Group Blog
 
All blogs
 

<<< Easter Holiday in Cambridge : วันที่สอง >>>

แหะๆ ฟีดแบคดีเกินคาดครับ

มิตรรักแฟนบล็อคเข้ามากันอย่างคับคั่งครับ ตั้ง 11 คนแหนะ

ไม่ว่าจะเข้ามาด้วยความเมา หรือโดนบังคับขู่เข็ญเข้ามาก็ตาม (สังเกตได้จากพวกไม่มีล็อคอิน 555+)

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณสำหรับกำลังใจนะครับ ที่ชมว่าภาพสวยมั่งหละ เรื่องราวน่าอ่านมั่งหละ เจ้าของบล็อคหน้าตาดีมั่งหละ (อันหลังไม่เกี่ยว ) ยังไงก็ขอบคุณจากใจที่ให้กะลังใจดอลลี่เน้อ แต่อย่างไรฝีมือการถ่ายภาพยังต้องฝึกปรืออีกมากนัก

เอาเหอะ... ไม่มีใครชม ก็ชมกันเองนี่แหละเนาะพวกเราเนี่ย เอิ๊กๆๆๆ ...




ยังไงตอนนั่งทำอยู่นี่ ที่ไทยก็วันใหม่พอดี ขอสวัสดีปีใหม่ไทยล่วงหน้าแด่ทุกๆ ท่านด้วยใจนะจ๊ะ ปีใหม่แบบไทยๆ เน้อ

ใครๆ จะออกเดินทางท่องเที่ยว ก็ขอให้สนุกสุดเหวี่ยง ระวังรถราให้มากๆ เดินทางไปกลับปลอดภัยหายห่วงนะครับ อ้อ... เที่ยวเผื่อกันด้วยหละ

ส่วนใครอยู่บ้านเล่นสาดน้ำสงกรานต์ ก็ฝากปะแป้งสาวๆ เผื่อดอลลี่ด้วยหละ อิอิ (ดูมัน ) ถึงตัวจะไกล... แต่ใจรักครับ เล่นๆ ก็ระวังกันหน่อย อย่าใช้ความรุนแรง เอาพอสนุกสนานก็พอ

ปีเก่าผ่านไป สิ่งไม่ดีทิ้งมันไว้ ปีใหม่ก็เริ่มใหม่ เค้าจะทำนายทายทักว่าไงก็ไม่สนหรอก ไม่ว่านางสงกรานต์จะนั่ง ยืน นอน หรือคลานมาก็แล้วแต่ เรื่องดีๆ มันจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะตัวเรานี่แหละที่จะเป้นคนทำเอง จริงมั้ย ???

เอาเพลงสบายๆ มาฝากนะครับ ไม่เกี่ยวกับสงกรานต์แต่อย่างใด แต่หวังว่าอย่างน้อยคงช่วยให้สบายใจต้อนรับสงกรานต์ได้นะ

Love Unlimited Orchestra : Love's Theme




เอาหละ คลิกฟังเพลง แล้วเรามาเริ่มโสเหล่ (คุย) เคมบริดจ์ทริปวันที่สองต่อเลยดีกว่า...




ถึงไหนแล้วนะ... อ้อ...

Grafton : Starting point


คืนแรกก็ผ่านไป ตื่นสายมา ไม่เรียกว่าตื่นเช้า เพราะมันไม่เช้าแล้ว เหอๆ อาบน้ำอาบท่าเรียบร้อยก็เตรียมแรดต่อค่ะคุณขา...

นัดกะน้องพีช (รุ่นน้อง) ไว้ว่าจะแวะไปเยี่ยมเยียนหน่อย เพราะน้องเข้าทำงานอยู่ที่ร้านขายของแห่งหนึ่งในย่านกราฟตัน แล้วคุณชายแกจะตามมาเจอด้วย เพื่อวางแผนกันว่าจะไปไหนกันดี เห็นมั้ย... ดอลลี่เป้นคนรอบคอบชอบวางแผนเป็นอย่างดี

จุดสตาร์ทของวันนี้ก็เลยเป็นศูนย์การค้ากราฟตัน Grafton Shopping Centre ครับ ไม่ไกลจากตัวเมืองนัก ถ้าจะนับจากกลางเมืองก็คงจากไลออนยาร์ด เดินทะลุสถานีรถโค้ช ตัดสวนสาธารณะซักแห่ง (จำชื่อไม่ได้) ไม่ถึงห้านาที ก็ถึงแล้วครับ วันนี้อากาศดีคนพลุกพล่านเชียวแหละ แต่ได้รูปมาฝากรูปเดียวนะ เหอๆ



<<< เพิ่งเคยเห็นนกฮูกตัวเป็นๆ มันตัวใหญ่ได้ขนาดนี้เลยเหรอวะ >>>





Jesus College Cambridge


บอกแล้วว่ากราฟตันเป็นจุดนัดพบเฉยๆ พอป้าอาร์มมาแล้ว... พวกเราก็เริ่มออกเดินทางกันเลย จุดหมายแห่งแรกของวันนี้ก็คือ Jesus College เป็นคอลเลจที่อยู่ถัดออกไปจากใจกลางเมืองซักหน่อย เห็นพี่อาร์มแกบอกว่าเป็นคอลเลจเก่าแก่ทีเดียว

ขอออกตัวก่อน สำหรับวันนี้อาจไม่มีความรู้เกี่ยวกับสถานที่มากเท่าไหร่นะครับ เพราะคอลเลจที่จะเยี่ยมยมในวันนี้ไม่ค่อยคุ้นเคย อาศัยดูภาพเอาละกันเน้อ



<<< ช่างภาพสามคน โดยมิได้นัดหมาย >>>




<<< มองชัดๆ ก็สวยดีนะ ประตูสไตล์แบบนี้ >>>


วันนี้คอลเลจเงียบมากๆ ไม่รู้ว่าเป็นบางวันเหรอเปล่า แต่ดอลลี่ว่าน่าจะเงียบยังงี้แหละ เพราะว่าตัวคอลเลจค่อนข้างอยู่ถัดออกมาจากใจกลางเมือง



<<< ม้า... ไม่ทราบสื่อถึงอะไร พี่อาร์มแกไม่ได้บอก >>>


ก็เช่นทุกๆ คอลเลจ ผ่านคอร์ตเข้าไป ก็ต้องแวะไปชม Chapel เนอะ แต่คราวนี้แอบถ่ายมาได้ภาพนึง เพราะไม่มีคนเฝ้า จริงๆ ได้มาหลายภาพ แต่เสียหมด เหลือดีภาพเดียว ทำฟอร์มไปงั้น เอิ๊กๆๆ...



<<< สวยมั่กๆ >>>


เคยเห็นแต่จากภาพ เพิ่งเคยเจอของจริงๆ ไอ้กระจกสีๆ เนี่ย สวยมากๆ เลย



<<< มีเจ้าที่ติดมาด้วย !?!! >>>





Gonville and Caius College


จากนั้นก็เดินกลับเข้ามาในเมืองครับ ตั้งใจว่าจะไปดูแคลร์คอลเลจกัน ระหว่างทางผ่านคอลเลจป้ามิวครับ แต่วันนี้ป้าแกไม่ได้มาด้วย

Gonville and Caius ชื่อคอลเลจครับ ไม่ได้ภาพมามากมายนะ เพราะเดินผ่านทางด้านหลังเฉยๆ อาจจะสงสัยกันว่าไอ้คอลเลจนี้มีไรดัง ก็นึกถึงอีตาลุงสตีเฟน ฮอว์คิง ได้ป่ะ ? นักวิยาศาสตร์ดังๆ ที่เค้านั่งรถเข็นอะคับ เจ้าของรางวัลมากมาย

ตามจริงจะบอกฟามลับนะ อีตานี่แหละที่แย่งรางวัลดอลลี่ไป ทฤษฎี P-String ไรแกอ่ะ แหม... เฉือน G-String Theory ของดอลลี่ไปแบบจุดทศนิยมอ่ะ พูดแล้วยังเสียดายไม่หาย...



<<< บางมุมในตัวเมือง ที่เห็นยื่นออกมานั่นแหละห้องสมุดของคอลเลจ >>>




<<< ลวดลายบนตัวอาคาร >>>





Clare College Cambridge


ไม่ไกลนักจาก กอนวิล ไม่ใช่สิ ติดกันเลย อยู่ด้านหลังนี่เอง ก็เป็นแคลร์แล้วครับ ผมไม่สนใจอะไรมาก รีบเดินดุ่มๆ ทะลุด้านหลังคอลเลจเพื่อตรงไปยังสะพานแคลร์ทันที ถือเป็น the must อีกอันของแคลร์



<<< ลองดูซิ นับได้กี่ลูกเอ่ย >>>


หากใครได้มีโอกาสมาเยี่ยมเยียนสะพานแคลร์ อยากให้ลองนับไอ้เจ้าลูกกลมๆ ที่อยู่บนสะพานให้ดีนะครับ ว่านับได้กี่อัน มีเฉลย...

.

..

...

....

.....


นับได้ 14 ใช่มั้ยล่า... อิอิ เท่ากันเยย แต่ผิดอ่ะ เฉลยคือ 13 กะอีกเศษสามส่วนสี่ ทำไมน่ะเหรอ ??? พี่อาร์มแกเล่าว่า ไอ้ตอนสร้างสะพานตอนแรก ก็มีครบ 14 ลูกอยู่หรอกนะ แต่ไอ้เจ้าคอลเลจดั๊น... จ่ายเงินค่าก่อสร้างไม่ครบซะนี่ ตกลงกันไม่ได้ ช่างก็เลยต้องเจื๋อนไอ้เจ้าลูกกลมๆ ออกซะเลย

ดอลลี่ไม่รู้จริงรึไม่จริงนะ ป้าเค้าบอกงี้ ดอลลี่ไม่รู้ ดอลลี่เชื่อคนง่าย (แอบแบ๊ว) ตามจริงมีรูปลูกที่แหว่งด้วย แต่ไม่ให้ดู เอิ๊กๆๆๆ



<<< ลูกกลมๆ ... >>>




<<< พันท์ติ้ง กิจกรรมยอดนิยมของนักท่องเที่ยว >>>





Queens' College Cambridge


จากแคลร์ก็ทะลุออกหลังคอลเลจ แล้วเดินอ้อมถนนเรียบแม่น้ำ Cam เพื่อไปยังควีนส์ คอลเลจ... ป้าอาร์มบอกว่าคอลเลจนี้เก่าแก่ทีเดียวนะ



<<< นาฬิกาบน The Old Gallery >>>




<<< อะไรก็ไม่รู้ arm ของคอลเลจมั้ง >>>




<<< แชะไปเรื่อยอะนะ ทิวลิป @ The Old Court สวยดี >>>




<<< ห้องทานอาหารของคอลเลจ... หรูมั้ยหละคะคุ๊ณขา... >>>




<<< ชื่อภาพ : แสงและเงา 555+ >>>


เดินทะลุหลังคอลเลจไปเรื่อยๆ นะครับ จุดหมายของเราก็คือ the must ของคอลเลจนี้ไงหละครับ นั่นไงเจอแล้ว Mathematical Bridge...

ประวัตินั่นนี่ ผมไม่แม่นนะ คร่าวๆ ก็คือสะพานนี้ตอนแรกถูกออกแบบขึ้นมาด้วยการคำนวณสมดุลล้วนๆ คือไม่ต้องใช้น็อตหรือตัวยึดอะไรเลย ต่อมาภายหลังไม่รู้เกิดไรเหมือนมีคนไม่เชื่อ เลยทำการลื้อสะพานแล้วสร้างขึ้นมาใหม่ ปรากฏว่าทำยังไง้... ก็ไม่ได้ เลยต้องจำใจยอมใส่น็อตเข้าไป

ถูกผิด ดอลลี่ไม่รู้ ดอลลี่แบ๊ว

ปล. เรื่องเล่าอาจจะผิดเพี้ยนไปบ้าง ไม่รู้และ ไปหาอ่านกันเอาเอง



<<< Mathematical Bridge >>>


เมื่อเจอสิ่งที่อยากเจอ ก็เป็นอันว่าจบทัวร์ Queens' College




Pembroke College Cambridge


ต่อกันเลยเน้อ คอลเลจนี้ไม่เคยเข้ามาอ่ะ ไม่รู้มีไรมั่ง ดูรูปเอาละกันนะ (ซะงั้น !?!!)



