Valentine's Month


 
Dinner31
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Dinner31's blog to your web]
Links
 

 

เขียนให้ผ่าน อ่านให้จบ!

อ่าน
คนโบราณฝั่งยุโรปเขาว่า, “You are what you eat."
เมื่อสิบปีก่อน คนสมัยนั้นฝั่งลาดพร้าว กรุงเทพฯ อย่างผม
เข้าใจไปว่า ไม่ว่าใครกินไก่ไปมากเข้า จะงอกขน งอกปีก มีหงอน กลายเป็นไก่ให้ใครทอดเอาจริงจริง
หรือหากอยากหน้าตาเหมือนผักบล็อกโคลี่ ที่เขาว่าหน้าตาดีที่สุดในโลก
ก็หมั่นทานเข้า สักวันฝันจะเป็นจริง

กว่าจะเข้าใจได้ไม่เพี้ยนจนเข้าขั้นบ้าก็อายุปาเข้าไปยี่สิบกว่า
แต่ก็ยังคงแปลทุกอย่างตามเดิม, ‘เป็นอย่างที่กิน’

คำว่า 'กิน' ในวลีนี้กินใจผมเต็มใบ
เพราะดันตีความไว้ในพจนานุกรมส่วนตัวไว้ว่า ‘ทุกอิริยาบถในการกระทำตัว’
เช่นว่าหากนักฟุตบอลคนไหน อยากเตะฟรีคิกให้เฉียบขาด
จะมีทางอื่นไหมนอกจากคุณต้องหมั่นเตะ
ไม่ว่าจะระยะไหน ไกลจากประตูมากเท่าไร
แค่วางลูกแล้วทดลองเตะ ซ้ำแล้ว-ซ้ำเล่า
เหมือนที่พี่พี่นูโวร้องไว้ “อยากจะขี่ม้า ต้องหัดต้องขี่ม้า”
– สูตรสำเร็จแห่งการเอาแต่ใจ, ผมว่าอย่างนั้น

ในโฆษณาของไนกี้ชุดหนึ่ง
แสดงภาพของนักกีฬาชื่อดัง (จริงจริงก็ไม่ได้ชื่อ 'ดัง' หรอก) หลายคน
อยู่ในช่วงเวลาแห่งการซ้อม
แต่ละเฟรมฉายผลัดวันในอากัปกิริยาเดิมซ้ำแล้ว-ซ้ำเล่าของเขา เธอ
You are what you eat. , เปล่า วลีนี้ไม่ได้ทะลึ่งไปเป็นสโลแกนแทน Just do it. หรอกครับ
แต่ผมว่ามันช่างเหมาะกับพวกเขาเสียเหลือเกิน

หนังสือฮาวทูที่เกี่ยวกับการเขียนทั่วโลก บัญญัติสำหรับคนที่รักจะเขียนไว้ว่า "ต้องอ่านให้มาก"
ซึ่งก็จริง, จริงตั้งแต่การอ่านชั้นปฐมภูมิยันทุติยภูมิ ตั้งแต่อ่านกอขอยันอ่านกวีค้นหาชีวิต
ยิ่งได้อ่าน ยิ่งได้เสพ ก็ยิ่งจะซึมซับเข้าสู่เส้นสมอง
ถึงแม้จะไม่ได้ตั้งใจสูดดม แต่ควันบุหรี่มือสองก็ไหลสู่ไขสมองอของเราได้-ตัวอักษรก็เช่นกัน
นอนสงบนิ่งรอวันเรียกใช้จากปลายปากกา ดินสอ คีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์

อาการเริ่มออกก็ตอนนี้, คนที่อ่านนิยายกำลังภายใน สูบเสพเมถุนวรรณกรรมจากแดนมังกร
แนวโน้มลายมือและสำเนียงก็ค่อนออกไปทางกระบี่มากกว่าปืนยาว
ใครที่อ่านแต่พงศาวดารรามายนะ ก็โน้มไปว่าจะจินตนาการภาพเมืองลงกา เมืองสามภพ
ได้สนุกสมองมากกว่าเจ้าหญิงยุคกลางแห่งแผ่นดินยุโรป
อย่าไปว่าถึงนิยาย หากอ่านแต่ข่าวบ้านการเมือง ก็ไม่ต้องว่ากันเรื่องเขียนนิยาย

เลี่ยงไม่ได้, เราล้วนถูกปั้นจากดินเหนียวเหลวรายล้อมรอบบ้าน
ถูกทาด้วยสีสังเคราะห์จากตู้หนังสือในบ้าน
ช่องโทรทัศน์ที่พ่อแม่ชอบเปิด
การศึกษาที่บรรดาอาจารย์มอบให้
และการกีดกันบางสิ่งของสิ่งที่เรียกว่า ‘กอ บอ วอ’
– แน่นอน, สำคัญที่สุดก็ถูกละเลงสีด้วยความขี้เกียจ ความชอบ และรสนิยมของเราเอง

เข้าเรื่องเสียทีดีกว่า, เนื่องด้วยโลกนี้มีอาชีพที่ต้องการทักษะในการเขียน-การอ่านเป็นหลัก
ไม่ว่าจะเป็นนักเขียน นักประพันธ์ นักหนังสือพิมพ์ นักโฆษณา นักประชาสัมพันธ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง - นักนิตยสาร

ผมมักเถียงกับเพื่อนผู้ชอบเขียนเหมือนกันเสมอ
ว่าการอ่าน หรือการเขียนสำคัญกว่ากัน
หลายคนว่าการอ่าน เพราะมันเป็นพื้นฐานของการเขียนทั้งมวล
ไม่ว่าจะเป็นข้อมูล-วัตถุดิบ การก่อร่าง-สไตล์การเขียน (สำหรับผู้ที่มี Ref. ในหัวใจ)
ตอกย้ำมั่นใจว่าครูบาอยู่ในหนังสือ นอนนิ่งรอให้เก็บเกี่ยววิชาด้วยการไล่สายตาทีละบรรทัด

ได้แต่นั่งฟัง ไม่เถียง เพราะตระหนักเสมอว่าเป็นเรื่องจริง
ผมไม่เคยเห็นนักเขียนท่านใดที่ดำรงอยู่ได้ด้วยการไม่อ่าน
แต่ก็เคยได้ยินเรื่องของนักเขียนคนหนึ่ง ที่ไม่เคยเสพงานของใครเลย!
บทสรุปสุดท้าย อนาคตทางการเขียนของเขาก็ไม่สู้ดีนัก

แต่ก็ยังคงมีเสียงเล็กเล็กเถียงอยู่ในใจ
เช่นพวกที่ทำงานโฆษณา มีเงื่อนไขการหาความรู้ที่ควรทำเพื่อการดำรงอาชีพว่าต้องดูผลงานโฆษณาโน่นนี่อยู่ตลอดเวลาทุกวัน
เพื่อหลีกเลี่ยงความเหมือน หนีเลขหนึ่งเพื่อสอง ไม่ใช่หนึ่งจุดสอง

สำหรับการเขียน เราอ่านเยอะไปเพื่ออะไรผมไม่แน่ใจนัก?
หาความรู้-วัตถุดิบ หาวิธีเรียงร้อยถ้อยคำ เว้นวรรค จังหวะปล่อยหมัดหนักเบา
หากอ่านไปเพื่อหาตัวอย่าง เราจะพัฒนาต่อไปอย่างไรครับ
นักเขียนผู้ที่ไม่เสพงานเขียนของใครบางคนคงจะคิดแบบนั้น
เพราะใจร้อนอยากมีสไตล์ของตัวเองเร็วไวหรืออะไรก็ไม่รู้

ผมคิดว่า เมื่อไรที่เรา 'อ่าน' เพื่อการ 'เขียน'
การอ่านให้เยอะเพื่อหลีกเลี่ยงทางที่มีความสุ่มเสี่ยงจะเดินไปทับรอยเท้าใคร อย่างวงการโฆษณานั่นก็น่าจะดี
หรือในอีกแง่หนึ่ง การทดลองเขียนซ้ำรอยทางใคร ก็เป็นการโยนหินถามทางความถนัดของตัวเองได้ดีเช่นกัน
การได้ลองเขียนเรื่องสั้น นิทาน นิยาย บทความ ร้อยกรอง ฯลฯ เพื่อให้ได้ทางเดินที่เหมาะกับเท้าตัวเองที่สุด
ก่อนที่จะแยกไปสร้างรอยเท้ายาวของตัวเองเพียงลำพัง

