Digital Marketing and New Media | Internet Marketing Solutions.
space
space
space
space

มหันตภัยไวรัสอีโบลา รับมือสถานการณ์ของโรคอีโบลา (ebola)

การระบาดของโรคอีโบลาในต่างประเทศกำลังเป็นที่ตื่นตัวสนใจของคนทั่วโลก โรคอีโบลา เป็นกลุ่มโรคไข้แล้วมีเลือดออกชนิดหนึ่ง ที่น่าสนใจคือโรคนี้ อัตราการแพร่ระบาดสูงและเร็ว และอัตราค่อนข้างสูง (50-90%) ในประเทศไทย ยังไม่มีข้อมูลการป่วยด้วยโรคนี้ และโรคนี้ยังไม่อยู่ในระบบเฝ้าระวัง อย่างไรก็ดี นโยบายเสรีในเรื่องการท่องเที่ยวของประเทศไทย ก็อาจเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่ง ที่เชื้ออาจเล็ดรอดเข้าประเทศมาได้ ดังนั้น อาจต้องให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ สำหรับกลุ่มประชากรบางกลุ่ม บทความนี้ นำเสนอเรื่องของโรค อาการ การติดต่อ เพื่อเป็นแนวทางกว้างๆ สำหรับผู้สนใจและเฝ้าระวัง
โรคอีโบลา อยู่ในกลุ่มโรคไข้เลือดออก เกิดจากเชื้อไวรัสอีโบลา ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางขนาดประมาณ 80 นาโนเมตร ยาว 790-970 นาโนเมตร อยู่ในตระกูล Filoviridae ซึ่งประกอบด้วย 4 subtypes ได้แก่ แซร์อีร์ ซูดาน ไวอรี่โคทและเรสตัน 3 subtypes แรก ทำให้เกิดการป่วยรุนแรงในคนและมีอัตราตายสูงร้อยละ 50-90 ส่วนเรสตันพบในฟิลิปปินส์ ทำให้เกิดรุนแรงในลิง แต่ในคนไม่ทำให้เกิดอาการ

แหล่งรังโรคตามธรรมชาติ ยังไม่ทราบแน่ชัดจนปัจจุบัน ทวีปอาฟริกา และแปซิฟิกตะวันตกดูเหมือนว่าน่าจะเป็นแหล่งโรคอีโบลา แต่ก็ยังไม่สามารถอธิบายได้ ถึงแม้ว่า สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเช่น ลิง จะเป็นสาเหตุของการติดเชื้อในมนุษย์ แต่ก็ไม่ใช่รังโรค เชื่อว่าติดเชื้อมาจากสัตว์ป่า ปัจจุบัน ตรวจพบเชื้อในพวก กอริลลา ชิมแปนซี (ไอวอรี่โค้ด และคองโก) กอริลลา(กาบอนและคองโก) และในสัตว์พวกกวางที่มีเขาเป็นเกลียว(คองโก) ในการศึกษาทางห้องปฎิบัติการครั้งหนึ่งแสดงว่าค้างคาวติดเชื้ออีโบลาแล้วไม่ตาย ทำให้เกิดสมมติฐานว่าสัตว์จำพวกนี้หรือไม่ ที่ทำให้เชื้อไวรัสยังคงมีอยู่ในป่าแถบร้อนชื้น

การติดต่อของโรคอีโบลา
โรคอีโบลาสามารถติดต่อได้โดยสัมผัสโดยตรงกับเลือด สิ่งคัดหลั่ง อวัยวะ หรือน้ำจากร่างกายผู้ติดเชื้อ งานศพ ญาติผู้เสียชีวิตที่สัมผัสร่างกายของผู้เสียชีวิต ผู้ดูแลลิงชิมแปนซี กอริลลาที่ป่วย และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ที่รักษาผู้ป่วยอีโบลา โดยไม่ป้องกัน

ระยะแพร่เชื้อของโรคอีโบลา ตั้งแต่เริ่มมีไข้ และตลอดระยะที่มีอาการ

โรคอีโบลามีระยะฟักตัว 2-21 วัน โรคนี้พบได้ทุกกลุ่มอายุ อาการ ไข้สูงเฉียบพลัน อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ เจ็บคอ ตามด้วยอาการท้องเสีย อาเจียน ผื่น ไตและตับไม่ทำงาน บางรายมีเลือดออกทั้งภายในและภายนอก ตรงจเลือดพบเม็ดเลือดขาวต่ำ การวินิจฉัยโดยการตรวจ antigen-RNA หรือ genes ของไวรัสจากตัวอย่างเลือด หรือ ตรวจหาแอนติบอดีต่อเชื้อไวรัสอีโบลา หรือแยกเพาะเชื้อไวรัสอีโบลา การตรวจตัวอย่างเหล่านี้ มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อมาก ต้องทำในห้องปฎิบัติการที่มีการป้องกันระดับสูง ระดับ 4 การรักษายังไม่มีการรักษาเฉพาะรวมทั้งยังไม่มีวัคซีน การทดแทนน้ำ-เกลือแร่ให้เพียงพอ

การควบคุมโรคอีโบลา
  • แยกผู้ป่วย และเน้นมาตรการป้องกันโรคอย่างเข้มงวด
  • ติดตามผู้สัมผัสทั้งหมด รวมทั้งผู้ที่อาจจะสัมผัสกับผู้สัมผัสใกล้ชิด โดยต้องตรวจอุณหภูมิร่างกายวันละ 2 ครั้ง เมื่อมีไข้ต้องรีบมาโรงพยาบาลและเข้าห้องแยกทันที
  • เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลทุกคน ต้องมีการแจ้ง/บอกให้ทราบ ถึงโรคและการติดต่อ เน้นวิธีการป้องกันขณะดูแลผู้ป่วย และการจัดการเลือด สิ่งคัดหลั่งจากผู้ป่วย

การระบาดของโรคอีโบลาพบการระบาดครั้งแรกในปี พศ.2519 ที่จังหวัดแห่งหนึ่งในซูดาน 800 กิโลเมตรจากแซร์อีร์ (ปัจจุบัน เป็นประเทศคองโก) ตรวจพบเชื้อครั้งแรกในผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสอีโบลาจากการชำแหละลิงชิมแปนซี ที่ไอวอรี่โค้ด ปี พศ.2547
ตารางที่ 1 เหตุการณ์การระบาดของโรค

