ตอนที่ 31
(ต่อจากตอนที่แล้ว )

“ พ่อค่ะ พ่อลืมตาสิค่ะ แตงกลับมาแล้ว กลับมาอยู่กับพ่อ ให้แตงดูแลพ่อเถอะนะ”
จู่ๆพลอยส่งเสียงสะอื้นร่ำไห่ เขย่าแขนของกร ด้วยความดีใจ และเสียใจบางอย่าง สุนีย์ตะลึงงันกับสิ่งที่เธอได้ยินอีกครั้ง แต่วินาทีความเป็นความตายนี้ หล่อนจ้องมองใบหน้าของสามีอีกครั้ง ด้วยความหวังเต็มเปี่ยม เหมือนผู้ป่วยพยายามจะรับรู้ถึงการรอคอยและห่วงใยของทุกๆคน เปลือกตาค่อยๆปรือขึ้นช้าๆ เพื่อปรับแสง อาหมอและพยาบาลกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาที่เตียง อาหมอส่งไฟฉายที่เปลือกตานั้น มีการตอบสนองค่อนข้างดี หันมายิ้มให้กับสุนีย์

“ไม่น่าเชื่อ กำลังใจของเจ้ากรดีมาก คงต้องขอตรวจละเอียดอีกครั้ง”
อาหมอกับพยาบาลออกไปข้างนอกห้อง หลังจากตรวจชีพจร และการเต้นของหัวใจอย่างละเอียด แม้กรจะเริ่มรู้สึกตัว และก็ยังไม่พ้นขีดอันตราย อาหมอสั่งว่าไม่ให้รบกวนผู้ป่วยมากนัก อยากให้พักผ่อนมากกว่านี้

กรพยายามยกมือขึ้น โต้งกุมมือของพ่อขึ้นมาแนบแก้ม น้ำตารินด้วยความดีใจ

“พ่อ พ่อไม่ต้องพูดอะไรเลยนะครับ ให้พ่อพักผ่อนก่อน โต้งรักพ่อนะ พ่อเชื่อโต้งอีกสักครั้งนะครับ”

ชายหนุ่มค่อยๆวางแขนแนบลงข้างลำตัว พลอยขยับตัวเข้ามาใกล้ เหมือนว่ากรจะรับรู้ พยายามยกแขนขึ้นมาอีกครั้ง เสียงอู้อี้ในลำคอ พลอยกุมแขนนั้นขึ้นมาแนบแก้มเหมือนที่โต้งทำ พร้อมกับกระซิบที่ข้างหู ไม่มีใครได้ยินว่าพลอยพูดอะไรกับกร แต่น้ำตาที่ไหลรินออกมาของหญิงสาว ทุกคนเชื่อว่ามันกลั่นออกมาจากที่สุดของหัวใจแล้ว พลอยวางฝ่ามือของกรไว้ที่หน้าอก พร้อมกับดึงผ้าห่มขึ้นาคลุมให้

ดึกแล้วอาการค่อนข้างเย็น สีหน้าของสุนีย์ดูสดชื่นขึ้น หล่อนกุมมือสามีอีกข้าง กรกรอกสายตาไปมองอีกด้านที่ภรรยายืนอยู่ สุนีย์รีบเดินอ้อมกลับไปอีกทางเพราะไม่อยากให้กรกรอกตาแบบนี้ กรคงไม่มีแรงที่จะหันไปทั้งศีรษะ พลอยขยับตัวออกเล็กน้อย สุนีย์ลูบใบหน้าสามี หอมเบาๆที่หน้าผาก สัมผัสได้ถึงเม็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นตามใบหน้าของสามี แม้อุณหภูมิภายในห้องจะเย็นจัดก็ตาม

“คุณค่ะ พักผ่อนก่อนเถอะ เชื่อลูกสิ ฉันรู้แล้วว่าคุณเป็นห่วงทุกคน แต่ตอนนี้ทุกคนก็เป็นห่วงคุณเช่นกัน อยากให้คุณแข็งแรง และกลับบ้านของเรา…นะค่ะ” พูดได้เพียงเท่านั้น สุนีย์ก็น้ำตาไหลออกมา เธออยากเป็นฝ่ายที่ลงไปนอนที่เตียงเหลือเกิน

“คุณเชื่อฉัน เชื่อลูกเถอะนะ ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว ฉันจะนอนตรงนี้ โต้งก็อยู่ มิวก็อยู่ แล้วก็…”
สุนีย์หันไปมองหน้าพลอยเล็กน้อย กลืนก้อนแข็งๆลงคออย่างยากลำบาก หันกลับไปพูดกับสามี ที่จ้องมองมา



“แตง แตงเค้ากลับมาอยู่กับเราแล้ว พรุ่งนี้เช้าคุณจะได้เห็นหน้าลูกทุกคนอย่างชัดเจนไงค่ะ หลับเถอะนะ” สุนีย์ก้มลงหอมแก้มสามีอีกครั้ง น้ำตาไหลลงจากเปลือกตาของคนป่วยหล่นลงข้างหมอนทั้งสองด้าน เปลือกตาค่อยๆปิดสนิทลงช้าๆ สุนีย์เงยหน้ามองผ่านไปยังเครื่องช่วยหายใจที่ยังคงทำงานอย่างหนัก

สุนีย์เลือกที่จะนั่งหลับที่ข้างๆเตียง มือข้างหนึ่งของเธอหนุนศีรษะกับเตียงคนไข้ ส่วนมืออีกด้สนหนึ่งจับฝ่ามือของสามีไว้ อีกด้านหนึ่งของเตียงพลอยเองก็เช่นกัน ต่างนั่งฟุบหลับที่เตียง ด้านโต้งนอนเหยียดขาบนโซฟายาว โดยมีมิวนอนอยู่กับพื้นด้านล่าง แม้โต้งจะให้แลกกันนอนก็ไม่ยอม นาฬิกาบอกเวลาตีสองกับอีกสิบเจ็ดนาที…เข็มนาฬิกายังคงเดินหน้าต่อไปช้าๆ….

สุนีย์กึ่งหลับกึ่งตื่น เสียงเครื่องช่วยหายใจดังถี่ขึ้นจากเดิม สุนีย์เงยหน้าจากท่านอนนั้น หล่อนเอื้อมหลังฝ่ามือไปสัมผัสที่หน้าผากของสามีวัดไข้ตัว แต่แล้วหัวใจก็แทบหยุดเต้นเสียเองเมื่อสัมผัสถึงความเย็นเฉียบของร่างที่ทอดยาวอยู่บนเตียง

“คุณ คุณค่ะ!!....”
สุนีย์เริ่มตื่นตระหนกอีกครั้ง และครั้งนี้เหมือนจะสับสนทำอะไรไม่ถูก เมื่อสัญญาณเครื่องช่วยหายใจดังถี่ขึ้น ปลุกทุกคนให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง โต้งกระโดดจากเก้าอี้โซฟานั้นอย่างอัตโนมัติ

“พ่อ พ่อ…”
โต้งร้องเรียก ไม่สนใจสิ่งอื่นใดแม้แต่สัญญาณเรียกหมอหรือพยาบาล แต่ทุกคนร้องเรียกกรให้ตื่นขึ้นมารับรู้ความห่วงใยของทุกคนในระหว่างนี้ สุนีย์กุมมือของสามีขึ้นมาพรมจูบอย่างอาวรณ์ พลอยเดินอ้อมเข้ามาใกล้ที่หัวเตียง ก้มลงกระซิบใกล้ๆที่ข้างหูของกร เสียงดังพอที่ทุกคนจะได้ยิน

“พ่อค่ะ แตงกลับมาแล้ว พ่ออย่าได้ห่วงแม่เลย ต่อไปนี้แตงจะดูแลแม่และน้องเองค่ะ พ่อขา พ่อพักผ่อนเถอะนะ”


พลอยพูดทั้งน้ำตา โต้งโอบกอดพ่อไว้ใบหน้าแนบที่อกของผู้เป็นพ่อ เขาสัมผัสได้ถึงการเต้นของหัวใจเร็วเป็นจังหวะดังขึ้นสอง สามครั้งแล้วมือของกรที่สุนีย์กุมไว้ก็ทิ้งตัวลงข้างๆเตียง