ควรอ่านอย่างมีจุดหมายปลายทาง
ไม่รู้ในหนังสือฮาวทูเล่มไหนได้บอกเอาไว้ไหม

แต่ผมอ่านมาจากไหนสักที่ เขาบอกว่า
'You are what you read.' - ผมชอบชะมัด

เขียน
แต่อยากเขียนเก่ง หากไม่ลงมือเขียน ต้องเกิดอีกสักกี่ชาติถึงเขียนเก่ง?
สำหรับเด็กจบใหม่ไร้ประสบการณ์อย่างผม รู้ตัวดีว่าฝีมือตัวเองอยู่ในฝีมือระดับใด
(ไม่เชื่อลองอ่านความไม่รู้ในบรรทัดบนนี้จนสุดเลื่อนสกรอล์บาร์)
สิ่งที่ทำพื่อพัฒนาตัวเองได้ดีที่สุดคือ เขียน เขียน เขียน เขียน เขียน และเขียน
รวมถึงหาหลักแหล่งในการเขียนให้ได้มากที่สุด
อาจารย์ที่ปรึกษาของผม แนะนำกึ่งบังคับให้ผมขยันเขียน
ไม่ว่าที่ไหน ไม่ว่าจะเป็น ไดอารี่ บล็อก บันทึกโน่นนี่ที่เก็บเอาไว้อ่านลำพัง
ผมทำตามอย่างว่าง่ายอย่างไม่สม่ำเสมอ (ไม่เชื่อก็ดูได้จากวันอัพเดทบล็อกชิ้นนี้กับบล็อกชิ้นล่าสุด)
ที่เว้นว่างไปยาวนาน มีปัจจัยหลายหลากให้อ้าง

บรรทัดต่อไปนี้อาจขัดตาไปเสียหน่อยสำหรับคนที่ทิ้งบล็อกไปนานยาวอย่างผม
แต่ข้ออ้างยอดฮิตของคนที่ไม่เริ่มเขียนมีไม่มากหรอกครับ ดังนี้

1.ขี้เกียจ
การเขียนอะไรยาวยาวต้องใช้พลังมาก
เหมือนกับการอ่านหนังสือนานยาว หากไม่ง่วงก็รอดได้สบาย
แต่การเขียนมีขั้นตอนวุ่นวายกว่ากันมาก การเขียนบล็อก เขียนไดอารี่ หรือเขียนจดหมายลาป่วย
พอได้รู้สักครั้งแล้วว่ามันยาก จะทำอีกหนก็เริ่มขี้เกียจแล้ว

แน่นอน ว่าได้ขี้เกียจเป็นทุน แม้แต่เขียนจดหมายรักขอแฟนแต่งงานก็ไม่ทำ
ชาตินี้เป็นโสดตายห่าพอดี

แต่ด้วยประสบการณ์หลายหน้ากระดาษโปรแกรมเวิร์ดของผม
ทำให้รู้ว่า การเริ่มบรรทัดแรกนั้นยากที่สุด
เมื่องานเขียนเป็นรูปเป็นร่าง ก็พอจะไล่ตัวขี้เกียจออกไปได้บ้างหลายคอก

2.ไม่มีเรื่อง
ผมเชื่อว่าทุกก้าวของทุกคน ไม่ว่าเดินผ่านที่ไหน ย่อมมีเรื่องเล่าได้ทุกที่
ถึงแม้ไม่เกิดอะไรขึ้นเลยก็ตามทีเถอะ
แต่จะ 'หาเรื่อง' เจอไหมก็ขึ้นอยู่กับสันดานส่วนตัว
(ลูกหลานใครอ่านแล้วเข้าใจผิด เอาเท้าชีวิตไปแกว่งหาเสี้ยน ผมไม่รับผิดชอบค่าพยาบาล-แจงไว้ให้ทราบ)

อยากจะแก้ก็ขอแนะนำ ครั้งแรกแรกนี่ก็หาอะไรแถไปก่อน
เช่นว่า
ก้อนกรวดกระเด็นเข้าฝ่าเท้า มันช่างเปรียบได้กับจุดเล็กเล็กระหว่างเราที่ผ่านมาด้วยความเร็ว
จนทำให้ความรักของเราที่สาวเท้าก้าวไปด้วยกันต้องสั่นคลอน

หรือแก้วกาแฟที่มาเสิร์ฟช้า กับวันเวลาที่ผ่านไปก่อนหน้า
หรือครีมกระปุกใหญ่ที่ถูกใช้เพียงครั้งเดียว ฯลฯ
– ผมหมายถึง ฯลฯ จริงจริง

สิ่งที่ต้องทำก็คือ ไม่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่
เราต้องพยายามหาอะไรที่พอจะเป็นเรื่องซึ่งซ่อนเร้นอยู่ในอากาศให้ได้
จับมันมานั่งใกล้กัน แล้วสลับเปลี่ยนที่นั่งให้มันดูแล้วเข้าตา - วันไหนเพื่อนด่าว่าเพ้อเจ้อคือ โอ.เค

3. ไม่รู้จะเขียนให้ใครอ่าน
ไม่ว่าใครก็ต้องการเวทีส่วนตัว
หลักฐานคือเว็บไซต์ที่เปิดพื้นที่ให้นำเรื่องราวประจำวันของตัวเองไปเปิดเผยได้รับความนิยมล้นหลาม
ซึ่งข้อนี้เป็นสิ่งสำคัญในการบั่นทอนจิตใจผู้เขียนหนักมากหลายกิโล
แม้แต่การอัพบล็อกก็ตาม เมื่อไรที่อุตส่าห์เขียนเสียสวยหรู แล้วพบว่าไม่มีใครมาคอมเมนต์ไว้สักคน
อาจทำให้ไฟที่ลุกโชนโชติช่วงเมื่อคืนก่อน มอดลงเพียงข้ามวัน

ใครทนไม่ไหวก็ช่วยไม่ได้ แต่ว่าทางออกมีมากมายครับ
อย่างที่เราเห็นกันในเว็บบอร์ด การแสดงความคิดเห็น การเล่าเรื่อง
ในกระทู้ที่ควรจะเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนความเห็นอย่างเป็นประเด็น
เราพบว่ามีความเรียงที่แฝงมากับเรื่องเล่าถูกซุกซ่อนอยู่ในนั้นเสมอ
หรือถ้าแค่บล็อกมันไม่พอใจ ก็ลองเขียนเรื่องสั้นสัก 2-3 เรื่อง
ส่งไปตามนิตยสารหรือหนังสือพิมพ์ดู
โอกาสดีดีอาจได้ตีพิมพ์เป็นผลงานของตัวเอง
แถมมีคนอ่านเป็นแสนแสน

4.ฝ่อ
เป็นเรื่องปกติที่เมื่อไรได้เสพสารอักษรผ่านสายตา
แล้วไปเจอความเรียงชิ้นสุดยอด จนทำให้เบื่อชีวิตขึ้นมาทันควัน
กรุณาตั้งสติมองอะไรให้ดีดีก่อน
ผลงานที่ว่านั่นถ้ามันไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมห้องที่คะแนนการเรียนสูสีกันมาตลอด 16 เทอมก็อย่าไปเสียเวลาเลย
ทำไมไม่เอาเวลาไปเริ่มงานชิ้นใหม่ หรือตรวจทานข้อบกพร่องที่เรายังครอบครองอยู่กันเล่า
ถ้าคนเราเห็นงานคนอื่นดีกว่าแล้วต้องหยุดเขียนเพื่อให้เขาแซงไปไกลกว่าเดิม
โลกนี้งานเขียนคงจะหยุดอยู่ที่ใครสักคน แล้วจะหยุดหมุนเข้าสักวัน

5.เขียนไม่จบ
บางเรื่องยาวเกินเหตุ จบไม่ลง หรือเพราะโครงเรื่องมันยาวเกินไปจน
เขียนกันจนเหนื่อยหอบเป็นอันต้องเซฟและดองไว้จนงานชิ้นนั้นไม่ได้เกิด
เป็นปัญหาส่วนใหญ่ของใครที่เพิ่งเริ่มเขียน