ปีที่ระบาด ประเทศ Virus subtype จำนวนป่วย เสียชีวิต อัตราป่วยตาย

1976 Sudan Ebola-Sudan 284 151 53%
1976 Zaire (DRC) Ebola-Zaire 318 280 88%
1977 Zaire (DRC) Ebola-Zaire 1 1 100%
1979 Sudan Ebola-Sudan 34 22 65%
1994 Gabon Ebola-Zaire 52 31 60%
1994 C?te d’Ivoire Ebola-C?te d’Ivoire 1 0   0%
1995 Liberia Ebola-C?te d’Ivoire 1 0   0%
1995 Democratic Republic of Congo (formerly Zaire) Ebola-Zaire 315 250 81%
1996
(Jan - April)
Gabon Ebola-Zaire 37 21 57%
1996 - 1997
(July - Jan)
Gabon Ebola-Zaire 60 45 74%
1996 South Africa Ebola-Zaire 1 1 100%
2000 - 2001 Uganda Ebola-Sudan 425 224 53%
2001 - 2002
(Oct 2001 - March 2002)
Gabon Ebola-Zaire 65 53 82%
2001 - 2002
(Oct 2001 - March 2002)
Republic of Congo Ebola-Zaire 59 44 75%
2002 - 2003
(Dec 2002 - April 2003)
Republic of Congo Ebola-Zaire 143 128 89%
2003
(Nov - Dec)
Republic of Congo Ebola-Zaire 35 29 83%
2004 Sudan Ebola-Sudan 17 7 41%
2004 Sudan
20 5 25%
2005
(25 April to 16 June)
Republic of Congo
12 9 75%

Total

1880 1301


ปัจจุบัน กระทรวงสาธารณสุขคองโก ยืนยันพบการระบาดของไข้เลือดออกอีโบลา ในจังหวัดคาไซตะวันตก (Kasai Occidental) โดยผลตรวจทางห้องปฏิบัติจาก CIRMF ในกาบอง และ CDC สหรัฐอเมริกา ยืนยันพบไวรัสอีโบล่า ส่วนในตัวอย่างปัสสาวะและเลือดจากผู้ป่วยต้องสงสัย จากการตรวจที่ INRB ในคินชาสาพบ Shigella dysenteriae type 1 ซึ่งการระบาดทีมจาก WHO ได้ลงไปในพื้นที่ระบาดตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2550 ณ วันที่ 11 กันยายน 2550 WHO ทราบว่ามีผู้ป่วย 372 ราย เสียชีวิต 166 รายซึ่งจะมีการเก็บตัวอย่างส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการต่อไป WHO ในประเทศและภาคพื้นแอฟริกา พันธมิตรที่เกี่ยวข้อง เช่น ศูนย์ควบคุมโรค องค์กรแพทย์ไร้พรมแดน (MSF) หน่วยงานสาธราณสุขแคนาดา ร่วมมือกันตอบโต้ต่อการระบาดครั้งนี้ โดยสนับสนุนช่วยเหลือในการเฝ้าระวังค้นหาผู้ป่วย ด้านระบาดวิทยา ห้องปฏิบัติการเคลื่อนที่ อุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อ เวชภัณฑ์ การขับเคลื่อนสังคมในการป้องกันและควบคุมโรค การบริหารจัดการในพื้นที่

ในปี 2557 เกิดมีการระบาดของอีโบล่า ในแอฟริกาตะวันตกขึ้นอีกจะขอเล่าโดยสังเขปดังนี้

       เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2557 องค์การอนามัยโลกได้รับแจ้งจากกระทรวงสาธารณสุข ประเทศกีนีว่ามีการระบาดของโรคไข้เลือดออกอีโบลาในเขตป่าทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ จนถึงวันที่ 25 มีนาคม มีรายงานผู้ป่วยแล้ว 86 ราย ตาย 60 ราย (อัตราป่วย/ตายเท่ากับ ๖๙.๗%) มีเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์-สาธารณสุขป่วยและตายด้วย 4 ราย และยังมีรายงานผู้ป่วยที่เข้าข่ายสงสัยในประเทศที่มีเขตแดนติดต่อกันอีกหลายรายที่กำลังอยู่ในระหว่างการสอบสวน ชันสูตร ค้นคว้าอยู่อีกหลายราย คือ ในประเทศ ไลเบเรียและ เซียยร่า เลโอนโดยได้ส่งเลือดตัวอย่างไปชันสูตรโดยวิธีพีซีอาร์ที่หอชันสูตรโรคติดเชื้อระหว่างประเทศที่ เมืองลียอง ประเทศฝรั่งเศส ก็ยืนยันได้ชัดเจนว่าเป็นโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาสายพันธุ์ ซาอีร์

แผนที่ประเทศกินี ตรงสีทึบคือบริเวณที่โรคระบาด ที่รายงานเมื่อวันที่ 25 มีนาคม ที่สีจางคืออยู่ในระหว่างการสอบสวนโรค

       โรคแพร่ระบาดต่อไปในประเทศกีนี และไปยังประเทศใกล้เคียงดังนี้

สถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัส Ebola วันที่ 17 เมษายน 2557 ในทวีปแอฟริกา ได้แก่:

       ประเทศ Guinea: มีรายงานผู้ป่วยที่มีอาการเข้าได้กับ Ebola virus Disease จำนวน 202 ราย เสียชีวิต 125 รายและผู้ป่วยยืนยัน 108 ราย

       ประเทศ Liberia: มีรายงานผู้ป่วย ที่มีอาการเข้าได้กับ Ebola Virus Disease จำนวน 27 ราย เสียชีวิต 13 รายและผู้ป่วยยืนยัน 6 ราย และ

       ประเทศ Mali: มีรายงานผู้ป่วยเข้าข่ายสงสัย 6 ราย ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการไม่พบเชื้อ

       องค์การอนามัยโลก: ไม่แนะนำให้มีการจำกัดการเดินทางหรือการค้ากับประเทศกินี ไลบีเรีย และเซียร์ราลีโอน แต่อย่างใด

       องค์การอนามัยโลกรายงานเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2557 ว่า ผู้ป่วยอีโบลาในประเทศกินีเพิ่มขึ้นอีก รวมจำนวนสะสมได้ 208 ราย ตาย 136 ราย เป็นบุคลากรทางแพทย์และสาธารณสุข 25 ราย ตาย 16 ราย

