดเลือด ผิวด้านนอกของปากยุงจะผ่านชั้นเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (Connective tissue) และผิวหนังชั้นนอกของคน ซึ่งเป็นชั้นที่ไม่ไวต่อการติดเชื้อเอชไอวี ทำให้เลือดที่ติดอยู่ที่ผิวด้านนอกของปากยุงถูกปาดออกไป ไม่เหลือเลือดติดอยู่หรือเหลือเลือดติดอยู่ปริมาณน้อยมากจนไม่มีไวรัสหลงเหลืออยู่ในเลือดนั้นหรือมีไวรัสหลงเหลืออยู่แต่ไม่เพียงพอที่จะก่อให้เกิดโรคได้ เนื่องจากไวรัสจะเริ่มสูญเสียความสามารถในการก่อโรคและมีปริมาณลดลงทันทีเมื่อเลือดบริเวณปากของยุงเริ่มแห้ง

อย่างไรก็ดี นักวิทยาศาสตร์ได้ทดลองป้อนเลือดที่มีเชื้อเอชไอวีให้ แมลงวันคอก (Stomoxy calcitrans) กิน หลังจากกินเลือดอิ่มหนึ่งถึงสองนาที แมลงวันคอกจะสำรอกเลือดออกมามีปริมาตรประมาณ 0.2 ไมโครลิตร (สองส่วนในสิบล้านส่วนของหนึ่งลิตร) และสามารถตรวจพบเชื้อเอชไอวีได้ในเลือดที่สำรอกออกมา ถึงแม้แมลงวันคอกจะสามารถสำรอกเลือดออกมาได้และตรวจพบเชื้อเอชไอวีในเลือด แต่โอกาสที่จะก่อให้เกิดการติดเชื้อได้นั้นน้อยมาก เนื่องจากปริมาตรเลือด 0.2 ไมโครลิตร เป็นปริมาตรที่น้อย ทำให้เลือดมีโอกาสแห้งอย่างรวดเร็วและเชื้อเอชไอวีตายได้ทั้งหมดก่อนที่แมลงวันคอกจะไปกัดคนอื่น ในกรณีที่เลือดที่สำรอกออกมายังไม่แห้งและติดอยู่ที่บริเวณปากในขณะที่ไปกัดคนอื่น เมื่อแมลงวันคอกสอดส่วนปากเข้าไปเพื่อดูดเลือด ส่วนปากจะต้องผ่านชั้นผิวหนังด้านนอกและชั้นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันซึ่งไม่ไวต่อการติดเชื้อเอชไอวี เนื้อเยื่อทั้งสองชั้นนี้จะช่วยปาดเลือดออกไปก่อนที่แมลงวันคอกจะสามารถแทงส่วนปลายปากเข้าไปถึงหลอดเลือดได้สำเร็จ ดังนั้นกลไกนี้จึงไม่เอื้ออำนวยให้มีการถ่ายทอดเชื้อไวรัสจากผู้ติดเชื้อไปสู่คนอื่นๆ ผ่านทางยุงหรือแมลงวันคอก ไม่เพียงเฉพาะเชื้อเอชไอวีแต่ยังรวมถึงไวรัสชนิดอื่นๆ ด้วย

ถ้าอย่างนั้น ทำไมยุงเป็นพาหะนำโรคต่างๆ เช่นโรคไข้เลือดออกได้? โรคไข้เลือดออกเกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า เดงกี่ (Dengue virus) โดยมียุงลายเป็นพาหะ เมื่อยุงดูดเลือดที่มีไวรัสเดงกี่เข้าไป ไวรัสจะเข้าไปเพิ่มจำนวนในเซลระบบทางเดินอาหาร ช่องท้อง หลอดลม เนื้อเยื่อบริเวณหัวและต่อมน้ำลายของยุง โดยจะพบไวรัสเดงกี่ในตัวยุงในปริมาณสูงมากตั้งแต่วันที่ 7 เป็นต้นไปหลังจากที่ยุงได้รับเชื้อไวรัส โดยปกติยุงตัวเมียจะมีชีวิตอยู่ได้ประมาณหนึ่งเดือนครึ่งถึงสองเดือน เมื่อยุงได้รับเชื้อไวรัสเดงกี่ เชื้อก็จะอยู่ในตัวยุงตลอดไปจนยุงตาย เมื่อยุงวางไข่ เชื้อไวรัสก็สามารถผ่านเข้าไปอยู่ในไข่ของยุงได้อีกด้วย การที่ไวรัสเดงกี่สามารถเพิ่มจำนวนในตัวยุงและสามารถมีชีวิตอยู่ในตัวยุงได้เป็นระยะเวลานานเป็นปัจจัยสำ คัญที่ทำ ให้ยุงเป็นพาหะนำ โรคไข้เลือดออก เมื่อยุงที่ติดเชื้อเดงกี่มากัดคน ยุงจะพ่นน้ำลายเข้าไปในบริเวณที่จะดูดเลือดเพื่อป้องกันเลือดแข็งตัว ในน้ำลายของยุงนี้จะมีไวรัสเดงกี่ปริมาณมากเนื่องจากไวรัสเดงกี่สามารถแบ่งตัวเพิ่มจำนวนในต่อมน้ำลายของยุง ไวรัสเดงกี่จึงสามารถผ่านจากตัวยุงเข้าสู่ร่างกายผู้ที่ถูกยุงกัดได้

จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน ยังไม่มีรายงานว่าเชื้อเอชไอวีสามารถแพร่จากผู้ติดเชื้อไปยังคนอื่นได้โดยยุง สาเหตุสำคัญที่ยุงไม่เป็นพาหะแพร่เชื้อเอชไอวีนั้นเป็นเพราะ เชื้อเอชไอวีไม่สามารถเข้าไปอาศัยและแบ่งตัวเพิ่มจำนวนในเซลของยุง เอชไอวีจะเข้าไปในเซลใดเซลหนึ่งเพื่อเพิ่มจำนวนได้ก็ต่อเมื่อเซลนั้นมีโปรตีนสองชนิดอยู่บนผิวเซล คือ ซีดีสี่ รีเซ็ปเตอร์ (CD4 receptor) และ เคมโมไคน์ รีเซ็ปเตอร์ (Chemokine receptor) โดยโปรตีนทั้งสองชนิดนี้จะต้องอยู่ใกล้กัน ซึ่งเซลในลักษณะดังกล่าวนี้พบได้ในคนแต่ไม่พบในยุง จึงเป็นเหตุผลที่เชื้อเอชไอวีไม่สามารถเข้าไปเพิ่มจำนวนในเซลของยุง เมื่อยุงไปกัดผู้ติดเชื้อและยุงได้รับเลือดที่มีเอชไอวีเข้าไป ยุงจะเริ่มย่อยเลือดทันทีทำให้เชื้อเอชไอวีในตัวยุงถูกกำจัดไปจนหมดอย่างรวดเร็ว จากการทดลองป้อนเลือดที่มีเอชไอวีให้ยุงกินในห้องปฏิบัติการ นักวิทยาศาสตร์ไม่พบการเพิ่มจำนวนของเชื้อเอชไอวีในอวัยวะต่างๆ ของยุง รวมทั้งต่อมน้ำลายและไม่พบเชื้อเอชไอวีในน้ำลายของยุง นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาทางระบาดวิทยาในท้องที่ที่มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีอาศัยร่วมกับผู้ที่ไม่ติดเชื้อและมียุงอยู่จำนวนมาก หากยุงเป็นพาหะแพร่เชื้อเอชไอวีได้ จำนวนผู้ติดเชื้อในท้องที่นั้นก็น่าจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในอัตราที่ใกล้เคียงกับการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอื่นๆ ที่มียุงเป็นพาหะ เช่น โรคไข้เลือดออก และอัตราการติดเชื้อก็น่าจะมีความสัมพันธ์กับความรุนแรงในการระบาดของยุง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผลการศึกษาพบว่าการระบาดของยุงไม่เกี่ยวข้องกับอัตราการติดเชื้อเอชไอวีและจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่

หากคิดเล่นๆ ต่อไปว่า ถ้ามียุงที่เพิ่งดูดเลือดที่มีเชื้อเอชไอวีมาจนเต็มท้องมาเกาะอยู่บนแผล แล้วเราใช้มือตบยุงจนเลือดในตัวยุงกระจายออกมาเปรอะบริเวณแผล อย่างนี้จะทำให้เรามีโอกาสติดเชื้อเอชไอวีได้หรือไม่ คำตอบคือ มีโอกาส แต่ ต้องมีข้อแม้หลายประการ คือยุงต้องไปกัดผู้ติดเชื้อที่มีเอชไอวีในกระแสเลือดปริมาณสูงมากและยุงดูดเลือดจนอิ่มมีเลือดปริมาณมากอยู่ในตัวยุง จึงจะมีปริมาณเชื้อเอชไอวีมากพอที่จะทำให้เกิดการติดเชื้อได้ และยุงจะต้องบินมาเกาะที่แผลทันทีก่อนที่เลือดในตัวยุงจะถูกย่อย ส่วนแผลนั้น ถ้าเป็นแผลที่แห้งตกสะเก็ดแล้ว จะต้องตบยุงบนแผลจนกระทั่งแผลแห้งกลายเป็นแผลสดจึงจะมีโอกาสติดเชื้อได้ หรือถ้าแผลนั้นเป็นแผลสด ก็จะต้องตบให้เลือดในตัวยุงเข้าไปโดนแผลพอดี ในความเป็นจริง แค่ใช้มือตบยุงที่เกาะอยู่บนแขนหรือขาที่ไม่มีแผลเราก็รู้สึกเจ็บแล้ว ถ้ามีแผลอยู่ คงไม่มีใครอยากใช้มือตบลงไปบนแผลโดยตรง