การเขียนไม่ใช่การสูบบุหรี่ครับ ที่ต้องสูบให้หมดมวนในคราวเดียว
(เหอะ! บางคนหยุดสูบ แล้วยังบีบปลายมวนไว้สูบต่องวดหลังได้อีกด้วยซ้ำไป)
ถึงแม้จะอ้างว่า หมดอารมณ์เขียน จินตนาการขาดช่วง ถ้าจะหยุดเขียนทั้งที่ยังเขียนไม่ถึงบทจบ
อย่างนั้น, หากไม่ไหว ก็พักเสียหน่อย แล้วก็สร้างวินัยให้ตัวเอง
สัญญากับไฟล์ให้ได้ว่าจะลุกขึ้นมาเขียนต่อให้จบจนได้
เป็นการรักษาสัญญากับบางสิ่งที่มีความหมายดีเหมือนกันนะครับ


แต่อย่าเพิ่งใส่ใจว่าจะเขียนดี-ไม่ดี คนอ่านเยอะ-อ่านน้อย หรือจะเขียนจบรึเปล่าเลยครับ

ถ้ายังไม่ได้เริ่มเขียนสักแอะ

ปล.เผื่อใครหมั่นไส้, ไม่ได้มั่นใจว่าตัวเองเขียนดี หรือเป็นกูรูคูรบาด้านการเขียนแต่อย่างใดนะครับ เพียงแต่คิดอะไรออกก็นำมาบอกกันเท่านั้น




 

Create Date : 20 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 20 กรกฎาคม 2551 1:05:28 น.
Counter : 178 Pageviews.  

ต้นฉบับหวั่นไหว ในวันใจเสีย

หลายวันมานี้ชีวิตผมวุ่นวายมาก-มาุกที่สุด
เรียกว่าเกิดมา 22 ปีเพิ่งเคยพบเคยเจอไอ้ที่เขาว่ากัน 'ช่วงชีวิตที่ทุกคนต้องเจอ'
เริ่มจากย่าป่วย...
ในฐานะเด็กติดย่าอย่างผม ฟันธงได้เลยว่าสำหรับคนที่พ่อแม่แยกทางกัน
แล้วได้ทำความรู้จักย่าตั้งแต่ 5 เดือนอย่างผม ความสัมพันธ์แนบแน่นกว่าแม่ในสายเลือด
ความว้าวุ่นใจที่คนซึ่งรักที่สุดในชีวิตต้องล้มลง ผจญอยู่กับความเสี่ยงแห่งความตาย
มันทำใจได้ยาก ทั้งห้ามใจไม่ให้ฟุ้งซ่าน และห้ามน้ำตาไม่ให้ไหล
วันที่ 16 เมษายน 2551
เป็นวันที่ผมบันทึกได้อย่างไม่เขอะเขินว่าเป็นวันที่ร้องไห้มากที่สุดในชีวิต
และไม่ได้จบลงด้วยรอยยิ้ม ถึงแม้ว่าย่าจะพ้นขีดอันตราย
แต่เส้นเลือดในสมองที่ีตีบลงไป ก็ส่งผลให้ท่านเป็นอัมพฤตซีกซ้าย

เหมือนคนรักนั่นแหละครับ...
ภาพวันเก่าๆ มันแสดงขึ้นมาในห้วงความคิด พร้อมเทียบกับภาพแห่งความเป็นจริงปัจจุบันโดยอัตโนมัติ
ทุกอย่างมันควบคู่กันในเส้นสมอง
ย่าที่เคยลุก เดิน นั่ง อย่างคล่องแคล่ว ทำอาหารให้ผมได้กินไม่ขาดมื้อ
รอยยิ้มที่เคยได้รับทุกครั้งหลังจากกลับจากงานแสนเหนื่อยเหน็ด
มันหายไปแล้ว.. อย่างน้อยก็ในช่วงหนึ่งหรือสองปีต่อนี้

พ้นจากความวุ่นวายของย่าที่ขึ้นสู่จุดสูงสุดไม่กี่วัน
ปัญหาของหัวใจ ก็รุกรานจนใจหาที่วางไม่ถูก
สถานที่ที่ผมวางใจได้ยามอ่อนแอ และเป็นที่เดียวที่มั่นใจว่ามั่นคง
กลับพังทลาย ไม่มีเหลือแม้เศษอิฐ เศษปูน
ถึงวันนี้ ผมไม่เหลือน้ำตาแล้ว แม้จะเศร้าแค่ไหนก็ตามที...

ปัญหาต่อมาสำหรับความว้าวุ่นทางจิต ความผิดปกติทางใจ
ส่งผลต่อการงานของผมอย่างช่วยไม่ได้ ถึงแม้จะพยายามควบคุมให้มันปกติ
ต้นฉบับ ตารางงาน ไอเดีย หยุดชะงัก

คำถามสัมภาษณ์ที่ต้องทำการบ้านไปก่อน ถึงแม้รู้ว่าต้องทำ แต่ใจอ่อนแอจนไม่อาจขึ้นมาตั้งต้นได้
ทำได้เพียงหยาบๆ ไร้คุณภาพ... ทั้งที่เป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อส่วนรวม
นั่งอดรนทนไม่ไหว ท้ายสุดก็ปล่อยให้ตัวเองอยู่กับความคิดฟุ้งซ่านที่คอยทำร้ายไม่ไหว
ต้องพยายามหาทางออก..

ความพยายามของผมในการแก้ปัญหานี้ประมวลได้ดังนี้ครับ

ตั้งสติ
เป็นพื้นฐานที่สุดของการแก้ปัญหาว้าวุ่นใจ พ่อของผมมักพูดถึงเสมอ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม กิน เที่ยว วิ่ง ซิ่ง นอน ฯลฯ ทุกอย่างล้วนใช้สติ แม้กระทั่งตอนที่ชีวิตเจอคลื่นทะเลจมเสียมิดศีรษะแบบนี้ พ่อก็ยังคงใช้คำเดิมคือสติ
ผมเห็นด้วย และได้พยายามลองทำอยู่เสมอ การกำหนดลมหายใจ ไล่ทุกสิ่งทุกอย่างออกจากความคิด
ให้เหลือเพียงลมหายใจและตัวเรา

ผลที่ได้ก็คือ ใจผมว่างได้ช่วง 5 นาทีแรก หรืออาจไม่ถึง
เป็นคนที่สมาธิค่อนข้างสั้น เพราะเคยชินกับการคิดไปเรื่อยมาตลอดชีวิต
จึงอดไม่ได้ที่จะคิด แม้กระทั่งกำหนดลมหายใจเข้าออก พุทธ-โธ ก็ตาม
แต่จนแล้วจนรอด ก็เป็นวิธีที่ใช้ยามฉุกเฉินได้ดี

หากุศโลบายให้ตัวเอง
การเข้าข้างตัวเอง และมองโลกให้เป็น 'สิ่งชั่วคราว' เป็นเรื่องที่ใช้ร่างกายเพียงวูบเดียวคิดได้
แต่ต้องขยันมองเข้าไว้ ราวบอกกับตัวเองว่า 'ชีวิตเป็นของเรา เกิดมาสั้นแค่นี้ จะทุกข์ตรมเพราะบางสิ่งที่ชั่วคราวได้ยังไง'
หรือ 'ทุกอย่างจะผ่านพ้น นั่นคือเงื่อนไขของการเวลา'
ฯลฯ
หาประโยคที่คิดว่าเจ๋งที่สุดมาสะกดจิตตัวเองให้ได้

ผลที่ได้คือ
ผมมีความสุขขึ้นเพียงช่วง 1 นาที
เพราะเป็นคนประเภทหาเหตุผลตลอดเวลา
ถึงแม้ว่าจะไปโทษความทุกข์ สุข โศก เศร้า ว่าเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายที่หลั่งสารเคมี
ทำให้ร่างกายห่อเหี่ยวและใจเต้นแรงผิดปกติ
แต่ไม่ช้า ร่างกายจะตอบอย่างอัตโนมัติว่า "ไม่จริงหรอก เพราะตอนนี้สมองของมึงก็กำลังหาทางปกป้องตัวเองอยู่ แต่ที่แน่ๆ ความเศร้าคือของจริง!"
มันเป็นเสียอย่างนี้...