<<< เดินผ่าน gate เข้ามา เจอตึกนี้เลย เด่นเชียว >>>




<<< ดอกไม้จ๋วยๆ อีกซักรูปนะ >>>




<<< โคลสอัพใกล้ๆ ชอบนาฬิกาเค้าอ่ะ ดูมีสไตล์ดี >>>


สุดท้ายเค้าก็โดนจับจนได้ครับ ฆาตรกรฆ่าข่มคืนต่อเนื่องโรคจิตชื่อกระฉ่อน...



<<< เอก The Rapist >>>




<<< ดอลลี่ชอบดอกนี้มากเลย... แดฟโฟดิลล์ >>>





ระหว่างทางก็เดินผ่านพิพิธภัณฑ์ฟิซวิลเลียมส์ ชื่อเพราะเนอะ ชื่อเดียวกะคอลเลจป้าอาร์มเลย

อยู่เคมบริดจ์ปีนึง ไม่เคยแวะเข้าไปเลย คราวนี้มีโอกาส เลยได้เข้าไปครับ... เข้าไปฉี่ แต่... โชวคไม่เข้าข้าง... อุตส่าห์รีบวิ่ง ห้องน้ำดันปิดซะแล้ว แบบคลาดกันเป็นวินาที เพราะไอ้คนล็อคห้องน้ำ มันเพิ่งเดินสวนขึ้นไป เห่อ...

งั้นต้องมาร์คเป็นจุดที่ต้องมาคราวหน้าซะแล้ว เอาไว้มาคราวหลังต้องมาฉี่ เอ๊ย มาเยี่ยมชมให้ได้ครับ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจมากๆ มาแล้วคุ้มแน่ๆ ดอลลี่ฟันธง !!!



<<< ด้านหน้า ใหญ่อลังมั้ยเคอะ >>>




<<< จั่วเค้าสวยดีนะ >>>


แล้วก็จะเดินไปยังจุดหมายสุดท้ายของวันนี้นะครับ นั่นคือ ดาวน์นิ่งคอลเลจ เดินผ่านอะไรก็แชะมาฝากกัน รวมๆ มั่วๆ ก็ดูๆ กันไปนะครับ อิอิ



<<< อันนี้ที่สาวๆ บริหารเค้าเรียนกัน อิอิ >>>




<<< ส่วนหนุ่มเอ็นจิเนียร์ก็อยู่เยื้องๆ ออกมานิโหน่ย >>>


ต่อไปเป็นโบสถ์ ชื่ออะไรไม่รู้ ย๊าวยาว แปลกด้วย รู้แต่สวย ถ้าเดินอยู่ในรัศมีภายใน city centre นะ จะมองเห็นยอดโบสถ์ได้เลย (ถ้าตึกไม่บังซะก่อนนะ)



<<< Our Lady and the English Martyrs Church >>>




<<< อีกซักรูปนะ อย่าเพิ่งเบื่อหละ ขอร้อง... >>>


แล้วก็มาถึงดาวน์นิ่งคอลเลจ เป็นคอลเลจที่แปลกจากคอลเลจอื่นๆ ตรงสถาปัตยกรรมที่ออกแนวสมัยใหม่ ดูแล้วนึกๆ ถึงคอลเลจฝั่งเมกา (ไม่เคยไปหรอก นึกถึงเฉยๆ ไม่ได้รึไง ) มาตอนนี้ ขาเริ่มก้าวไม่ออกแล้วครับ เดินเยอะมากๆ เนื้อตัวก็สั่นเทาไปด้วยความหิว ช่างน่าสงสารจริงๆ ดอลลี่



<<< ห้องหมุด >>>




<<< The Court >>>


เป็นว่าทริปเคมบริดจ์ครั้งนี้ก็จบลงอย่างเหนื่อยล้า แต่ถือว่าคุ้มครับ มาทริปนี้สองวัน ได้รูปได้เที่ยวเยอะกว่าตอนอยู่ทั้งปีอีก เอิ๊กๆๆๆ... จากนั้นก็กลับบ้านหาไรแด๊กคับ หิวมากๆ




Home...


เช้าวันที่สามไม่มีโปรแกรมครับ ได้รูปได้เที่ยวพอแล้ว ก็อยากจะกลับท่าเดียวเลย คิดถึงลัฟบร้า อิอิ สรุปทริปนี้ ประทับใจมากๆ ครับ ขอขอบคุณพี่เอก ที่เอื้อเฟื้อเครื่องแต่งกาย เสื้อผ้า หน้าผม เอ๊ย ไม่ใช่ !!! สถานที่ซุกหัวนอน และกับข้าวไทยอร่อยๆ ทุกมื้อ

ขอบคุณป้าอาร์มสำหรับทริปทั้งสองวัน และเพื่อนๆ น้องๆ ที่เคมบริดจ์ ที่โผล่มาให้เห็นหน้าเห็นตาและมาร่วมแจม...

ออกจากเคมบริดจ์ก็เที่ยงครึ่ง เปลี่ยนขบวนที่ Peterborough (ตามจริงนั่งโค้ช) แล้วเปลี่ยนอีกครั้งที่เลซเตอร์ คราวนี้รอรถไฟนานเป็นชั่วโมงเลย ว่างๆ เลยยิงมั่วๆ (อีกแล้ว)



<<< มื้อเที่ยง ขอบอกว่า strawbery trifle ของ M&S แซบหลายเด้อ >>>




วันนี้เงี๊ยบ... เงียบแหละ มันเป็นวันหยุดอีสเตอร์นี่หน่า คนนี่น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด



<<< นานๆ จะได้เห็นชานชาลาว่างยังงี้ซักกะที >>>


ฝากไว้กับขบวนรถไฟของเด็กอังกิดตอนกลางครับ ขอบอกว่ารถไฟใหญ่โตหรูหรากว่าทางเคมบริดจ์เป็นไหนๆ



แล้วก็ถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ...

เฮ้อ... เสร็จซักกะทีนะ

ขอบคุณที่ติดตามอ่านจนจบเน้อ ยาวมาก ไม่อยากอ่านก็ข้ามๆ ไปละกันเน้อ เหอะๆ ขนาดคนเขียนเอง ยังขี้เกียจอ่านเล้ยยย...

อ้อ... ตอนนี้สงกรานต์ สนุกสนานก็อย่าลืมระมัดระวังรถรากันนะจ๊ะ สวัสดีปีใหม่ไทยเน้อ...




มีเรื่องอยากเล่าอ่ะ...

วันก่อนดอลลี่แอบเข้าไปด้อมๆ มองๆ เว็บแฟนคลับของแฟนดอลลี่ด้วยแหละ ได้ข่าวว่าน้องแต้วติด 'ถาปัตย์จุฬาตามที่ตั้งใจแย้ว เย้ๆ ยินดีกะแฟนดอลลี่ด้วย (ใครแฟนเมิงฟระ ?) เด็กไรฟระ น่ารักแล้วยังเก่งอีกต่างหาก เอิ๊กกก

จบข่าว...

ดอลลี่ เพลย์บอย รายงาน





 

Create Date : 14 เมษายน 2550    
Last Update : 14 เมษายน 2550 6:16:18 น.
Counter : 234 Pageviews.  

<<< Easter holiday in Cambridge : วันแรก >>>

ซาวีดัด สวัสดี (โห... มุกเก่าโครต นึกว่าเท่ห์ตาย )

อะนะ... เหมือนคนบ้าเลยว่ะกรู พูดเอง เบรคเอง เอิ๊ก... ห่างหายไปนานนะ จากบล็อคล่าสุดก็เดือนเต็มๆ ได้มั้ง

พอดีมันไม่มีเรื่องจะอัพน่ะ บวกกับวุ่นๆ ยุ่งๆ กับอะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ดอลลี่ก็ทนเสียงออดอ้อนจากแฟนบล็อคตั้งสามคนไม่ไหว เลยต้องรีบหาเรื่องมาอัพ เล่าสู่กันฟังหน่อยแว้ว...

อ่ะ... ก่อนเริ่มกัน วันนี้เอาเพลงมาฝาก ประกอบการอ่าน เพลงโจ๊ะๆ หน่อยนะ เพราะว่าทริปนี้เป้นทริปแบบโจ๊ะๆ เอ๊า... กดฟังเพลงกันก่อนเร้ววว...

Santana : Oye Como Va




EASTER !?!!


ผมก็ไม่รู้นะ ว่ามันคืออะไร รู้แต่ว่าแฮปปี้อีสเตอร์ย้อนหลังละกันเนาะ วันหยุดไทย จีน ฝรั่ง แขก ผมไม่เกี่ยว ขอหยุดลูกเดียว ก็นะ... พี่ไทยเรา หยุดกะเค้าไปโหม๊ดดด...

เนี่ยก็เพิ่งกลับมาจากเคมบริดจ์ฮะ พอดีเสาร์อาทิตย์มะกี้มันปิดอีสเตอร์ฮอลิเดย์ เลยได้โอกาสแวะไปเยี่ยมบ้านเกิด ซะหน่อย เอิ๊ก... นี่ก็เพิ่งใส่กรอบรูปเสร็จบางส่วน ไม่เป็นไร อัพไปด้วย ใส่กรอบไปด้วยละกัน อิอิ




Cambridge, my birthplace


น่าน... มันยังไม่เลิก ก็จริงอ่ะ เกิดที่เคมบริดจ์มันน่าอายตรงไหน ถึงจะไม่ใช่ในเมืองเหมือนลอนดอน แต่ดอลลี่ก็ภูมิใจที่เกิดที่เคมบริดจ์ !!!

เอาหละ เอาดีๆ ดีกว่านะ จะว่าไปเนี่ย ไม่รู้เรียกกันยังไงนะ ถามฝรั่ง เค้าบอกบ้างก็เรียกเคมบริดจ์ บ้างก็เรียกแคมบริดจ์ เอ่อ... คำหลังนี่ ไม่ค่อยจะน่าฟังซักเท่าไหร่ เอาเป็นว่าผมจะเรียกว่าเคมบริดจ์ละกันนะ

เมืองนี้เป็นเมืองประวัติศาสตร์ เมืองเก่าแก่ของอังกฤษเลยทีเดียว ส่วนจะเป็นมายังไง ผมไม่ขอกล่าว เพราะผมไม่รู้ !!! อ้าว... แล้วเมิงจะเกริ่นทำแมวรายฟระ ? คือ... ไม่แม่นน่ะ รู้แต่ว่ามันเก่ากะสวยก็พอนะ... อ้อ... เป็นเมืองยอดนิยมของนักท่องเที่ยวด้วยแหละ อิอิ




พี่เอกทำเส้นกรูซะแร้ววว...


ตื่นแต่ตีห้าโน่น เพราะตั้งใจออกจากลัฟให้เร็วที่สุด จะได้ถึงเคมบริดจ์เช้าที่สุด เพราะอยากเที่ยวให้คุ้ม พอโธมัสเพื่อนร่วมเดินทางมาถึงบ้าน ก็ออกเดินทางกันเลย นั่ง underground ไปลงสนามบิน Lufbra Inter. Airport ไปลงที่ 'ถานีรถไฟเพื่อต่อไปเคมบริดจ์...

ไอ้ที่ว่ามานี่เว่อร์คับ ที่ลัฟเนี่ย มีรถไฟให้นั่งก็บุญแล้ว เหอๆ ความจริงเดินไปขึ้นรถไฟที่สถานีหรอก อิอิ อะนะ ก็อยากทำเท่ห์ มีนั่นมีนี่เหมือนกะเมืองอื่นเค้ามั่ง

นัดกะรุ่นพี่ไว้ แกชื่อพี่เอก คนนี้นี่แหละจะมาเป็นไกด์กิติมศักดิ์ให้ตลอดสามวันที่อยู่เคมบริดจ์ นัดกะแกไว้เก้าโมงครึ่ง รอแล้วรออีกจนสิบโมง... ก็ไม่เห็นแม้แต่เงา เลยตัดสินใจ เดินครับ... เดินไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนฝูงที่ยังคงหลงเหลืออยู่ น่าสงสารจิงๆ ...