       การประเมินความเสี่ยงของประเทศไทย: สำนักโรคอุบัติใหม่ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ประเมินว่า การแพร่กระจายของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา อาจมาสู่ประเทศไทยได้ 2 วิธี ได้แก่ จากการนำเข้าสัตว์ที่ อาจเป็นแหล่งรังโรค เช่น สัตว์ป่า ลิงชิมแปนซี หรือการแพร่เชื้อของผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา จากประเทศนี้จะทำให้มีอาการป่วยโดยที่มีการระบาดโดยผ่านผู้เดินทาง เข้ามาประเทศไทยจากประเทศที่มีโรคกำลังระบาด

       โรคนี้ ยังไม่มียาหรือปฏิชีวนะรักษาที่จำเพาะ ต้องรักษาแบบประคับประคองและรักษาตามอาการ และยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรค

มาตรการกระทรวงสาธารณสุขประเทศไทย
       1.ติดตามสถานการณ์ความคืบหน้า จากองค์การอนามัยโลกโดยสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค

       2.สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศเฝ้าระวังผู้ป่วย โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือคนไทยที่เดินทางมาจากพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค

       3.กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เตรียมความพร้อมในการตรวจหาเชื้อทางห้องปฏิบัติการ ทั้งนี้ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข

บทส่งท้าย ถึงแม้ว่า ขณะนี้ WHO ยังไม่มีคำแนะนำในการการจำกัดการเดินทางหรือค้าขายกับประเทศคองโก และยังไม่พบผู้ป่วยโรคนี้ใน ประเทศไทย
แต่เนื่องจาก ปัจจุบัน การเดินทางข้ามโลก ระหว่างประเทศ เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ภายใน 1 อาทิตย์ อาจพบว่าจากทวีปหนึ่งเดินทางไปอีกทวีปหนึ่งได้ ดังนั้น อาจพบผู้ติดเชื้อมาจากแหล่งที่มีการระบาด (เช่น คองโก) เดินทางเข้าประเทศได้ เนื่องจากระยะฟักตัวของโรคกว่าจะมีอาการ นานที่สุด พบได้ถึง 21 วัน ข้อแนะนำทั่วๆไป ในการเฝ้าระวังป้องกันโรค มีดังนี้
    ▪    สำหรับคนไทยที่เดินทางไปประเทศเสี่ยง ต้องระมัดระวัง ไม่ใกล้ชิด ผู้ป่วยหรือ ผู้ที่มีอาการสงสัย เมื่อเดินทางกลับประเทศไทย ต้องคอยสำรวจตรววจตราตัวเองว่ามีไข้ หรือไม่ ถ้ามีไข้ ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที และให้ประวัติให้ละเอียดว่าไปที่ใดมาบ้างในช่วง 21 วันก่อนมีไข้
    ▪    สำหรับ หน่วยงาน ที่ต้องคอยดูแลเฝ้าระวัง มี
    1.    ด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศ ซึ่งมีหน้าที่คอยดูแลตรวจตราผู้เดินทางเข้า-ออกระหว่างประเทศ ต้องเพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรอง ซักถามผู้ที่เดินทางมาจากประเทศเสี่ยง ..Link...ดูแนวทางปฎิบัติ และรายละเอียด โรคจาก กลุ่มงานโรคติดต่อระหว่างประเทศ
    2.    สถานพยาบาล โดยเฉพาะรพ.เอกชน ที่รับตรวจชาวต่างประเทศ ควรเพิ่มการสอบถามประวัติการเดินทาง เมื่อพบชาวต่างประเทศมีอาการไข้มารับการรักษา โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางเข้าประเทศใหม่ๆ 
เมื่อมีผู้ป่วยสงสัย ต้องรีบแจ้งหน่วยงานที่รับผิดชอบ(ต่างจังหวัด แจ้ง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ในกทม แจ้ง ศูนย์บริการสาธารณสุข หรือ งานระบาด กทม หรือ สำนักระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข

Referrences :
World Health Organization website : Ebola factsheet
Ebola-Marburg viral Disease: Control of Communicable Disease Manual, 18th Edition;page 198-199
โดย...ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ ที่ปรึกษาคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และที่ปรึกษา กรมควบคุมโรค ASTVผู้จัดการออนไลน์




 

Create Date : 08 สิงหาคม 2557   
Last Update : 8 สิงหาคม 2557 15:49:11 น.   
Counter : 691 Pageviews.  
space
space
ผมร่วง ผมบาง แก้ปัญหาอย่างไรดี?
ผมร่วง

ผมร่วง
ผมบาง แก้ปัญหาอย่างไรดี?

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ผมร่วงผมบาง

  • ผมร่วงมากผิดปกติใน 70% ของผู้หญิง มีสาเหตุมาจากการที่ร่างกายมีฮอร์โมนเพศชาย แอนโดรเจนสูง อีก 30% จะเกิดจากสาเหตุอื่นๆ ลักษณะเด่นของผู้ที่มีแอนโดรเจสูงมักจะมาจากกรรมพันธุ์ ผมจะบางบริเวณกลางศีรษะและด้านข้าง จะมีผลรุนแรงในช่วงอายุวัยทอง
  • ผู้ที่รับประทานยาคุมกำเนิดชนิดที่มีฮอร์โมนแอนโดรเจนเป็นองค์ประกอบ ก็จะพบปัญหาผมร่วงมากผิดปกติ เช่นเดียวกัน
  • สตรีภายหลังการคลอดบุตร 2-3 เดือน เส้นผมจะหลุดร่วงมาก อาการผมร่วงนี้อาจมีผลนานระหว่าง 1-6 เดือนได้ เมื่อฮอร์โมนในร่างกายได้ปรับเข้าสู่สภาวะปกติ เส้นผมก็จะขึ้นใหม่ได้เหมือนเดิม
  • ผู้ที่มีอาการเครียดทางกายอย่างรุนแรง เช่น มีการผ่าตัดใหญ่ ลดน้ำหนักตัวอย่างฮวบฮาบ มีปัญหาโรคโลหิตจาง

ขอขอบคุณข้อมูล มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค

  • ผู้ที่มีปัญหาความเครียดทางอารมณ์ เช่น สุขภาพจิตเสื่อม หรือ การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักอย่างกระทันหัน

ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคต่อมไทรอยด์

  • ผู้ทีอยู่ในระหว่างการได้รับยาบางชนิด เช่น ได้รับวิตามินเอในขนาดสูง ได้รับยาลดความดันโลหิตเป็นประจำ ยารักษาโรคเก๊า ยาโรคไขข้ออักเสบ ยาต้านมะเร็ง และอื่นๆ
  •  ปัจจัยอื่นๆ ที่สนับสนุนให้เส้นผมร่วงมาก เช่น สระผมบ่อยเกินไป การสวมวิกผมและหมวกเป็นประจำจนหนังศีรษะร้อนอบ การดัดผม โกรกสีผมกัดสีผมและใช้เครื่องสำอางชนิดอื่นๆ ที่รุนแรงต่อเส้นผม รังแคบนหนังศีรษะหากไม่รักษาก็ส่งผลให้ผมร่วง
  • อาการผมร่วงผมบางจะไม่เกิดในวัยรุ่น และการรับประทานวิตามินเสริมหรือวิตามินหยอดใส่หนังศีรษะโดยตรงก็มิได้ช่วย ให้เส้นผมงอกได้ทันที หรือหยุดการหลุดร่วงได้ทันที แต่ตรงกันข้ามหากวิตามินเอมากเกินไปกลับทำให้เส้นผมหลุดร่วงได้อย่างรุนแรง ผู้ที่มีโภชนาการไม่ปกติ ทำให้ร่างกายขาดโปรตีน ขาดธาตุเหล็ก เส้นผมจะหยุดการเจริญเติบโตและหลุดร่วงในที่สุด

การแก้ปัญหาผมร่วงผมบาง

  • ลองหันมาดูตัวเราเองก่อนค่ะว่า ปัญหาที่แท้จริงคืออะไร จะได้หาทางแก้ได้ถูกต้องเช่น เมื่อปัญหาความเครียดทางกายและทางอารมณ์หมดไป 2-3 เดือนต่อมา เส้นผมจะงอกงามและหนาขึ้น เช่นเดียวกับยาที่ใช้รักษาโรคทั้งหลายที่กล่าวมาเมื่อหมดความจำเป็นต้องใช้ยา เส้นผมก็จะกลับมาใหม่ได้เอง แต่หากยังจำเป็นต้องใช้ยาก็ควรจะทำใจยอมรับให้ได้ เพราะรู้ว่าเป็นผลข้างเคียงของยา
  • การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้เลือดหมุนเวียนทั่วหนังศีรษะ ทำให้รากผมแข็งแรงแก้ปัยหาผมร่วงง่ายได้ระดับหนึ่ง
  • นักวิทยาศาสตร์แนะนำว่าหากอยากให้เส้นผมหนาแน่นเห็นผลไว สามารถลองโกนผมให้หมดทั้งศีรษะเช่นเดียวกับพระสงฆ์และแม่ชี วิธีนี้จะสามารถกระตุ้นให้รากผมและเส้นผมเจริญเติบโตและหนาแน่นได้เร็วค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูล มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค




 

Create Date : 23 กุมภาพันธ์ 2557   
Last Update : 23 กุมภาพันธ์ 2557 18:05:49 น.   
Counter : 397 Pageviews.  
space
space
กินตาม “ธาตุเจ้าเรือน”

สุขภาพของเราจะสมบูรณ์แข็งแรงไม่ใช่เพียงแค่การออกกำลังการเท่านั้น แต่อาหารที่รับประทานเข้าไปก็มีส่วนสำคัญ ว่ากันง่ายๆ คือ กินดีมีประโยชน์ก็ได้สุขภาพดี กินของไม่ดีไม่เกิดประโยชน์ นอกจากไม่ช่วยส่งเสริมยังอาจทำให้เกิดโรค อย่างที่มีคำภาษาอังกฤษที่ว่า “You are what you eat” หรือกินอย่างไรก็ได้อย่างนั้น

นอกจากนี้ การรับประทานอาหารไม่ใช่เพียงการเลือกของที่ดีมีประโยชน์เท่านั้น แต่หากผู้บริโภคเลือกรับประทานอาหารรับประทานสอดคล้องกับ “ธาตุเจ้าเรือน” ของตนด้วยแล้ว ก็จะมีแต่คำว่า สุขภาพดี ตามมาแน่นอน

หลายคนอาจสงสัย “ธาตุเจ้าเรือน” คืออะไร? จากคู่มือของสำนักงานสาธารณสุข จ.นครปฐม กลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภค งานการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ระบุว่า ทฤษฎีการแพทย์แผนไทยนั้น ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม และไฟ ซึ่งแต่ละคนจะมี “ธาตุประจำตัว” หรือเรียกว่า “ธาตุเจ้าเรือน” ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ “ธาตุเจ้าเรือนเกิด” หมายถึงเป็นไปตามวันเดือนปีเกิด และ “ธาตุเจ้าเรือนปัจจุบัน” ที่พิจารณาจากบุคลิกลักษณะ อุปนิสัย และภาวะด้านสุขภาพว่าสอดคล้องกับลักษณะบุคคลธาตุเจ้าเรือนอะไร โดยสมัยโบราณจะใช้รสชาติอาหารเป็นยารักษาโรค เพราะรสชาติต่างๆ จะมีผลต่อร่างกาย ดังบทกลอนอธิบายความหมายจากรสยา 9 รส ดังนี้

ฝาดชอบทางสมาน หวานซึมซาบไปตามเนื้อ
เมาเบื่อแก้พิษต่างๆ ขมแก้ทางโลหิตและดี
รสมันบำรุงหัวใจ เค็มซึมซาบตามผิวหนัง
เปรี้ยวแก้ทางเสมหะ เผ็ดร้อนแก้ทางลม

ดังนั้น หากธาตุทั้งสี่ในร่างกายมีความสมดุล ก็จะไม่ค่อยเจ็บป่วย หากขาดสมดุลก็จะเจ็บป่วยด้วยโรคจุดอ่อนด้านสุขภาพแต่ละคนตามเรือนธาตุที่ขาด แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเราอยู่ในธาตุใด มีจุดอ่อนอะไร และควรรับประทานอะไรเพื่อให้ตรงกับธาตุเจ้าเรือนของตน เรามีคำตอบ...