พลอยปล่อยโฮออกมาสุดกลั้นได้ ไม่ต่างจากสุนีย์ เธอทรุดลงกับพื้นด้านล่างเตียง โต้งต้องรีบพยุงขึ้นมานั่งที่โซฟา สุนีย์เป็นลมหมดสติไป มิวรีบหายาดมปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้กับสุนีย์เป็นการด่วน โต้งสับสนเป็นห่วงทั้งผู้เป็นแม่ และอาลัยต่อการสูญเสียผู้เป็นพ่อ เขาก้าวเข้าไปใกล้เตียง พนมมือก้มลงกราบที่ฝ่าเท้าของผู้เป็นพ่อ เป็นการกราบลาครั้งสุดท้ายที่น่าเศร้ายิ่งนัก น้ำตาของชายหนุ่มทะลักไหลออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ สองมือตระกองกอดลูบที่ฝ่าเท้าที่ไร้ความรู้สึกของผู้เป็นพ่อ ลูบบนใบหน้า บ้างคราก็ใช้นิ้วเท้าของผู้เป็นพ่อเช็ดน้ำตาที่ไหลหยดไม่ขาดสาย พร่ำร้องเรียกพ่อราวกับเด็กน้อย
"พ่อครับ พ่อตื่นเถอะ พ่ออย่าทิ้งโต้งไปแบบนี้ซิ" ใบหน้าของโต้งแนบกับฝ่าเท้านั้น สะอื้นไห้ พลอยก้มลงกราบที่อกของกร
"หนูขอโทษ หนูขอโทษนะค่ะพ่อ หนูไม่ดีเองที่ไม่อยู่ดูแลพ่อ ทำให้พ่อต้องเป็นแบบนี้" พลอยโอบร่างกรไว้แน่น
มิวเงยหน้ามองสองพี่น้องสงสารจับใจ เขาเองก็ผูกพันกับครอบครัวนี้มาตั้งแต่เด็ก การสูญเสียเป็นเรื่องธรรมชาติก็จริง แต่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับคนที่ตัวเองรัก....มิวก้มหน้าน้ำตาไหลพราก


เห็นกันอยู่เมื่อเช้า สายตาย
สายอยู่สุขสบาย บ่ายม้วย
บ่ายรื่นชื่นรวยราย เย็นดับ ชีพแฮ
เย็นเล่นกับลูกด้วย ค่ำม้วยอาสัญ
(พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว)

***************
ท่ามกลางแสงไฟสลัวๆของเช้าตรู่ของวันใหม่ ที่ชั้นดาดฟ้าโต้งยืนผู้เดียวทอดสายตาออกไปที่ท้องฟ้าเวิ้งกว้าง ท้องฟ้าที่กำลังรอรับแสงของดวงอาทิตย์แรกยามเช้านี้ แม้จะยังไม่ทอแสงออกมาก็ตาม มิวเดินเข้ามาหาจากด้านข้าง หลังจากที่ช่วยสุนีย์และพลอยประสานกับอาหมอ เรื่องของกร สีหน้าของมิวเคร่งขรึมลงมาก ไม่ต่างจากโต้งเท่าไหร่นัก

“มิว สูบบุหรี่เป็นเพื่อนโต้งหน่อยสิ!!”
โต้งหันหน้ามา พร้อมๆกับอัดบุหรี่เข้าปอดไปเฮือกใหญ่ ก่อนจะพ่นมันออกมาอีกทาง มิวดึงบุหรี่จากมือของโต้งทิ้งลงพื้นแล้วใช้เท้าขยี้ให้ดับลง โต้งมองตาม สายตาที่ประสานกันนั้นต่างเข้าใจกันและกัน โต้งไม่โกรธที่มิวทำแบบนี้ มิวเองไม่โกรธที่โต้งจะให้บุหรี่เป็นที่ระบายลมหายใจออกมา แต่เขาก็ไม่ต้องการให้โต้งสูบบุหรี่เพื่อหนีความจริงที่เกิดขึ้น โต้งโผเข้ากอดมิวแน่น มันเป็นอ้อมกอดที่แน่นที่สุดเท่าที่มิวเคยสัมผัสมา

“พ่อ พ่อตายแล้วมิว…พ่อโต้งตายแล้ว!!”
โต้งพรั่งพรูน้ำตาออกมา ราวกับเก็บกดไว้นาน บัดนี้ได้ไหลทะลักออกมาเป็นสาย
“มิวยังอยู่กับโต้งนะ ชีวิตโต้งยังมีมิว ยังมีน้านีย์ และที่สำคัญโต้งได้ยินแล้วใช่ไหม? พี่แตงกลับมาแล้ว ทำใจให้เข้มแข็งสิโต้ง โต้งเป็นผู้นำให้กับมิวไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่อย่าลืมเป็นที่พึ่ง เป็นผู้นำให้กับน้านีย์นะ ตอนนี้โต้งควรห่วงความรู้สึกของน้านีย์ให้มากที่สุด”

โต้งผละจากไหล่กว้างของคนรัก พร้อมรอยยิ้ม แม้จะมีคราบของน้ำตาให้เห็นชัดเจนก็ตาม

“มิว…. โต้งรักมิวมากนะ อย่าทิ้งโต้งไปอีกคนนะ”
โต้งเรียกชื่อของผู้ชายที่ยืนตรงหน้า ทั้งสองสบตากัน ก่อนจะพูดออกมาน้ำเสียงแทบกระซิบ

“ไม่มีวันที่มิวจะทิ้งโต้งไปได้หรอก ตราบใดที่หัวใจของมิวยังเต้นอยู่แบบนี้” มิวยกฝ่ามือของโต้งทาบลงที่อกด้านซ้ายของตัวเอง

“ขอบใจนะมิว ไม่รู้สินะ…” โต้งหันหน้าไปอีกทาง แล้วหันกลับมาสบตากับมิว
“อะไรเหรอ?” มิวถามอย่างแปลกใจแกมสงสัยว่าโต้งกำลังจะพูดอะไร?
“เมื่อก่อน โต้งมั่นใจว่าเข้มแข็งพอ พอที่จะไม่พูดความรู้สึกในใจออกมา แต่พอโตขึ้นโต้งกลับรู้ว่าที่ผ่านมานั้นมันไม่ใช่ความเข้มแข็งเลยสักนิด มันเป็นความอ่อนแอมากกว่า…อ่อนแอ สับสน ตอนนี้โต้งกล้าพูดความรู้สึกทุกอย่างออกมา กลับรู้สึกเหมือนว่าตัวเองอ่อนแอลง และเป็นภาระให้กับมิวตลอด ทั้งๆที่โต้งควรจะเป็นผ่านปกป้องมิว ดูแลมิว”
“โต้ง…อย่าพูดอะไรเลย บอกแล้วไง เรารักกันไม่ใช่เหรอ? มิวไม่เคยคิดมากมายขนาดนั้นเลย ทุกวันนี้มิวขอให้ตัวเองมีความสุข คนที่มิวรักมีความสุขก็พอ”

“มิว…โต้งขอกอดมิวอีกครั้งได้ไหม?”
โต้งขยับตัวมาใกล้ๆ มิวไม่ได้ตอบในทันทีแต่เขาเป็นฝ่ายก้าวเข้าไปสวมกอดอีกฝ่ายเองต่างหาก
“รู้หรือเปล่า?ว่าพูดอะไรออกมา พูดเหมือนว่าเราห่างเหินกันเหลือเกิน ต่อไปนี้โต้งต่างหาก…ที่ไม่รู้ว่าจะมีเวลาให้มิวเหมือนเดิมหรือเปล่า?ที่ต้องดูแลน้านีย์มากขึ้น” น้ำเสียงของมิว พูดเศร้าๆเล็กน้อย แต่เต็มไปด้วยความเข้าใจ
“มิวต่างหาก ที่ต่อไปนี้จะไม่มีเวลาให้โต้ง เพราะต้องซ้อมหนักทุกวัน” โต้งพูดน้ำเสียงเหมือนตัดพ้ออยู่กลายๆ โดยไม่ทันสังเกตรอยยิ้มที่ฉายบนใบหน้าของอีกฝ่ายด้วยความปลื้มใจ

*****************
ที่วัด สุนีย์จัดงานศพของกรตามประเพณีไทย ชาวพุทธท่ามกลางความโศกเศร้าเสียใจของญาติๆและแขกผู้มาร่วมฟังสวดพระอภิธรรม ในแต่ละคืน เอ็กส์มาร่วมในงานศพของกรทุกคืน หลังจากซ้อมดนตรีเสร็จ โดยมีโดนัทอีกคนที่มาช่วยเสิร์ฟน้ำให้กับแขกในงาน รวมถึงเพื่อนๆวงออกัสด้วย บ้างก็คอยจัดรถให้กับแขกที่ยังหาที่จอดไม่ได้ ทุกคนต่างช่วยกันเต็มกำลัง แขกต่างทยอยกลับกันจนหมดแล้ว สุนีย์กลับมาบ้านพร้อมกับพลอย ส่วนโต้งไปส่งมิวเอาเสื้อผ้ามาค้างที่บ้าน เพื่อไม่ต้องเดินทางไปมาหลายที่

“คุณค่ะ เหนื่อยไหม?”
พลอยก้าวเข้ามายืนตรงหน้าโต๊ะอาหาร แม้จะมีอาหารเหลือมาจากวัดหลายอย่างวางตรงหน้า สุนีย์นั่งมองอย่างไม่รู้สึกหิวสักนิด พลอยยื่นแก้วน้ำให้ พร้อมกับนั่งลงข้างๆสุนีย์ หญิงวัยกลางคนมองด้วยสีหน้านิ่งๆ แม้จะยิ้มให้เป็นการขอบใจก็ตาม ภาพของสามีผุดขึ้นมาจากความทรงจำราวกับเกิดขึ้นเมื่อไม่นาน



