....DID-girl....
Group Blog
 
All Blogs
 
hardcore-nurse "ความเศร้าแรกของการเป็นพยาบาล"



       ฉันไม่รู้ว่าคนที่เป็นพยาบาลหรือคนที่ทำงานช่วยเหลือคนอื่นครั้งหนึ่งจะเคยเป็นอย่างฉันหรือเปล่า ฉันพยายามเล่าเรื่องการเป็นพยาบาลออกมาให้สนุกสนาน ซึ่งนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชีวิตการทำงาน กว่าฉันจะเปลี่ยนมุมมองต่อการทำงานได้ขนาดนั้นฉันก็ผ่านอะไรมามากมาย ทั้งที่ความจริงที่เผชิญอยู่ทุกวันมันทั้งเหนื่อย ทั้งหนักและสกปรก ทุกวันต้องพบเจอกับเชื้อโรคที่บางตัวยังรักษาได้ยาก ใช้ชีวิตอยู่บนความเสี่ยงในอีกรูปแบบหนึ่ง นอกจากนี้ยังต้องต่อกรกับความเครียดของญาติและผู้ป่วย ที่มาทั้งในรูปแบบเศร้า โกรธ ต่อต้าน ต่างๆ นาๆ ซึ่งทั้งหมดนี้พยาบาลต้องรับให้ได้ทุกอย่าง อันที่จริงเขาก็คนและฉันก็คน คนไข้และญาติแสดงอารมณ์ได้เต็มที่ในขณะที่พยาบาลทำได้แค่รับมันและเก็บไว้กับตัว แถมพ่วงด้วยต้องทำหน้าที่ปลอบประโลมพวกเขาไปด้วย ห้ามโกรธและยิ้มรับทุกสถานการณ์ 

     ช่วงทำงานปีแรกถือได้ว่าเป็นช่วงเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างเต็มขั้นไม่เหมือนตอนเป็นนักเรียนฝึกงานที่เดินตามหลังพี่และอาจารย์ตลอด แต่ตอนทำงานคือเราต้องเดินนำคนอื่น ทุกชีวิตอยู่ภายใต้การจัดการของเรา ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมช่วงแรกของการทำงานถึงได้เจอเรื่องราวมากมายผ่านเข้ามาเหมือนเป็นการทดสอบความแข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจของคนทำงานสายนี้ การทำงานโรงพยาบาลต้องพบเจอกับคนมากมาย ผู้คนที่แวะเวียนเข้ามาหาเพื่อฝากความหวังสุดท้ายของชีวิตไว้ในมือเรา ส่วนหนึ่งของฉันที่ยังนึกถึงเรื่องนี้อยู่ตลอดเพราะตอนทำงานปีแรกอายุประมาณ 22 ปี โรงพยาบาลที่สังกัดเป็นของมหาวิทยาลัย เรียกว่าอยู่ในระดับตติยภูมิ คนไข้ที่รับเข้าส่วนใหญ่อาการค่อนข้างหนักคือ โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลจังหวัดไม่สามารถจัดการได้ จึงต้องส่งโรงพยาบาลศูนย์ ซึ่งโรงพยาบาลนี้คือ 1 ในนั้น บ่อยครั้งที่ฉันร้องไห้ วุ่นวายใจตัวเอง เพราะทุกครั้งที่ไปทำงานฉันหาความสุขให้ตัวเองไม่เจอ ต่อให้รู้ทั้งรู้ว่าสิ่งที่เราทำอยู่มันเป็นการช่วยเหลือคนอื่น แต่ก็ไม่ได้รู้สึกอิ่มใจ หรืออบอุ่นใจที่ได้ทำเลย ความเครียดประดังกันเข้ามาแต่ไม่มีทางออก ฉันเก็บมันไว้จนรอยยิ้มที่เข้ามาทำงานวันแรกๆ มันหายไป นอนไม่หลับ ที่เริ่มจากบางครั้งจนเป็นบ่อยครั้ง ถึงขั้นที่เคยไปขึ้นเวรโดยไม่ได้นอน เคยไมนอนนานนานที่สุด คือ 36 ชม. ทั้งที่เหนื่อยมาก ง่วงมาก หาวอยู่เกือบตลอด และไม่ได้ดื่มกาแฟ แต่เมื่อปิดไฟเอนตัวนอนปิดตา กลับก็ไมาสามารถหลับลงได้ สุดท้ายก็ต้องตื่นไปทำงานโดยไม่ได้หลับ ตลอดช่วงเวลาที่นอนมันก็แค่การหลับตา แต่ร่างกายและสมองยังคงตื่นและทำงานอย่างเต็มที่ 

