....DID-girl....
Group Blog
 
All Blogs
 
hardcore-nurse "รักแร้เปียกที่ว่าแน่ ยังแพ้กลิ่นตัวกรู"




       อันที่จริงก็ไม่ได้เป็นพยาบาลเด็กนะค่ะ แต่เมื่อยามคับขันคนไม่พอ จะช้าง ม้า วัว ควาย ก็เป็นได้ทุกอย่าง ให้ทำอะไรพยาบาลทำได้ทั้งนั้น เนื่องจากช่วงนั้นอัตราการเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์.....ทำให้วอร์ดโที่มีอยู่ไม่เพียงพอ ทางโรงพยาบาลจึงมีการเปิดวอร์ดชั่วคราวรองรับคนไข้ เพื่อเป็นทางผ่านให้คนไข้ได้พักชั่วคราวก่อนได้ห้อง เวลาทำการคือ 9.00-18.00 น. (ซึ่งต้องเคลียร์คนไข้ให้ได้ห้องถาวรก่อน 18.00 น.) มีทั้งหมด 7 ห้อง ห้องละ 1-3 เตียง แล้วแต่การจัดสรร ส่วนความลำเข็ญคงไม่พ้นอัตรากำลัง เพราะทั้งวอร์มีพนักงาน 3 คน 1.หัวหน้าวอร์ดที่พ่วงตำแหน่งหัวหน้าเวรทำหน้าที่รับคำสังหมอ และบริหารจัดการวอร์ด 2. พยาบาลปฎิบัติงานทำหน้าที่ทุกอย่างที่ได้รับคำสั่งจากหัวหน้า จากคนไข้ จากหมอ ตามราวด์หมอ ซึ่งเป็น 'ฉัน' เอง 3. พนักงานช่วยเหลือคนไข้   คิดดูทั้งวอร์ดมีกันแค่นี้ แต่ละเวรยุ่งกันขาแทบพัน เหงื่อท่วมตัว รักแร้เปียกตลอดเวลา ขนาดอยู่ห้องแอร์ก็แห้งไม่ทัน เพราะการเบิร์นไขมันด้วยการเดินไปมาไปมา มันมีอนุภาพมากกว่าแอร์ท่อลมวังเวง สุดท้ายแล้วรักแร้เปียกที่ทำท่าจะแห้งก็เปียกอีก เปียกแล้วเปียกอีก วนไปค่ะ (นึกแล้วขมคอ) 

       อย่าคิดว่าแค่นี้จะมีผลให้อาหารในกระเพาะขึ้นมาจุกที่คอนะค่ะ เพราะมันมีที่พีคกว่านั้น หลังจากพักทานข้าวเที่ยงเอาแรง มหกรรมเดินมาราาทอนก็รออยู่แล้ว ช่วงบ่ายมีแจกยา ตามราวด์หมอรอบบ่าย และงานพยาบาลทั่วไปตามอาการคนไข้  

        ไม่นานนักมีคนไข้ใหม่เข้ามาเป็นเด็กน้อยวันยหัดคลานเชียว พร้อมกับพ่อแม่มือใหม่จากโปรโมชั่นลูกคนแรก.......มาด้วยเรื่องไข้ จัดการห้องเสร็จสรรพโดยการเอาเตียงออกให้นอนเบาะแทนป้องกันการพลัดตกเตียง เด็กเมื่อมีไข้ก็ร้องละค่ะ งานเช็ดตัวลดไข้ก็ตามมา.....ร้องหนักกว่าเดิมไปอีก แทบหูบอดไปเลยต่ะ จบด้วยเอายาลดไข้ที่ดูดใส่หลอดฉีดยาไปให้คุณแม่ (โดยหวังความสามารถของคนเป็นแม่ในการให้ยาเพราะตัวฉันก็โสดลูกก็ไม่เคยมี จับเด็กเล็กขนาดนี้ล่าสุดก็สมัยเรียนนุ้นนนนน)  แต่ไม่นานนักออดเรียกพยาบาลจากห้องดังกล่าวก็ดังขึ้น 

"พี่ให้ยา ลูกไม่กิน  บ้วนตลอดเลย น้องให้หน่อยสิ"  