“คุณ ซื้อกับข้าวมาก็ไม่โทร.บอกก่อนดูสิจะกินกันหมดมั้ยเนี้ย?”
เป็นเสียงของเธอเองที่ดังออกมาจากครัว เมื่อเห็นถุงกับข้าวมากมายคงเป็นฝีมือของสามีเธอซื้อเข้ามาก่อนหน้านี้อย่างแน่นอน กรเงยหน้ายิ้มๆ สุนีย์เดินกลับออกมาพร้อมแก้วน้ำในมือยื่นให้สามี

“เบื่อฝีมือชั้นเหรอ? เห็นซื้อแต่พะโล้มากิน” สุนีย์ค้อนเล็กๆให้สามี กรรับแก้วน้ำถือไว้ แล้วยื่นส่งให้ภรรยา สุนีย์รับกลับมาอย่างไม่เข้าใจ
“คุณกลับมาเหนื่อยๆ น้ำแก้วนี้ผมยกให้คุณ” กรกุมมือของสุนีย์ที่ถือแก้วน้ำยกให้ดื่ม สุนีย์ยิ้มน้อยๆพร้อมกับดื่มน้ำจนหมดแก้ว

“คุณรู้มั้ย....”
กรกอดภรรยาไว้หลวมๆ



“ตลอดเวลาที่ผมอยู่กับคุณ จะไม่มีวันไหนที่ทำให้ผมเบื่อพะโล้ได้เลย” กรจูบเบาๆที่เส้นผมของภรรยา สุนีย์ยิ้มอย่างมีความสุข แม้จะไม่เข้าใจสิ่งที่สามีพูดก็ตาม สองแขนของสุนีย์จับแขนทั้งสองข้างของสามีที่โอบกอดเธอให้โอบรัดตัวเองไว้แน่นขึ้นกว่าเดิม

ภาพแห่งความทรงจำมันดับวูบลงไปนานแล้ว แต่ภาพแห่งความผูกพันยังคงตราตรึงอยู่ในหัวใจเธอผู้สูญเสียไม่มีเปลี่ยนแปลง จู่ๆน้ำตาก็ไหลออกมาอีกครั้ง พลอยยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ สุนีย์ยิ้มๆ
“ไหน!!...เมื่อกี้เรียกชั้นว่าอะไรนะ เรียกใหม่สิ!!” สุนีย์หันมาจ้องหน้าหญิงสาว พลอยเงยหน้าสบตายิ้มให้อย่างอบอุ่น
“ต่อไปนี้ ขอพลอยเรียกคุณว่าแม่นะค่ะ”
“แตง…”
“ขาแม่”

สองคนโผเข้ากอดกันทั้งน้ำตา ทั้งรอยยิ้ม พลอยคือตัวแทนของความสุขที่ก้าวเข้ามาเติมเต็มในใจของสุนีย์ยามนี้ การสูญเสียคนที่รักไปหนึ่งคน เพื่อแลกมากับคนที่รักอีกหนึ่ง ย่อมดีกว่าการสูญเสียคนที่รักไปทั้งสองคน สุนีย์กอดลูกสาวแน่นด้วยความรู้สึกเหนื่อยหัวใจระคนกับความจริงที่เธอได้ประสบ ณ ขณะนี้

(โปรดติดตามตอนต่อไป)



Create Date : 14 ตุลาคม 2551
Last Update : 14 ตุลาคม 2551 20:06:02 น.
Counter : 212 Pageviews.

10 comment
ตอนที่ 30
(ต่อจากตอนที่แล้ว)

“น้าหญิงเห็นพี่มายด์กับพี่พลไปข้างนอกเมื่อกี้หรือเปล่า?” มีนถาม ค่อนข้างห้วนเล็กน้อยเพราะไม่มีหางเสียง หญิงสาวอย่างเธอชินเสียแล้ว ก็อย่างรู้ๆ มีนโตมาท่ามกลางการเลี้ยงดูที่ “โอ๋” เกินขอบเขตของผู้เป็นพ่อ เธอเคยคุยเรื่องนี้กับเสี่ยเชนไม่รู้กี่ร้อยรอบ แต่สุดท้ายเธอต่างหากที่เป็นฝ่ายถูกเสี่ยเชนอบรมเสียเอง หญิงหันไปยิ้มให้กับลูกเลี้ยงเป็นการกลบเกลื่อนความรู้สึก

“อ๋อ!!เห็นสิ สวนทางกันพอดี มายด์ขอตัวกลับไปก่อนกับเอ่อ…เพื่อนของเขานะ”
“อ้าว ไม่ได้ห่วงป๊าเลย” มีนหัวเสียขึ้นมา หญิงหันไปดูอาการสามี ลูบแขนเบาๆ

“เดี๋ยวมีนหยิบชุดเปลี่ยนให้ป๊าด้วยนะ น้าจะรอรับเอกสารที่เคาร์เตอร์สักครู่ จะได้กลับบ้านกัน” หญิงหันไปยิ้มให้กับหม่าม๊าพร้อมกำชับด้วยสายตาไม่ให้พูดอะไรถึงเรื่องของมายด์ ก่อนจะออกไปข้างนอก

เสี่ยเชนกลับมารักษาตัวที่บ้านโดยมีหญิงคอยดูแลอาการอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันก็หาเวลาไปเยี่ยมมายด์ที่โรงพยาบาล สถานการณ์อย่างนี้เธอไม่มีเวลาจัดลำดับความคิดว่าอะไรควรทำก่อนหรือหลังอย่างแน่นอน
“น้าหญิง มายด์ขอโทษ ป๊ารู้เรื่องนี้หรือยัง? มายด์กลัวป๊ารู้!!” เด็กสาวรู้สึกตัวขึ้นมาก็ร้องไห้คร่ำครวญเกาะแขนหญิงแน่น จนเธอเองก็หนักใจไม่น้อย แต่สิ่งที่จะทำได้ตอนนี้คือแสดงความเข้มแข็งและเป็นที่พึ่งให้กับเด็กสาวผู้นี้ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นลูกเลี้ยง!!

“เรื่องป๊าอย่ากังวลเลย น้าจะจัดการเอง ตอนนี้มายด์ทำใจให้สบายนะ และพักผ่อนมากๆจะได้ออกจากโรงพยาบาลเร็วๆ ไปดูแลป๊าไง!!” หญิงลูบหน้าลูบผมให้เด็กสาว

“น้าหญิง….” มายด์รั้งแขนของหญิงไว้เมื่อหญิงสาวเตรียมจะกลับ หญิงหันกลับไปมองด้วยสายเวทนายิ่งนัก





“มายด์แท้งแล้วใช่ไหม?”

ไม่มีเสียงสะอื้นไห้ และหางเสียงนั้น มันคงเป็นความรู้สึกจากความสูญเสียนั้นมากกว่า หญิงไม่ได้ติดใจใดๆ หากแต่คิดว่าเด็กสาวคงตกใจกับประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านเข้ามาโดยไม่คาดคิดก่อน หญิงขยับตัวเข้าใกล้เด็กสาวลูบแขนเบาๆให้กำลังใจอีกครั้ง พูดไม่ออก ได้แต่พยักหน้ารับ เธอเองก็แปลกใจไม่น้อยเมื่อเห็นแววตาสะใจคู่นั้น หรือเธอคิดมากไป

“อย่าคิดมากนะ เขายังไม่พร้อมจะอยู่กับเรา”
เธอปลอบ
“มายด์ไม่ได้คิดเลยน้าหญิง สะใจมากกว่า มายด์ไม่อยากให้เด็กมันเกิดมาด้วย ไอ้สายเลือดคนชั่วๆพันธุ์นั้น”
น้ำเสียงของเด็กสาวที่ดูอ่อนล้ากลับเข้มแข็งยิ่งนัก หญิงมองแทบไม่เชื่อหูของตัวเอง เด็กสาวดูโหดเหี้ยมกับสายเลือดของตัวเองเกิดกว่าที่เธอคิดไว้ จริงอยู่ครึ่งหนึ่งจะเป็นสายเลือดของพล คนที่จะเป็นพ่อเด็กในอนาคต แต่ครึ่งหนึ่งก็คือสายเลือดของเด็กสาวเหมือนกัน หญิงหน้าเจื่อนเล็กน้อย แต่ก็ฝืนยิ้มให้

“ตอนนี้เด็กก็หลุดแล้ว ถ้าจิตใจของมายด์เข้มแข็งแบบนี้ น้าก็หมดห่วง มายด์ต้องดูแลร่างกายให้เข้มแข็งด้วย ตอนนี้ป๊ายังไม่รู้น้าต้องแก้ไขทางนั้นต่ออีก เดี๋ยวพรุ่งนี้น้าจะมาใหม่นะ โทรหาน้าได้ตลอดเวลาเลยนะมายด์!!” หญิงยิ้มให้ แล้วออกจากโรงพยาบาลทันที ด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้งในหัว ไหนจะเรื่องของสามี ไหนจะเรื่องของลูกเลี้ยง เธอคิดถึงมิวขึ้นมา แต่ก็ได้เพียงแค่คิด เพราะเธอไม่อยากให้เพื่อนต้องเป็นห่วง ตอนนี้มิวควรจะทำความฝันให้เป็นจริงเสียที เธอต้องการเห็นมิวมีภาพลักษณ์เป็นศิลปินชัดเจน

