ฉันเห็นวันพรุ่ง...
Group Blog
 
All blogs
 

ความสุขระหว่างทาง

ระหว่างเดินทางไปดูละคร (Object Theatre) @ อักษร จุฬาฯ
ขณะเร่งรีบลงสถานี BTS สยาม
พบคุณแม่ฝรั่งกำลังประคองรถเข็นเด็กลงบันไดอันสูงชัน..
ภายในรถเข็นมี"เบบี๋"ผมทองน่ารักนั่งจุ้มปุ๊กอยู่ในรถ
ฉันถามคุณแม่ฝรั่งด้วยสำเนียงไทยๆ "แคน ไอ เฮล ยู๊ยยยย?" เธอยิ้ม..
ฉันเลยช่วยยกเด็กน้อยลงมา
ในขณะที่กำลังหาท่ายก..อย่างเก้ๆกังๆ (กลัวทำลูกเค้าตก)
ก็มีหญิงไทยอีกคนมาช่วยยกรถอีกข้าง


เราทั้งหมดไม่รู้จักกัน..
ช่วยกันพาหนูน้อยลงมาด้วยความสุขใจ...
คุณแม่ฝรั่ง "Thank you" และยิ้ม ^^
ทุกคนต่างมีความสุขแยกย้ายเดินทางต่อไป
ดูละครวันนี้ช่างมีความสุข

"แท็งค์ กิ้ววว"

ความสุขระหว่างทาง




 

Create Date : 26 มกราคม 2555    
Last Update : 26 มกราคม 2555 3:52:20 น.
Counter : 366 Pageviews.  

เขียนบทละครเด็ก







เมื่อคืนนี้ฉันใช้พลังงาน เวลา คิดโครงเรื่องบทละครเวทีสำหรับเด็กทั้งคืนเลย
โดยมีเป้าหมายว่า “อยากเขียนเรื่องที่มีประโยชน์และมีสาระความบันเทิง” เพื่อเด็กๆซึ่งข้อมูลที่มีค่อนข้างมากรวมถึงต้องแทรกเนื้อหาการสอนการอ่านฉลาก อย.( GDA )ซึ่งเป็นสิ่งใหม่ เป็นข้อมูลโภชนาการที่จะเกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา



วันก่อนฉันได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนนักแสดงรุ่นเดียวกัน
ให้ช่วยเขียนบทละครเรื่องนี้ ในเบื้องแรกฉันรู้สึกดีใจและท้าทายความสามารถของตนเองที่ได้รับโอกาสพิเศษในการเขียนบทละคร ซึ่งฉันก็เคยเขียนมาบ้าง แต่ไม่ถึงกับเป็นมืออาชีพที่ต้องตื่นมาทุกเช้าแล้วต้องเขียนบทละคร แต่หากจะพูดถึงประสบการณ์แสดงละครเวทีสำหรับเด็ก สำหรับฉันแล้วก็พอคุยบอกเล่าประสบการณ์ได้ไม่อายใครเค้าหรอกนะ



การแสดงละครสำหรับเด็กต้องรู้จักเด็ก พฤติกรรมความต้องการของเด็กๆซึ่งเด็กแต่ละวัยก็มีพัฒนาการความต้องการทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สติปัญญา ความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละวัยก็ไม่เหมือนกัน ฉะนั้นก่อนจะเขียนบท เราต้องรู้ว่าเราจะแสดงละครเรื่องนี้ให้ใครดู
กลุ่มเป้าหมายของละครเรื่องนี้คือ นักเรียนชั้นประถม 4-6 /อายุ 9-12 ปี
ซึ่งเป็นวัยใกล้เข้าสู่วัยรุ่น ในขณะเขียนจึงต้องใช้จินตนาการและนึกถึงเรื่องราวประเด็นในการเล่า ต้องไม่เด็กจนเกินไปและไม่ยากซับซ้อนจนเกินความเข้าใจ