     ชีวิตของฉันเริ่มพบปะผู้คนน้อยลง อยู่แต่ในห้อง ออกนอกห้องคือการไปขึ้นเวรเท่านั้น ข้าวก็อาศัยซื้อตอนกลับจากลงเวร นอกนั้นไม่เคยไปไหน บางครั้งก็เคยร้องไห้แบบไม่มีสาเหตุ นั่งกินข้าวกับแม่ อยู่ๆน้ำตาก็ไหลออกมา ไม่ได้ดูละครดราม่า ไม่ได้ฟังเพลงอกหัก ไม่ได้คุยกันเรื่องเศร้า จนแม่ตกใจ 

"ร้องไห้ทำไม" 
"ไม่รู้เหมือนกัน รู้สึกอยากร้อง" 

      อย่าว่าแต่แม่ตกใจเลย ตัวเองก็ยังตกใจตัวเอง ว่าเป็นได้ถึงขนาดนี้ แต่ถึงอย่างนั้นฉันกับแม่ก็กินข้าวกันต่อโดยไม่ใส่ใจน้ำตาที่อาบแก้มนั้น ฉันรู้สึกว่ามันเหมือนเป็นเหงื่อมากกว่าน้ำตา เป็นน้ำที่ขับออกทางตา ถึงอย่างนั้นฉันก็รับรู้ได้ทันทีว่านี้ไม่ธรรมดาหล่ะ และมันอาจนำไปสู่อะไรที่ร้ายแรงกว่านี้ (อาจเพราะเราเป็นพยาบาลมั้ง ความรู้ที่เรียนมาจึงถูกประมวล้ข่ากับสภาพตัวเองตอนนี้)  

       ฉันจึงเริ่มคิดเรื่องลาออกจากงาน ไม่ได้ไม่พอใจกับสภาพงานหรือเงิน แต่สภาพจิตใจฉันเริ่มรับไม่ไหว ครั้งหนึ่งหมอที่ฉันรักษาสิวอยู่ประจำเคยพูดกับฉัน (ปล. หมอที่รักษาสิวให้ฉันพ่วงตำแหน่งอาจารย์หมอจิตเวชโรงพยาบาลที่ฉันสังกัดอยู่)

"หากจะลาออกให้มาคุยกับหมอก่อนนะ"  

      ท้ายที่สุดเมื่อทำงานใช้ทุนครบสองปีฉันตัดสินใจลาออก โดยไม่ฟังคำใคร แม้พ่อกับแม่จะคัดค้านอย่างเต็มที่ โดยให้เหตุผลว่าว่าทุกงานมันก็หนักมันก็เหนื่อยทั้งนั้นแหละ ต้องรู้จักอดทนบ้าง 'ใช่' อันนั้นฉันรู้ แต่การรับรู้ด้วยสมองกับการรับรู้ด้วยใจ มันไม่ตรงกัน สองฉันรู้ว่างานหนักต้องอดทน แต่หัวใจฉันเริ่มเดินถอยหลังเต็มที  แม้มันจะพยายามทำตามสมอง แต่สุดท้ายหัวใจก็ยังคงเป็นหัวใจ ทำหน้าที่ของมันเองนอกเหนือคำสั่งของสมอง แต่ฉันก็พูดชัดเจนกับครอบครัวถึงการลาออก