มารู้ตอนหลังว่าพี่แกเพิ่งกลับจากดาแรม (เมืองนะ ไม่ใช่ฮาเร็ม แหม... ชื่อออกไปทางนั้นเชียว เอิ๊ก) เมื่อคืน ตั้งนาฬิกาปลุก แต่ไม่ตื่น ไปตื่นเอาเกือบเที่ยงโน่น... ฮั่นแน่ สงสัยสิว่าทำไมไม่โทรหา... เด๋วจะหาว่านินทารุ่นพี่ ... อ๊ะ เอางี้ละกัน ไม่นินทาหรอก ด่าเลย คนบ้าไรวะ ไม่อยากพกมือถือ เหมือนกับเคยบอกเหตุผลว่าไม่อยากให้มีใครตามตัว Oh... my Buddha !!! เด็กเคมบริดจ์มันคิดกันงี้นี่เอง ถึงฉลาด

ไม่เป็นไร ไม่ว่ากัน... อาศัยว่าเคยอยู่นี่มาปีนึงเต็มๆ ก่อนจะย้ายไปเรียนในเมืองที่ใหญ่กว่า !!! เลยรู้ครับ ว่าต้องทำไง ว่าแต่... คิดถึงมันเหมือนกันนะเนี่ย เคมบริดจ์ ตอนอยู่ไม่เคยชอบมันเลย เล็กชะมัด พอได้ไปอยู่ลัฟบร้า แทบคลั่ง




Breakfast, then, get going


พอติดต่อพี่เอกแกได้ ก็ขนข้าวของไปห้องแกทันที ที่พักนี่ฟรีครับ เหอๆ ต้องขอบคุณพี่เอกแกมานะโอกาสนี้ ให้ที่อยู่ฟรี แถมยังเป็นไกด์ใจดีให้อีกต่างหาก

ที่ที่จะไปซุกหัวนอน คือห้องพักอย่างหรูของนักศึกษาเคมบริดจ์ ทรินิตี้คอลเลจ ก็เดินๆ ซักสิบห้านาทีก็ถึงครับ พี่แกก็ออกมารอรับ จากนั้นขนข้าวขนของไปเก็บ กินข้าวเช้ากันก่อน มื้อนี้เป็นไก่ย่าง หมูยอ แล้วก็ข้าวเหนียว ของฝากมาไกลจากดาแรมนู่นแหนะ พี่แบงค์แกฝากมาให้กินกัน แซบอีหลี... แอบคิดถึงหมูยออุบลว่ะ

กินเสร็จไม่ต้องพักหรอกครับ เริ่มเที่ยวได้เลย เรื่องเดินๆ มาอยู่เกาะนี่ เด๋วจะชินไปเอง เดินทั้งวัน ไม่ต้องมีพักหรอก ไหนๆ ก็มานอนที่คอลเลจที่เอกแก แกเลยภูมิใจเสนอคอลเลจแกก่อนเพื่อนเลย โดยพวกเรามีแผนในการท่องเที่ยวครั้งนี้ว่า... เดินแม่งไปเรื่อย คิดออกว่าอยากไปไหน ก็ค่อยไป ถุ๊ย !!! นี่นะแผน

ปล. บอกไว้ก่อนนะว่าทัวร์คราวนี้ เน้นไปที่การทัวร์คอลเลจจริงๆ จะไม่ค่อยเห็นรูปเมืองรูปศูนย์ช้อปปิ้งหรอกนะ เหอๆ

ปล. 2 ชื่อสถานที่ หรืออะไรก็คงบอกไม่ได้หมด ฟังๆ เอา ทันมั่งไม่ทันมั่ง ผิดมั่งถูกมั่ง ใครรู้ก็ช่วยแก้ให้ด้วย ส่วนอันไหนที่ไม่รู้ว่าชื่อไร ผมก็จะมั่วๆ ตั้งให้เลยละกันนะ เอิ๊ก...

ปล. 3 รูปเล็กหน่อยนะ ไม่หน่อยหละ เล็กโครต อย่าว่ากันเลยน้า... อยากดูชัดๆ ก็ขอกันมาละกัน อิอิ

ปล. 4 เวลาในภาพที่เห็น ซึ่งคงมองไม่เห็น เพราะเล็กมา ต้องบวกเพิ่มอีกชั่วโมงนึงนะครับ เพราะเพิ่งนึกได้ตอนใส่กรอบว่าลืมปรับเวลาเพิ่มอีกชั่วโมง เหอๆ

เอาหละ... งั้นเริ่มกันเลย (หลาย ปล. จริงวุ้ย
)




Trinity College Cambridge


เอาหละ เริ่มที่คอลเลจพี่เอกก่อนเลย ที่ต้องบอกว่าเคมบริดจ์กำกับท้าย ก็เพื่อจะบอกว่าเป็นขอลเคมบริดจ์นะ เพราะที่อ๊อกฟอร์ดหลายๆ คอลเลจก็จะมีชื่อซ้ำๆ กันไง

เห็นแกคุยไว้ว่าเป็นหนึ่งใน รึอันดับหนึ่งไม่รู้ ของบรรดาคอลเลจในนี้ ที่ร่ำรวย ฟู่ฟ่าที่สุด ผมไม่สงสัยครับ เด๋วเห็นรูปจะรู้...

อีกอย่างที่ดังๆ ของคอลเลจนี้ก็คือ ที่นี่เคยเป็นสถานศึกษาของนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญของโลกท่านหนึ่ง นั่นก็คือเซอร์ ไอแซค นิวตัน นั่นเอง สุดยอดจริงๆ

โครงสร้าง หรือแผนการเยี่ยมชมแต่ละคอลเลจก็คงคล้ายๆ กัน ก็คือ แชะรูปประตูทางเข้า หรือ Main Gate จากนั้นก็เป็นสนามหญ้ากว้างๆ ที่เค้าเรียกว่า The Court แล้วก็จะเป็นตึก สิ่งก่อสร้างอื่นๆ ที่จะมีแตกต่างกันออกไปแล้วแต่คอลเลจอะนะ



<<< ประตูเข้าคอลเลจ ใหญ่อลังมั้ยคะคุณขา ??? >>>




<<< อันนี้ประตูอันเก่า แต่มองย้อนจากข้างใน >>>




<<< อันนี้น้ำพุ เจ้าประจำ ใครมาต้องถ่ายไว้ อยู่ในคอร์ตที่เค้าเรียกว่า The Great Court >>>


ก็เดินไปเดินมาแถวนั้นแหละ และแล้วโทรศัพท์ลึกลับก็ดังขึ้น...

บุคคลลึกลับ : ฮัลโหล... นี่หล่อนอยู่ไหนกันยะ

ดอลลี่ผู้น่ารัก : ฮาเหล ช่ายป้าอาร์มป่าวคะ เนี่ยกะลังดูคอลเลจพี่เอกค่ะ ป้าสนใจจะมาจอยน์มั้ยคะ ?

บุคคลลึกลับ : เออ แล้วหล่อนมีแผนจะไปไหนมั่งหละ ?

ดอลลี่ผู้น่ารัก : ยังไม่ทราบเลยค่ะป้า รู้แต่ว่าเพื่อนที่มากะนู๋หล่อค่ะ สนใจมาด้วยกันมั้ยคะ ?

บุคคลลึกลับ : ... (เสียงวางสายไปตั้งแต่พูดคำว่าหล่อจบ)


555+ แซวเล่นน่า คือรุ่นพี่อีกคนนึง แกจะมาจอยฮะ ดอลลี่รับประกัน ถ้าแกมาเมื่อไหร่ ฮาเมื่อนั้น ฮาแบบมีฟามรู้นะเอ่า ฮีสทรี่แกได้ร้อยเต็มอ่ะ (เต็ม 500) ฮ่าๆ เอ่าเค้าล้อเล่น คือพี่แกแม่นเรื่องประวัติศาสตร์มาก โดยเฉพาะเรื่องราชวงศ์ เอ่าคุกๆๆๆ อยู่ดีๆ อยากไอซะงั้น แกเล่นบอกช่วงเวลาเป็นปี คศ. ได้เลยอ่ะ

พี่อาร์มครับ นทล. ย่อมาจากนักเรียนทุนเล่าเรียนหลวง เป็นรุ่นพี่อีกคนที่อยู่ที่เคมบริดจ์ เห็นแกว่าจะพาพี่คนไทยมาแจมด้วยอีกคน อื้ม... ก็ดี เที่ยวหลายๆ คน จะได้หนุกหนาน อิอิ

ตอนแรกจะไปต่อที่ King's College แต่พี่อาร์มแกแนะนำว่าจะพาไปดูมุมสูงที่หอคอย (แปลว่างี้ป่าววะ) St. John's Tower อยู่อีกคอลเลจนึงก่อน เพราะรุ่นพี่อีกคนนึงก็กะลังพาเพื่อนชมเมืองอยู่อีกเหมือนกัน ที่ต้องเปลี่ยนแผนเพราะว่านักท่องเที่ยวขึ้นหอคอยเองไม่ได้ครับ ต้องให้นักศึกษาที่อยู่ในคอลเลจนั้นเป็นคนพาขึ้น เราเลยเปลี่ยนทาง หันกลับหลัง แล้วตรงไปที่ St. John's College เพื่อพบกับเพื่อนๆ ที่รออยู่ตรงนั้น



<<< จักรยานครับ พาหนะสุดฮิตของเด็กเคมบริดจ์ อ้อ... เมืองนี้เค้าว่าโจรขโมยจักยานก็ขึ้นชื่อซะด้วยสิ >>>





St. John's College Cambridge




<<< ทางเข้าแต่ละคอลเลจ ไม่ยอมกันเล้ยยย... >>>


ไม่ไกลจากทรินิตี้เท่าไหร่หรอก เพราะแต่ละคอลเลจก็จะอยู่ติดๆ กันนี่เองครับ และแล้วก็ไปเจอพี่อาร์ม พี่แกควงป้ามาด้วย เย้ย... ล้อเล่น เจ๊มิว เจ๊มิวแกเป็นว่าที่ด๊อกเตอร์จากเคมบริดจ์ เป็นวิดวะหญิงด้วยนะ เก่งโครตเลยแต่ละคน

ชักรู้สึกเกร็งๆ ... นี่กรูมาเที่ยวรึมาประชุมวิชาการวะเนี่ย !?!! เห่อ...

แล้วพี่ยอด เด็ก St. John ผู้จะนำเราขึ้นชมบนหอคอยก็มา พร้อมกับรุ่นน้องของพี่แกครับ เหอๆ ... หลังจากได้สบตากะน้องเค้าแว้บแรก เกิดอาการหื่น เอ๊ยผื่นขึ้นตามตัวเลยครับ เค้าชื่อน้องข่าวครับ ชื่อแปลก แต่น่ารัก... ไม่เป็นไร ให้อภัย ผมก็แซวน้องนุ่งไปงั้นแหละ ไม่คิดไรเลยจริงๆ ไม่จริงๆ นะ ฟืด... ฟาด... ฟืด... ฟาด... (เสียงหายใจ)

เอาแล้วครับ เมื่อเด็กสองคอลเลจนี้เจอกัน ก็เกิดการข่มขวัญกันทันทีครับ ฝ่ายแดงได้แก่เฮียเอก ศิษย์ทรินิตี้ ฝ่ายน้ำเงินเฮียยอด ศิษย์เซ็นต์จอห์น แอ่อี๊แออี๊แอ... คือเค้าบอกว่าสองคอลเลจนี้ เป็นคู่แข่งกันมาแต่ไหนแล้วครับ ชอบพูดข่มกันว่าคอลเลจใครใหญ่โตไฮโซกว่ากัน เหอๆ

แหม... ผมเด็กลัฟบร้า ยูผมสวยกว่าตั้งเยอะ ยังไม่เห็นคุยเลย (จริงๆ เร้อ... )

ปรากฏว่า... มีคณะนึงเข้าชมอยู่ครับ ต้องรออีกสิบห้านาที พวกเราเลยถือโอกาสเดินชม St. John ไปพลางๆ ก่อนที่จะกลับมาเจอกันใหม่ดีกว่า



<<< แต่ละคอลเลจหลักๆ ก็เหมือนๆ กัน แต่จะแตกต่างไปในรายละเอียด >>>




<<< Tower และ Chapel ครับ อีก 15 นาที เด๋วกลับมาน้า... >>>


แล้วก็เดินทะลุไปเรื่อยๆ ครับ ไม่ใช่เล็กๆ นะ แต่ละคอลเลจ ใหญ่ถึงใหญ่ชี้หายเลยแหละครับ โดยเฉพาะคอลเลจรวยๆ อย่างเซ็นต์จอห์นด้วย แล้วเราก็มาเจอหนึ่งใน the must ของที่นี่ นั่นก็คือสะพานสไตล์วิคตอเรีย Bridge of Sighs ซึ่งผมก็ไม่ทราบแปลว่าไร เคยอ่านมาว่าพระราชินีวิคตอเรียเคยกล่าวไว้ว่าที่ที่พระองค์ชอบมากที่สุดของเคมบริดจ์ก็คือเจ้าสะพานนี้แหละ (ที่มา : วิกกี้ วิกิพีเดีย)



<<< มองลอดช่องออกมาจากสะพานครับ เนี่ยเวลาพันท์ต้องพันท์ลอดสะพานนี้ด้วย >>>


ปล. พันท์ติ้งคืออะไร เด๋วมีรูปมาโชว์ รอก่อนเด้อ อิอิ

ออกมาจากสะพาน ยังไม่สุดคอลเลจนะเอา ใหญ่ชี้หาย !!! มาเจอทุ่งกว้างๆ แต่สงสัยจริงๆ สนามหญ้าทั้งหลายแหล่ในทุกๆ คอลเลจ ไม่รู้ปลูกไว้ทำหอยอะรัย ถ้าไม่ให้คนเหยียบ !!!