เพื่อสื่อถึงแก่นแท้ของการแสดงละครในโครงการนี้
ฉันจึงยึดประเด็น”หัวใจของการอ่าน” เป็นประเด็นหลักของเรื่อง เมื่อเด็กๆอ่านก็จะเกิดความรู้ เกิดกระบวนการคิดและการตั้งคำถาม ส่วนเนื้อหาเรื่องการให้ข้อมูลในเชิงลึกด้านการอ่านฉลากซึ่งเป็นเรื่องยากเหมือนกันที่จะแทรกหรือสอนอย่างไรเพื่อไม่ให้เป็นการสั่งสอนมากเกินไป



วันนี้ฉันต้องเขียนโครงเรื่องย่ออีก 2 เรื่องเพี่อเป็นตัวเลือกสำหรับลูกค้า
นำไปพิจารณาว่าเรื่องไหนน่าจะสนุกและเหมาะสมกับเด็กๆ ตอนนี้ฉันยังนึกไม่ค่อยออก ได้รับโจทย์ว่า อยากให้ทั้ง 3 เรื่องแตกต่างกันออกไป ตอนนี้เลยขอพักมาเขียนบันทึกก่อน ความคิดคงจะรื่นไหลออกมา



สิ่งที่ฉันได้รับและรู้สึกเกิดขึ้นกับตัวเองคือ หากเรามีเป้าหมายหลักในการทำงานที่ชัดเจน เราจะมีเป้าหมายชี้ชัดและไม่ไขว้เขวล้มเหลวได้ง่ายๆและไม่หลงใหลไปกับอารมณ์ ท้อแท้หรือสิ้นหวังหากเจออุปสรรคขัดขวาง




แก่นสำคัญอีกอย่างหนึ่งในการทำงานและอีกหลายๆอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเองในการสร้างงานคือ การตั้งคำถามและการมีทิศทางที่ชัดเจนว่าทำสิ่งนี้เพื่ออะไร เพื่อใคร อาจไม่ใช่เพื่อตัวเอง เพราะหลายๆครั้งที่เราทำงานและมุ่งจุดหมายเพื่อตัวเอง หากวันหนึ่งเราเหนื่อยรู้สึกอยากหยุดพัก!! ไม่อยากทำ ก็เพราะเหตุผลที่ทำทั้งหมดก็เพื่อตัวเองนี่นะ เพราะฉะนั้น
เราก็ตัดสินใจเลิกทำได้ง่ายๆเพราะทั้งหมดทั้งมวลเราทำเพื่อตัวเองนี่นา
ไม่ทำก็ไม่มีใครมาว่าเรา นอกจากเราเอง เรายอมรับในความคิดและการตัดสินใจด้วยตัวเราเองแล้วนี่!!



แต่หากเราเปลี่ยนเป้าหมายคือทำเพื่อสิ่งอื่น “ทำเพื่อคนอื่น” ทำเพื่อคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเอง ในทางกลับกัน สิ่งที่เราทำจะมีพลังและเป้าหมายมากขึ้นเพราะเราไม่ได้ทำเพื่อตัวเองคนเดียว



ครูช่าง อ.ชลประคัลภ์ จันทร์เรือง
พูดเสมอเมื่อครั้งที่ฉันได้มีโอกาส แสดงละครที่ครูกำกับว่า
“ให้เราเล่นเพื่อคนอื่น ไม่ใช่เล่นเพื่อตัวเอง “


สิ่งที่ครูบอกคอยสอนใจฉันเรื่อยมา การปรับหลักคิดในการแสดงละครมาใช้กับการดำเนินชีวิตนั้นเป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ออก เพราะการเรียนรู้
ฝึกซ้อม กระบวนการของละครเป็นการเรียนรู้ชีวิต การมีเป้าหมาย
ก็เป็นสิ่งสำคัญในชีวิตที่ตัวละครทุกตัวต้องมี ชีวิตของเราก็เชกเช่นเดียวกัน
เพราะฉะนั้น ทุกการสร้างบทละคร ที่เกิดจากฉันจึงมีเป้าหมาย



“เพื่อเด็กๆหลายพันคนที่จะได้รับชมละครเวที”ในครั้งนี้



ฉันจึงอยากทำให้ดีที่สุด เพื่อผู้ชมตัวน้อยๆที่จะผันตัวเองจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า


ขอจบการบันทึก เล่าเรื่องเขียนบท – สู่การเริ่มต้นเป้าหมายอีกครั้ง
22 มค.55




 

Create Date : 23 มกราคม 2555    
Last Update : 23 มกราคม 2555 3:06:20 น.
Counter : 1353 Pageviews.  