โดยสรุป ท่านผู้อ่านสบายใจได้ว่ายุงไม่ใช่พาหะแพร่เชื้อเอชไอวี โอกาสที่ท่านจะเจ็บป่วยและเสียชีวิตอย่างเฉียบพลันจากโรคติดเชื้ออื่นๆ ที่มากับยุง เช่น ไข้เลือดออก มาเลเรีย ไข้สมองอักเสบ ฯลฯ มีสูงกว่ามาก




 

Create Date : 23 กันยายน 2550    
Last Update : 23 กันยายน 2550 19:19:01 น.
Counter : 280 Pageviews.  

อีกสิบปีข้างหน้าเราจะมีวัคซีนเอชไอวีใช้หรือไม่

วารสาร Nature Medicine สอบถามนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียง ที่ทำงานด้านวัคซีนเอชไอวีว่า อีกสิบปีข้างหน้าเราจะมีวัคซีนเอชไอวีใช้หรือไม่ คำตอบที่ได้คือ

"It is too early to tell. If the current adenovirus-based trials show some degree of protection or control of viral load, then we have a substantial beachhead from which to work."

Barton Haynes
director
Center for HIV-AIDS Vaccine Immunology

---

"I think we will have something that modulates infection soon. [But] will we have something in a vial that’s being distributed in the developing world? Highly unlikely."

Bruce Walker
professor of medicine
Harvard University

---

"I give it about a 50/50 chance. I wouldn’t rule it out. But a one-time therapeutic vaccine is not going to happen."

Gary Nabel
director
National Institutes of Health’s Vaccine Research Center

---

"I think that the chances of a partially effective vaccine being licensed for use in humans is low. Hopefully one will be in the pipeline."

Julie Overbaugh
Fred Hutchinson Cancer Research Center

---

"A traditional vaccine like smallpox or polio, I very much doubt it. But something that delays progression to AIDS, there’s a reasonable chance of that."

Dennis Burton
professor
The Scripps Research Institute

---

"วัคซีนที่ป้องกันการติดเชื้อได้อย่างเด็ดขาดหรือวัคซีนที่รักษาการติดเชื้อเอชไอวีให้หายขาด จะยังไม่มีให้เห็นในสิบปีนี้ (พิจารณาจากผลการทดลองวัคซีนในเฟสที่หนึ่งถึงเฟสที่สามที่ผ่านมา) แต่วัคซีนที่สามารถชะลอการทำลายระบบภูมิคุ้มกัน ยืดระยะเวลาตั้งแต่เริ่มติดเชื้อจนถึงระยะแสดงอาการเอดส์ขั้นสุดท้ายออกไปให้นานขึ้น อาจจะสำเร็จได้ในสิบปีนี้หรือหลังจากสิบปีนี้ไม่นาน คิดว่าถ้าใช้ร่วมกับยาต้านไวรัสเอชไอวีก็น่าจะช่วยควบคุมเชื้อได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และผู้ติดเชื้อน่าจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น"

ถ้าถูก Nature Medicine ถาม ผมจะตอบอย่างนี้


Reference
Will there be an HIV vaccine in the next 10 years? Nat Med 2007;13:518-519.




 

Create Date : 21 พฤษภาคม 2550    
Last Update : 22 พฤษภาคม 2550 0:17:13 น.
Counter : 152 Pageviews.  

บริเวณใดของอวัยวะเพศชายที่ไวต่อการติดเชื้อเอชไอวี

นักวิทยาศาสตร์เก็บเนื้อเยื่อบริเวณปลายอวัยวะเพศชายจากอาสาสมัคร (อายุ 18-64 ปี) ที่เข้ารับการตัดหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ (Circumcision) จำนวน 21 คน และจากอวัยวะเพศชายของผู้เสียชีวิตจำนวน 8 ราย (อายุ 23-63 ปี และไม่เคยผ่านการทำ Circumcision) นำมาทำ tissue sections และย้อมสีเพื่อดูความหนาแน่นของเซลที่ไวต่อการติดเชื้อเอชไอวีบริเวณ Outer foreskin, Inner foreskin, Glans, Frenulum, Urethra และ Urethral meatus ของอวัยวะเพศและวัดความลึกของชั้นเยื่อบุผิวหนังที่เซลเหล่านี้อยู่