หาเพลงฟังสักเพลง
เพลงทุกเพลง ผมเชื่อว่าแต่งขึ้นจากความเป็นจริงของมนุษย์
เนื้อหาแต่ละอย่างบันทึกเรื่องราวของคนๆ หนึ่งอยู่
บางสิ่งตรงกับชีวิตเรา บางสิ่งตรงกับที่เราต้องการ
ผมไม่ชอบจมอยู่กับน้ำตา ไม่ต้องการอินและลิ้มรสความทุกข์ทน
ก็เลยหาเพลงให้กำลังใจต่างๆ นาๆ ฟัง ทั้งที่ตัวเองเป็นคนไม่ค่อยฟังเพลง
พักนี้เลยจะกลายเป็น วงเฉลียง, แจ้ ดนุพล, วาย น็อท เซเว่น แนวนี้เข้ามาดามใจผมแทน
สองวงแรกไม่เข้ากับวัยเท่าไร ผมก็พอเข้าใจครับ
การฟังเพลงพวกนี้ เนื้อหาบางท่อนทำให้เราฮึกเหิมได้อย่างไม่น่าเชื่อ
เหมือนมีคนพูดให้ฟังแล้วต้องครางว่า "เออ ว่ะ!"

ผลที่ได้
ผมมีความสุขแค่ช่วงเวลาเพียงท่อนเดียว คิดได้หลังจากเพลงหยุดเล่นไม่ถึง 5 นาที
แต่้ถ้าเป็นเพลงที่ร้องท่อนเดิมเดียวกันทั้งเพลง ก็อาจจะดีขึ้นยาวนานกว่าเดิมก็ได้ ยังไม่เคยลอง...

ดับโทรทัศน์
เคยมีเพื่อนคนหนึ่ง บอกกับผมว่า เมื่อไรที่ยามดึกดื่น แล้วมันเกิดนึกถึงเรื่องผีขึ้นมาจนเริ่มกลัว
มันจะจินตนาการว่า ทุกสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าคือโทรทัศน์ แค่ยื่นไปปิดสวิตช์ก็หมดเรื่อง ปิดปุ๊ป มืดมิด ทุกสิ่งหายไปในบัดดล
ตรงกับที่พ่อของผมบอก ท่านบอกให้ดับ ดับ ดับ และดับ จากนั้นก็หาอะไรทำแทน-อย่างเช่นหาเรื่องมาอัพบล๊อก!

ผลที่ได้
สวิทช์สงสัยว่าจะพัง..

หาเพื่อนคุย
เป็นทางที่ผมคิดได้เป็นทางแรกๆ การหาบ้านเพื่อนไปสถิตย์เป็นทางที่ดี
นอกจากไม่เหงาแล้วมีคนพูดคุยกันรู้เรื่อง ก็มีกิจกรรมอื่นได้ เล่นเกม ดูหนัง
คุยเรื่องเพื่อนคนโน้นนี้ นินทาเรื่องเก่าๆ ฯลฯ
แม้แต่คนที่มีเพื่อนฝูงน้อยชนิดนับได้ด้วยนิ้วอย่างผม ก็ยังพอหาที่แบบนั้นได้
ถึงไม่ใช่ทางที่จะทำให้งานมันเดินได้ แต่เป็นทางหนึ่งที่ผมคิดว่าจะทำให้ลืมทุกอย่างได้

ผลที่ได้
เอาเข้าจริงๆ แล้วความเกรงใจที่จะไปนอนบ้านมันเพื่อพักใจ ดูแล้วจะเป็นเพื่อนกินไปเสียหน่อย อีกอย่างดูท่าจะเป็นการรบกวนเสียมาก สิ่งที่ทำได้อย่างง่ายที่สุดก็คือ ออนไลน์ msn ทั้งอีเมลเก่าใหม่เพื่อหาคนคุยด้วย แต่มันก็ได้แค่เพียงแก้เหงาเท่านั้น งานไม่เดินและอะไรก็ไม่ค่อยดีขึ้น

ดูแลตัวเอง
เป็นทางที่จำเป็นที่สุด ใครก็ไม่อาจช่วยเราได้ เป็นเรื่องที่เข้าใจมาตลอดทั้งชีวิต ซึ่งก็พยายามมาทั้งชีวิตเหมือนกัน ผลที่ได้ก็อย่างที่เห็น ไม่คล่อง ไม่ชิน ไม่ดี เผลอๆ อาจยังไม่เป็นด้วยซ้ำ

ยามที่ร่างกายอ่อนแอ แขนขามันก็จะอ่อนปวกเปียก ฉันใดฉันนั้น หัวใจไม่ต่างหรอกครับ...แต่ก็เป็นทางที่เลี่ยงไม่ได้อยู่ดี

ผลที่ได้
ผมคิดได้เป็นเพียงวูบ การดูแลตัวเองลำบากเหมือนคนพิการต้องป้อนอาหารตัวเอง แต่บางครั้งมันก็ทำให้เราแทบบินได้เลยทีเดียว ใจโลเลก็อย่างนี้
----

ทางที่ดีที่สุดสำหรับการเริ่มต้นงานของผม เป็นการรวมทุกสิ่งทุกอย่างเข้าด้วยกัน
ไม่หายเศร้าหรอกครับ ทำงานภายใต้ความเศร้าต่างหาก
'ความรับผิดชอบ' เป็นสิ่งที่ต้องนำมาคลุกในกรรมวิธี
ผมเพิ่มความคิดที่ว่า รีบทำงานให้เสร็จเสีย จะได้เอาเวลามานั่งว่าง ฟุ้งซ่านต่อไป
แม้จะฟังดูแล้วขำๆ แต่ต้นฉบับของผมในวันหลังๆ ก็เริ่มเดินหน้า
คำถามที่เคยว่างเปล่า ก็เริ่มแสดงตัว ความคิดสร้างสรรค์เริ่มก่อตัวอีกครั้ง
ถึงแม้จะพังทลายมาได้ง่ายๆ แต่อย่างน้อยก็เห็นเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา

เมื่อวาน, บนรถ
พ่อบอกว่า ยาที่ดีที่สุดที่จะรักษาลูกชายอย่างผมได้
คือ 'เวลา'

แต่ยาที่ดีที่สุดที่จะรักษากองบรรณาธิการอย่างผมได้
คือ 'ยางอาย' และ 'ความรับผิดชอบ'

ผมประมวลได้ว่า
จงคำนวณเวลาแห่งความเศร้า และเผื่อช่วงเวลาแห่งการทำงาน
อย่าให้ทุกสิ่งมาพังเพราะเรา อย่าให้เราต้องพังเพราะบางสิ่ง
ไม่มีสิ่งไหนที่มีค่ามากกว่า 'เกียรติ' ของตัวเอง
เกียรติอย่างหนึ่งของคน คือการ 'อย่าท้อถอย' และ 'อย่าล้มเหลว'

ผมเปรยกับพี่ผู้ช่วยบรรณาธิการและเพื่อนร่วมงาน
ออกตัวว่า อาจจะเอ๋อหน่อยในช่วงนี้ เพราะปัญหามันรุมเร้า
ถึงดูอ่อนแอ แต่มันเป็นทางบรรเทา และเป็นวิธีการระบายอย่างหนึ่ง
อย่างน้อยก็เป็นวิธีไม่ให้ทุกคนมาสงสาร และไม่ให้บรรยากาศการทำงานมันแย่ลงอย่างไม่รู้เหตุผลกัน

งานต้องมาก่อน
คนอ่านนับแสนรอเราอยู่ ไม่ใช่เพียงคนๆ เดียว หรือสองคน
เวลาเคลื่อนผ่านไป
ความเศร้าจะจางหาย
แต่บทความที่ตีพิมพ์จะยังอยู่ตลอดกาล
ไม่น่าคุ้ม - ผมบอกตัวเองอย่างนี้

ยังไม่หมดเวลาเศร้าของผม
มันยังเหลืออีกสองวัน




 

Create Date : 19 เมษายน 2551    
Last Update : 19 เมษายน 2551 22:17:17 น.
Counter : 143 Pageviews.  