น้องโมจิ...กับคุณย่า...ในห้องเรียนการแสดง

คุณย่าของน้องโมจิ อายุประมาณ 60 ปี แต่ก็ยังขับรถมอเตอร์ไซค์จากรังสิต
เพื่อมาส่งน้องโมจิมาเรียนการแสดงแถวๆดินแดงทุกๆวันเสาร์ เรียนที่นี่ไม่เสียสตางค์
ฉันรู้สึกดีที่ทางกทม.มีคอร์สการแสดงแบบนี้ เพื่อให้เยาวชนได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์
การเรียนการแสดงช่วยฝึกพัฒนาการของเด็กๆ หลายๆทาง ทั้ง สมาธิ การกล้าแสดงออก
ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานเป็นกลุ่ม การยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น การเรียนรู้จักเพื่อนๆ
ที่แตกต่างจากโรงเรียนที่ตนเองอยู่ เรียกได้ว่า...ละคร ช่วยฝึกทักษะทั้งทางร่างกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์ สังคม ครบรสกันเลยทีเดียว

คุณย่าบอกว่า...อยากให้น้องโมจิได้เรียน เพื่อจะได้มีสังคมที่หลากหลาย คิดและตัดสินใจเป็น
ตอนนี้น้องโมจิ อายุเพียงแค่ 9 ขวบ คุณย่ายังพอดูแลและสอนสั่งได้ หากย่าไม่ใส่ใจ
หลานรักในวัยเล็กๆอย่างนี้ อีกเพียงไม่กี่ปีข้างหน้า น้องโมจิก็จะโตเป็นสาว ถึงตอนนั้น
เราก็จะดูแลได้ยากขึ้น(ฉันก็เห็นด้วยเพราะสื่อสมัยนี้ยั่วยวนไปทางที่ไม่ดีได้ง่ายเหลือเกิน)
ตอนนี้ยังคงปรามได้ แต่ย่าไม่รู้ว่า วันข้างหน้าจะเป็นยังไง


สิ่งที่ได้รู้จากคุณย่าอีกเรื่องที่น้องโมจิโตมาในครอบครัวที่ไม่เหมือนเด็กทั่วไป โดยคุณย่าเป็น
คนดูแลน้องเค้า..


และอีกหลายๆเรื่องที่ฉันได้ใช้เวลาช่วงระยะเวลาสั้นๆในการไปกำกับการแสดงละครให้กับเด็กๆ
ในศูนย์เยาวชนแถวๆดินแดง.... เด็กๆมีความหลากหลาย มีความแตกต่างกันทั้ง อายุ การศึกษาและฐานะทางบ้าน..

แต่สิ่งหนึ่งที่เด็กๆทุกคนมีและชอบเหมือนกันก็คือ..ได้มาเล่นฝึกซ้อมละครร่วมกัน
เป็นช่วงเวลาที่เด็กและฉันมีความสุข
ถึงแม้ว่าจะเหนื่อยบ้าง จากการฝึกซ้อม หรือบางครั้ง เด็กๆก็มากันไม่ครบทำให้ยากต่อการซ้อม
ละครให้จบเรื่องได้..... แต่นั่นก็เป็นปัญหาส่วนหนึ่งที่ฉัีนต้องปรับแก้อยู่ตลอดเวลา