รูปซ้ายแสดงส่วน Outer foreskin (บริเวณปลายอวัยวะเพศ) รูปขวาแสดงส่วนหัวอวัยวะเพศ (Glans) ผิวหนังสีจางๆ ถัดมาทางด้านซ้ายคือส่วน Inner foreskin และผิวหนังสีเข้มต่อจากนั้นคือส่วน Outer foreskin

เซลที่ไวต่อการติดเชื้อเอชไอวีที่ตรวจหาคือเซลที่ express โมเลกุล CD1a, CD4, CCR5, CXCR4, HLA-DR และ DC-SIGN บนผิวเซล ซึ่งได้แก่ T lymphocytes, macrophages, dendritic cells และ Langerhans’ cells


ผลการศึกษา พบเซลเหล่านี้จำนวนมากบริเวณ Outer foreskin, Inner foreskin และ Glans

ตารางแสดงความหนาแน่นของเซลที่ไวต่อการติดเชื้อเอชไอวีบริเวณอวัยวะเพศชาย (เซลต่อตารางมิลลิเมตร)




เซลเหล่านี้อยู่ลึกลงไปประมาณ 100-150 ไมโครเมตร ยกเว้นบริเวณ Inner foreskin ซึ่งอยู่ค่อนข้างตื้นประมาณ 20-90 ไมโครเมตร เนื่องจากเนื้อเยื่อบริเวณนี้มีชั้น Keratin บางมาก [1,2]

ตารางแสดงระยะความลึกของชั้นเยื่อบุผิวหนังที่พบเซลที่ไวต่อการติดเชื้อเอชไอวี (ไมโครเมตร)




รูปเปรียบเทียบความหนาของชั้น Keratin (ลูกศร) บริเวณ Outer foreskin (ซ้าย) และ Inner foreskin (ขวา)




ดังนั้นบริเวณที่ไวต่อการติดเชื้อเอชไอวีมากที่สุดคือบริเวณ Inner foreskin [1] เนื่องจากเป็นบริเวณที่มีความหนาแน่นของเซลที่ไวต่อการติดเชื้อเอชไอวีมากและเซลเหล่านี้อยู่ในชั้นเยื่อบุที่ค่อนข้างตื้น รองลงมาคือบริเวณ Glans, Frenulum และ Urethral meatus นักวิทยาศาสตร์พบว่าการตัดหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย (Circumcision) สามารถลดความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวีได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ [3,4] เนื่องจากเมื่อตัดหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศออก จะทำให้เนื้อที่ของผิวหนังส่วน Foreskin โดยเฉพาะ Inner foreskin ลดลง บริเวณปลายอวัยวะเพศสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เยื่อบุผิวหนังและชั้น Keratin บริเวณปลายอวัยวะเพศมีความหนาขึ้น โอกาสที่เอชไอวีจะเคลื่อนผ่านชั้นเยื่อบุนี้มา infect target cells ลดลง


Reference
1. McCoombe SG, Short RV. Potential HIV-1 target cells in the human penis. AIDS 2006;20:1491-1495.

2. Patterson BK, Landay A, Siegel JN, Flener Z, Pessis D, Chaviano A, Bailey RC. Susceptibility to human immunodeficiency virus-1 infection of human foreskin and cervical tissue grown in explant culture.
Am J Pathol 2002;161:867-873.

3. Gray RH, Kigozi G, Serwadda D, Makumbi F, Watya S, Nalugoda F, Kiwanuka N, Moulton LH, Chaudhary MA, Chen MZ, Sewankambo NK, Wabwire-Mangen F, Bacon MC, Williams CF, Opendi P, Reynolds SJ, Laeyendecker O, Quinn TC, Wawer MJ. Male circumcision for HIV prevention in men in Rakai, Uganda: a randomised trial. Lancet 2007;369:657-666.

4. Bailey RC, Moses S, Parker CB, Agot K, Maclean I, Krieger JN, Williams CF, Campbell RT, Ndinya-Achola JO. Male circumcision for HIV prevention in young men in Kisumu, Kenya: a randomised controlled trial. Lancet 2007;369:643-656.




 

Create Date : 04 พฤษภาคม 2550    
Last Update : 4 พฤษภาคม 2550 14:04:43 น.
Counter : 824 Pageviews.  

1  2  

dolt
Location :
ปทุมธานี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Locations of visitors to this page
eXTReMe Tracker
Friends' blogs
[Add dolt's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.