เครื่องบันทึกเสีย

อุปกรณ์ที่ควรจะมีติดตัวไว้อย่างขาดไม่ได้สำหรับผู้ที่ทำอาชีพสื่อ
โดยเฉพาะสื่อสิ่งพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร
จำเป็นต้องมี 'เครื่องบันทึกเสียง' ไว้บันทึกข้อมูลที่สมองก้อนเดียวไม่อาจจำได้หมด
(หรือจำได้หมด..แต่คงจำไม่ทัน)

อาจจะดูห่างไกลจากชีวิตประจำวันของคนทั่วไป
เครื่องบันทึกเสียงในความทรงจำของพวกเขาจึงเป็นเครื่องเล่นเทปอ้วนๆ
ใช้เทปเปล่าม้วนละ 35 บาท เป็นสมุดบันทึกเสียง
เมื่อการพูดคุย-สัมภาษณ์-สัมมนา-เสวนา-ปราศัย ผ่านไป 30 นาที
เทปจบครบหน้าเสียง 'แป้ก' จนปุ่มเด้ง ก็ต้องเร่งกลับหน้าเทปให้ทันท่วงที
ช้าไม่ได้-พลาดไม่ได้ เพราะข้อมูลสำคัญอาจโผล่มาช่วง 3-4 วินาทีนี้ก็ได้

เทปไม่พอก็ไม่ได้ ก็เลยต้องพกเทปกันเป็นกระบุง
เหมือนคนดนตรีที่พกเทปพร้อมซาวน์บาวด์ไปนั่งฟังเพลงตามสยามเมื่อสิบปีก่อน

แต่เอาเข้าจริงแล้ว เด็กอายุช่วง 22-25 อย่างผมคงจำกันได้อยู่
ว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งที่วัยรุ่น ม.ปลายเขานิยมอัดเพลงลงเทปไปให้คนที่ชอบพอกัน
สมัยนั้นเทปลายต่างๆ ขายดิบขายดี
ผมจำได้มีว่าเคยได้รับเทปสีน้ำเงินลายปลาโลมากระโดด
ในนั้นบรรจุเพลงที่ผมจำได้ดี แม้ว่าเธอคนที่ให้เทปม้วนนั้นหายหน้าไปจากความทรงจำผมแล้วก็ตาม

แต่หลังจากนั้นม้วนเทปก็หายไปพร้อมกับ CD ที่เข้ามาแทนที่...

เข้าเรื่องต่อ-มีข้อเท็จจริงของการประกอบอาชีพที่ใกล้เคียงกันอย่าง นิตยสาร และหนังสือพิมพ์
่หากมองเชิงตื้น, เป็นอาชีพที่มีแก่นคล้ายกันคือรายงาน นำเสนอ ส่วนใหญ่เป็นข้อมูลที่ได้มาจากการเขียน
หากมองเิชิงลึก, ความว่องไวในการทำงาน กระบวนการทำงาน หรือแม้กระทั่งการขยับตัวก็ยังต่าง
จนเรียกได้ว่าเป็นคนละศาสตร์ได้ไม่ขุ่นเคือง

การบันทึกเสียงสำหรับหนังสือพิมพ์นั้นเป็นเรื่องที่ไม่นิยม
เพราะทุกครั้งที่ได้รับหมายก็มีประเด็นที่ต้องเตรียมไปตักตวงอยู่แล้ว
จดก็เพียงพอแล้ว อาศัยความสามารถของหูดี สมองดี ที่ต้องเอะใจกับประเด็นที่แปลกใหม่น่าสนใจ
หลังจากนั้นก็เรียบเรียงเป็นแพทเทินของข่าว ที่อ่านง่าย กระชับ เรียงประเด็นสำคัญชัดเจน รวดเร็ว
การถอดเทปต้องใช้เวลา หนังสือพิมพ์ไม่มีเวลามากขนาั้ดนั้นแน่

สำหรับนิตยสารนั้น บางครั้งไม่มีประเด็น หรือมีก็เลือนลางมาก
เรียกว่าพูดชื่อใครสักคนขึ้นมา หลังจาก เออ ออ เห็นว่าเจ๋งหรือเหมาะที่จะลงในเล่มก็ปลงใจสัมภาษณ์
การสัมภาษณ์ครั้งหนึ่งกินเวลาไม่ใช่เล่น บ้าง 1 ชั่วโมง บ้าง 2 บ้างลามปามไป 4 ก็มี
จดประเด็นได้ แต่คำตกหล่น ครั้นจะอุตริสร้างประโยคขึ้นมาเองก็จะเป็นการไม่ให้เกียรติผู้ถูกสัมภาษณ์ได้

ดังนั้นเครื่องบันทึกเสียงจึงขาดเสียไม่ได้

ทุกวันนี้น้อยคนที่จะใช้เครื่องเล่นเทปอ้วนๆ อย่างที่ทุกท่านคิดถึงกัน
แต่ก็ยังมีบ้างที่ใช้เครื่องแบบนั้นอยู่ เคยถามกันเล่นๆ เขาว่ามันถนัดและคุ้นมือดี
แต่ส่วนใหญ่แล้ว พวกกระผมส่วนมากใช้เครื่องเล่น MP3 กันแล้ว
เพราะส่วนใหญ่แล้วสามารถบันทึกเสียงได้ด้วย
รวยหน่อยก็ iPod เครื่องเป็นหมื่น จนหน่อยก็เครื่องไม่กี่ร้อย 900-1,500 ก็มี
ส่วนผมไม่รวย ค่อนไปทางจน ก็ต้องหาอะไรที่มันสะดวกในระดับนึง
เครื่องละสี่พันน่าจะเหมาะและใช้ได้ดีแล้ว

หรือมีอีกชนิดหนึ่งที่เป็นเครื่องบันทึกเสียงโดยตรง
ผมไม่รู้ว่ามันใช้กันยังไงและดีกว่ากันตรงไหน
อาจจะชัดเจนกว่า และมีความสามารถในการบันทึุกเสียงมากกว่า
แต่สิ่งที่เหมือนอย่างหนึ่งคือเสียงที่ได้จะเป็นไฟล์ดิจิตอล

ซึ่งเจ้าไฟล์ดิจิตอลนี่มันสะดวกสะบายกว่าเทปธรรมดาตรงที่
1.ไม่ต้องพกเทปไปหลายๆ ม้วนกันเสีย หรือเทปไม่พอ บันทึกกันได้เ็ป็นวัน พูดจนลิงหลับ
2.ไม่ขัดจังหวะขณะเทปจบม้วน ไม่พลาดสักเสี้ยววินาที
3.ไม่กลัวน้ำ ไม่กลัวความร้อน
4.ไฟล์ที่ได้ก็สามารถนำเข้าโปรแกรมปรับเสียงให้ชัดเจนขึ้นไ้ด้ หรือทำให้ช้าลงได้
5.การถอดเทปง่ายดาย ใช้ปุ่มบนคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ ไม่ต้องย้ายมือไปมาระหว่างเครื่องเล่นเทป(แต่ไม่ลดทอนความน่าเบื่อ)
6.ไม่เปลืองเงินค่าม้วนเทป

ข้อเสียมันก็มี
1.ไฟล์ดิจิตอลเป็นสิ่งไม่จีรัง เกิดเครื่อง MP3 เสียขึ้นมาก็ท่องว่า ชิปจะหายไปพร้อมไฟล์เสียงที่หายไป
2.การบันทึกเสียงที่ยาวนาน อาจจะทำให้การสัมภาษณ์ยืดเยื้อเกินความจำเป็น น้ำอาจท่วมเนื้อได้
3.ซึ่งมันจะทำให้การถอดเทปยาวนาน
4.หากเป็นเครื่อง MP3 ที่ใช้การชาร์ตแบต มีโอกาสแบตหมดระหว่างสัมภาษณ์ได้-หมายความว่า ซวย

สิ่งที่ทำให้คนอาชีพอย่างผมผูกพันกับเครื่องอัดเสียง
คือมันเป็นสิ่งที่ทำให้ได้งาน งานดีมีความสุข แบ่งเบาภาระในการทำงานได้มากโข
ไม่ต้องเพ่งพินิจพิจารณาถึงความแม่นยำในการจดประเด็น
สามารถปล่อยใจไปคิดคำถามต่อเนื่องอื่นๆ ได้มากมาย
ระหว่างปล่อยใจนั้นก็ปล่อยให้เครื่องบันทึกเสียงทำหน้าที่ของมัน

แต่อีกเรื่องหนึ่งที่จะตามมาติดๆ คือการ 'ถอดเทป'
หลายคนคงงงว่ามันคืออะไร?