<<< เนี่ย... ไม่รู้เป็นเอี้ยไรกะหญ้าเมิงนักหนาฟระ ??? >>>




<<< Bridge of Sighs จากข้างนอกครับ >>>




<<< เจ๊มิว ดีกรีเป็นถึงนางงามเคมบริดจ์ ปี 2007 (ก่อนคริสตกาล) >>>


แล้วก็ได้เวลาครับ รีบกลับไปทางเก่า เพื่อไปเจอพี่ยอดเตรียมขึ้น Tower ปรากฏว่าพี่เอกน่ะสิ หายไปไหนไม่รู้ เห็นแกบอกว่าจะไปติดต่อเรื่องพันทติ้ง ดันพลัดหลงกะคณธซะงั้น ไอ้ความที่พวกเราห่วงเพื่อนอะนะ มีมติกันว่า ไม่เป็นไรหรอก เด๋วมันก็หาทางกลับได้เองแหละ ว่าแล้วก็รีบตรงไปหาเฮียยอดทันที

อ้อ... ขอบอกว่า Chapel แปลว่าโบสถ์มั้ง ที่เค้าเอาไว้สวดมนต์อ่ะ ของเซ็นต์จอห์นสวยมากๆ เสียดายเค้าห้ามถ่ายรูป



<<< ตัวหอคอย มุมแปลกๆ ครับ >>>


อยู่เคมบริดจ์มาปีเต็มๆ ไม่เคยขึ้น Tower จั๊กเถื่อ (ซักกะที) ประตูทางเข้านี่แบบเหมือนห้องเก็บของเล็กๆ อ่ะ เดินขึ้นบันไดวนแคบๆ ขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วมืดมากๆ ไม่มีแสงเลยครับ จะมีก็เป็นจากหลอดนีออนที่เค้าติดตั้งไว้เป็นช่วงๆ ห่างๆ ต้องอาศัยไฟจากกล้องถ่ายรูปและมือถือ ก็ว่ากันไป



<<< บันไดวนขึ้นยอดหอคอย >>>


เดินหมุนไปหมุนมากับบันไดวนที่แสนจะชัน แล้วก็แคบอยู่นาน พอเห็นแสงอาทิตย์ก็ดีใจ ที่ไหนได้... มาได้ครึ่งทางครับ ต้องเดินต่ออีกครึ่งหลัง เห่อ... อะไรวะ แอบงงนะเนี่ย เดินตั้งนาน สูงก็ไม่สูง ทำไมเพิ่งได้แค่ครึ่งทางฟระ ???

และแล้วก็ถึงจนได้...



<<< คุ้มเหนื่อยว่ะ ผลของความพยายาม หอมหวานเสมอคับ >>>




<<< ครอบครัวตัวดำ ป้าอาร์ม เจ๊มิว คนถ่ายแม่งยังดำเลย !!! >>>


แล้วก็จบการเที่ยวชม St. John ไว้ที่ Tower นี่แหละครับ ขอบคุณพี่ยอด ไกด์กิตติมศักด์ และน้องข่าวที่ทำห้าตาน่ารักให้หัวใจได้กระชุ่มกระชวยตลอดทริปนี้ครับ 555+

แล้วเราจะต่อเลยนะ ไม่มีพัก บอกแล้ว เด็กเกาะบริเตน... อึด !!!

จะพันท์ติ้งกันที่ท่าของเซนต์จอห์นรึทรินิตี้ ผมจำไม่ได้ จำได้แต่ตกลงกันว่าจะใช้เรือของทรินิตี้ พี่เอกเป็นคนจัดการ...




Punting along River Cam


น่าจะพอเดาออกนะว่าทำไมเมืองนี้ถึงชื่อ Cambridge... แม่น้ำ Cam ขอไม่เรียกภาษาไทยละกันนะ มันเสียว เหอๆ ... เป็นแม่น้ำสายสำคัญ ที่ทอดผ่านตัวเมืองเคมบริดจ์ครับ

แล้วโชคดีตรงที่คอลเลจต่างๆ ก็นิยมสร้างคอลเลจริมฝั่งแม่น้ำนี้ไง พอนึกภาพออกมั้ย เพราะงั้น เราก็จะสามารถพันท์ไปตามแม่น้ำ แล้วก็ชมความงามของคอลเลจต่างๆ สองฝั่ง เป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจจริงๆ



<<< เส้นทางการพันท์ติ้ง >>>


แล้วไม่ต้องสงสัยนะ ไอ้ช่วงที่เราพันท์กันเนี่ย ไม่ใช่ไม่น้ำใหญ่โตอะไร ความกว้างก็ไม่กี่เมตร แล้วก็ตื้นถึงขั้นเอาไม้ยาวๆ แทงลงไปดันเรือ หรือที่เรียกว่าถ่อเรือได้อะครับ

สำหรับใครยังไม่รู้ว่าการพันท์ติ้งคืออะรัยนะ Punt แปลไทยก็คือการถ่อเรือรึป่าว ? เห็นพี่อาร์มพูด ก็คือการใช้ไม้ยาวๆ แทงลงไปท้องน้ำ แล้วก็ดันเรือไปข้างหน้าครับ ความสนุกมันอยู่ที่จะบังคับเรือยังไงนั่นแหละ นึกออกป่ะ ? มีไม้อันนึง แทงดินแล้วดันเรือ ใครๆ ก็ทำได้ แต่... ทำไงให้เรือมันไปตามทิศทางที่ต้องการ ???

ซึ่ง... แต่ละคอลเลจก็จะมีเรือที่คอยให้บริการ เก็บถูกๆ แต่ต้องเอานักศึกษาของคอลเลจนั้นมาด้วยนะ หรือถ้ามาเอง ก็จะมีพวกเอกชน คอยให้บริการเช่าอยู่ครับ ไม่ต้องห่วง... ส่วนคุณจะเลือกที่จะพันท์เอง รึจ้างไกด์ทั้งพั้นท์ แล้วก็จะเป็นคนประวัติให้ฟังด้วย

ตกลงกันว่าพี่เอกเริ่มพันท์ก่อน... แล้วก็สลับกันกะพี่ยอด ส่วนใครอยากลองแจม ก็ค่อยๆ เปลี่ยนกัน

ความเสียวมันอยู่ตรงที่การเปลี่ยนตำแหน่งนี่สิครับ ไอ้คนยืนพันท์ก็เสียวพอแล้ว แถมเวลาใครขยับที เรือมันก็จะโคลงเคลงๆ ไม่รู้สิ ชาวเรืออาจจะชินแล้ว แต่สำหรับนู๋เนี่ย มันเสียวมากๆ เลยฮ้า... การขยับตัว เปลี่ยนตำแหน่งที่นั่งกันในเรือเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์นะครับ (เว่อร์) คือต้องสามัคคีกันด้วย ค่อยๆ ช่วยกันไม่ให้เรือโคลง แต่สำหรับเรือใหญ่ อาจจะไม่มีปัญหามากเท่าไหร่...



<<< โธมัสครับ เพื่อนผมเอง >>>


ส่วนการยืนพันท์ ก็เอาไม้แทงพื้นน้ำ แล้วก็ดันเรือ การบังคับทิศทาง ก็อาศัยแกว่งไม้ที่ใช้พันท์นั่นแหละ แทนหางเสือ อย่าคิดว่าไม่มีผลนะ มีผลกว่าไม้พายที่เค้าแถมมาให้อีก ผมว่า... แถมมาให้คนนั่งได้มีส่วนร่วมเฉยๆ มั้ง

ข้อควรระวังก็คือ บริเวณใต้สะพาน พยายามดันแล้วให้ลอดสะพาน หากไม่สำเร็จก็คนพันท์นั่นแหละ ยืนแล้วเอามือผลักใต้สะพาน ให้เรือค่อยๆ แล่นลอดสะพานไป



<<< เอ้า พายดีๆ ไอ้หนุ่ม >>>


อ้อ... เวลาไม้ต่งติดโคลน หรือเกี่ยวกับกิ่งไม้ข้างบน ก็อย่าฝืนนะ ปล่อยทันทีเลย มัวแต่ห่วงไม้ เรือมันไม่รอด้วยนะ ตกน้ำป๋อมแป๋มแน่ๆ รอเรือคนอื่นเค้าดันมาให้ ใจเย็นๆ แล้วก็ระวังชนกะเรือที่มาเร็วๆ กระแทกกันตกน้ำหละ 555+



<<< น้องข่าว กะแม่ย่านางครับ เอิ๊ก... >>>


ว่าแล้วก็ผลัดกันลองมั่ง แต่มือพันท์หลักๆ ก็จะมีพี่เอก พี่ยอด โธมัส คนนี้ลองครั้งแรก แต่ทำได้ไม่เลวเลย ดีเลยแหละ... แล้วก็ผม ลองมั่งนิดหน่อย



<<< ป้าๆ เล็กไม่งอกชาม... เอิ๊ก >>>


คราวก่อนมาพันท์ มันง่ายกว่านี้เยอะแฮะ สงสัยเป็นเพราะน้ำหนักด้วย คนเยอะกว่า ก็พันท์ยากกว่า แถมไม้ก็หนักไม่ใช่เล่น เล่นเอาปวดแขนเลย อิอิ

พันท์ได้ซักเกือบๆ ชั่วโมงมั้ง ก็เอาเรือไปคืนครับ วันนี้อากาศดีมาก แดดดี แต่กรูไม่ชอบโว๊ย... แหม... กว่าจะขาวได้ทีละนิดๆ แม่งตากแดดชั่วโมงเดียว แล่ (ดำ) เหมือนเดิมเลยกรู เซ็งเป็ด




English Tea @ The Orchard


ไม่มีพักครับ ขึ้นจากท่า ต่อเลย... แต่ไอ้เราหิว เลยแวะซื้อเบอร์เกอร์กินกันก่อน

เจ๊มิวมีแผนจะพาเดินไปกินน้ำชาแบบคนอังกิดแท้ๆ ที่ Grantchester ผมก็ไม่รู้ว่ามันตรงไหน (แล้วเมิงอยู่ยังไงวะนั่นปีนึง) เห็นว่าต้องเดินไปเป็นชั่วโมงอ่ะ พอนึกออกมั้ยว่าไกลขนาดไหน ? แล้วเดินที่นี่ เดินเร็วด้วยนะ

เอ้า... ไหนๆ ก็ไหนๆ มาแล้วนี่ ก็ต้องไปให้สุดๆ ไปเล้ยยย และแล้วก็เริ่มเดินกัน ตัดตัวเมือง ออกไปนอกเมืองเรื่อยๆ จากบ้านเยอะๆ น้อยลงเรื่อยๆ จนเห็นทุ่งหญ้า รู้ตัวอีกที ไม่เห้นบ้านคนแว้ว เห็นแต่หญ้า ไอ้ที่ที่จะไปก็ยังมองไม่เห็นเลย เข้าใจฟามรู้สึกป่ะ in the middle of nowhere ของแท้ ไกลมากๆ

สุดท้ายก็มาถึงครับ ร้านชาชื่อดังของที่นี่ อากาศดีๆ ยังงี้แหละ ฝรั่งชอบออกมานั่งกินชา กินเค้กตากแดดกัน (ไม่รู้มันน่าตากตรงไหน แดดเนี่ย !?!!)