      เด็กน้อยในตักคุณแม่ร้องไห้จ้า  ซึ่งฉันได้ยินตั้งแต่ยังไม่เข้ามาด้วยซ้ำ แต่....อ่ะๆๆๆ โอ่ะๆๆๆ ไม่เคยป้อนยาเด็กเล็กเหมือนกันค่ะพี่....ปกติวอร์ดที่ทำงานอยู่ประจำ นานๆทีจะได้เจอเด็ก แถมเด็กที่เจอก็เดินได้กินได้เองแล้วทั้งนั้น คิดไปค่ะ....ได้แค่คิดในใจ.....สิ่งที่เรียนรู้มาจากการทำงานพยาบาลคือซุปเปอร์ชิดซ้ายไปเลยค่ะ พยาบาลต้องทำได้ทุกอย่างต่อให้ เจ็บ ไข้ ไม่สบาย ต้องไม่สะท้าน ไม่ว่างานกรรมกรหรือบริการ จะยกคนไข้ที่น้ำหนักมากกว่าเราสองเท่าก็ต้องได้ แอร์ไม่เย็นฉันก็ทำได้  เกาหลังให้คนไข้ได้ โผล่หน้าไปให้คนไข้เห็นบ่อยๆเมื่อยามคนไข้เหงา คอยรับฟังเรื่องทุกข์ใจ ใบ้หวย ซื้อข้าวให้ ยืนรอเป็นเพื่อนหน้าห้องน้ำ เป็นล่ามให้บรรดาญาติคนไข้ รับฝากเด็กที่ญาติออกไปธุระ บลาๆๆๆ ที่พูดมาทำมาแล้วทั้งนั้น ดังนั้นงานป้อนยาก็น่าจะได้ คิดว่านะ.....
'อย่าให้เค้ารูว่ากูไม่โปร'    มันเป็นความน่าเชื่อถือดังนั้นก็สร้างภาพวนไป

   แสนจะเก้กังในการป้อนยา เชื่อว่าแม่ของเด็กก็น่าจะเห็นแต่ไม่กล้าพูด ฉันนั่งลงบนเบาะข้างคุณแม่ที่อุ้มน้องอยู่ในตักพร้อมทั้งตบก้นเบาๆเมื่อให้น้องหยุดร้อง ฉันบอกให้แม่อุ้มน้องให้หัวสูงกว่าเดิมเพื่อป้องกันการสำลักตอนให้ยา จากนั้นจึงเริ่มดันยาในหลอดฉีดยาเข้าปากเด็กน้อย  แต่ก็อย่างว่านะเด็กมันก็รู้ว่า  'ยา'  เริ่มสะบัดหน้านี้ เม้มปากแน่น เมื่อยาเข้าปากได้ก็บ้วนยาทิ้งค่ะ และจุดสุดท้ายของยานั้นคงหนีไม่พ้นเสื้อฉันเอง เสื้อสีขาวมีรอยสีชมพูจางๆ แถวหน้าอกจากยาลดไข้  ช่างโชคดียิ่งนัก 5555+T_T เพราะยาติดเสื้อแค่บางส่วนทั่งนั้น และอีกบางส่วนอยู่บนหน้าฉันล้วนๆ พ่อของเด็กรีบหยิบทิชชู่มาให้เช็ดหน้า

"ขอบคุณค่ะ" 

      ฉันรับกระดาษมาเช็ดหน้า แต่ว่างานมันยังไม่จบ  นั้นมันแค่เริ่มต้นเองนะ ยายังเหลือมากกว่าครึ่ง และเสียงร้องที่เงียบไปก่อนหน้านี้ดังขึ้นอีกครั้งจากการกระทำของฉัน ทำให้เด็กร้องแล้วยังทำไม่สำเร็จอีก แต่ถ้าไม่กินยาก็ไม่ได้ 

      แผนสองจึงบังเกิดค่ะ ฉันเลยรับน้องจากแม่มาอุ้มเอง งานนี้จะได้ไม่ต้องกดดันจากสายตาแม่มากนักและไม่ต้องปวดหลังกับท่าก้มป้อนยาแสนพิสดาร ก็มันต้องนั่งพื้นอ่ะ แถมกระโปรงก็แคบๆ นั่งยากมากอ่ะ ทริคเล็กจึงเริ่มขึ้น เพราะถ้าป้อนแบบรู้ตัวเด็กจะปิดปาก ดังนั้นเมื่อเด็กอ่าปากร้องฉันก็แอบหยอดยา (ให้หยอดที่ละน้อยนะค่ะถ้ามากเกินไปเด็กอาจสำลัก ไม่ก็บ้วนใส่หน้าแน่) กว่ายาจะหมดก็ประมาณ 4-5 ครั้งได้เมื่อยาหมด เหงื่อบนหน้าเก็เริ่มผุุด รักแร้ที่แห้งไปแล้วเมื่อตอนเที่ยงก็วนมาเปียกอีก ฉันยื่นเด็กคืนให้แม่ ยังไม่ทันจะก้าวพ้นห้องคนไข้ไป หมอเจ้าของไข้ก็เข้ามา ฉันจึงต้องอยู่ต่อ หมอต้องการตรวจคอเด็ก คุณแม่ก็อุ้มให้หมอตรวจแต่ทำยังไงก็ไม่ได้ท่าซักที หมอตรวจไม่ได้ หมอเลยฉันมามองหน้าฉัน และฉันก็รับรู้ได้ทันที 'อย่าๆๆ อย่ามองหนูค่ะหมอ เห้อ....ต้องกูอีกแล้วเหรอ จะให้รักแร้กูแห้งบ้างไม่ได้หรือไง กูไม่เคยอุ้มเด็กเหมือนกันนะ นี่ก็ครั้งแรก....ของกู เข้าใจไหม....'  ตะโกนไปไม่มีใครได้ยินและสนใจค่ะเพราะมันทุ้มอยู่ในใจ  ฉังจึงจำใจรับน้องมาอุ้มแทน