ธาตุดิน เป็นธาตุประจำตัวของคนที่เกิดเดือนตุลาคม พฤศจิกายน และธันวาคม ลักษณะของคนธาตุดินนั้นจะมีร่างกายแข็งแรง และกล้ามเนื่อแข็งแรง

คนธาตุดินควรรับประทานอาหารที่มีรสฝาด ซึ่งจะช่วยสมานปิดธาตุ รสหวาน ซึมซาบไปตามเนื้อ ทำให้ชุ่มชื่นบำรุงกำลัง หากรับประทานมากเกินไปทำให้กำเริบ ง่วงนอน เกียจคร้าน รสมัน แก้เส้นเอ็นพิการ แวดเสียว ขัดยอด กระตุก และ รสเค็ม ซึมซาบไปตามผิวหนัง ประดง ชา คันถ้ามากไปทำให้ร้อนใน กระหาย

ผลไม้ที่ควรรับประทาน เช่น ฝรั่งดิบ หัวปลี กล้วย มะละกอ เผือก มัน ถั่วพู กะหล่ำปลี ผักกะเฉด มังคุด ฝรั่ง ฟักทอง เผือก ถั่วต่างๆ เงาะ หัวมันเทศ ส่วนผักพื้นบ้าน เช่น ผักกระโดน กล้วยดิบ ยอดมะม่วงหินมพานต์ ยอดมะยม สมอไทย กระถินไทย กระโดนบก กระโดนน้ำ ผักหวาน ขุ่นอ่อน สะตอ ผักโขม โสน ขจร ยอดฟักทอง ผักเซียงดา ลูกเหนียงนก บวบเหลี่ยม บวบงู และบวบหอม

อาหารและเครื่องดื่มที่ควรรับประทาน คือ ผักกูดผัดน้ำมันงา คั่วขนุน สะตอผัดกุ้ง ผัดสายบัว แกงมะระ เต้าส่วน วุ้นกะทิ กล้วยบวดชี แกงบวดฟักทอง ตะโก้เผือก น้ำอ้อย น้ำมะพร้าว น้ำตาลสด น้ำมะตูม นมถั่วเหลือง น้ำแคนตาลูป น้ำส้ม น้ำฝรั่ง น้ำลูกเดือย น้ำข้าวโพด น้ำแห้ว น้ำฟักทอง

เกร็ดน่ารู้ : ผู้มีธาตุเจ้าเรือน ธาตุดินมักไม่ค่อยเจ็บป่วย เพราะธาตุดินเป็นที่ตั้งกองธาตุ

เปิดเมนูปรับสมดุลร่างกาย กินตาม “ธาตุเจ้าเรือน”
ธาตุน้ำ เป็นธาตุประจำตัวของคนที่เกิดเดือนกรกฎาคม สิงหาคม กันยายน ลักษณะของคนธาตุน้ำมักมีรูปร่างสมส่วน ท้วมถึงอ้วน ผิวพรรณสดใส เต่งตึง ตาหวาน น้ำตามาก ท่าทางเดินมั่นคง ผมดกดำ กินช้ำทำอะไรช้า ทนหิว ทนร้อน ทนเย็นได้ดี เสียงโปร่ง มีลูกดก หรือมีความรู้สึกทางเพศดีแต่มักเฉื่อย และค่อนข้างเกียจคร้าน

คนธาตุน้ำควรรับประทานอาหารที่มีรสเปรี้ยว ช่วยแก้เสมหะ กัดฟอกเสมหะ กระตุ้นน้ำลายช่วยให้เจริญอาหาร แต่หากรับประทานมาก ทำให้ท้องอืด แสลงแผลร้อนใน

ผักและผลไม้ที่ควรรับประทาน เช่น มะเขือเทศ ส้มโอ สับปะรด มะนาว ส้มเขียวหวาน ยอดมะขามอ่อน มะยม มะกอก มะดัน กระท้อน ผักพื้นที่บ้าน เช่น ขี้เหล็ก มะอึก แคบ้าน ชะมวง ผักติ้ว ยอดมะกอก ยอดมะขาม มะเขือเครือ สะเดาบ้าน มะระขี้นก มะระจีน มะแว้ง ใบยอ อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง คือ รสมันจัด

อาหารและเครื่องดื่มที่ควรรับประทาน คือ แกงขี้เหล็กปลาย่าง แกงส้มดอกแค แกงอ่อมมะระขี้นก ผัดมะระใส่ไข่ ห่อหมกใบยอ แกงป่าสะเดาใส่ปลาหมอ ต้มโคล้งยอดมะขาม ใบยอผัดน้ำมันหอย มะยมเชื่อม สับปะรดกวน กะท้อนลอยแก้ว มะม่วงน้ำปลาหวาน มะม่วงกวน น้ำมะนาว น้ำใบบัวบก น้ำมะเขือเทศ น้ำมะขาม น้ำสับปะรด น้ำกระเจี๊ยบ น้ำมะเฟือง

เกร็ดน่ารู้ : ผู้มีธาตุเจ้าเรือนเป็นธาตุน้ำ ในช่วงอายุแรกเกิด-16 ปี มักจะอาการเป็นหวัดคัดจมูก ตาแฉะ ในฤดูหนาว จะเจ็บป่วยง่ายเพราะธาตุน้ำกำเริบ

เปิดเมนูปรับสมดุลร่างกาย กินตาม “ธาตุเจ้าเรือน”
ธาตุลม เป็นธาตุประจำตัวของคนที่เกิดเดือนเมษายน พฤษภาคม มิถุนายน คนธาตุลม มักมีรูปร่างโปร่ง ไม่อ้วน ผิวหนังแห้ง รูปร่างโปร่งผอม ผมบาง ข้อกระดูกมักลั่นเมื่อเคลื่อนไหว ขี้อิจฉา ขี้ขลาด รักง่ายหน่ายเร็ว ทนหนาวไม่ค่อยได้ นอนไม่ค่อยหลับ ช่างพูด เสียงต่ำ ออกเสียงไม่ชัด มีลูกไม่ดก หรือความรู้สึกทางเพศไม่ค่อยดี

คนธาตุลมควรรับประทานอาหารรสเผ็ดร้อน จะช่วยแก้โรคในกองลม อาทิ ลมจุกเสียด ปวดท้องลมป่วง แต่ต้องระวังด้วยเพราะหากรับประทานมากไปจะทำให้อ่อนเพลีย

ผักและผลไม้ที่ควรรับประทาน ได้แก่ ชมพู่ แตงโม แตงไทย ผักพื้นบ้าน ได้แก่ ใบชะพลู ขมิ้นขาว ใบสะระแหน่ ใบแมงลัก ใบโหระพา ขิง ข่า ตะไคร้