ประวัติก็คร่าวๆ นะ เจ๊มิวแกบอกว่า แต่ก่อนเวลานักศึกษาพันท์เรือมา ก็มาพักอยู่ริมฝั่งแถวๆ นี้ เผอิญมันไม่ค่อยมีบ้านคน จะมีก็มีแต่บ้านหลังนึง ขายขนมของกินเล็กๆ น้อยๆ พอนานๆ ไป นักศึกษาก็เลยเชียร์ให้ทำชายเปิดเป็นร้านขายจริงๆ จังๆ ซะเลย ก็เลยเป็นอย่างที่เห็นนี่แหละ

ร้านนี้ชื่อว่า The Orchard ลักษณะเป็นสวน มีเนื้อที่กว้างขวาง กลางสวนจะมีบ้าน เป็นที่ขายชา แล้วก็เค้ก ให้เลือกซื้อตามใจชอบ เสร็จแล้วก็ไปนั่งจิบชาคุยกันตามโต๊ะที่จัดให้ ขอบอกว่าวันนั้นคนเยอะมาก... แทบไม่มีโต๊ะให้นั่งอ่ะ



<<< ซักถ้วยมั้ย ??? >>>




<<< ชิวๆ นะ สนทนาฮาเฮไปเรื่อย >>>


เดินมาทั้งวันจนน่องโป่งอะครับ ไม่ไหวแล้ว ขอพักจิบชา กะหนมเค้กให้หายเหนื่อยก่อน แล้วค่อยออกเดินทางกลับกัน

ปล. หากใครคิดจะพันท์มา เพราะขี้เกียจเดิน ก็ราวๆ 2 ชั่วโมงนะ แต่อย่าดีกว่า... ผมไม่แนะนำ TAXI โลด...

ปล. 2 ชามันอร่อยตรงไหนฟระ ??? สู้ชาเย็นบ้านตรูก็ไม่ได้ เชอะ



<<< กล้องเหงา... >>>





King's College : Final Destination


แหม... ชื่อยังกะหนังสยองขวัญ ก็จริงๆ แหละ... ถ้าไม่ไฟนอลแล้วหละก็ คงมีได้ตายกันไปข้างมั่งหละ เหนื่อยชี้หาย กว่าจะลากขากลับมาจาก The Orchad ได้

สำหรับคิงส์คอลเลจ เสียใจอ่ะ ไม่รู้จักใครที่เรียนที่นี่แล้วพอจะเป็นไกด์ให้ แต่คิดว่าคงคุ้นเคยกัน เพราะหนึ่งในสุดยอดนิยมอภิมหาอัมตะนิรันดร์กาลที่หนึ่งของเคมบริดจ์ก็คือที่นี่แหละ King's College Chapel... สวยมั้ยหละ



<<< ภาพนี้ยกความดีความชอบให้เจ้า Sigma 10-20 mm เลย >>>


ไม่ได้มากรูปหรอกนะ โบสถ์ก็ไม่ได้เข้า วันนี้จะมีร้องประสานเสียง เค้าไม่ให้เข้า ที่หน้าคอลเลจมีรถ BBC มารอถ่ายทอดด้วย

สำหรับความเห็นส่วนตัวนะ คอลเลจนี้ ไม่มีไรนอกจาตัว chapel ในเมื่อเข้าไม่ได้ ก็คงไม่ต้องทำไรแล้วมั้ง (เริ่มหมดแรงแล้ว... ใจออกแล้ว)



<<< สามหนุ่ม สามมุม (โลก) >>>


มาถึงนี่ก็เริ่มแดดคล้อยแล้วหละ คงเป็นที่สุดท้ายสำหรับวันนี้จริงๆ หน้าที่ตากล้องดอลลี่ได้ส่งผ่านไปให้เฮียเอกแกเรียบร้อยแล้ว ไม่ไหวแระ เหนื่อย...



<<< จากปากนักกฎหมายเลย แกบอกว่าเรียนเพื่อให้รู้วิธีเลี่ยง เอิ๊กๆๆๆ >>>


เอาเป็นว่าขอจบดื้อๆ เลยละกัน นี่ก็นั่งอัพจนปวดตา เหอๆ แต่ยังไม่หมดแค่นี้ระ รอต่อทริปวันที่สองนะ อิอิ

Special Thanks :

เจ๊มิว ณ Gonville & Caius
พี่เอก ณ Trinity
พี่ยอด ณ St. John's
ป้าอาร์ม ณ Fitzwilliam
ปิง ณ St. Catharine's
และเพื่อนๆ น้องๆ ที่ CCSS ทุกคน

ปล. ขอบคุณพี่อาร์มสำหรับชื่อคอลเลจป้ามิว

สบายดี ...





 

Create Date : 11 เมษายน 2550    
Last Update : 13 เมษายน 2550 4:27:06 น.
Counter : 212 Pageviews.  

<<< One night stand in London with Photosoc II >>>

ต่อเลยนะครับ ดึกแล้ว ชักง่วง

นั่งรถบัสคันเก่า ออกจากย่าน Kensington แล้วก็ผ่านมาทางแฮรอดส์ เห็นแฮรอดส์ด้วยนะ อิอิ คนเพียบเลย เลยไป Knightsbridge แล้วก็ผ่านไปทาง Parliament Sqaure เลย Houses of Parliament, Big Ben และ London Eye เรียบถนนข้างแม่น้ำ Thames เพื่อตรงไปยัง ตึกลอยดส์ ซึ่งผมก็ไม่ทราบว่ามันตึกไหนกันแน่ ในใจคิดว่าน่าจะเป็นตึกสวยๆ ที่หัวเหมือนลิปสติกอันนั้นน่ะ

รถจอดบริเวณไหนของลอนดอนไม่รู้ เดินอีกเกือบสิบนาที ไปยังตึกลอยดส์ ไม่รู้เพื่ออะรัยเหมือนกัน ทั้งๆ ที่สองข้างทาง ไม่เห็นมีจุดน่าสนใจเลย

และแล้วก็มาถึงลอยดส์ครับ เป็นตึกของธนาคาร Lloyds เค้าว่างั้น ไม่ใช่ตึกลิปสติกที่ผมนึกถึงครับ แต่ก็สวยดีเหมือนกันนะ



<<< ธนาคารบ้าไรไม่รู้ สวยซี้หาย >>>


อลังการมากๆ เสียอย่างเดียว เข้าไม่ได้ แล้วเค้าจะให้เข้าไปทำไมหละ นั่นน่ะสิ...



<<< เพิ่งได้เริ่มใช้ขาตั้งกล้องจริงๆ ก็ตอนนี้หละ >>>




<<< เนี่ยไง ตึกที่ผมนึกว่าเป็น Lloyds แค่หันหลัง มองไปฝั่งตรงข้ามแค่นั้นเอง เพิ่งรู้ว่ามันชื่อ Gherkin >>>


แยกย้ายไปหามุมใครมุมมันได้ซักพักก็เริ่มเบื่อกันแล้วครับ ก็มันไม่มีอะรัยนี่หว่า จะบ้ารึไง ให้มาถ่ายตึกแค่นี้ เดินไปเดินมาไม่กี่มุม ก็หมดแล้ว บวกกับอากาศที่เริ่มหนาวกันแล้วสิ ว่าแล้วก็เริ่มมารวมกลุ่มกันหน้าตึก สงสัยจะได้อุ่นมั้ง (บ้า)

พอได้เวลา ชาวคณะก็เริ่มออก "เดิน" ทางต่อ แผนต่อไปก็คือ เดินข้าม Millennium Bridge เพื่อตรงไปยังลอนดอนอาย เป้าหมายสุดท้ายก่อนกลับบ้านครับ

ตอนนี้เริ่มเหนื่อยแล้วครับ เริ่มหมดอารมณ์อยากเที่ยวแล้ว บวกกับยัยเจนนี่นั่น ที่คอยมองตลอด แค่ยกกล้องขึ้นจะแชะอะไรหน่อย เธอก็ต้องหันมามองแล้ว เฮ้อ... ผมว่าผมคงไม่แคล้ว เราคงต้องเป็นแฟนกันแน่ๆ เลยครับ เหมือนในหนังไง พระเอกนางเอกไม่ชอบขี้หน้ากัน สุดท้ายก็ได้กัน แต่... เธอเป็นฝรั่งหัวแดงที่น่ารักจริงๆ ครับ ขอบอก



<<< โบสถ์เซนต์ปอล >>>


ที่เห็นน่ะ โบสถ์เซนต์ปอล มองจากฝั่งตรงข้าม ที่เห็นเป็นสะพานน่ะ นั่นแหละ มิลเลนเนียม บริจด์ ขาข้ามมา ไม่มีใครหยุดถ่ายรูปกันหรอกครับ หนาวมาก ลมนี่พัดแรงอย่าบอกใคร ดีนะไม่ปลิวตกน้ำ (เว่อร์)

มาถึงช่วงนี้ ใจไม่เอาจริงๆ ครับ มันเหนื่อยมาก อยากกลับบ้านให้ได้ นี่ถ้าไม่ติดว่าอยากขึ้นลอนดอนอายมากๆ ขอนั่งรถไฟกลับไปก่อนแล้วเนี่ย

ข้ามมา แล้วเดินเลียบแม่น้ำเทมส์ไปซักระยะหนึ่ง (ไกลเหมือนกันนะ) และแล้วก็ได้เห็นสิ่งที่รอคอยครับ มันอยู่ตรงหน้านี่เอง London Eye



<<< ด้านหน้าครับ ตามจริงไม่ได้เข้ามาทางนี้นะ เดินทะลุมาจากทางขวามือของรูปน่ะ >>>


ตามกำหนด มีคิวขึ้นตอนหกโมงครับ เพราะซื้อตั๋วไว้แล้ว โชคดีนะเนี่ย เพราะคิวยาวมากๆ พวกเราเลยมีเวลานั่งเล่น ถ่ายนั่นถ่ายนี่ข้างล่าง ก่อนขึ้นไปบนชิงช้าสวรรค์

เออ... กะลังเอาขาตั้งกล้องออกมา ไอ้ตำรวจ หรือพนักงานนี่แหละ เจือกเดินมาบอกว่าห้ามใช้ขาตั้งกล้อง อยากถามมันเหมือนกันว่าทำไม ? แต่ก็ไม่ถาม เพราะพูดไม่เป็น แทนที่จะได้ภาพงามๆ ก็ต้องได้ภาพเบลอๆ ไปตามยถากรรม (ตามจริงเมิงโง่เองแหละ ไม่ต้องไปโทษขากล้อง)



<<< ดูขนาดของมันสิ แม่เจ้าโว้ย !!! >>>




<<< ไม่ได้อยากโชว์ผลงานห่วยๆ หรอกนะ แค่อยากบอกว่าช็อคโกแลตร้อนใส่ครีมที่นี่ อร่อยมากกกกกกกกก >>>


ก่อนถึงเวลา เพื่อนชวนห้องน้ำ ก็เลยรีบวิ่งไป เหตุผลที่ต้องรีบ ก็รู้ๆ กันอยู่นะครับ ถ้าคุณเจนนี่ไม่ได้เห็นหน้าผมเนี่ย คุณเธอต้องคิดถึงกระวนกระวายเป็นแน่แท้ และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

คุณปีเตอร์ที่ไม่ได้ไปด้วย มาบ่นให้ฟังทีหลังว่า เจนนี่เธอถามหาผมถึงสองครั้งๆ ทั้งๆ ที่ปีเตอร์มันก็บอกไปแล้วว่ากรูไปเข้าห้องน้ำโว๊ยยยย อะไรกัน ขาดกรูไม่ได้เลยรึไง แล้วทีทำไมเพื่อนที่ไปด้วยกัน ไม่ว่าเลยซักคำ เลือกปฏิบัตินี่หว่า

และแล้วก็ถึงเวลาขึ้นลอนดอนอายที่รอคอย ถึงจะมีเรื่องให้ต้องหงุดหงิดนิดหน่อยก็เหอะ ต้องปรับอารมณ์ให้ทัน เด๋วนั่งกระเช้าไม่หนุก เหอะๆ



<<< ก่อนขึ้นกระเช้า >>>


น่าเสียดาย เค้าไม่ให้เอาขากล้องขึ้นไปด้วย (อีกและ) ความฝันจะได้ภาพสวยๆ ชัดๆ มุมสูงของลอนดอนก็มลายหายไปในทันที เฮ้อ... เดินวกไปวกมาจนถึงด่านสุดท้ายที่ต้องขึ้นกระเช้าและ เค้าให้จัดเป็นสามแถว ตอนแรกนึกว่าต้องขึ้นสามกระเช้าแยกกัน แต่ไม่ใช่ สิบเจ็ดคนนี่ ขึ้นกระเช้าเดียวกันหมดได้