สิ่งหนึ่งที่ฉัน...เพียรไปสอนเพราะนึกถึงคำของคุณย่า..และแววตาของเด็กๆหลายคน
กิจกรรมละครจะเป็นสิ่งหนึ่งที่กระตุ้นเด็กๆให้เกิดการเรียนรู้ และเป็นการสะสม
ความสุขเล็กๆให้กับเด็กน้อยๆ เพราะเด็กน้อยเหล่านี้จะเติบโตขึ้น...นั่นหมายถึง
สังคมในโลกอนาคตในวันข้างหน้าของประเทศเราเองจะเป็นเช่นไร

ฉันก็มีความมุ่งหวังว่า...เค้าจะเลิอกทางเดินที่ดี...
และมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งโดยมีแบบฝึกหัดการฝึกซ้อมละครร่วมกันเป็นเครื่องกำบัง...
ไม่หลงไปกับสิ่งอบายต่างๆเพราะละครที่เราสร้างขึ้นมาโดยการกระตุ้นความคิดจากเด็กๆเอง
จะช่วยสอนและหล่อหลอมเด็กน้อยไปในทางที่ดี

(อธิบายนิดนึง=ละครเวทีที่พวกเราทำไม่เหมือนละครตบตีกันทางฟรีทีวีหรอกนะ)



แต่ละวันที่ฉันลุกจากเตียงไปสอน...โดยมีกำลังใจจากเด็กน้อยเหล่า้นั้นนั่นเอง

...ขอบคุณครับ..ก่อนนอนจึงอยากเขียนบันทึกเรื่องนี้...เตือนใจตัวเอง^^






 

Create Date : 22 สิงหาคม 2554    
Last Update : 22 สิงหาคม 2554 4:19:47 น.
Counter : 354 Pageviews.  

สับ(จิต)...สนใจ...สิ่งใด..

...... ช่วงนี้ว่างเปล่าและสับสน ใช้ชีวิตไม่ต่างไปจากห้องนอน
รกและซับซ้อน.... หนังสือวางกองระเกะระกะ
ผ้าห่มขยุ้มบนเตียง....หมอนข้างที่ไร้ชีวิต ปลอกหมอนที่ปนเปื้อนน้ำลาย
อาหารที่ทานไม่เป็นเวลา น้ำผลไม้ปั่นรสชาติเข้มข้น
เหมือนจะดูแลสุขภาพ แต่อีกมุมหนึ่งก็ปล่อยตัวเองสบายๆเกินไป
ไร้ซึ่งความฝัน.... ไร้ซึ่งเป้าหมาย ไร้ซึ่งสติ....ปันจุบันขณะ...


ฟังเพลงซ้ำๆ หนังสือที่อ่านไม่จบ
ตู้ปลาที่ยังไม่ได้ล้าง...
...... ดูเหมือนมีอะไรที่ไม่ได้ทำอีกมากมาย.... หรือว่าช่วงนี้คือช่วงของการพักผ่อน ให้เหตุผลกับตัวเองอย่างนี้ (อีกแล้ว)
แต่มันยาวนานเกินไป..... ผมปล่อยตัวเอง มาเนินนานเกินไป...
จะวิ่งต่อ หรือเดินต่อ... ก็เริ่มไม่รู้ว่าจะไปทางไหน....
มองคนอื่น...เค้าก็เดินไปไกล.... คงไม่กล้าเรียกใครให้หยุดรอ..




ผมรู้สึกว่า ขาดพลังบางอย่าง ขาดความกระตือรือร้น ความฝันมาเป็นวูบๆ
ชีวิตแต่ละวัน แทบไม่ได้คุยกับใคร อยู่กับตัวเองในห้องพัก
.... ท่องเที่ยวไปตามเว็บต่างๆ ความสัมพันธ์กับผู้คนในโลกออนไลน์ก็เป็นไปอย่าง สั้นๆ แกนๆ .....โลกออนไลน์มันเป็นเช่นนี้มานานแล้ว



ถึงเวลา(นาน)แล้ว ที่ต้อง ปฏิวัติตัวเองใหม่เสียที
...เริ่มต้นจากตอนนี้ คือการเรียงร้อยตัวอักษร บอกเล่าความรู้สึก...จับจิตที่สับสนมาสถิตกับตัวอักษร มาดูกันสิว่า จะจับจิตตัวเองได้ยาวไกลแค่ไหน....
หรือสักพักก็ล่องลอยไปไกล.... จิต(สมาธิ) คนเราก็อย่างนี้