อาหารและเครื่องดื่มที่ควรรับประทาน
คือ แกงเผ็ดปลาดุกย่าง ต้มข่าไก่ ต้มยำกุ้ง แกงหอยขมใส่ใบชะพลู สมอไทยจิ้มน้ำพริก บัวลอยน้ำขิง เต้าฮวย เต้าทึง มันต้มขิง ถั่วเขียวต้มขิง เมี่ยงคำ น้ำขิง น้ำตะไคร้ น้ำข่า น้ำกานพลู

เกร็ดน่ารู้ : ผู้ที่มีธาตุเจ้าเรือนเป็นธาตุลม ในช่วงอายุ 32 ปีขึ้นไป มักจะมีอาการเวียนหัว หน้ามืด เป็นลมง่าย ในฤดูฝน จะเจ็บป่วยง่าย เพราะธาตุลมกำเริบ

เปิดเมนูปรับสมดุลร่างกาย กินตาม “ธาตุเจ้าเรือน”
ธาตุไฟ เป็นธาตุประจำตัวของคนที่เกิดเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม คนธาตุไฟ มักมีลักษณะขี้ร้อน ทนร้อนไม่ค่อยได้ หิวบ่อย กินเก่ง ผมหงอกเร็ว มักหัวล้าน ผิวหนังย่น ผม ขน และหนวดอ่อนนิ่ม ไม่ค่อยอดทน ใจร้อน ข้อกระดูกหลวม กลิ่นปากกลิ่นตัวแรง ความต้องการทางเพศปานกลาง

คนธาตุไฟควรรับประทานอาหารรสขม จะช่วยแก้โลหิตเป็นพิษ ดีพิการ และเพ้อครั่ง แต่อย่ารับประทานมากเกินไปอาจทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย นอกจากนี้ ต้องรับประทานอาหารเย็นและจืด เพราะจะช่วยแก้ร้อนใน แก้ไข้พิษ แก้ไขเลือดกำเดา ดับพิษร้อน

ผลไม้และผักที่ควรรับประทาน เช่น แตงโม มันแกว พุทรา แอปเปิ้ล ผักพื้นบ้าน เช่น ผักบุ้ง ตำลึง ผักกระเฉด สายบัว ผักกาดจีน มะระ ผักปรัง มะรุม ทะเขือยาว ผักหนาม ยอดมันเทศ กระเจี๊ยบมอญ สะเดา ยอดฟักทอง หยวกกล้วย หม่อน กุ้ยช่าย

อาหารและเครื่องดื่มที่ควรรับประทาน คือ ผัดผักบุ้ง แกงจืดตำลึง ผักสายบัว แกงส้มมะรุม แกงจืดมะระ แกงส้มหยวกกล้วยใส่ปลาช่อน ยำผักกระเฉด ซาหริ่ม ไอศกรีม น้ำแข็งไส น้ำแตงโมปั่น น้ำใบบัวบก น้ำใบเตย น้ำเก๊กฮวย

เกร็ดน่ารู้ : ผู้ที่มีธาตุเจ้าเรือนเป็นธาตุไฟ ในช่วงอายุ 16-32 มักจะหงุดหงิด อารมณ์เสียบ่อย เป็นคนเจ้าอารมณ์ในฤดูร้อนจะเจ็บป่วยง่ายอาจเป็นไข้ตัวร้อนได้ง่าย เพราะธาตุไฟกำเริบ

รู้เช่นนี้แล้วใครอยู่ธาตุอะไร ลองนำข้อมูลและความรู้ครั้งนี้ไปปรับใช้เลือกรับประทานอาหาร ผัก และผลไม้ที่รสชาติสอดคล้องกับธาตุเจ้าเรือนของตนเองเพื่อช่วยในปรับสมดุลในร่างกายและป้องกันความเจ็บป่วย

ผู้จัดการออนไลน์




 

Create Date : 04 มกราคม 2557   
Last Update : 4 มกราคม 2557 21:17:23 น.   
Counter : 403 Pageviews.  
space
space
4 สารพิษในบ้าน อันตรายใกล้ตัว
ไม่เฉพาะอันตรายจากสารพิษ สารเคมี และสารปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม (นอกบ้าน) เท่านั้น แต่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า ในบ้านอันแสนอบอุ่นของคุณนั่นแหละ ที่มีภัยเงียบจากสารเคมีนานาชนิดตกค้างอยู่ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ต่างๆ ในบ้าน ฝุ่นละออง ฯลฯ

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะ เพราะองค์การอนามัยโลก ถึงขนาดได้ออกมาประเมินว่า ในประเทศด้อยพัฒนา มลพิษจากอากาศภายในอาคารและบ้านเรือนริมถนน เป็นต้นเหตุสำคัญของโรคทางเดินหายใจ โรคปอด และโรคมะเร็ง ที่ทำให้คนตายรวมกันไม่น้อยกว่าปีละ 2 ล้านคนเลยทีเดียว (เสียวฝุดๆ)

มีอะไรบ้างล่ะที่เสี่ยง!

1) ฟอร์มัลดีไฮด์ นอกจากสารพิษชนิดที่ดมแล้วได้กลิ่น อย่างสารปนเปื้อนคาร์บอนมอนนอกไซด์ที่ระเหยจากการเผาไหม้ของน้ำมันเชื้อเพลิง กลิ่นใหม่ๆ จากของใช้ในบ้านแล้ว ยังมี "กลิ่นฉุน" ที่แฝงตัวอยู่อย่างเงียบเชียบ นั่นก็คือเจ้าฟอร์มัลดีไฮด์ สารร้ายในบ้านนั่นเอง

เจ้าสารชนิดนี้ เป็นแก๊สไม่มีสี แต่มีกลิ่นฉุน เป็นสารประกอบของฟอร์มาลินที่ใช้ฉีดและดองศพ ถ้ามีสารนี้ เราจะสังเกตง่ายๆ ก็คือ เราจะรู้สึกแสบตา มึนหัว หายใจอึดอัด ภายในบ้านเราจะพบได้ในเฟอร์นิเจอร์ที่มีส่วนประกอบของไม้อัด สารต้านเชื้อราในกาวลาเท็กซ์ที่ใช้ประกอบเครื่องเรือน แล็กเกอร์เคลือบไม้ พรมปูพื้น สีทาบ้าน วอลล์เปเปอร์ ผ้าม่าน ผ้าปูที่นอน ผ้าหุ้มเบาะโซฝา และเสื้อผ้าประเภทยับยาก ฟอร์มัลดีไฮด์ ทังหมดนี้ ล้วนเป็นสารก่อมะเร็ง ซึ่งคนในบ้านเสี่ยงเมื่อสัมผัส