"ขออนุญาตินะค่ะคุณแม่ เดี๋ยวพยาบาลอุ้มน้องให้" 

      ฉันรับเด็กมาอุ้ม หาท่าอยู่ซักพักกว่าจะได้ และจบลงที่ท่า อุ้มแบบทั่วไป เหมือนจับเด็กผาดบ่าคืออุ้มให้เด็กหันหลังให้คนอื่น ให้หัวเด็กบาดอยู่ที่บ่าเรา ส่วนหมอก็ต้องอ้อมไปตรวจคอเด็กด้านหลังฉัน ทันทีที่หมอตรวจคอโดยใช้ไม่กดลิ้น เด็กแหวะออกมาทันทีค่ะ ทั้งนมทั้งยาที่ฉันเพิ่งป้อนไป หมอที่น่ารักเบี่ยงตัวหลบอย่ามีชั้นเชิงทันทีค่ะ ส่วนตัวฉันนั้นรับรู้ถึงความอุ่นที่ไหลตามแรงโน้มถ่วงของโลกจากบ่าผ่านแผ่นหลัง เสื้อกระโปรง หมดค่ะ หมด หมดทางหนี

      อยากจะร้องไห้มากค่ะ เรารึอุตส่าคิดวิธีการไม่ให้เด็กบ้วนยาใส่ แต่ตอนนี้กลายเป็นเด็กอ้วกใส่โดยที่คิดแทบไม่ทัน กระนั้นแล้วก็ยังไม่สาแก่ใจค่ะ หมอก็ยังต้องตรวจต่อเพราะเมื่อกี้ยังเห็นคอน้องไม่ชัด รอบสองก็เริ่มขึ้นและไม่พลาดที่ฉันจะได้รับไออุ่นเช่นเดิม 

'ชีวิตแค่โดนทำร้าย แต่ที่สุดมันต้องไม่โดนทำลาย'  

      ได้อีกค่ะ ได้อีก ยังเปียกไม่ทั่วตัวเลยค่ะ แต่ก็ดีที่ไม่มีรอบสาม สองรอบนี่ก็อยู่ยากแล้วนะ เปียกไปจนถึงเสื่อใน ถ้ามีรอบสามรับรองถึงกางเกงในแน่ งานเปียกยังไม่เท่ากลิ่นเปรี้ยว (ก็ประมาณกลิ่นนมบูดละมั้ง) ที่กลบกลิ่นรักแร้เปียกก่อนหน้านี้ของฉันมิดไปเลยค่ะ แถมไม่มีเวลาให้เปลี่ยนใหม่นะค่ะ เพราะคนเราน้อยถ้าหายไปแม้แค่ครู่เดียวอาจโดนเพื่อนแช่งได้ค่ะ ทำได้แค่เช็ดคราบนมออกแต่ไม่สามารถทำลายกลิ่นได้ และกว่าจะเลิกงานก็ 18.00 น. อีกนาน....

      ทนไปค่ะ จน ณ จุดหนึ่ง ฉันก็เริ่มรู้สึกว่ามันก็ไม่ได้เหม็นเอาเท่าไร คิดบวกค่ะและคิดอยู่คนเดียว คนอื่นไม่คิดด้วย เพราะตอนหมอคนอื่นมาราวด์แล้วฉันเดิมตาม หมอที่ดีก็แค่ทำหน้าแปลกๆแต่ไม่ได้ถามอะไรให้ฉันลำบากใจ หมอที่ทำร้ายจิตใจก็จะแบบ

"เธอ  กลิ่นอะไรเนี้ย"
"น้าหอมสูตรใหม่ อ้วกคนไข้ค่ะ"  ดมจนหอมแระบอกเลยตอนนั้น ชิลมากสบายๆๆ อยู่ได้ยันเที่ยงคืน
"5555 ไปทำอะไรมาหล่ะ" จบท้ายด้วยเสียงหัวเราะ ของหมอค่ะ หมอมา 10 คน แถมด้วยคนไข้ใหม่ที่รับมาอีก ฉันแทบเล่าทุกคน จนทุกวันนี้ยังโดนแซวเรื่องนั้นอยู่เลย

"เปลี่ยนน้ำหอมแล้วเหรอ เธอ" แหมมมม ช่างซ้ำเดิมกันเหลือเกินนะค่ะ เขาเรียกผู้เสียสละนะค่ะนั้น

'ชีวิตแค่โดนทำร้าย แต่ที่สุดมันต้องโดนทำร้ายอีก'.......  

**HC-RN**



Create Date : 30 มกราคม 2560
Last Update : 31 มกราคม 2560 1:48:18 น. 0 comments
Counter : 196 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

DID-girl
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add DID-girl's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.