คิดได้อีกอย่าง.... ถ้าจะให้ดี สามารถจับจิตของคนอื่นๆมาอ่านตัวอักษรที่ผมตั้งใจบ้างไม่ตั้งใจบ้าง มาเรียงร้อยเป็นเรื่องราว

หวังว่า....จิต(สมาธิ)ของคุณคงได้ระรื่นไปกับเรื่องเล่าในโลกของผมบ้างนะครับ.... มาดูกันซิว่า.... ใจผมล่องลอยไปไหน.... หรือฝังตัวอยู่กับใคร

..... อย่าทำร้ายตัวเองแบบนี้เลย.... เรื่องมันก็ยาวนานมาแล้ว...




 

Create Date : 11 ตุลาคม 2550    
Last Update : 11 ตุลาคม 2550 18:24:48 น.
Counter : 221 Pageviews.  

ละครหุ่นเงา...กับชีวิตที่เชิดเอง

ช่วงนี้ ..... ผมได้ทำงานร่วมกับน้องๆ หลังจากที่ไม่ได้เล่นละครมายาวนาน


"ละครหุ่นเงา"


เป็นงานละครหุ่นเงา เล็กๆ เวลาแสดงจริงๆ คือ 15 นาที แต่ระยะในการสร้างงานหรือการฝึกซ้อมนั้น ยาวนานมากๆ




เริ่มตั้งแต่การผลิตหุ่นเงา จากกระดาษแข็ง ในส่วนนี้ ผมไม่ได้ทำหน้าที่นี้เป็นหลัก แต่มีรุ่นน้องเป็นคนวาด ผมและทีมงานคนอื่นๆก็ช่วยกันตัดกระดาษ และแปะกระดาษ แก้ว ที่มีหลากสี

การได้ทำงานครั้งนี้ ได้ทบทวนความรู้ของตัวเอง ได้ฝึกการทำงานกับคนอื่นๆที่ไม่เหมือนกัน ไม่เหมือนตัวเรา แตกต่างประสบการณ์และ อายุ


บางครั้ง เราก็ต้องโอนอ่อนไปตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ตรงนั้น

หลายครั้ง ที่การบริหารหรือการจัดการในการทำงานครั้งนี้ แม้ว่าไม่ค่อยได้ดั่งใจผมเท่าไรนัก ผมก็จะบอกกับตัวเองว่า..... อย่าเอาตัวเองเป็นเส้นแกนโลก เราไม่ได้จุดศูนย์รวมของโลก เราคิดแตกต่างกัน

หรือบางครั้ง ที่ผมโมโห.... หรือเกิดความขัดแย้งขึ้น ผมจะนับเลขไว้ในใจ

หนึ่ง.....สอง ......สาม.....สี่ ....ห้า..... แล้วหายใจลึกๆ.....
แล้วมันก็ได้ผล ใจผมนิ่งลง....เป็นผลดีต่อตัวเอง และทีมงาน...






เหตุผลอีกขึ้นหนึ่งคือ....บอกว่า เราอาจไม่สามารถปรับคนอื่นได้ แต่ต้องปรับที่ตัวเราเอง ปรับวิธีคิดของเราเอง..... เมื่อมีเหตุ จึงมีผลตามมา คือรับฟังแล้วลองมองในมุมของเขา.....


แต่ผมยอมรับว่า....ผมชอบเสนอความคิดเห็นหลายๆอย่าง ในส่วนที่ผมคิดว่า มันน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานของกลุ่ม....

เช่น....เสนอให้มีการจัดระบบการแบ่งงานที่ชัดเจน ในขอบเขต ของการรับผิดชอบเพื่อที่แต่ละคนจะได้ รู้หน้าที่ของตัวเอง และพัฒนางาน และรับผิดชอบงานของตัวเอง ให้ดีที่สุด

หรือชอบเสนอ idea ภาพของการแสดง.... ฯลฯ

" นี่...พี่ว่า....ตัวละครมันน่าจะออกมาทางนี้ดีไหม...เพราะบลาๆๆๆ...ไม่รู้นะ แล้วแต่ผู้กำกับแล้วกัน " เพราะผู้กำกับต้องเป็นผู้มองภาพรวมทั้งหมด..