2) น้ำยาทำความสะอาด น้ำยาทำความสะอาดเครื่องครัวบางชนิดมีโซดาไฟ เป็นส่วนประกอบซึ่งมีฤทธิ์กัดกร่อนเนื้อเยื่อ เป็นพิษต่อร่างกาย ต่อมาคือสารเคมีที่ใช้ในการขจัดสิ่งอุดตันในท่อน้ำทิ้งมักเป็นสารอันตรายที่มีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรง รวมทั้งยังต้องหลีกเลี่ยงการสูดกลิ่นเหล่านี้ เพราะมีอันตรายรุนแรง นอกจากนี้ ยังมีน้ำยาทำความสะอาดพื้นบ้าน ที่ปัจจุบันนี้ บ้านไหนก็ต้องมี ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้นคือสารกลุ่มอัลคิล ฟีนอล อีธอกไซเลต ที่มีรายงานความเป็นพิษแบบเฉียบพลันของสาร NPE หากทาน สูดดม หรือสัมผัสในปริมาณความเข้มข้นสูงจะทำให้เกิดการระคายเคืองเยื่อบุทางเดินหายใจ ทางเดินอาหาร ตา และผิวหนังอย่างรุนแรง

3) มันมากับความหอม ใครๆ ก็ชอบใช่มั้ยล่ะความหอม ด้วยเหตุนี้ ในบ้านจึงมีผลิตภัณฑ์ที่สามารถทำให้สิ่งต่างๆ หอมดั่งเนรมิต แต่เจ้าความหอมที่ว่า มักมีอันตรายแฝงมาเสมอ เริ่มจากสบู่เหลวกลิ่นต่างๆ ใครจะรู้ว่าภายใต้ความหอมละมุนในช่วงอาบน้ำนั้นจะเต็มไปด้วยสารเคมีสังเคราะห์ที่ใช้ผสมลงไปจนกลายเป็น "สบู่เหลวเทียม" ซึ่งสามารถก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวแพ้ง่าย จนถึงขั้นเสี่ยงต่อมะเร็งในระยะยาว ในบางประเทศเขาห้ามหรือประกาศเตือนกันแล้วล่ะ แต่ไม่รู้ในบ้านเรายังมีการใช้สาร SLS (Sodium Lauryl Sulfate) และPEG (polyethylene Glycol) กันหรือเปล่า

ต่อไปคือผลิตภัณฑ์ดับกลิ่นในห้องน้ำ ที่เมื่อสูดกลิ่นเข้าไปแล้วอันตรายอย่างแน่นอน แต่ที่มากกว่านั้นก็คือหากสัมผัสสารเหล่านี้บ่อยครั้งจะทำให้เกิดอาการคันและระคายเคืองต่อผิวหนัง คลื่นไส้ อาเจียน รวมทั้งยังเป็นสารก่อมะเร็ง นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากน้ำยาซักผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยาซักแห้ง อโรมาเธอราปี ซึ่งบางคนอาจแพ้ ต้องรู้จักสังเกตและเลี่ยงใช้ผลิตภัณฑ์ที่แพ้ก่อนที่จะเกิดการสะสมพิษในระยะยาว

เพราะจริงๆ แล้วสารเคมีที่ให้กลิ่นหอมเหล่านั้น เคยมีการทดลองในสหรัฐฯ แล้วพบว่า ผลิตัณฑ์เหล่านี้ ปล่อยสารระเหยอินทรีย์ออกมามากกว่า 20 ชนิด และ 7 ชนิด จาก 20 ชนิดตามกฎหมายถือเป็นสารอันตรายหรือเป็นพิษ ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง กลิ่นระเหยของผลิตภัณฑ์เหล่านั้น ไม่ได้ทำให้อากาศในบ้านหอมขึ้น แต่จะไปกลบกลิ่นเหม็นหรือกลิ่นอับอื่นๆ ที่เราไม่ชอบ การหลีกเลี่ยงด้วยการเปิดห้องให้อากาศถ่ายเทน่าจะเป็นวิธีที่ดีกว่า

4) อันตรายจากเทคโนโลยี โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ ไมโครเวฟ โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ นับเป็นเทคโนโลยีที่มีสารอันตรายปะปนอยู่ด้วยเสมอ ได้แก่ ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม ฯลฯ สารพิษนานาชนิดเหล่านี้ จะถูกปล่อยออกมาปะปนในอากษส โดยที่วัสดุสังเคราะห์และเครื่องใช้ไฟฟ้าจะปล่อยสารเคมีหรือไอระเหยที่เป็นพิษนับร้อยชนิดสู่อากาศ ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ตามมา เช่น โรคภูมิแพ้ หอบหืด ระคายเคือง ไซนัส อ่อนเพลียโดยไม่ทราบสาเหตุ ปวดต้นคอ ปวดศีรษะ เป็นต้น

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้จำแนกสารอันตรายที่อยู่ในผลิตภัณฑ์อิล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เอาไว้ เช่น ตะกั่ว เป็นส่วนระกอบในการบัดกรีแผ่นวงจรพิมพ์ หลอดภาพรังสีแคโทด (CRT) เป็นต้น ผลกระทบจะทำลายระบบประสาทส่วนกลาง ระบบโลหิต โดยเฉพาะเด็กจะมีผลกระทบต่อพัฒนาการสมองเนื่องจากเด็กสามารถดูดซึมตะกั่วได้มากกว่าผู้ใหญ่ 5 เท่า

แคดเมียม มักพบในแผ่นวงจรพิมพ์ ตัวต้านทาน แบตเตอรี่แบบชาร์จได้ ซึ่งสารเหล่านี้จะสะสมในร่างกาย ส่งผลกระทบโดยตรงต่อไตและกระดูก ทำลายระบบประสาท ส่งผลต่อพัฒนาการและการมีบุตร ส่วน ปรอท มักพบในตัวตัดความร้อน สวิตซ์ และอุปกรณ์ให้แสงสว่างในจอภาพแบบแบน หากปนเปื้อนสู่แหล่งน้ำจะสะสมต่อไปในห่วงโซ่อาหาร ส่งผลต่อสมอง ไต และอวัยวะต่างๆ และเป็นพิษต่อระบบประสาทส่วนกลาง