****************

หลังจากที่อยู่ในความดูแลของคุณหมอตลอดเวลา เกือบเที่ยงคืนแล้วที่กรยังนอนนิ่ง มีเพียงเสียงเครื่องช่วยหายใจเท่านั้นที่ส่งเสียงดังอย่างสม่ำเสมอ ทุกครั้งที่สุนีย์ได้ยินเหมือนการนับเวลาถอยหลังลงทุกทีๆ
ชั้นลอยของดาดฟ้า โต้งนอนหงายหนุนตักของมิวมองขึ้นไปบนท้องฟ้ากว้าง ปล่อยใจคิดอะไรบางอย่าง มิวรู้ว่าแฟนหนุ่มมีเรื่องราวไม่สบายใจอยู่ในหัวมากมาย ตลอดเวลาครอบครัวของเขาไม่ได้สุขสบายหรือสมบูรณ์เหมือนที่ใครๆเห็น นานแค่ไหนที่เขาต้องมองสภาพของพ่อที่เมามาย ส่งเสียงเอะอะโวยวายและทำร้ายผู้เป็นแม่ ภาพต่างๆติดตาเขามาโดยตลอด จู่ๆโต้งก็พูดขึ้นมาเหมือนลืมตัว

“เกิดเป็นพี่แตงก็สบายนะ ไม่ต้องรับรู้ปัญหาในครอบครัว หนีไปสุขสบายคนเดียว”
โต้งพูดเหมือนน้อยใจ
“ไม่จริงหรอก ไม่มีใครเกิดมาแล้วอยู่ได้คนเดียว พี่แตงมีพ่อ มีแม่ ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหนความเป็นพ่อแม่ลูกก็ตัดกันไม่ขาด” มิวปลอบ

“หมายความว่าไง?”


“โต้งเชื่อไหม?ว่าพี่พลอยคือคนเดียวกันกับพี่แตง” มิวก้มหน้าลูบผมของโต้งเบาๆ โต้งเอื้อมมือของมิวมาวางไว้ที่หน้าอกของตัวเอง
“เชื่อ เราเชื่อ และไม่ต้องการพิสูจน์ความจริงใดๆทั้งนั้น เพราะโต้งเชื่อ จึงมีความสุขแบบนี้ มิวรู้ไหม?บางครั้งโต้งอยากถามพี่พลอยตรงๆว่าหนีเขาไปทำไม แต่วันนี้ไม่อยากถาม ไม่อยากรู้แล้ว สักวันพี่พลอยคงพูดความจริงออกมาเอง”

“ถ้าโต้งเชื่อ โต้งก็ต้องเข้าใจพี่พลอยด้วยว่าเขาหนีไปเพราะอะไร เขาก็มีเหตุผลของเขา บางทีสิ่งที่เราเห็นกันอยู่นั้นพี่พลอยก็อาจจะไม่มีความสุขนักหรอก อย่าได้เสียใจเลยนะ…”
“มิว โต้งขอบคุณนะที่มิวดูแลและเคียงข้างโต้งมาโดยตลอด โต้งตัดสินใจไม่ผิดที่มีความรักกับผู้ชายด้วยกัน”
“อืมส์…ไม่ต้องพูดอะไรหรอกโต้ง มิวเข้าใจดี บางคนอาจจะรักกันเพราะไม่มีคนให้รัก บางคนรักเพราะความเหงา”

“มิวรักโต้งเพราะอะไร?”




“เพราะมิวรักโต้ง มิวรักโต้งโดยไม่ต้องยกเหตุผลมาอ้าง” มิวก้มหน้ายิ้มๆให้กับแฟนหนุ่ม โต้งดึงมือของมิวขึ้นมาห้อมฟอดใหญ่ แล้วสีหน้าที่มีความสุขก็เจือจางลงเพราะมีเรื่องที่อยุ่ในใจบางอย่าง
“อย่ากังวลใจเลย อาหมอต้องช่วยอากรได้แน่ๆ”
“มิว กลับเข้าไปที่ห้องกันเถอะ โต้งสงสารแม่ ไปอยู่เป็นเพื่อนแม่กัน” โต้งลุกขึ้น สบตากับมิว ก่อนจะพากันเดินกลับเข้าไปที่ห้องคนไข้
อาหมอเดินมาบอกกับสุนีย์ด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก การที่ตับผู้ป่วยไม่สมบูรณ์ปกติ และทำงานหนักมาโดยตลอดที่ผ่านมา ถึงวันนี้ถือว่าปาฎิหารย์ที่สุดแล้ว
“เผื่อใจไว้ได้แล้วนะ นีย์ !! พ้นคืนนี้ไปก็อยู่ที่การตัดสินใจของนีย์แล้วว่าจะยื้อเขาไว้ หรือว่าจะให้เขาไป”

“ไม่ พี่หมอ ไม่!!” สุนีย์ร้องไห้โผกอดอาหมอร้องไห้ป่านใจจะขาด โต้งและมิวเปิดประตูก้าวเข้ามา ตกใจกับเหตุการณ์นั้น รีบเข้ามาดูอาการของผู้เป็นพ่อ โต้งตาแดงกร่ำน้ำตาคลอเอ่อ
“เข้มแข็งไว้นะโต้ง เราต้องเป็นที่พึ่งให้กับแม่ รู้ไหม?” อาหมอหันมาบอกกับหลาน สุนีย์ทรุดลงกับเก้าอี้ข้างๆสามีตัวเดิม ร้องไห้เรียกชื่อสามีเบาๆ
“คุณ ลุกขึ้นมาคุยกับฉันหน่อยเถอะ ลืมตามองฉันสักครั้งเถอะ ฉันขอร้องนะ”
“แม่ครับ อย่ารบกวนพ่อสิครับ โต้งส่งใจถึงพ่อแล้วเดี๋ยวพ่อก็รู้สึกตัว เรายังมีหวังนะแม่” โต้งจับบ่าผู้เป็นแม่ ปลอบใจเท่าที่จะทำได้ แม้ตัวเองแทบจะปล่อยโฮออกมาก็ตาม

“โต้ง แม่ไม่ไหวแล้วลูก แม่รับไม่ได้ถ้าต้องสูญเสียพ่อเราไปแบบนี้” สุนีย์หันมากอดลูกชายแน่น หล่อนสารภาพออกมาตามตรง ในขณะที่โต้งเองก็ไม่สามารถควบคุมน้ำตาตัวเองได้ มิวนั่งอยู่ที่เก้าอี้โซฟาถึงกับหน้าเศร้าเบือนหน้าหลบไม่ให้เห็นน้ำตาเช่นกัน

“มันคงไม่แย่ขนาดนั้นก็ได้นะคะ”

พลอยเดินเข้ามาเงียบๆ สุนีย์เงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวที่ก้าวเข้ามา โต้งยิ้มน้อยๆให้ พลอยวางกระเป๋าลงแล้วเดินเข้ามาที่เตียงยกมือไหว้สุนีย์และหันไปไหว้กร แม้จะไม่รู้สึกตัวก็ตาม
“ใช่ครับ พี่พลอยพูดถูก เรายังมีโอกาส หมอเดี๋ยวนี้เก่งจะตาย ขอเพียงตอนนี้อากรรู้สึกตัวได้ ทุกอย่างก็จะดีขึ้น”
มิวเดินมาที่เตียงคนไข้ ปลอบใจสุนีย์ด้วยอีกคน สายตามองไปที่ร่างไร้สติของกร
“อย่าปลอบใจน้าเลยพลอย มิว มันไม่ได้ช่วยให้น้ารู้สึกดีได้หรอก อาหมอก็บอกแล้วให้ทำใจไว้ได้เลย แต่น้าเองต่างหากที่ทำใจไม่ได้ มิวเข้าใจน้าใช่ไหม? ”
สุนีย์พูดเสียงเศร้าลง แทบจะจับประโยคไม่ได้ นึกถึงภาพครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตากันกร สุนีย์ โต้ง และแตงลูกสาว หากขาดใครไปสักคนตอนนี้เธอจะอยู่ต่อได้อย่างไร?....แทบขาดใจ



“ได้สิครับน้านีย์ พี่พลอย โต้ง ดูอะไรนี่สิ!!” มิวยิ้มทั้งน้ำตา และแววตาที่เฉิดฉายนั้นดูเปี่ยมไปด้วยความดีใจ เมื่อเห็นนิ้วมือของกรกระดิกไหว ทุกคนมองตามแม้จะไม่เห็นว่ากรจะรู้สึกตัวอะไร แต่ทุกสายตาเหมือนส่งแรงใจให้กรได้รู้สึกตัวอย่างที่มิวเห็น และปาฎิหารย์ก็มีจริง นิ้วของกรค่อยๆกระดิกทีละน้อย สุนีย์รีบกดสัญญาณเรียกหมอและพยาบาลทันที