ข้อคิดในสิ่งที่ผมได้ในครั้งนี้คือ....

นักแสดง.... ต้องมีวินัย ผมยังขาดเรื่องนี้อยู่ คือเรื่องของเวลา(มาสาย) กับการทำการบ้าน หรือตีความบท ....ท่องจำบท มีสองส่วนที่ผมยังขาด....

ส่วนข้ออื่นๆที่นักแสดงต้องมี ผมว่าผมเต็มที่กับมันแล้วเช่น

ไม่งอแง.... เต็มทีกับการฝึกซ้อม มีร่างกายที่พร้อม สมาธิ สติ สิ่งที่สำคัญคือต้องมีสมาธิในเรื่อง แบ่งแยกระหว่างเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว มาเป็นตัวละครที่เรากำลังสวมบทบาทอยู่

พูดเรื่องการฝึกซ้อมก็พูดได้ทั้งวัน .....


ส่วนผู้กำกับ ควรมี จิตวิทยาในการฝึกซ้อม รวมถึงวางระบบการในการฝึกซ้อมให้ดีเหมาะสมกับระยะเวลาในการทำงาน การมองภาพรวม การจัดสรรเวลา ขั้นตอนในการฝึกซ้อม ในแต่ละวัน...


การทำงานละครคือการได้เรียนรู้พฤติกรรมของมนุษย์ การได้เห็นข้อดี ข้อเสีย และแก่นแท้ นิสัยลึกๆที่เราไม่อาจได้รู้จักได้ในยามที่เราแค่พูดคุยทักทาย สวัสดีกันทั่วๆไป.....

ผมชอบละคร แต่บางครั้งก็เบื่อ... ผมรักละคร....รักที่จะดู หรือสนุก ทุกข์หรือเศร้าที่ได้ทำ แต่ผมก็ยังคงติดใจที่จะได้ทำ....

ช่วงนี้ผมเว้นว่างจากการค้าขายเสื้อผ้า แต่มาทำงานละครอีกครั้ง แม้ว่ามูลค่าทางด้านเม็ดเงินมันไม่อาจพอค่าใช้จ่ายในความเป็นจริงได้

แต่ผมก็มองว่ามันเป็นประสบการณ์ หรือมูลค่าทางใจ... สลับสับเปลี่ยนกับอาชีพทางด้านการค้า.... ที่แต่ละวัน นึกถึงแต่เรื่องกำไร กับขาดทุน


แต่ในวันนี้ ....ผมมองว่า ในช่วง 3 เดือนนี้เป็นการได้หวลคืนสู่..ศิลปะ อาหารทางด้านจิตใจที่ผมยังตัองการอยู่เสมอ....

และในเดือนต่อไปผมก็จะกลับไปค้าขายเสื้อผ้าเหมือนเดิม....

ผมเลยตั้งชื่อข้อความเขียนนี้ว่า "ละครหุ่นเงา..กับชีวิตที่เชิดเอง"

คือกำหนดเองว่า....ผมจะบินไปทางไหน ในช่วงเวลาใด








 

Create Date : 27 กันยายน 2550    
Last Update : 27 กันยายน 2550 3:58:54 น.
Counter : 941 Pageviews.  

1  2  

จ็อบ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ขอบคุณที่เข้ามาดู profile นะครับ คงคิดว่า เอ๊...ไอ้เจ้าของความคิดนี้...มันคือใครหว่า

... ตอนนี้ขอยังไม่เปิดตัวนะครับ...

ที่ผ่านมาอาจสร้างศัตรูไว้เยอะ 555

พร้อมเมื่อไร แล้วจะเปิดตัวน๊า
Friends' blogs
[Add จ็อบ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.