การถอดเทปคือการแปรคำพูดที่เป็นเสียง ให้ออกมาในรูปแบบอักษร
ผ่านเครื่องมือ ที่ใช้มือจริงๆ ไปจิ้มคีย์บอร์ด
ใครไม่เคย แนะนำให้ลอง พูดกับเพื่อนแล้วลองมาถอดกันสักชั่วโมง
เป็นช่วงการทำงานที่เขาว่ากันว่าเป็นช่วงที่น่าเบื่อที่สุด
ผมเห็นด้วย! บางครั้งน่าเบื่อชนิดที่ว่าทำกันวันเดียวไม่ได้
ต้องเก็บไปทำกันที 3-4 วัน ยิ่งเทปยาวๆ ไม่ต้องพูดถึง ไม่อยากจะแตะ

แ่ต่หลายครั้งที่ผมได้แง่คิดดีๆ หรือข้อมูลที่รู้สึกว่าไม่เคยได้ยินจากการถอดเทป
จากเสียงที่เจ้าเครื่อง MP3 นี่พูดให้ฟัง
อาจเป็นเพราะความสะเพร่าที่ผมเองละเลยข้อมูลบางอย่างไประหว่างสัมภาษณ์
บางครั้งเป็นถ้อยคำที่ตรึงใจไม่อาจลืม
บางครั้งเป็นแนวความคิด ที่อยากใช้ชีวิตต่อ

การทำอย่างนี้บ่อยๆ ทำให้ผมอยากทบทวนชีวิตที่ผ่านมา
การเขียนไดอารี่ทุกวันเป็นส่วนหนึ่งจากผลกระทบ
ขณะที่เราใช้ชีวิตไปแต่ละวัน ละเลยบางเรื่องไปอย่างช่วยไม่ได้
หากไม่ได้รับการระลึกถึง คงไม่มีทางนึกถึง
ทั้งที่เรื่องบางเรื่องล้วนมีค่า กว่าเรื่องที่น่าจดจำในแต่ละวันอีก

เหมือนหนังที่กว่าจะดูเข้าใจ ก็ต้องรอบสอง รอบสาม
เหมือนเพลงที่ยิ่งฟังมากรอบ ก็ยิ่งซึ้งกินใจ
เหมือนหนังสือ ที่ต้องอ่านระหว่างบรรทัด รอบแล้ว รอบเล่า

เครื่องบันทึกเสียงบอกสิ่งที่มันไม่ได้บันทึกมาอย่างนั้นเหมือนกัน

เหมือนสายตา หู จมูก ปาก
ทุกคนล้วนมีเครื่องบันทึกเสียงแบบที่ผมมีอยู่
ผมก็มีเครื่องบันทึกเสียงแบบที่ทุกคนมีอยู่เช่นกัน

อยู่ที่ใครจะทบทวน เปิดสิ่งที่ผ่านเข้ามาทบทวนดู
อาจได้รู้ ว่าในฝุ่นมีอะไร
แดดวันไหนบอกอะไรเราบ้าง
ลมที่พัดมายามเย็น มันเย็นแท้แค่ไหน
หรือน้ำที่อาบไป มันช่วยให้น้ำตาจากความเศร้าในแต่ละวันติดไหลไปตามท่อรึเปล่า

เร็วเข้านะครับ
ก่อนที่เครื่องบันทึกมันจะเสีย
จะพาลให้งานมันไม่ดีเสียเปล่าๆ





 

Create Date : 16 เมษายน 2551    
Last Update : 16 เมษายน 2551 0:41:16 น.
Counter : 765 Pageviews.  

ว่าด้วยนามบัตร

นามบัตร, อุปกรณ์แสดงตัวชั้นดีที่สุดของบุคคลซึ่งประกอบอาชีพอย่างผม
ด้วยว่าหน้าตา-บุคลิกยังไม่เทียบชั้นบุคคลผู้ซึ่งน่าจะประกอบวิชาชีพก็อย่างหนึ่ง
กางเกงยีนส์เสื้อยืดที่สวมใส่จนเป็นเครื่องแบบนั่นก็อีกหนึ่ง..
แค่สองข้อนี้ ใครจะเชื่อถือกันเล่า้ว่าเป็นตัวแทนจากนิตยสารวัยรุ่นชื่อคุ้นหู

เนื่องด้วยว่า งานเหล่านี้มีเหตุให้ต้องควักนามบัตรขึ้นมาแสดงตัวอยู่บ่อยครั้ง
เช่นเมื่อต้องไปร่วมงานที่ชักเชิญสื่อมวลชน ขณะเซ็นชื่อรับรองว่าเป็นตัวแทนของสื่อโน่นนี่
นามบัตรเป็นสิ่งหนึ่งที่ควรหยิบยื่นให้เขาไปพร้อมรอยยิ้ม
เผื่อว่าเขาจะส่งข่าวคราวของงานต่างๆ มาให้ปลดภาระในการอัพเดตไปในตัวมาทางอีเมลหรือโทรศัพท์

หรือการเข้าสัมภาษณ์ก็เช่นกัน
การโทรไปนัดหมายและเดินส่ายอาดๆ เข้าไปนั่งจ้องหน้าสัมภาษณ์เขาเอาดื้อๆ เป็นสิ่งไม่ควรทำ
เพราะผู้ถูกสัมภาษณ์เขาจะงง-"ไอ้นี่ มึงคือใคร?"-ประมาณนี้
จึงควรเริ่มด้วยการแนะนำตัวเองปากเปล่า ตามด้วยนามบัตรรวมถึงกิริยานอบน้อม
มิฉะนั้นอาจได้บทสัมภาษณ์แบบชาวมังสวิรัติ (ไม่มีเนื้อ) ได้!

ทำให้เรื่องของนามบัตรเป็นเรื่องที่พลาดไม่ได้

การแก้ปัญหาจะไปยากอะไรก็แค่พกนามบัตร?
ถูกต้อง! การแก้ปัญหาที่สุดแสนจะคลี่คลายได้อย่างง่ายดาย
ก็แค่มีนามบัตรไว้ใกล้ตัวและจ่ายแจก แค่นี้ก็น่าจะจบเรื่อง

แต่ที่มือกองฯ หน้าใหม่อย่างผมประสบมาก็คือ นามบัตรทำไม่ัทัน
ผมเข้าทำงานวันที่ 3 ของเดือนใหม่ แต่บริษัทวางกฎไว้ว่าจะเริ่มรับทำนามบัตรใหม่ในวันที่ 1 ของเดือน
ผมจึงต้องเผชิญชะตากรรมของพนักงานผู้พิการนามบัตร 1 เดือนเต็ม

ลำบากอย่างที่ประมวลไว้จริง...
เมื่อถึงคราวที่ต้องไปร่วมงาน เช่น ชมภาพยนตร์รอบสื่อ ร่วมงานแสดงศิลปะ หรือศิลปนิพนธ์ของน้องนักศึกษา ฯลฯ
ที่หน้างานขณะลงทะเบียนเข้าชมงาน ชื่อ-นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ อีเมล สังกัด ถูกบันทึกลงไปครบถ้วน
เมื่อวางปากกาลง "มีนามบัตรไหมคะ" น้องนักศึกษาตรงหน้ากล่าวถามพร้อมส่งยิ้มหวานให้
ผมเผชิญเหตุการณ์ครั้งแรกนี้ด้วยการยืนอึ้งอยู่ 2 วินาทีด้วยหน้าตาเฉยเมย
'ในเมื่อกูยังไม่มี แล้วจะเอาที่ไหนให้มึงได้เล่า' ทั้งคิดในใจอย่างรวดเร็ว
แก้ตัวไปน้ำขุ่นๆ ว่า "เออ พี่ลืมเอานามบัตรมาน่ะครับ รีบออกจากออฟฟิศเร็วไปหน่อย"
พูดจบก็เดินจากมาด้วย ท่าทีนิ่งเฉย ราบเรียบ แต่นัยย์ตาแฝงความเขินไว้ปริ่นแทบทะลัก