เค้าให้แบ่งสามแถวจะได้ขึ้นกระเช้าได้ทันกัน เพราะมันจะหมุนไปเรื่อยๆ ไม่หยุดรอคนขึ้น จะว่าไปก็เสียวเหมือนกันนะ ถ้าพลาดมาหละ



<<< แอบถ่ายกระเช้าชาวบ้าน >>>


แต่ก็ไม่โชคร้ายเสมอไป เค้ายังหยุดให้ถ่ายรูปเป็นพักๆ ครับ แต่ไม่นานมาก ในกระเช้าเนี่ย ใหญ่มากๆ ใหญ่กว่าที่คิดไว้อีกน่ะ ต่างคนก็ต่างไม่พูดพร่ำทำเพลงครับ รีบหามุมที่คิดว่าดีที่สุด แชะภาพกันอย่างขมักเขม้น เพราะไฟลท์นี้กินเวลาแค่ 30 นาทีเท่านั้น



<<< มุมสูงครับ สวยมากๆ ลอนดอนนะ ไม่ใช่รูป >>>




<<< ช่างกล้องจำเป็นกะลังตั้งกล้องถ่ายรูปหมู่ เค้าแอบเอาขากล้องเข้ามาได้อ่ะ มันอันเล็กนิดเดียว >>>




<<< รัฐสภา เสียดายสงสัยตึกตรงกลางไฟดับ (ฮา) >>>


และแล้วสายการบินลอนดอนอายก็พาเรากลับสู่ที่หมายอย่างปลอดภัย เป็นไฟลท์ที่น่าประทับใจและสวยงามมากๆ ขอบอกว่าไม่น่ากลัวเลย ทั้งๆ ที่เราอยู่สูงมากๆ สงสัยเป็นเพราะมัวแต่ถ่ายรูปกันอยู่กระมัง อิอิ

พวกเราไปหาอะไรยัดปากกันที่ร้านแมคโดนัลถัดๆ ไปจากลอนดอนอายไม่ไกล นั่งกินอาหารซักพักก่อนกลับ ยังเหลือเวลา ประจวบเหมาะกับแมคที่ไปกิน มันใกล้ๆ กับสะพาน น่าจะเป็น Westminster Bridge นะ (ผิดขออภัย พอดีผมเด็กลัฟ ไม่ใช่เด็กลอนดอน) เลยชวนเพื่อนไปถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกซักหน่อย ถ่ายแต่ตึก ไม่มีรูปตัวเองก็กระไรอยู่ แหะๆ

ไม่รู้ทำไม รัฐบาลเกิดประหยัดไฟมั้ง สะพานนี้มืดเป็นบ้าเลย ถ่ายรูปให้มีฉากหลังเป็นบิ๊กเบนก็ยากมาก ไอ้เราไม่เก่งด้วย พยามเลี่ยงแฟลชแล้วนะเนี่ย ต้องได้ใช้จนได้

เสื้อเขียวน่ะปีเตอร์ จากฮ่องกงครับ ส่วนอีกคนก็ผมเอง ไม่ค่อยได้ถ่ายรูปเก็บไว้กะเค้าเท่าไหร่ เพิ่งมาสังเกตวันนี้ เออ... ดูๆ ไปกรูก็หล่อใช้ได้นะ มองบางมุม คล้ายๆ แบรต พีตเลย



<<< ปีเตอร์ กะ ดอลลี่ >>>


และแล้วสองทุ่ม ก็เริ่มเดินอีกที เป็นครั้งสุดท้าย เพื่อที่จะเดินไปถึงรถที่จอดรออยู่หน้าทางเข้าลอนดอนอาย แล้วก็เดินทางกลับมหาลัยโดยสวัสดิภาพ (ถ้าไม่สวัสดิภาพ คงไม่ได้มานั่งเขียนบล็อคจนบัดนี้)

ขอขอบคุณทุกท่านที่อ่านจนจบ ขอขอบคุณ Photosoc สำหรับทริปดีๆ แบบนี้ ขอขอบคุณเจนนี่ ที่สอนให้ผมรู้จักคำว่ารัก นี่คงจะเป็นทริปแรกและทริปสุดท้ายของผมกับ Photosoc ครับ ไม่เอาแล้ว ในเมื่อคิดว่ากรูเป็นตัวปัญหานัก ก็อย่ามายุ่งกันเลย บ๊ายบาย

ปล. ผมพูดจริง

ปล. 2 น่าจะเอาเงินค่าสมาชิกคืนได้ด้วยเนาะ

ปล. 3 บางรูปคลิกขยายให้ใหญ่ขึ้น (อีกนิด) ได้นะครับ

ปล. 4 ขอขอบคุณโปรแกรม Photoshop ที่เอื้อเฟื้อภาพสวยๆ ให้ผมครับ

นอนหละนะ ง่วงแล้ว สำหรับวันนี้ สะบายดี

ฝากท้ายด้วยรูปนี้...



<<< Bye-bye London, I'll miss you >>>






 

Create Date : 05 ธันวาคม 2549    
Last Update : 5 ธันวาคม 2549 8:10:49 น.
Counter : 259 Pageviews.  

<<< One night stand in London with Photosoc >>>

กราบสวัสดีงามๆ ซักสามที หลังจากที่ไม่ได้เข้ามาอัพบล็อคเป็นเวล่กว่าสามปี (เว่อร์) เหอะๆ ก็มันไม่มีเรื่องจะอัพนี่หน่า

เพิ่งได้ฤกษ์งามยามดีก็วันนี้ หลังจากนั่งใส่กรอบจนตาแฉะสามสิบกว่ารูปจนเสร็จ ก็ถึงคราที่จะต้องอัพบล็อคกันซักกะที เหนื่อยมากๆ เลย...




LONDON


อาทิตย์ที่ 3 ที่ผ่านมานี่เอง มะวานเนี่ย มีนัดออกทริปถ่ายรูปกันกะชมรมฮะ จะไปลอนดอน เห็นตารางการออกทริปพร้อมจ่ายเงินเรียบร้อยตั้งแต่สองสัปดาห์ที่แล้วโน่นเห็นว่ามันน่าสนใจดี เลยอยากไป เพราะคราวนี้เค้าจะพาไปขึ้นลอนดอนอายด้วย

จะว่าไป ตั้งแต่กลับมาจากไทยครั้งก่อน ก็ไม่ได้ไปลอนดอนอีกเลยนะ ครั้งล่าสุดก็แวะเปลี่ยนรถไฟที่ St. Pancras แค่นั้นเอง สองเดือนที่แล้วโน่น

ตอนแรกกะว่าจะไม่ไปแล้ว พอดีคุณปีเตอร์เพื่อนคนจีนเค้าเป็นไข้คืนก่อนเดินทาง โชคดีที่หายทัน ไม่งั้นไม่ไปแน่ เพราะผมไม่มีเพื่อน

รุ่งเช้าก็ตื่นเช้าหน่อย ซักเจ็ดโมงกว่า (เช้าแล้วเหรอเนี่ย ?) อาบน้ำแต่งตัว แต่งหน้าทาปากเสร็จ กึ๋ยส์ส์ส์ ก็คว้าเจ้า D70 ลูกรัก พร้อมขาตั้งกล้องสุดแสนจะเบา ราวกับปุยนุ่น !!! รีบไปรอคุณปีเตอร์ที่ห้องพูล (ตามจริงมันมารอตรู) แล้วก็บึ่งไปยังจุดนัดพบทันที

รถออกจากมหาลัยที่บริเวณสโมสรณ์นักศึกษา หรือเรียกสั้นๆ กันว่า Union 9 โมงเช้าเป๊ะ ตามกำหนดบอกว่าน่าจะถึงลอนดอนราวๆ เที่ยง

ออกทริปคราวนี้มีกันทั้งหมด 17 ชีวิต ถ้าไม่นับผิด รวมกะลุงคนขับ ซึ่งไม่เกี่ยวไรกะเราอยู่แล้วก็เป็นสิบแปดฮะ ตอนแรกนึกว่าจะได้นั่งรถบัสโรงเรียน เหมือนในหนังอ่ะ แต่โชคดีหน่อยที่เค้าเหมารถทัวร์มาให้เลย นั่งสบายเลยแหละ

หลับๆ ตื่นๆ ตลอดทางจนประมาณห้าโมงครึ่ง เริ่มๆ เข้าลอนดอนแล้วครับ รถก็ไต่ไปเรื่อยๆ การจราจรที่จะว่าคับคั่งก็ไม่เท่าไหร่ (ถ้าเทียบกับ กทม.) จะว่าหนาแน่นก็ได้ (ถ้าเทียบกับลัฟบร้า) เหอะๆ

รถก็ไต่ไปเรื่อยๆ จากบริเวณ ไม่คุ้นตา ไปจนถึงสถานที่ๆ เริ่มรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ตอนนี้กะลังอยู่ส่วนไหนของลอนดอน ไปเริ่มจำได้ก็ตอนแถวๆ Hyde Park โน่น รถก็ยังคงวกไปวกมา ผ่านนั่นผ่านนี่ จนไปทะลุ Knightsbridge ทะลุ South Kensington ก่อนจะไปหยุดแถวๆ Imperiall College อ้อ... ลืมไป มัวแต่ดูจนเพลินด้วยความบ้านนอก เราจะไปดูนิทัศการภาพถ่ายนี่หว่า

นานๆ เข้ามาที มันก็อดตื่นตาตื่นใจไม่ได้อะนะ ก็นะ เรามันอยู่บ้านนอกนี่หน่า เห็นแสงสีก็ต้องมีหลงใหลบ้างเป็นธรรมดา ลอนดอนนี่หนา... มาคราวใด ก็อดตื่นเต้นไม่ได้ซักกะที

หลังจากขนอุปกรณ์ลงรถเรียบร้อย ชาว Photosoc ก็พร้อมลุยครับ




MUSEUM


ที่แรกที่พวกเราจะไปลุยกันก็คืองานแสดงภาพถ่ายสัตว์ป่าประจำปี (Shell Widlife Photographer of the year : Every picture tells a story) ว่างั้น ข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามเดินอีกนิสนึง ก็ถึงแล้ว พวกเรามุ่งหน้ากันไปที่ Natural History Museum ครับ



<<< ระหว่างทางไปพิพิธภัณฑ์ เค้าเล่นสกีกลางแจ้งกันอยู่ น่าหนุกจัง >>>




<<< นี่ไงทางเข้า อลังการมั้ย คิวยาวเหยียด เพราะมันฟรีครับ แหะๆ >>>


กว่าจะเข้ามาได้ ต้องผ่านด่านตรวจก่อนครับ มีควักๆ ล้วงๆ ด้วย ถ้าไม่ติดว่าคนรอคิวเยอะ จะยืนให้เค้าล้วงต่ออยู่ เอ้ย ไม่ช่าย เค้าบอกขาตั้งกล้องเอาเข้าไปได้ แต่ห้ามใช้ครับ ซวยชี้หาย

เข้ามาได้ปุ๊บ ไม่เสียชื่อชมรมถ่ายภาพครับ ต่างคนต่างคว้ากล้องขึ้นมาแชะเป็นการใหญ่ ไอ้ผมก็มัวตะลึงอยู่ครับ ไม่ค่อยได้เข้าพิพิธภัณฑ์อะไรกับเค้า เลยไม่รู้ว่าที่นี่มันตั้งทำสวย หรือว่าที่ไหนๆ ก็สวยเหมือนกันหมด



<<< ห้องโถงใหญ่ครับ อลังการงานสร้างจริงๆ มีทางผ่านไปยังส่วนย่อยๆ อีกหลายส่วนแสดง >>>


ตอนแรก แชะออกมา มืดมากๆๆๆ ดูไม่ได้เลย ทั้งๆ ที่เพื่อนๆ งี้พกกล้องคอมแพคตัวเล็กๆ แชะเอาๆ ภาพออกมาสวยเช้ง ไอ้เราเริ่มขวัญเสียเลย เปิดหน้ากล้องนานๆ ก็แล้ว เพิ่มรูรับแสงสุดๆ ก็แล้ว ก็ยังไม่ได้เรื่อง เอ๊ะ... รึเป็นเพราะเราปรับค่าไม่สมดุลวะ ยอมๆ ใช้ออโต้ไปเลย ยังดีกว่าไม่ได้ถ่ายซักรูป แต่... ก็ยังไม่ได้เรื่องอีก ถ้าจะให้เปิดหน้ากล้องนานๆ เป็นวินาทีโดยที่ใช้ขาตั้งกล้องไม่ได้เนี่ย ไม่มีทางเป็นไปได้แน่ๆ ทำไงดีๆๆๆๆๆ