“โต้ง…. โต้ง!!”
สุนีย์เรียกลูกชาย ได้เพียงเท่านั้น ไม่มีคำใดๆหลุดออกมานอกจากความรู้สึกดีใจและตื้นตันใจจนไม่รู้จะพูดคำใดๆออกมา
“แม่ครับ ปาฎิหารย์กลับมาอยู่กับเราอีกครั้งแล้วครับ”
โต้งกอดแม่แน่น สุนีย์เองก็เช่นกันไม่มีความสุขใดในเวลานี้อีกแล้วที่เธอรอคอย แม้กรจะขยับเขยื่อนได้เพียงน้อยนิดนัก แต่นั่นก็เป็นสัญญาณบ่งบอกถึง “โอกาสรอด”ของสามีเธอ มิวเห็นสีหน้าของสุนีย์และโต้งที่ฉายแววดีใจจนเก็บอาการไว้ไม่อยู่...ความรักความผูกพันของครอบครัวโต้ง...แม้อยู่ในเหตุการณ์ที่เศร้าหมอง เขาก็แสดงออกถึงความรักกันได้อย่างดี เช่นเดียวกับพลอยที่ลูบแขนของกรเบาๆให้อีกฝ่ายได้รู้สึกตัว สายตาของพลอยมองที่ใบหน้าของกรตลอด เหมือนจะบอกให้กรได้รู้ว่าวินาทีที่ลืมตาขึ้นมาเขาจะพบเห็นใบหน้าใครคนหนึ่งที่ละม้ายคล้ายลูกสาวที่จากหายกันไปนาน...แม้จะเหนื่อยจากงานช่วงกลางวันแค่ไหน แต่วินาทีนี้เธอก็มีความสุข หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง อีกอย่างพี่อ็อดก็เปิดไฟเขียวและเข้าใจเธอมากขึ้นกว่าเดิม

(โปรดติดตามตอนต่อไป)




Create Date : 01 ตุลาคม 2551
Last Update : 1 ตุลาคม 2551 17:18:44 น.
Counter : 188 Pageviews.

9 comment
ตอนที่ 29
(ต่อจากตอนที่แล้ว)

“คงต้องหวังพึ่งปาฎิหารย์ก่อนถึงพรุ่งนี้เช้าเท่านั้น” อาหมอพูดเบาๆให้กับสุนีย์และพลอยได้รับฟัง ก่อนจะเดินออกจากห้องไป อาหมอยิ้มให้กับสุนีย์เป็นการให้กำลังใจอีกครั้ง พลอยขยับตัวเข้าไปใกล้กับกร ก้มลงกราบที่หน้าอกช้าๆ น้ำตาไหลริน สุนีย์เบือนหน้าไปจากภาพที่เห็น…หล่อนเดินออกไปสูดลมหายใจที่ระเบียงด้านนอกราวกับคนไร้ความรู้สึก


ภาพความทรงจำหนึ่งผุดขึ้นมาจากโสตประสาท เป็นภาพที่เธอจดจำและตราตรึงอยู่ในความรู้สึกตลอดมา วันนั้นเป็นอีกหนึ่งมื้อที่กรทานอาหารที่สุนีย์เตรียมไว้ให้จนหมดจาน แล้วตามด้วยยา โดยมี “แตง” ลูกสาวคอยดูแลอยู่ใกล้ๆ
“เออ แล้วแตงไม่เรียนหนังสือเหรอ?” กรหันไปถาม “จูน” คนที่เขาเข้าใจว่าเป็นลูกสาว
จูนมองหาคนช่วยแต่ก็ได้กำลังใจจากสุนีย์ที่ยืนอยู่ไม่ไกลเดินไปเดินมาแถวนั้น สุนีย์หันมาส่งยิ้มให้เป็นระยะ เพราะกลัวว่าจูนจะแสดงละครตบตากรไม่สนิท
“เอ่อ แตงไม่ได้ไปเรียนหนังสือแล้วพ่อ ก็พ่อเป็นแบบนี้จะให้แตงไปเรียนได้อย่างไรเล่า!! พ่อต้องทานยาให้หมด แล้วก็ดื่มน้ำเยอะๆ แตงจะได้กลับไปเรียนหนังสือ?” จูนส่งยิ้มให้กร กรยิ้มให้พร้อมกับเชื่อฟังอย่างดี สีหน้าของชายวัยกลางคนดูมีความสุขยิ่งนัก หยิบยาอีกชุดใส่ปากแล้วดื่มน้ำตามอย่างว่าง่าย
หญิงสาวมองอย่างพอใจ

“งั้นเดี๋ยวแตงขอเอาจานไปเก็บก่อนนะ” จูนยกถาดอาหารไปเก็บในครัว ผู้ชายตรงหน้าคือคนๆเดียวกับผู้ชายคนนั้น…
“พ่อ พ่อตื่นขึ้นมาให้แตงป้อนข้าวให้อีกสิค่ะ ตื่นสิค่ะพ่อ!!” พลอยซบลงที่หน้าอกของกร อยากจะขยับตัวให้ตัวเองได้แนบชิดกับหัวใจของผู้ที่นอนไร้สติเหลือเกิน อยากได้ยินเสียงหัวใจเต้นเป็นจังหวะของผู้ชายคนนี้ที่ตัวเองร้องเรียกว่า“พ่อ”เหลือเกินแม้จะแผ่วเบาก็ถือว่ายังดีกว่าได้หยุดเต้นไป แต่ก็ไม่สามารถทำได้เพราะเกรงว่าจะกระทบกระเทือนผู้ป่วย….

สุนีย์ก้าวเข้ามานั่งทรุดลงที่ข้างเตียง สายตาของเธอมองเพียงสองสิ่งคือใบหน้าที่ซูบของสามี และเครื่องช่วยหายใจที่ดังครืดคราดอยู่ไม่ไกลจากตัวเธอ…ในใจของเธอตอนนี้คงรอเพียงปาฎิหารย์อย่างเดียวเท่านั้น


********************

หญิงพาหม่าม๊าลงไปหาข้าวทานที่ชั้นอาหารของโรงพยาบาล ขณะเดินทางจะกลับขึ้นไปที่ห้องของเสี่ยเชน หญิงหันไปถามหม่าม๊าของเธอถึงความรู้สึกที่มีต่อสามีของเธอ
“หม่าม๊าว่าหญิงคิดถูกไหม?ที่ให้โอกาสเฮียเขาอีกครั้ง”
“ถ้าลื้อทำแล้วมีความสุข ม๊าก็ไม่ขัดใจหรอก ม๊าเองก็เคยตั้งแง่ตั้งงอนกับเสี่ยเชนเขาเหมือนกัน อาจเพราะหม่าม๊ากับเตี่ยของลื้อ คิดแต่ความรู้สึกของตัวเอง ตอนนี้ม๊าก็ไม่เหลือใครแล้ว!!มีแต่ลื้อนั่นแหล่ะ” หม่าม๊าหญิงพูดน้ำเสียงเศร้าๆ ความรักของเธอที่มีให้กับลูกสาวในตอนนี้คือความรักที่ให้ทุกสิ่งทุกอย่างแม้กระทั่งความสุขส่วนตัวของผู้เป็นแม่…หม่าม๊าของหญิงเข้าใจลูกสาวดี เพราะตลอดเวลาที่เธออยู่กินกับสามียังโทษตัวเองว่าทำดีกับสามีไม่ดีพอ…แต่วันนี้สามีก็ตายจากไปแล้ว…คงเหลือแต่ลูกสาว ที่ชีวิตลุ่มๆดอนๆ สิ่งที่เธอจะบอกสอนลูกสาวได้คือหน้าที่ของภรรยา…ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด และครั้งนี้ก็เช่นกัน เธอคงทนไม่ได้อีกแล้วที่จะเห็นลูกสาวทุกข์ใจอีก ทั้งๆที่รู้ว่าลึกๆลูกสาวรักเสี่ยเชนมากแค่ไหนในเวลานี้…

ฝีเท้าของทั้งสองคนชะงักที่หน้าห้องเมื่อเห็นกลุ่มเด็กๆที่เพิ่งเดินทางมาเยี่ยมป๊า มีมีนเดินนำหน้าไปก่อน แล้วตามด้วยมายด์กับเพื่อนรุ่นพี่
“เหม็นกลิ่นโรงพยาบาลจริงๆเลยพี่พล มายด์ไม่ชอบที่นี่เลย ขนาดโรงพยาบาลเอกชนแท้ๆ” มายด์หันมาบ่นพร้อมกับกวักมือไปมาไล่กลิ่นไม่ให้เข้าจมูก รีบสาวเท้าให้ถึงห้องเร็วๆ พลยิ้มๆให้กันจะแอบเบือนหน้าหลบด้วยความเบื่อหน่ายกับเจ้ายศเจ้าอย่างของแฟนสาว