คราวสัมภาษณ์ก็เช่นกัน มีหลายครั้งในรอบเดือนที่ผมต้องออกไปนอกสถานที่ หลายครั้งเจอกับคนชนชั้นอาจารย์
ท่านเรียกหานามบัตร...บางคนเอานามบัตรของตัวเองขึ้นมาเพื่อจะแลก
ผมก็ต้องโชว์ความสะเพร่าของตัวเองให้เห็นอย่างที่บอกกับน้องนักศึกษา
"ลืมเอามา" , "พอดีหมดครับ" , ฯลฯ

ครึ่งเืดือนหลัง ผมหาทางแก้ปัญหาเบื้องต้นด้วยการขอนามบัตรเพื่อนร่วมออฟฟิศพกไว้
ซึ่งก็บรรเทาอาการไปได้หลายระดับ แต่จะมีอยู่บ้าง หากวันไหนไปเซ็นชื่อจริงบนใบลงทะเบียนงานต่างๆ
เมื่อยื่นนามบัตรไป แล้วเขาดันเอาไปเทียบกับชื่อที่เซ็น
ตอนนั้นก็ตัวใครตัวมันล่ะครับ!

เทียบกับหนทางแก้ปัญหาอย่างหลัง การแกล้งบอกว่าลืมเอามาอยู่เรื่อยๆ น่าจะเสี่ยงน้อยกว่า
ถึงจะเขิน แต่ก็ไม่น่าจะถูกตราหน้าว่าให้การเท็จ เรียกว่า 'แมน' ในระดับที่ตัวเองรู้
และไม่ต้องเป็นภาระเพื่อนหากเจ้าของงานต้องการต่อว่าต่อขานเมื่อเราทำหน้าที่บกพร่องในงานอะไรที่ไม่รู้ตัว
ประมาณว่า "ลูกผู้ชาย กล้าทำ ต้องกล้ายอมรับ!"
แต่นามบัตรที่ยังไม่ได้ทำ จะรับอะไร? ก็แค่บอกไปว่าไม่ได้เอามา
แล้วใช้กระดาษจดไปเสียก็สิ้นเรื่อง




 

Create Date : 07 เมษายน 2551    
Last Update : 7 เมษายน 2551 12:58:42 น.
Counter : 233 Pageviews.  

จึงเพียรมาเพื่อทราบ

ชีวิตของการทำงานนิตยสาร หากใครได้เคยสัมผัสมาบ้างคงรู้ดีว่าไม่ค่อยมีเวลาพักผ่อน เวลาหย่อนใจก็น้อยนิด

ไม่ว่าจะเป็นเพราะความขี้เกียจที่กักตุนงานไว้ทำช่วงปลายเล่ม งานที่ถาโถมมาด้วยเงื่อนไขการเวลา หรือไอเดียอุดตันจนหาทางออกไม่ได้ เรียกว่าใครมีมือเอามือก่ายหัว ใครมือไม่ว่างก็เอาเท้าขึ้นมาก่ายแทน

ไม่ได้บอกว่าเป็นงานที่หนักหนาจนน่าเห็นใจ เพียงแต่ดันเป็นงานที่สามารถพกพาอุปกรณ์การทำงานไปได้ในทุกที่ และมีความจำเป็นต้องหาข้อมูลทุกระยะก้าวการเดิน

หากมองโลกอย่างแง่ร้าย (มาก) คือแค่เดินห้างอย่างใจปลอดโปร่งยังทำไม่ได้ เพราะต้องสอดส่ายสายตาอัพเดททุกสรรพสิ่งให้ได้อย่างเต็มความสามารถ เรื่องที่จะทอดสายตาไปอย่างว่างเปล่าไร้เป้าหมาย ตัดออกไปได้เลย เจอโปสเตอร์อะไรก็ต้องวิ่งปรี่เข้าไปดูไปอ่าน กลายเป็นคนที่สนใจทุกสิ่งอย่างไปโดยไม่ตั้งใจ

เกิดวันไหนจู่ๆ เดินเข้าไปดูโปสเตอร์ แล้วฟิตจัดงัดปากกาขึ้นมาจดวัน-เวลา กว่าจะรู้ตัวว่านี่มันโปสเตอร์งานเกย์ คนอื่นก็มองชายผู้ไม่บกพร่องต่อหน้าที่ด้วยสายตาประหลาด ก้มหน้ากระซิบนินทากันไปถึงไหนต่อไหนแล้ว!

โดยเฉพาะนิตยสารที่มีคอลัมน์ที่ต้องพึ่งพาเรื่องราวอัพเดทของเทคโนโลยี ศิลปะ บันเทิง หรืออะไรก็ตามที่ต้องตามสมัยอยู่เสมอ ยิ่งทำให้เป็นอีกหนึ่งปัจจัยในความว้าวุ่นใจระหว่างเดินทอดน่องไปที่โน่นที่นี่ จนทำให้ว่างไม่ได้ จำเป็นต้องเดินขึ้นร้านหนังสือเพื่อเปิดหาข้อมูลฟรีๆ

ซึ่งไม่จำกัดเพียงหนังสือในประเทศ ต้องลามเลียไปถึงหนังสือต่างประเทศที่เด็กอ่อนภาษาอย่างผมต้องหนักใจ แถมยังมีราคาแพงหูฉี่ ยิ่งทำให้ต้องระมัดระวังในการเปิดอ่านทุกระยะ

หากมีเพียงคอลัมน์เดียวไม่ว่าเพราะเก็บเกี่ยวสิ่งเดียวได้ก็สบายไป แต่ถ้าวันไหนต้องการเรื่องราวหลายๆ อย่างเพื่อหลายๆ คอลัมน์ในเวลาเดียวกัน ก็ยืนเปิดกันไปเป็นชั่วโมง ร้านไหนไม่มีเก้าอี้ให้นั่งก็ต้องกล้ำกลืนฝืนยืนทน ลำบากกล้ามเนื้อช่วงน่องอย่างสูง

เมื่อเจอข้อมูลที่ต้องการ ก็ถึงคราวต้องบันทึกข้อมูล บางคนไม่ขัดเขินที่จะหยิบกระดาษขึ้นมาจดรายละเอียด อาจสั้นเพียงชื่อเว็บไซต์ หรือจะยาวราวหน้าเอสี่ก็สามารถทำได้หากพนักงานเขาไม่ด่าเอา แต่บางคนที่เขินและกลัวพนักงานร้านมากๆ อย่างผม (แน่สิครับ ก็นี่มันของซื้อของขาย จะรู้สึกเฉยๆ หากเป็นยืนอ่านเพื่อพิจารณาการซื้อ)

จึงต้องหาทางลักลอบจดให้แนบเนียนที่สุด ด้วยการเดินหายไปมุมที่ไม่มีคนพลุกพล่าน หยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูปหน้านั้นไว้ (มันแนบเนียนจริงรึเปล่าเนี่ย?) หรือท่องจำตั้งแต่หน้าชั้นวางและแอบไปจดลงสมุดตรงมุมมืด พยายามหลบตาลูกค้าคนอื่นที่บังเอิญเดินมาเจอ ราวกับเป็นสายส่งยาบ้า

หนำซ้ำระหว่างสอดส่ายสายตาหาข้อมูลที่หมายหมั้นไว้แล้วเกิดดันไปเจอบางสิ่งที่น่าใจจนไม่อาจพลิกไปหน้าอื่น ก็ไม่ควรนักที่จะปล่อยเลยไปและจบท้ายเพียงการเสพศิลปะหรือความรื่นรมย์ของงานที่เห็น
ดังนั้นต้องประมวลให้ถ้วนถี่อีกว่าจะนำมันมาทำอะไรในคอลัมน์ไหนได้บ้าง
เหมาะกับเล่มไหน?
เดือนอะไร?
สามารถต่อยอดไปลงตรงไหนได้รึเปล่า? ฯลฯ
เหล่านี้พาลให้ต้องเดินไปกลับชั้นวาง-มุมมืดหลายระลอก เมื่อยหนักยิ่งกว่าเดิม