เหมือนสวรรค์เมตตาครับ ได้ยินแว่วๆ เพื่อนมันพูดกัน อะไร ISOๆ นี่แหละ เลยถึงบางอ้อ ว่าแล้วก็ซัดซะแปดร้อย - พัน ไปเลย น้องน้อยส์แวะมาเยี่ยมเยียนมากหน่อยก็ช่างมัน ไม่มีทางอื่นแล้ว แฟลชเฟลิชเราก็ไม่มี หัวกล้องอย่างเดียว ขอบคุณเพื่อนคนนั้นที่ทำให้เราตาสว่าง

หลังจากพอใจกะรูปที่ถ่ายได้ในระดับหนึ่ง ก็มารวมตัวกันพร้อมเข้าชมงานแสดงภาพถ่ายแล้ว



<<< รวมตัวก่อนเข้าชม พวกเราพร้อมแล้วฮ่า >>>


บอกตามตรงครับ ไม่อยากดูเลย งานแสดงอะไรนั่นน่ะ อยากออกไปถ่ายรูปมากกว่า ทั้งๆ ที่รู้นะว่ามีแต่ภาพสวยๆ แล้วก็ดีต่อการพัฒนาฝีมือต่อไปในอนาคตด้วย แต่... มัน (คง) น่าเบื่ออ่ะ ฝีมือเราไม่ถึงขั้นพอที่จะเข้าใจเทคนิคอะไรของพวกเค้าหรอก

ว่าแล้วก็เดินตามกันไป ซื้อตั๋วเข้าชมคนละสามสี่ปอนด์ จำไม่ได้ ชมรมจ่าย แล้วก็เข้าไป กล้องเกลิ้ง ห้ามถ่ายครับ (ใครเค้าจะบ้าจี้ให้ถ่ายเล่า !!!)

โอ้ว... แว้บแรกที่เห็นรูป เปลี่ยนความคิดทันทีเลยครับ มันสวยมากๆ ไม่ได้เว่อร์นะ แต่ละภาพที่เอามาโชว์นี่ สวยมากๆ เพิ่งรู้ว่าการดูงานแสดงภาพถ่ายเป็นไงก็วันนี้ แต่ก่อนนึกสงสัยว่า รู้ก็รู้ว่าสวย แล้วไปเดินๆ ดู เดินไปเดินมา น่าเบื่อ สู้โหลดมานั่งดูอยู่บ้านดีกว่า ... แต่มันไม่ใช่แค่นั้นฮะ มันมีอะไรมากกว่าการไปเดินดูภาพที่เค้าเอามาตั้งไว้

อย่างที่สโลแกนเค้าบอกไว้เลย ทุกภาพสามารถบอกเล่าเรื่องราว ขอชมฝ่ายจัดงานนี้เลย มีการใช้เสียง และแสงประกอบ พร้อมประวัติ ที่มา และเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับภาพแต่ละภาพ เสียอย่างเดียวขาดการใช้กลิ่นประกอบ (ซึ่งก็ไม่น่าจะน่าพิศมัยเท่าใดนัก เพราะนี่คืองานแสดงชีวิตสัตว์โลก !!! )

การจัดภาพออกเป็นหมวดๆ ตามประเภทของสัตว์ และอีกหลายๆ เกณฑ์ ทำให้ผู้เข้าชมเพลิดเพลินได้ดีจริงๆ ภาพอิริยาบทต่างๆ ของสัตว์โลกจากทุกมุมโลก ทุกภาพล้วนแต่ทำให้อึ้งครับ แต่ที่อึ้งไปกว่านั้นก็คือการที่ได้รู้ว่า ในบรรดาหมวดต่างๆ ที่เค้าจัดแสดงกัน มีหมวดนักถ่ายภาพรุ่นเยาว์ด้วย 8-17 ปี ไม่บอกไม่รู้อะครับ ว่าเป็นฝีมือเด็ก

น่าเสียดายที่เค้าห้ามเก็บบรรยากาศ เลยได้แค่บอกเล่า สำหรับใครที่สนใจ สามารถติดตามได้ทางเว็บไซต์นะครับ

//www.nhm.ac.uk/wildphoto

เสร็จจากงานแสดงภาพ ก็เกือบๆ บ่ายโมง ไอ้กระผมต้องเลือกระหว่างหาไรมากระแทกปาก เพราะยังไม่มีไรตกถึงท้องตั้งแต่เช้า กับการไปเดินชมส่วนต่างๆ ที่ยังไปดูไม่หมด ก่อนที่จะเรียกรวมกันอีกครั้งบ่ายโมงครึ่ง

ผมเลือกส่วนหลังฮะ ทนๆ หิวหน่อยละกัน เพราะก่อนไปดูภาพ เหลือบไปเห็นพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ ฟรีซะด้วย ยังงี้ไม่ดูไม่ได้แล้ว แล้วก็ตัดสินใจไม่ผิดครับ...




Dinosaur Museum


ส่วนหนึ่งไปหาของกิน แล้วก็คงเลยออกไปรอข้างนอก แต่ส่วนหนึ่งก็ใจตรงกัน เข้ามายังส่วนแสดงไดโนเสาร์ครับ





<<< ทางเข้า มุมแคบมากๆ โชคดีได้เจ้า 10-20ช่วยไว้ได้ อิอิ >>>




ส่วนทางเข้ามีแค่นี้แหละครับ เป็นห้องเล็กๆ เก็บมาได้ไม่กี่ตัว ก็ต้องเดินขึ้นบันไดไปยังดาดฟ้าสำหรับชมไดโนเสาร์ที่เหลือ



<<< ดาดฟ้าที่ต้องเดินเพื่อรับชมโครงกระดูกที่จัดแสดงอยู่สองข้างทาง >>>




<<< มีป้ายบอกด้วยนะ ว่าอะไรที่กำลัง "ห้อย" โชว์อยู่น่ะ >>>


สังเกตดูว่ามีคนอยู่ข้างล่างด้วย ใช่ฮะ เราต้องผ่านสะพานนี้ไปก่อน แล้วถึงจะผ่านเข้าไปห้องโถงข้างล่างได้



<<< มีเลนส์สองตัว เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา วุ่นไปตาหน่าย >>>


และแล้วก็สุดทาง ไอ้เราก็มองๆ อย่างงงๆ รู้นะว่า T - rex เค้าเป็นไดโนเสาร์ระดับดาราฮอลลีวู้ด แต่มาโชว์ทั้งที แค่ฟันแค่นี้เหรอ ... หารู้ไม่ว่า หลังฉากนี้ เป็นไฮไลต์ของทางมิวเสี้ยมเค้าแหละ



<<< โชว์แต่ฟันเนี่ยนะ ??? กลัวตายหละ >>>


เดินผ่านทางลาดลงไปเรื่อยๆ คาดว่าจะเป็นทางออก เริ่มได้ยินเสียงร้อง และแล้วก็เจอคนกลุ่มใหญ่ กะลังล้อมยืนดูบางสิ่งอยู่...



<<< พี่ทีเร็กซ์นี่เอง เด็กๆ ชอบใจกันใหญ่ ขยับได้ด้วยนะ >>>


แชะจนเพลิน ลืมดูเวลาครับ ปาไปบ่ายครึ่งแล้ว ว่าแล้วก็รีบบึ่งออกไปยังหน้าพิพิธภัณฑ์ทันทีครับ

เจอเจนนี่ สตาฟสุดสวยหวานใจผมเอง ยืนรอ ทำหน้าไม่พอใจนิดๆ แล้วบอกว่าพวกคุณมาสายสิบนาที แล้วก็มีบ่นๆ นิดหน่อย ถ้าสายอีก รถจะไม่รอนะ ยังงั้นยังงี้ เฮ้อ... กรูหละหน่าย เออๆ คราวนี้กรูผิดจริงๆ

พวกเราเดินกันต่อไปยัง Science Museum ครับ กว้างมาก ใหญ่มาก เข้าฟรี แต่ใช้ขากล้องไม่ได้อีกและ ผมไม่มีเวลามากนะครับ คือเกร็ง กลัวสายอีก เลยได้แต่เดินๆ ถ่ายรูปๆ ไม่มีเวลาทำความเข้าใจเทคโนโลยีอะไรหรอก (น่าน... แถซะ จริงๆ โง่ ไม่รู้เรื่องต่างหาก)

คือยังไงหละ ที่ถ่ายๆ มา ก็ไม่แปลกอ่ะ ไปได้บางส่วนเท่านั้น เพราะมันใหญ่จริงๆ เข้าไปลึกๆ กลัวกลับไม่ทัน มีเวลาเดินไม่ถึงชั่วโมง ไอ้ส่วนที่เข้าไป ก็แค่เอาของเก่าๆ มาจัดแสดงเหมือนๆ เอาของมาตั้งโชว์แล้วเล่าประวัติศาสตร์เฉยๆ



<<< เห็นว่าแปลกดี ไม่รู้ของจริงรึของจำลอง Apollo 10 >>>


นัดกันบ่ายสอง 45 ว่าแล้วไอ้เรากลัวโดนสุดที่รักโกรธอีก
เลยรีบไปรอก่อน ไปถึงก่อนเวลานัดหมาย 2-3 นาที เจอเพื่อนรออยู่แล้วกลุ่มนึง รอแล้วรออีก ผ่านไปสามโมง ค่อยเห็นสุดที่รักและคณะเดินมา ... เธอไม่รอช้าครับ สอดสายตามองหาผมก่อนเลย หวัดดีคร้าบ กรูอยู่นี่แล้ว ไม่ต้องรอกรูแล้ว สาด !!!

นับจากนั้น อารมณ์เริ่มตะหงิดๆ แล้วครับ เริ่มชักไม่หนุกแล้ว แค่เราสาย 10 นาที บ่นจะเป็นจะตาย แถมจ้องแต่จะจับผิด แวะถ่ายรูปที่ไหน ทั้งๆ ที่ข้างทาง แล้วก็เดินกันอยู่ด้วย (กรูไม่โง่ขนาดหลงวิ่งตามคนเดินไม่ทันหรอก) ก็ไม่ได้ ต้องหันมามอง ไม่ก็อย่างน้อยขอให้หล่อนได้บอกผมว่า "อย่าช้านะ" "เด๋วสาย" "รีบๆ ถ่ายนะ เด๋วตามกลุ่มไม่ทัน" กรูชักทนไม่ไหวแล้วนะ ทีคุณสายสิบห้านาที ผมยังไม่พูดไรซักคำ (เพราะผมด่าภาษาฝรั่งไม่เป็น )

ออกจาก Science Museum พวกเราก็พร้อมไปต่อแล้วครับ สามโมงกว่าแล้ว ฟ้าเริ่มมืด พวกเรามีแผนต้องไปที่ตึก Lloyds Building เค้าบอกว่าสวย เอ้า ไปก็ไป

... ไปต่อบล็อคหน้าสิ บล็อคนี้ภาพเยอะแล้ว ไม่ขี้เกียจโหลดรึไง ??? เอ้า... ยังช้าอีก รีบตามมา เด๋วเจนนี่บ่นอีกหรอก เห่อ !!!





 

Create Date : 05 ธันวาคม 2549    
Last Update : 5 ธันวาคม 2549 8:02:51 น.
Counter : 157 Pageviews.  

<<< หลักสูตรถ่ายรูปเร่งรัดเตรียมงาน Bonfire >>>

เนื่องด้วยวันนี้ ทางชาวคณะ (แหม... เรียกยังกะคณะตลก ) โฟโต้ซอค (PhotoSoc = Photography Society) ที่กระผมร่วมเป็นสมาชิกอยู่นั้น ได้จัดปาฐกถาแบบเร่งด่วน เพื่อถ่ายทอดวิทยายุทธในการเก็บภาพตอนกลางคืนให้แก่บรรดาตากล้องสมัครเล่นหัวดำหัวแดงทั้งหลายภายในสองชั่วโมง !!!