"ลูกบอกให้พ่อแม่รับทราบ ไม่ได้ขอความคิดเห็น" 

     นั้นคือคำพูดของฉันที่ตัดขาดทุกอย่างว่ากูไม่เอาอะไรแล้ว ความสุขเป็นของเราเอง อย่าให้ใครมาบอกว่าทำอย่างนั้นแล้วจะมีความสุขทำอย่างนี้จะมีความสุุข มันไม่จริงหรอก ความสุขของเรามีแต่เราเท่านั้นที่จะรู้ และเมื่อตอนที่เราทุกข์ใจต่อให้แชร์ให้คนอื่นยังไง เขาอาจจะเข้าใจแต่ไม่รู้สึกทุกข์เหมือนเราหรอก สุดท้ายแล้วจะสุขจะทุกข์มันก็มาจากเราและมีเราเท่านั้นที่เข้าใจดีที่สุด  กว่าจะพูดเรื่องนี้ฉันตัดสินใจอยู่นาน ฉันเก็บเรื่องทั้งหมดปรึกษาน้องชายเพราะหากปรึกษาพ่อกับแม่ คำตอบที่ได้ก็เหมือนเดิม ท่านคงไม่เห็นด้วยแน่นอน น้องชายฉันให้คำแนะนำที่ถือเป็นคำตอบสุดท้ายของการออกจากงานครั้งนี้

"ชีวิตเป็นของพี่ พี่อยากทำอะไรตัดสินใจเองเลย"

     แต่ลึกๆ ของเหตุผลของการลาออกฉันรู้ดี แต่คิดว่าน้อยคนจะเข้าใจ ตอนนั้นฉันรู้สึกว่าตัวเองเครียดมากว่าทำไมคนมากมายต้องเอาชีวิตของเขามาฝากไว้ที่เรา ทั้งที่ฉันอายุแค่ 23 ปี แต่ต้องพยายามรักษาชีวิตคนอื่นอย่างเอาเป็นเอาตาย จนแทบจะทำร้ายชีวิตตัวเอง และท้ายที่สุดแล้วตอนจบของบางคนกลับไม่สวยงาม ฉันที่เห็นน้ำตาคนอื่นมากกว่ารอยยิ้ม จนแม้กระทั้งรอยยิ้มของฉันก็เริ่มหายไป โรงพยาบาล...สถานที่ที่หาความอภิรมย์ไม่ได้เลย

   หลังจากลาออก ฉันหยุดงานไป หยุดทุกอย่างไป 1 เดือน ไม่ทำอะไร ไม่ทำงาน ไม่กลับบ้าน ไม่ไปไหน ไม่ไปเที่ยว ไม่มีรายรับมีแต่รายจ่ายโดยใช้เงินเก็บที่ผ่านมาเอามาใช้ ฉันพยายามหาข้อสรุปให้ตัวเอง ว่าจะจัดการยังไง จะให้ทิ้งงานพยาบาลฉันก็เสียดายความรู้ที่เรียนมาตั้ง 4 ปี จะเปลี่ยนงานก็ยากเพราะปริญญาพยาบาลศาสตรบัณฑิตมีความจำเพาะ ทำให้งานที่ทำค่อนข้างจำเพาะไปด้วย ท้ายที่สุดฉันจึงหาข้อสรุปให้ตัวเองได้

1. ฉันเลือกเรียนต่อปริญญาโทที่เกี่ยวกับสายสุขภาพ เพื่อหวังเปลี่ยนงานในอนาคตของฉันได้
2. งานพยาบาล ฉันก็ยังคงทำอยู่ แต่เป็นการทำงาน part time เท่านั้น 