หญิงพาหม่าเดินลงบันไดเลื่อนไปอีกทาง เพื่อให้เวลาที่ครอบครัวของสามีได้พูดคุยกันเป็นการส่วนตัว เธอมันก็เป็นได้แค่ “แม่เลี้ยง” เท่านั้น อะไรจะข้นเท่ากับ “ลูก”ในสายเลือด

“ป๊า!!...เป็นอย่างไรบ้าง? ออกจากโรงพยาบาลเถอะ ไปพักตัวที่บ้านก็ได้ อากาศจะได้ปลอดโปร่ง” มายด์เข้ามาโอบกอดป๊าเบาๆ
“มีใครโทรไปบอกพี่มิวหรือเปล่า?” เสี่ยเชนมองหน้าลูกสาวและลูกสาว มายด์เบ้ปากไม่พูดอะไร ส่วนมีนได้แต่ส่ายหน้า เสี่ยเชนถอนหายใจเบาๆ
มายด์เงยหน้าขึ้นถามว่าพยาบาลจะให้ออกเมื่อไหร่?
“วันนี้ น้าหญิงจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายเสร็จก็ไปได้”
“ดีค่ะป๊า มายด์เหม็นกลิ่นยา ป๊ากลับไปบ้านก็ดี จะได้พักผ่อนเยอะๆ ป๊าอยากกินอะไรก็ให้ไอ้มีนไปซื้อ”
“อ้าวพี่มายด์ พี่พูดเหมือนกับว่าจะไม่ดูแลป๊าอย่างนั้นแหละ” มีนพูดลอยๆขึ้นมา
“ก็ฉันต้องไปเรียน แกไม่ได้เรียนเอาแต่เที่ยวๆหลีสาวไปวันๆ ต่อไปนี้ฉันขอสั่งให้แกห้ามออกไปไหนเลยให้ดูแลป๊า”
“โห!! เอาเปรียบว่ะ!! เดี๋ยวน้าหญิงก็ดูแลเองนั่นแหละ”
เสี่ยเชนหัวเราะในลำคอ เห็นลูกสาวลูกชายทะเลาะกันตามประสาเด็ก โดยมีพลนั่งเปิดนิตยสารอ่านแก้เซ็งอยู่ที่เก้าอี้ใกล้ๆ พยาบาลเปิดประตูเข้ามาพร้อมกับเครื่องวัดความดันและหัวใจ มีผู้ช่วยพยาบาลเข็นเครื่องดื่มเข้ามาพร้อม

“เดี๋ยวขอตรวจอาการคุณเชนหน่อยนะค่ะ…เชิญน้องๆรับเครื่องดื่มได้เลยจ๊ะ” พยาบาลหันไปกล่าวกับมายด์ มีน และพล โดยมีผู้ช่วยพยาบาลดูแลบริการให้อีกที มายด์ได้กลิ่นน้ำแครอทแล้วรู้สึกคลื่นใส้อยากอาเจียรออกมา รีบวิ่งเข้าไปในห้องน้ำ เสียงโอ้กอ้ากดังออกมาเป็นระยะๆโดยมีพลคอยลูบหลังให้ด้วยสีหน้าไม่สู้จะดีนัก กระซิบบอกให้มายด์ออกไปข้างนอกทันที

“เดี๋ยวมายด์มานะค่ะ ปวดหัวนิดหน่อย”
เสี่ยเชนพยักหน้าให้ลูกสาว มีนจะเดินตามออกไปแต่เสี่ยเชนห้ามไว้ ปล่อยให้ทั้งสองคนไป พยาบาลหันมายิ้มให้กับเสี่ยเชน เหมือนเสี่ยเชนมีบางอย่างอยากจะถาม แต่ก็เก็บซ่อนเอาไว้
หญิงลุกขึ้นพยุงตัวหม่าม๊ากลับขึ้นข้างบนไปห้องคนไข้ เพราะออกมานานแล้ว ขณะเดินผ่านทางหนีไฟ ก็ได้ยินเสียงร้องไห้และทะเลาะกันของมายด์กับพลก็แปลกใจ ค่อยๆเดินเข้าไปแอบฟัง หล่อนยอมเสียมารยาทเพราะอย่างน้อยๆเธอก็ขึ้นชื่อว่ารู้จักกับมายด์เป็นอย่างดี และมีศักดิ์เป็น “แม่เลี้ยง”ของเด็กผู้หญิงคนนี้

“พี่พล!! พี่ต้องรับผิดชอบนะ มายด์กำลังจะมีลูก ได้ยินไหม? มายด์กำลังจะมีลูกกับพี่”
หญิงตะลึงเอามือปิดปากตัวเอง แทบทรุดลงไปนั่งกับพื้นทันที มันไม่ใช่เรื่องเล็กๆสำหรับเด็กอย่างมายด์ หรือแม้แต่เธอเองก็ตาม…
“ อีโง่เอ้ย!!...ทำไมไม่คุมว่ะ!! กินยาคุมนะกินเป็นมั้ย? คราวนี้จะมาให้รับผิดชอบ บ้าหรือเปล่า?” พลจับศีรษะของมายด์เหวี่ยงลงขอบบันได มายด์ล้มกลิ้ง ร้องไห้กับพื้นทันที






“โอ้ย!!”
“ให้กูรับผิดชอบเหรอ? นี่ไง!! ให้กูรับผิดชอบ” พลเตะไปที่ร่างของมายด์เต็มเหนี่ยวด้วยความโมโห มายด์ร้องกรี๊ดๆให้คนช่วย หญิงไม่อาจทนฟังได้ รีบปรากฎตัวจากมุมนั้นทันที พลผงะเมื่อเห็นว่ามีคนมาช่วย โดยไม่คิดว่าจะเป็นหญิง ผลักไหล่จนเธอกระเด็นจะตกบันไดไปอีกคน มายด์รีบเข้าไปคว้าไว้ ไม่ทันระวังตัว พลซึ่งอารมณ์โมโหและขาดสติที่มายด์จะให้รับผิดชอบเด็กในท้อง โดยไม่คาดคิดมากก่อน จึงเตะไปที่ลำตัวของแฟนสาวอีกครั้งทำให้มายด์เสียหลักล้มกลิ้งลงบันไดพร้อมๆกับหญิงที่ตั้งตัวไม่ทัน มีมายด์ดึงลงไปกองที่พื้นด้านล่างด้วย เลือดแดงฉ่าค่อยๆไหลเปียกตามขาทั้งสองข้างของมายด์ทีละน้อย หญิงสาวกดท้องน้อยไว้แน่นด้วยความเจ็บปวดแม้จะกรี๊ดร้องเรียกให้พลหยุดวิ่งหนีก็ทำไม่ได้…หญิงเห็นเลือดมากขนาดนี้ก็ตกใจ รีบเรียกพยาบาลให้มาช่วยทันที

“ม๊า…ม๊าต้องเงียบไว้นะ อย่าบอกเรื่องนี้ให้เฮียรู้…เดี๋ยวโรคหัวใจจะกำเริบอีก นะม๊านะ…” หญิงขอร้องมารดาทั้งน้ำตา เมื่อคิดถึงความรู้สึกของสามีหากทราบเรื่องนี้

พยาบาลนำตัวของมายด์เข้าห้องฉุกเฉินทันที เพื่อตรวจร่างกายให้ละเอียดอีกครั้ง โดยมีหญิงรับเป็นเจ้าของคนไข้เอง เมื่อมายด์ถึงมือคุณหมอเรียบร้อย หญิงจึงจัดแจงเสื้อผ้าของเธอให้ดีก่อนจะขึ้นไปหาเสี่ยเชน โดยทำสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ปกติที่สุด ภายในห้องผู้ป่วย เสี่ยเชนนอนดูรายการกีฬาจากโทรทัศน์เคลื่องใหญ่ที่ติดไว้กับพนัง มีนลุกขึ้นไหว้น้าหญิงและหม่าม๊าของเธอ

“น้าหญิงเห็นพี่มายด์กับพี่พลหรือเปล่าครับ? ออกไปข้างนอกเมื่อกี้” มีนถาม
“อ๋อ!!เห็นสิ สวนทางกันพอดี มายด์ขอตัวกลับไปก่อนกับเอ่อ…เพื่อนของเขานะ”
“อ้าว ไม่ได้ห่วงป๊าเลย” มีนหัวเสียขึ้นมา หญิงหันไปดูอาการสามี ลูบแขนเบาๆ
“เดี๋ยวมีนหยิบชุดเปลี่ยนให้ป๊าด้วยนะ น้าจะรอรับเอกสารที่เคาร์เตอร์สักครู่ จะได้กลับบ้านกัน” หญิงหันไปยิ้มให้กับหม่าม๊าพร้อมกำชับด้วยสายตาไม่ให้พูดอะไรถึงเรื่องของมายด์ ก่อนจะออกไปข้างนอก

****************
(โปรดติดตามตอนต่อไป)



Create Date : 27 กันยายน 2551
Last Update : 27 กันยายน 2551 19:52:49 น.
Counter : 155 Pageviews.