เพราะว่า... วันเสาร์นี้แล้วครับ จะมีงาน Bonfire หรืองานที่เค้าจุดพลุกะดอกไม้ไฟประจำปีกันไง แต่ละเมืองก็จะจุดกัน (มั้ง?) ไม่แน่ใจ เพราะเคยอยู่แค่สองเมือง ก็ปีที่แล้วเคมบริดจ์มันก็จุดง่ะ

แหม... มันช่างนัดได้ถูกวันจริงๆ วันนี้หนาวชี้... หายเลย เจือกมานัดให้ตรูออกไปวันนี้ ใกล้ซะที่ไหนหละ โน่น... เดินลงเขาไปโน่น สิบกว่านาที (เดินเร็วนะ)

ทำไงได้หละครับ... มันต้องไป เพราะถ้าไม่ไปคราวนี้ ไม่รู้แน่ๆ ว่ากลางคืนเค้าตั้งค่ากันยังไง ถึงจะได้รูปงามๆ กลับไปโชว์เพื่อนโชว์ฝูง เหอๆ ... ว่าแล้วก็คว้าเจ้าเสื้อหนาวคู่ใจ (รวมเป็นสามชั้น ) พร้อมกับถุงมือ แบกเป้ขึ้นหลัง ไหล่ขวาสะพายน้อง D70 คู่ใจ ไหล่ซ้ายก็สะพายเจ้าขากล้องที่สุดแสนจะเบา !!! แล้วรีบดิ่ง (เดิน) ลงเขาทันที

อย่างที่บอกว่าช่างเลือกเวลาได้เหมาะเจาะจริงๆ เพราะอากาศนี่กะลังเย็นสบายเลยครับ เหมาะแก่การเดินชมนั่นชมนี่เป็นอย่างมาก คิดพลางก็หยิบถุงมือขึ้นมาใส่ (ตกลงเย็นสบายจริงป่ะวะ?) ว่าไปแล้ว... นี่เป็นครั้งแรกที่กลับมาใส่เจ้าถุงมืออีกนะเนี่ย ตั้งแต่มาเรียนที่นี่ ยังไม่หนาวถึงขั้นต้องใส่ถุงมือเลย

รีบจ้ำมาจนถึงจุดนัดพบ ณ James France Lecture Theatre (ขออภัยไร้รูป) เราจะมาเรียนภาคทฤษฎีกันจากที่นี่ก่อนครับ แล้วค่อยออกภาคสนามกันคืนนี้ !!! กึ๋ยส์ส์ส์ แค่คิดก็เสียวแล้ว นี่ขนาดกรูเดินรีบๆ มา ยังเกือบไม่รอด




ภาคทฤษฎี


และแล้วภาคทฤษฎีก็เริ่มขึ้น... เริ่มด้วยการแจกโน้ตสั้นๆ ประกอบกับการอธิบายของบรรดาสตาฟเค้า และก็ลงชื่อว่าใครมาเข้าร่วมครั้งนี้มั่ง... ไม่มีอะไรน่าสนใจหรอกครับ จะมีก็แต่คนแจกชีตน่ะสิครับ แม่เจ้าโว้ยยย !!! น่ารักมาก ฝรั่งอะไรน่ารักได้ขนาดนี้

แต่... คงได้แต่มองและแอบลวนลามอยู่ในใจ (ฮา) เพราะเท่าที่ผมดู เธอไม่น่าจะโสด ก็เล่นเป็นแฟนของไอ้ประธานชมรมนี่ครับท่านผู้ชม ช่างเหอะครับ... แต่ดอลลี่ขอการันตีเลยว่า แหม่มคนนี้น่ารักจริงๆ ถ้าฟลุคๆ ได้รูป เด๋วเอามาโชว์

สำหรับทฤษฎีก็คร่าวๆ เท่าที่จับใจความได้ (ไม่ได้ฟังหรอก อ่านชีตเอา) อ้าว... กรูก็นึกว่าฟังเก่ง ประมาณว่า... ถ่ายตอนกลางคืน ใช้ ISO สูง แต่อย่ามาก เด๋วน้องน้อยซ์จะมาเยี่ยมเยียน S เยอะๆ แต่ต้องมีขากล้องด้วย อะไรเทือกนี้แหละครับ ซึ่งเคล็ดวิชาเหล่านี้ ผมได้มาจากน้าๆ Camera @ Pantip หมดแล้วแหละ

ว่าแล้ววิทยากร (จำเป็น) ก็ตบท้ายด้วยคำว่า "Learning by doing" ด้วยการให้คุณประธานชมรมที่เพิ่งแย่งแฟนผมไปหมาดๆ มายืนถือไฟ เป็นแบบให้ตากล้อง "มี" อาชีพ (อื่น) ได้ลองยิงๆ ดู แหม... เปลี่ยนกล้องเป็นปืนได้ป่ะ ตรูจะยิงแม่มให้ตายซะเด๋วนี้เลย หมั่นไส้แฟนสวย



<<< ไม่สวยหรอกคับ ถ่ายให้รู้เฉยๆ ว่าดอกไม้ไฟก็จะออกมาแนวนี้ >>>




<<< รู้สึกไอ้นายแบบมันชักเริ่มมัน เล่นใหญ่เลย >>>




<<< รูปนี้ก็แชะมั่วไปเรื่อยๆ ออกมาเท่ดีแฮะ เหมือนลูกโลกเลย >>>




<<< อันนี้ก็สวยแปลกตาดี อิอิ >>>


แชะกันยังงี้เกือบๆ ครึ่งชั่วโมง จนตากล้องเอือมระอา ไอ้เราก็แอบเซ็ง คิดว่าจะพาออกทริปข้างนอกซะอีก แถมไอ้นายแบบ แม่ม... ยังเจือกมันส์ แกว่งอยู่นั่นแหละ (แกว่งไฟนะไฟ ) นี่ถ้าหากแฟนมันไม่เดินไปบอก คงไม่หยุด เหอๆ

เปิดไฟปุ๊บ เค้าบอกว่า เด๋วจะพาออกทริปแล้ว... เฮ้อ... ต้องอย่างนี้สิ



<<< บรรดาตากล้องต่างตั้งใจกับหลักสูตรในครั้งนี้มากๆ >>>





ออกสนาม...


และแล้วก็ได้ออกสนามครับ... อื้ม ต้องยังงี้สิ สมกะที่พูดไว้หน่อยว่า learning by doing

ว่าแล้วก็แบกกล้องตามกันเป็นพรวน เดินกลับขึ้นเขาไป อ้าวไปทางหอพักตรูนี่หว่า... อากาศหนาวมากๆ เลยแหละ ทรมานสุดๆ เพราะถุงมือดันเอายัดเก็บในกระเป๋าแล้ว ขี้เกียจเอาออกมาใส่ (แล้วเมิงบ่นทำไม?)

และแล้วก็มาหยุดกันที่ห้องสมุดครับ ห้องสมุดที่นี่ชื่อว่า Pilkinton Library ถ้าเทียบกับขนาดมหาลัยแล้ว ผมว่าเล็กนะ เหอๆ แต่ก็เหอะ... เล็กใหญ่ขนาดไหน ตรูก็ไม่เคยเข้าไปอ่านอยู่ดีนั่นแหละ



<<< อันนี้เป็นบันไดเดินลงมาลานรอบๆ ด้านใต้ห้องสมุด แต่ละคนก็หาโลเกชั่นที่ตัวเองคิดว่าคัก (ดี) ที่สุด >>>




<<< เนี่ย ห้องหมุด ทรงคล้ายๆ ปิระมิดหัวสักกะเทียม (กลับหัว) น่ะ >>>




<<< ทางเดินในภาพด้านบนซ้ายนั่นแหละครับ ชั้นธรรมดา อันนี้เราลงบันไดมาข้างใต้เฉยๆ >>>




<<< ลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ ฮะ รูปสุดท้ายก่อนจะไปที่อื่นต่อ >>>


แล้วเค้าก็เคาะถาดเรียก บรู้ว์ว์ว์ ม่ายช่าย คนนะ ไม่ใช่ไก่ ... บอกให้ไปต่อเป็นที่สุดท้าย คิดว่าน่าจะเป็นที่แถวๆ หอพักผมแน่ๆ เลยครับ เพราะมันไกลเพื่อนสุดแล้ว เด็กหลังเขาก็เงี๊ยะ

แล้วก็ใช่จริงๆ ... ยินดีต้อนรับสู่ West Park ครับ โซนนี้อยู่บนเขา ไกลเพื่อนไกลฝูงสุดแล้ว มีหอพักใหญ่ๆ อยู่หอเดียว นั่นก็คือ DC = David Collett Hall ที่เห็นเป็นตึกมืดๆ ในภาพทางซ้ายมือนั่นแหละ ตึกของบล็อค A และ บล็อค B



<<< ซ้ายมือน่ะ DC ส่วนตึกคณะต่างๆ ก็จะตั้งอยู่รอบสองข้างทางของถนนเส้นนี้ (พูดเหมือนเยอะเลย) >>>


ความสำคัญของโซนนี้ก็คือ มันเป็นที่รวมของบรรดา engineer ทั้งหลายครับ เหอๆ คณะวิดวะตั้งอยู่ที่ West Park นี่แหละ ที่เห็นเป็นตึกสีสันแปลกๆ นั่นน่ะ Wolfson School ครับ เป็นตึกคณะพวก Mechanical Engineering เพื่อนผมที่อยู่หอเดียวกันเรียนนั่นเพียบ



<<< ใกล้ๆ อีกซักรูป >>>




<<< ทางเข้าตึก ที่เห้นเป็นตึกอยู่ระหว่างต้นไม้สองต้นไกลๆ น่ะ พวกวิดวะไฟฟ้า + Maths + Physics ครับ >>>


เพื่อนๆ มันเข้าไปถ่ายรูปในตึก แต่ผมไม่อ่ะ อยู่ข้างนอก รอดีกว่า เหนื่อยแล้ว อยากกลับบ้านนอนแล้ว จะสังเกตได้ว่า ตึกเรียนที่นี่ไม่ใหญ่อลังเหมือนที่เมืองไทยเนอะ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แต่ละคณะนี่เอ๊าะเจ๊าะ แหง่ (เบียด) กันอยู่ในตึกเดียวกันก็มี



<<< รูปสุดท้ายสำหรับหลักสูตรนี้ ก่อนจากลา เห็นเพื่อนมันเล่นกัน เลยลองมั่ง รถบัสโดยสารมันวิ่งผ่านน่ะ >>>





บทสรุป


และแล้วการอบรมหลักสูตรเร่งรัดก็จบครับ แต่เค้ายังไปต่อกันที่ผับต่อ ไปหาไรอุ่นๆ ดื่มแก้หนาวว่างั้น ผมไม่ไหวหละครับ... ขี้เกียจเดินลงเขาอีกเพราะผับมันอยู่ใน Student Union ซึ่งอยู่หน้ามหาลัยโน่น !!!

คืนนี้ถือว่าได้ประสบการณ์มากเลย ถึงแม้... บอกตามตรง... มันก็ไม่ได้สอนไรหรอก มีแต่ปล่อยให้แชะๆๆๆๆๆ กันเอง เหอๆ... แต่ก็ต้องขอบคุณ ที่ทำให้ได้เพื่อนใหม่ๆ และได้หัดแชะภาพกลางคืนซักที ว่าจะลองมานานแล้ว ถ้าไม่โดนบังคับแบบนี้ ก็คงไม่ได้เริ่มต้นหัดซักกะที

ขอบคุณ PhotoSoc และผองเพื่อนสำหรับค่ำคืนอันแสนวิเศษนี้ฮะ และที่สำคัญ ขอบคุณท่านที่หลงเข้ามาอ่านจนจบ (รึป่าว?) ด้วย

ติดค้างไว้ก่อนนะ เรื่องมหาลัยน่ะ วันนี้ไม่ได้เน้นเรื่องมหาลัย รายละเอียดสถานที่ ขอยกยอดไว้ในครั้งหน้าละกัน อ้อ... แล้วก็เสาร์นี้ จะพยายามเอาภาพสวยๆ มาฝากฮับ อิอิ

ไปนอนละ ราตรีสวัสดิ์ เอ้ย อรุณสวัสดิ์สิ ที่ไทยโมงครึ่งแย้ว อิอิ





 

Create Date : 03 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 3 พฤศจิกายน 2549 7:27:17 น.
Counter : 228 Pageviews.  

1  2  

^^PIANIST^^
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ^^PIANIST^^'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.