ไม่เพียงแค่การเดินหาข้อมูลเท่านั้นที่ว่าลำบากและกินเวลาอิสระของสมอง เรื่องของการเรียบเรียงเรื่องก็เป็นเรื่องกวนใจหลัก

บางครั้งต้องเรียงร้อยถ้อยคำกันในอากาศ เพื่อค้นหาคำเปิด-ปิดคอลัมน์ หรือแม้กระทั่งคำถามสัมภาษณ์ที่คิดว่า 'หล่อ' ที่สุดอยู่เสมอ

แถมไม่จำกัดบริเวณการคิด ไม่ว่าจะในร้านแมคโดนัลด์ บนรถไฟฟ้า บนรถใต้ดิน หรือนั่งมอเตอร์ไซค์เข้าซอยบ้าน

ถ้าในภาวะเร่งรีบกว่านั้นก็เป็นระหว่างชมภาพยนตร์ ระหว่างถอดเทปสัมภาษณ์ ระหว่างการประชุม ฯลฯ กิจกรรมร้อยถ้อยคำนี่มักก่อกวนจิตใจให้ไม่ว่าง ถึงแม้จะยัดหูฟังเอมพีสามแล้วเปิดเพลง canon rock กดเสียงดังเต็มระดับก็ตามที เสียงนั่นก็เบาลงได้ เพื่อหลีกทางให้เป็นพื้นที่กิจกรรม

หากใครเคยอ่าน 'บันทึกจากหุบเขาฝนโปรยไพร' ของ 'กนกพงษ์ สงสมพันธุ์' นักเขียนรางวัลซีไรต์ผู้อยู่ในความทรงจำของคอวรรณกรรมเมืองไทย จะพบว่าเขารำพันถึงวิถีชีวิตของนักเขียนไว้อย่างละเอียดและเห็นภาพจนน่าเห็นใจ

แม้อาชีพทำนิตยสารไม่ได้ละเอียดละออและมีชีวิตเข้มข้นเท่านั้น และผมก็ไม่กล้านำตัวเองขึ้นไปเทียบชั้นบุคคลระดับบรมครู แต่ขั้นตอนกระบวนการที่ว้าวุ่นใจก็คล้ายกันมาก

ยิ่งเมื่อไอเดียเกิดทะลักในจังหวะไม่ทันตั้งตัว ใครที่ 'เก๋าเกม' หน่อยก็ยกกระดาษขึ้นมาตักตวงไว้ได้ทันท่วงทีไม่เสียหาย แต่นักตักไอเดียมือใหม่อย่างผมมักจะคิดอย่างอ่อนหัดว่า "โอ้ย! ข้อความสั้นๆ แบบนี้ จำใส่สมองก็ได้ พรุ่งนี้ตื่นมาก็ยังจดทัน"

แต่เชื่อเถอะครับว่าเวลาผ่านไปไม่กี่ชั่วโมง ไอเดียรูปร่างโปร่งแสงเหล่านั้นก็ลอยละลิ่วหายลับไปกับสายลมแล้ว บางครั้งผมต้องนั่งตบเข่าสบถเสียดายกับตัวเองทั้งวัน ถึงกับลงทะเบียนว่าเป็นความโง่เง่าและความประมาทที่ลืมไม่ลงของตัวเอง

มีหลายอาชีพที่มีอุปสันดานแห่งพื้นฐานอาชีพคล้ายกันกับการทำนิตยสาร อย่าง 'ครีเอทีฟ' ก็น่าสงสาร ทั้งยังหนักกว่ามากเพราะต้องผูกติดกับความคิดสร้างสรรค์อย่างแนบแน่นเป็นพิเศษ แถมอุปกรณ์การคิดอย่างสมองก็ดันพกไปได้ทุกแห่งหน

ความเด่นชัดอย่างหนึ่งของงานข่ายนี้มีอย่างหนึ่งที่คล้ายกันคือทำงานด้วยเวลาที่ไม่แน่นอน เข้า-ออกออฟฟิศไม่ตรงเวลา ใช้เงื่อนไขแห่งการสะสางงานกำหนดเวลา มากกว่าใช้เวลากำหนดเวลางาน

ดังนั้นวันเสาร์-อาทิตย์จึงไม่มีผลอะไรต่อความตื่นเต้นในวันศุกร์ ช่วงงานโถม อย่าได้หวังอยู่เฝ้าบ้าน!-เราเรียกช่วงเวลานี้กันว่า "ช่วงปิดเล่ม!" ทำให้เวลาที่ว่าเร่งรีบ ยิ่งทวีความอึดอัดใจไม่สบายกายมากขึ้น เพราะหากงานเขียนหรือข้อมูลจากกองบรรณาธิการไม่เสร็จ ขั้นตอนทุกอย่างก็จะไม่สามารถดำเนินต่อได้ ไม่ว่าจะเป็นการพิสูจน์อักษร หรือจัดหน้าเลย์เอาต์

แน่นอนว่าหากช้าไปหนึ่งกระบวนท่า หมายถึงต้องปล่อยคมกระบี่ช้าไปหลายขณะ ถ้าเกิดเป็นตัวแกนนำที่ทำให้เพื่อนร่วมสำนักต้องทำงานช้ากว่ากำหนดจนต้องเลื่อนวันวางแผง อาจทำให้จ้าวสำนักไม่พอใจและถูกไล่ออกจากสำนักได้!

ไหนจะเงื่อนไขแห่ง 'เดือน' อีกเล่า เดือนไหนมีวันหยุดลงทะเบียนไว้เยอะที่สุด ก็พึงตระหนักไว้ได้เลยว่าช่วงเวลาแห่งการบี้งานจะมาถึงเร็วกว่ากำหนด แถมบางเล่มที่ต้องใช้ช่วงเวลาเก็บข้อมูลหรือดำเนินเรื่องติดต่อนู่นนี่นั่นยาวนาน ส่งผลให้บางครั้งต้องทำล่วงหน้า 1-2 เล่ม และ 2-3 เล่มพร้อมกันในเวลาเดียว

ใช่ว่าจะไม่ดี, การคลุกคลีอยู่กับความคิดเป็นเรื่องที่ทำให้อาชีพกองบรรณาธิการสนุก
เหมือนที่ครีเอทีฟสนุกสนานกับจินตนาการที่เขาวาดในเส้นสมอง
เหมือนกับนักเขียนมีความสุขกับการสร้างสรรค์เรื่องราวบนหน้ากระดาษขาวตรงหน้า
เหมือนนักฟุตบอลที่คลุกคลีอยู่กับลูกบอลจนร่างอาบเหงื่อ

แต่หลักแห่งการเคลื่อนไหว ความเหนื่อยอาจคลุมร่างจนทำให้หน้ามืดตาลาย ความพ่ายแพ้หรือโดนโค้ชด่าอาจบั่นทอนจิตใจจนต้องทรุดเข่าก้มหน้าเอากำปั้นทุบดิน นั่นไม่สำคัญ เพราะการเรียนรู้ที่จะ 'เหนื่อย' เป็นพื้นฐานของความแข็งแรง หากบริหารให้ดีก็อาจสามารถต่อกรกับความลำบากได้ง่ายขึ้น เพียงแต่อย่าให้ความ 'หน่าย' เข้ามาทักทายก็พอ

เหมือนจอมยุทธในทุกเรื่องที่สู้กับฝ่ายอธรรมมาอย่างยากลำบากมาตลอดเรื่อง เมื่อเข้าถ้ำฝึกวิชาสักหน พ้นผ่านด่านอรหันต์ที่เคี่ยวกรากยากเย็นแทบสำลักเลือดทั้งหลายมาได้แล้ว

ตวัดดาบเพียงฉับเดียว ก็เสียวทั้งยุทธจักรแล้วล่ะครับ




 

Create Date : 04 เมษายน 2551    
Last Update : 4 เมษายน 2551 23:02:05 น.
Counter : 156 Pageviews.  

1  2  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.