6 comment
ตอนที่ 28





“น้าหญิง!! มาตั้งแต่เมื่อไหร่เหรอ?”

มายด์ตกใจเมื่อเห็นหญิงเปิดประตูบ้านเข้ามาพร้อมกับหม่าม๊า พวกเด็กๆพากันหน้าซีดไปตามๆกัน หญิงเดินเลยเข้าไปด้านในเบาเสียงเพลงลง เธอไม่อยากจะหักหน้าเด็กๆ และขณะเดียวกันเปิดเพลงเสียงดังมากๆหากหนวกหูหรือทำให้หม่าม๊าต้องหงุดหงิดอาการของหม่าม๊าเธอจะกำเริบอีก โลกของเธอกับโลกของเด็กวัยรุ่นในปัจจุบันมันต่างๆกันมาก หรืออาจพูดได้ว่าชีวิตวัยรุ่นของเธอไม่เคยมีเลยเสียด้วยซ้ำไป หญิงเดินไปส่งหม่าม๊าที่ห้องแล้วกลับออกมา พลมองหน้าหญิงด้วยความพอใจ ขณะที่หญิงเดินเข้าห้องไป มายด์หยิกแก้มพลด้วยความหึงหวง ชายหนุ่มร้องโอยด้วยความเจ็บ

“รู้นะคิดอะไร? นั่นน้าหญิงนะ เมียของพ่อมายด์ ห้ามทำอะไรน่าเกลียดเชียวไม่งั้นมายด์เอาเรื่องแน่” มายด์ค้อนให้กับแฟนตัวเอง แล้วสนุกสนานต่อ เสียงประตูเปิดออกมาอีกครั้ง หญิงถามหาเสี่ยเชน

“ป๊าอยู่โรงพยาบาลพัทยา หมอบอกเป็นโรคหัวใจตอนนี้ปลอดภัยแล้ว ไม่ต้องห่วงหรอกโรงพยาบาลเอกชนเขาดูแลดี เดี๋ยวเย็นๆพวกหนูจะไปเยี่ยม น้าหญิงไปด้วยกันหรือเปล่า?” มายด์หันมาบอก หญิงหน้าชาทันที ทั้งโกรธ ทั้งตกใจที่เสี่ยเชนล้มหมอนนอนเสื่อเข้าโรงพยาบาลแบบนี้ลูกสาว-ลูกชายยังพากันสนุกสนานครื้นเครง เธอหุนหันกลับเข้าห้องจัดเตรียมซื้อผ้าใส่กระเป๋าไปพัทยาทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาให้เด็กๆหมดสนุกกันแม้แต่วินาทีเดียว โดยพาหม่าม๊าไปด้วย

  
ที่ห้องซ้อมดนตรี มิวกดเบอร์ต่อสายโทรศัพท์มือถือถึงโต้ง ที่อยู่อีกด้านหนึ่งของปลายสายพร้อมกับร้องเพลงให้ฟัง ขณะว้อมเพลง เพื่อเป็นกำลังใจให้กันและกัน โต้งเปิดเสียงให้กรได้ฟังด้วย แม้ตอนนี้จะยังไม่รู้สึกตัวก็ตาม


  
ประตูห้องผู้ป่วยเปิดออก หญิงโผไปที่เตียงของเสี่ยเชนทันที ใบหน้าดูซีดเซียวจากเดิมไปมาก หญิงน้ำตาคลอเบ้า ยืนมองสภาพของสามี ร่างกายที่ถูกพันธนาการด้วยสายไฟและสายสายน้ำเกลือ ระโยงระยางไปหมด มีสายอ็อกซิเจนต่อจากท่อเข้าปลายจมูกของผู้ป่วย เสี่ยนเชนนอนยาวเหยียดที่เตียงโดยมีผ้าห่มคลุมถึงหน้าอก


หญิงจัดแจงให้หม่าม๊าได้พักผ่อนจากการเดินทาง เธอรู้ว่าหม่าม๊าเหนื่อย แต่หญิงสูงวัยก็ไม่เคยปริปากให้ลูกสาวต้องห่วงหรือหนักใจ หญิงหันกลับไปเลื่อนเก้าอี้มานั่งใกล้ๆสามีด้วยความห่วงใย นึกโทษตัวเองที่เป็นสาเหตุให้สามีต้องเครียดและคิดมากจนอาการโรคหัวใจกำเริบ

“พยาบาลคะ อีกนานไหม?ที่คนไข้จะฟื้น”
หญิงหันไปถามพยาบาลที่กำลังเข้ามาดูแลความเรียบร้อยและอาการผู้ป่วย
“ไม่นานหรอกค่ะ เพิ่งให้ยานอนหลับไปสักพักหลังทานอาหารเสร็จ คุณเป็นญาติของคุณเชนใช่ไหมค่ะ?”
“ค่ะ ดิฉันเป็นภรรยาคุณเชน”
หญิงส่งยิ้มให้ พยาบาลผู้นั้นก็ยิ้มตอบเช่นกัน


“ผู้ป่วยอาจจะรู้สึกเจ็บแผลบริเวณช่วงขาหนีบเล็กน้อยนะค่ะ เพราะผ่าตัดช่วงนั้นด้วย ไม่ต้องห่วงอาการของผู้ป่วยนะค่ะ ปลอดภัยแล้ว หากต้องการสิ่งใด กดสัญญาณที่หัวเตียงเรียกได้ตลอดเวลานะค่ะ”
พยาบาลบอก หญิงรู้สึกคลายความกังวลใจไปได้บ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่เข้ามาแทนที่คือค่ารักษา เพราะการรักษาในโรงพยาบาลเอกชน ราคาไม่ใช่ถูกเหมือนโรงพยาบาลของรัฐ หรือใช้สิทธิเบิกได้ แม้การรักษาและดูแลยิ่งดีมากเท่าไหร่ ค่ารักษาและการบริการนั้นก็ถูกบวกราคาเข้าไปเสร็จสรรพ หญิงหนักใจขึ้นมาทันที


เสี่ยเชนเริ่มรู้สึกตัวแล้ว หญิงเงยหน้าปาดน้ำตาออก ทำสีหน้าให้มีความสุขที่สุดเพื่อไม่ให้สามีต้องหนักใจ ทันทีที่เสี่ยเชนลืมตาขึ้น
“หญิงมาตั้งแต่เมื่อไหร่” เสี่ยเชนสบตากับหญิงก่อนจะกวาดสายตาไปรอบๆบริเวณ หญิงกุมมือของสามีไว้ ตอบเบาๆ

“มาได้สักพักแล้ว หญิงขอโทษนะเฮียที่ไม่ได้อยู่ดูแล เฮียไม่ต้องกังวลนะหมอบอกว่าปลอดภัยแล้ว หญิงจะดูแลเฮียเอง” หญิงบอกจากความรู้สึกข้างใน เสี่ยเชนน้ำตาปริ่มขึ้นมา หม่าม๊าเดินเข้ามาที่ข้างๆเตียง เสี่ยเชนคลายมือจากหญิงเพื่อยกมือไหว้ คงเป็นครั้งแรกกระมัง ที่เสี่ยเชนไหว้บุพการีของเธอหากไม่นับตอนที่ไปขอขมาคราวนั้น

การกลับมาคราวนี้เธอเห็นถึงความสงบและเยือกเย็นของสามีอย่างชัดเจน สายตาที่มองหม่าม๊าของเธอถ่ายทอดออกมาอย่างจริงใจ จนเธอเองอดตื้นตันใจไปด้วยไม่ได้ หม่าม๊าบอกให้เสี่ยนเชนนอนพักผ่อนจะได้กลับบ้านเร็วๆ เสี่ยเชนยิ้มๆอยากกลับบ้านเร็วๆเหมือนกัน เพราะหญิงก็ได้กลับมาแล้ว โดยที่เขาไม่คิดว่าจะได้พบหน้าภรรยาของเขาเร็วขนาดนี้ ต่อไปนี้เขาคงตั้งหน้าตั้งตาบริหารกิจการโรงงานน้ำปลา และเป็นผู้นำครอบครัวที่ดีสักที โรคหัวใจครานี้เหมือนทำให้เขาตายแล้วเกิดใหม่

หากเป็นอะไรไปเขาคงเสียใจที่ไม่ได้ลาแม้แต่ลูกๆของตัวเอง และคนที่เขารักสักคน เมื่อมีโอกาสฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง เขาจะไม่ยอมให้แต่ละวันเพียงแค่ผ่านพ้นไปแน่ๆ