      จากที่ตัดสินใจวันนั้นจนถึงวันนี้ ฉันรู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น แม้การทำทั้งสองอย่างจะทั้งหนักและเหนื่อย แต่เหนือสิ่งอื่นใดฉันกลับรู้สึกสนุกและมีความสุขที่ได้ทำ ไม่เหมือนกับตอนแรก  หรืออาจเพราะบางทีตอนนี้ฉันโตขึ้น  ผ่านอะไรๆมากขึ้น เจอสังคมที่กว้างขึ้น หลากหลายขึ้นจากการทำงานและการเรียน ฉันจึงปรับตัวได้ไปเองจนดูเหมือฉันยอมรับมันได้ แต่บางครั้งฉันก็อดคิดว่าถ้าฉันกลับไปเป็นพยาบาล full time ฉันยังทำได้ไหม ฉันเองก็ตอบไม่ได้แต่เพราะความรู้สึกในตอนนั้นยังคงติดอยู่ในใจจนถึงตอนนี้ทำให้ฉันไม่กล้างเสี่ยงพาตัวเองเข้าสู่สถานการณ์นั้นอีกแล้ว


คิดดูแล้ว การทำงานพยาบาลอาจไม่ใช้เรื่องเศร้าสำหรับฉันก็ได้ มันเป็นแค่ความเครียดจากการทำงาน ที่ฉันยังยอมรับและปรับตัวไม่ได้ และตอนนี้ฉันยังสามารถพูดได้ว่าฉันภูมิใจที่ได้เป็นพยาบาล

***HC-RN***









Create Date : 02 กุมภาพันธ์ 2560
Last Update : 8 กุมภาพันธ์ 2560 5:09:44 น. 1 comments
Counter : 106 Pageviews.

 
สวัสดีจ้าา มาทักทายจ้า sinota ซิโนต้า Ulthera สลายไขมัน SculpSure เซลลูไลท์ ฝ้า กระ Derma Light เลเซอร์กำจัดขน กำจัดขนถาวร รูขุมขนกว้าง ทองคำ ไฮยาลูโรนิค คีเลชั่น Chelation Hifu Pore Hair Removal Laser freckle dark spot cellulite SculpSure Ultherapy กำจัดไขมัน ร้อยไหม adenaa ลบรอยสักคิ้วด้วยเลเซอร์ ลบรอยสักคิ้ว Eyebrow Tattoo Removal เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ สักคิ้วถาวร สักคิ้ว 6 มิติ Cover Paint สักไรผม 3D Eyebrow ให้ใจหายใจ สุขภาพ วิธีลดความอ้วน การดูแลสุขภาพ อาหารเพื่อสุขภาพ ออกกำลังกาย สุขภาพผู้หญิง สุขภาพผู้ชาย สุขภาพจิต โรคและการป้องกัน สมุนไพรไทย ขิง น้ำมันมะพร้าว ผู้หญิง ศัลยกรรม ความสวยความงาม แม่ตั้งครรภ์ สุขภาพแม่ตั้งครรภ์ พัฒนาการตั้งครรภ์ 40 สัปดาห์ อาหารสำหรับแม่ตั้งครรภ์ โรคขณะตั้งครรภ์ การคลอด หลังคลอด การออกกำลังกาย ทารกแรกเกิด สุขภาพทารกแรกเกิด ผิวทารกแรกเกิด การพัฒนาการของเด็กแรกเกิด การดูแลทารกแรกเกิด โรคและวัคซีนสำหรับเด็กแรกเกิด เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ อาหารสำหรับทารก เด็กโต สุขภาพเด็ก ผิวเด็ก การพัฒนาการเด็ก การดูแลเด็ก โรคและวัคซีนเด็ก อาหารสำหรับเด็ก การเล่นและการเรียนรู้ ครอบครัว ชีวิตครอบครัว ปัญหาภายในครอบครัว ความเชื่อ คนโบราณ


โดย: สมาชิกหมายเลข 4507140 วันที่: 5 พฤษภาคม 2561 เวลา:16:50:27 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

DID-girl
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add DID-girl's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.