นอกจากนี้ ยังมีอันตรายจากสารพิษอื่นๆ ที่แฝงอยู่ในบ้าน จำเป็นที่เราต้องระมัดระวัง โดยหันมาใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติให้มากขึ้น เพราะภัยอันตรายจากสารพิษเหล่านี้ ไม่ได้เกิดเพียงชั่วข้ามคืน ที่สำคัญยังมองไม่เห็น การป้องกันก่อนเกิดจึงน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ที่มา : บ้านปลอดพิษ ชีวิตปลอดภัย โดย ผศ.ดร.พูลสุข ปรัชญานุสรณ์




 

Create Date : 16 พฤศจิกายน 2556   
Last Update : 16 พฤศจิกายน 2556 0:03:15 น.   
Counter : 485 Pageviews.  
space
space
กินผัก 5 สีชีวียืนยาว กินผักอย่างไรได้ประโยชน์เต็มร้อย?
เชื่อว่ายุคสมัยนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าสุขภาพเป็นเรื่องที่ต้องห่วงใยให้ความ ใส่ใจกันเต็มร้อย การรับประทานผักอย่างสม่ำเสมอก็เป็นแนวทางหนึ่งของการดูแลสุขภาพ และไม่ทำให้อ้วนด้วย แต่เราจะทำอย่างไรให้ได้ประโยชน์จากการกินผักกันอย่างเต็มที่ มาดูกันเลยคะ

เริ่มจากการรับประทานผักเป็นประจำ หลากหลายชนิด อย่างน้อยวันละ 1 ทัพพี และผลไม้วันละ 3-5 ชนิด เทคนิคง่าย ๆ ที่ช่วยให้ได้รับ สารอาหาร และใยอาหารจากพักอย่างพอเพียง คือรับประทานผักให้ครบทุกกลุ่มโดยใช้สีของผักเป็นตัวช่วย เพราะผักแต่ละชนิดแต่ละสีมีประโยชน์ต่อร่างกายต่างกัน

คุณค่าของผัก

ผักเป็นอาหารหลักของอาหารไทย ที่มีคุณค่าต่อสุขภาพอย่างแท้จริง ผักที่เรารับประทานเป็นส่วนของพืชตั้งแต่
 • ใบ : คะน้า กะหล่ำปลี กวางตุ้ง ใบชะพลู ผักชีต่างๆ กระเพรา โหระพา ผักกาดต่างๆ สาระแหน่ ฯลฯ
 • ก้าน : คึ่นฉ่าย ผักบุ้ง คะน้า ฯลฯ
 • ต้น : หอม กระเทียม กุ่ยฉ่าย ตะไคร้ ฯลฯ
 • ดอก : โสน แค ขจร อัญชัน กระเจี๊ยบ หัวปลี ฯลฯ
 • ผล : ฟักเขียว แฟง บวบ ฟักทอง มะระ มะเขือต่าง ๆ กล้วยดิบ ฯลฯ
 • ราก : ขิง ข่า กระชาย ขมิ้น รากบัว เผือก มัน ฯลฯ
 • เมล็ด : ลูกผักชี ยี่หร่า ฯลฯ

ผักสีเหลือง ส้ม แดง
เช่นฟักทอง แครอท มันเทศ มะเขือเทศ พริก มี แคโรทีน ( CAROTENE ) สูง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในระบบภูมิต้านทานของร่างกายและเป็นสารต้านปฏิกิริยาออกซิ เดชั่นซึ่งเกิดจากอนุมูลอิสระ เมื่อเราบริโภคผักเหล่านี้สารในการเจริญเติบโตของร่างกาย ให้ความแข็งแรงต่อเยื่อบุต่างๆ ช่วยให้ใช้สายตาในที่มืดได้ดีขึ้น ผู้ที่ขาดวิตามินเอ จะมีร่างกายแคระแกร็น ฟันผุ เป็นหวัดง่าย ตาอักเสบ

ผักใบเขียวต่างๆ
เช่น ผักบุ้ง ผักคะน้า ตำลึง ผักชี ปวยเล้ง และบรอคโคลี่ มีแร่ธาตุหลายชนิด เช่น ZEAXANTNIN ธาตุเหล็กแคลเซี่ยม และวิตามินบี 2 (RIBOFLAVIN) อาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต ผู้ที่ขาดวิตามิน บี 2 มักจะเป็นโรคปากนกกระจอก พืชผักสีเขียวช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรง และลดการอักเสบได้

ผักสีม่วง สีน้ำเงินมีสารสีแดง หรือม่วง
เรียก ว่า แอนโทไซยานิน (ANTOCYANINS) เช่นสีม่วง ในดอกอัญชัน กะหล้ำปลีม่วง มะเขือม่วง ชมพู่ม่าเหมี่ยว เผือก มันเทศสีม่วง ซึ่งสารนี้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ นอกจากนี้มีฤทธิ์ในการขยายเส้นเลือดช่วยลดความดันโลหิต และช่วยในการป้องกันฟันผุ

ผักสีขาว
เช่น หอมใหญ่ ข้าวโพดขาว มันฝรั่งสีขาว กระเทียม มีสารสีขาวเรียกว่า แอนโทซานทิน (ANTHOXANTHINS) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีบทบาทป้องกันมะเร็งกระตุ้นการทำงานระบบ ภูมิคุ้มกัน ลดระดับ โคเรสเตอรอล อุดมไปด้วยแคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก แคโรทีน และวิตามินซี

ผักแต่ละสีมีประโยชน์แตกต่างกันไป เพียงแต่เราเลือกทานให้เหมาะสม เราก็จะได้รับสารดีๆ จากผักต่างๆ แล้วล่ะ

ขอบคุณข้อมูล กิ๊บเก๋ดอทคอม | ผักเม็ด BioVeggie




 

Create Date : 28 สิงหาคม 2556   
Last Update : 28 สิงหาคม 2556 20:35:27 น.   
Counter : 523 Pageviews.  
space
space
1  2  

BlogGang Popular Award#13


 
DigitalMarketing
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]






space
space
space
space
[Add DigitalMarketing's blog to your web]
space
space
space
space
space