“กลับบ้านพร้อมกันนะหญิง เฮียขอโทษที่ทำร้ายหญิง ต่อไปนี้เฮียจะไม่ทำแบบนั้นอีกแล้ว”
“อย่าคิดมากไปเลย มันผ่านไปแล้วขอให้ผ่านไปเถอะ หญิงไม่โกรธเฮียนะ ช่วงเย็นๆเด็กๆก็คงมาเยี่ยมกัน” หญิงกล่าวยิ้มๆ หากแต่ไม่ทันสังเกตสายตาที่หม่นลงของเสี่ยเชนเมื่อนึกถึงเรื่องของลูกๆทั้งมายด์และมีนในยามนี้
ผู้ช่วยพยาบาลเข็นรถอาหารมาเสิร์ฟถึงปลายเตียง หญิงมองดูอาหารที่จัดแต่งใส่จานอย่างสวยงามพร้อมพลาสติกใสๆบางๆปิดป้องกันแมลงและฝุ่นละอองอย่างดี เป็นอาหารอ่อนๆสำหรับผู้ป่วยพักฝืนอยู่

“ช่วงนี้อยากให้ญาติดูแลเรื่องอาหารให้ผู้ป่วยหน่อยนะค่ะ ควรทานผักมากๆ หลีกเลี่ยงอาหารรสจัดและอาหารมันๆทั้งหลาย แนะนำปลานึ่งนะค่ะ ถ้ามีเวลาก็ทำให้ผู้ป่วยทานได้” พยาบาลเดินเข้ามาตรวจวัดความดัน และปรับระดับเตียงจัดท่าทางของเสี่ยเชนให้อยู่ในอิริยาบทพร้อมรับประทานอาหาร หญิงยิ้มให้กับพยาบาลและสามี ก่อนจะป้อนข้าวให้หลังจากที่พยาบาลกลับแล้ว เสี่ยเชนเรียกหม่าม๊าให้ทานข้าวพร้อมกัน
“เฮียกินให้อิ่มเถอะ เดี๋ยวหญิงจะพาแม่ลงไปทานเอง สักพักเด็กๆก็คงมาถึงกันแล้ว”

***************
ที่โรงพยาบาลที่กรนอนรักาตัวอยู่ สุนีย์กลับจากมหาวิทยาลัยก็ตรงดิ่งมาเฝ้าสามีทันที โต้งเงยหน้าสบตากับแม่ เห็นถึงความห่วงใยที่แม่มีต่อพ่อแล้ว โต้งรู้สึกสงสารจับใจ ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานสักกี่ปี สายตาของแม่และความรักที่มีต่อคนในครอบครัวไม่เคยจางหายไปไหน เขาจำได้ดีว่าเหตุการณืที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเขาตั้งแต่เด็กๆจนเป็นหนุ่ม คนที่ทำหน้าที่ “แม่”ได้ไม่เคยขาดตกบกพร่องเลย คือผู้หญิงตรงหน้านี้…โต้งนึกคิดถึงเหตุการณ์ในวันวานอีกครั้ง


เย็นวันนั้นหลังจากที่สุนีย์รับโต้งกลับเข้าบ้านช่วงเลิกเรียน ทั้งสองคนก็เห็นสภาพข้าวของแตกกระจาย โดยเฉพาะกรอบรูปที่เพิ่งเปลี่ยนใหม่ล่วงหล่นพื้น สุนีย์หันไปมองสามีที่นอนคอพับคออ่อนอยู่กับเก้าอี้ตัวยาวอย่างเอือมระอา ทั้งเข้าใจความรู้สึกสามีดี แต่ขณะเดียวกันก็อยากจะให้สามีได้ลุกขึ้นต่อสู้กับปัญหาไม่ใช่แก้ปัญหาด้วยการดื่ม ดื่ม และดื่มแบบนี้…โต้งเห็นผู้เป็นแม่ค่อยๆเก็บเศษกระจกช้าๆ จำได้ว่าเขาเองก็ช่วยแม่ด้วยการเก็บสำรับอาหารบนโต๊ะที่แม่เตรียมไว้ให้ก่อนออกจากบ้านตอนเช้า อาหารยังอยู่ครบโดยที่พ่อไม่ได้แตะต้องสักคำ โต้งมองพ่ออย่างหดหู่ กัดกรามจนขึ้นเป็นสันนูน เหมือนกักเก็บความรู้สึกในใจไว้….มันคือความเหงา…มันคือความว้าเหว่…มันคือความเศร้า…และมันคือความผิดหวังลึกๆ…


เขาหันไปมองพ่อช้าๆอีกครั้งแล้วตัดสินใจเดินเข้าไปหาผู้เป็นแม่ สุนีย์ชะงักขณะกวาดเศษกระจกทิ้งลงถังขยะ
“แม่ เอ่อ… ถ้าจะมีใครสักคนทำให้เค้าดีขึ้นล่ะ!!”
จำได้ว่าวันนั้นโต้งตัดสินใจพูดเรื่องจูนขึ้นมา หลังจากที่ความรู้สึกหนึ่งพุ่งจี๊ดขึ้นสมองเมื่อครู่…

“ใคร!! ใครทำให้ใครดีขึ้น” สุนีย์ถาม ไม่เข้าใจที่ลูกชายพูด เสียงกรลุกขึ้นมาโวยวายว่าหนวกหู สุนีย์มองหน้ากร ก่อนจะหันกลับมามองที่ลูกชายเหมือนจะเข้าใจสิ่งที่ลูกชายพูด “เค้า” ในที่นี้ที่โต้งพูดหมายถึง กรผู้เป็นพ่อนั่นเอง..แต่ก็ยังนึกไม่ออกว่าใครจะมาช่วยให้สภาพบ้านตอนนี้ให้กลับเป็นบ้านที่น่าอยู่เหมือนเดิม

ภาพครานั้นเขาเห็นสายตาของผู้เป็นแม่แล้วสะเทือนใจ…ยิ่งสายตาตอนนี้ของแม่ก็ไม่ต่างจากนั้นมากนัก…แม่แบบกรับปัญหามากมายไว้ในสายตาและความรู้สึกเสมอมา…แม้แต่ตอนที่เขาเรียนจบมหาวิทยาลัย แม่ก็ยังเฝ้ารอคอยไม่ยอมเข้านอนเพื่ออยู่รอลูกชายกลับเข้ามาถึงหอพัก แม่ลงไปรับเขาถึงลานจอดรถเลยทีเดียว

“พลอยมาเยี่ยมหรือยัง?” สุนีย์หันมาถามโต้ง ขณะใช้หลังมือสัมผัสที่หน้าผากของกรเพื่อดูอาการไข้
“ยังครับ” โต้งตอบสั้นๆ
“อาหมอบอกว่าหัวใจพ่อหยุดเต้นหลายนาทีมาก?”
“แล้วทำไม!!” สุนีย์หันมาถามด้วยน้ำเสียงที่ดัง ไม่ได้ตะคอกใส่ลูกชาย แต่เป็นคำถามที่ไม่อยากได้ยินคำตอบมากกว่า
“ทำไม!! ทำไม!! ฉันไปทำบาปอะไรมานักหนา?” เป็นประโยคที่สุนีย์พูดขึ้น พร้อมๆกับซุกหน้าลงกับฝ่ามือของสามีที่ไม่ได้สติ คร่ำครวญ โต้งสงสารแม่จับใจ ลุกขึ้นเดินไปหา

ประตูห้องผู้ป่วยเปิดออกมา พลอยมองภาพนั้นแล้วสะเทือนใจเล็กน้อย เตรียมจะถอยกลับแต่โต้งพยักหน้าให้เข้ามา พลอยเดินเข้ามาที่เตียงช้าๆ ใจเต้นระรัว สายตาจับจ้องที่กรอย่างไม่กระพริบ พร้อมๆกับน้ำตาที่ไหล่เอ่อคลอเบ้า…ดูอาการของกรคราวนี้จะหนักหนายิ่งนัก หญิงสาวปลายตามองสุนีย์เล็กน้อย ตาแดงกร่ำขึ้นมา

“นี่คือสิ่งที่ฉันสมควรจะได้รับงั้นเหรอ?” น้ำตาของสุนีย์ไหลอาบทั้งสองแก้ม เงยหน้าถามลูกชายและหญิงสาวที่ก้าวเข้ามาใกล้ๆ
“ทุกวันนี้ฉันยังทำไม่ดีพออีกหรือไง แล้วจะให้ฉันทำอะไรอีก จะเอาอะไรไปจากชีวิตของฉันอีก มาเอาชีวิตของฉันไปเถอะ?” สุนีย์ปล่อยโหออกมาพร้อมสะอื้อไห้ป่านใจแทบขาด เสียงร้องไห้ของสุนีย์ทำให้โต้งเดินออกจากห้องคนไข้ ไม่อาจให้ผู้เป็นแม่เห็นถึงความอ่อนแอของตัวเองได้ หรือเพราะไม่อาจเห็นความอ่อนแอของผู้เป็นแม่กันแน่ แต่ที่รู้ๆ ชายหนุ่มเองก็มีอาการเสียใจไปไม่น้อยกว่ากัน มิวเดินทางมาถึงโรงพยาบาล สวนกับโต้งที่หน้าลิฟท์ ชายหนุ่มรีบวิ่งเข้าไปหา ทั้งสองคนโผเข้าสวมกอดกัน ท่ามกลางสายตาของพยาบาลและผู้คนแถวนั้น

“มิว มิวอยู่กับโต้งนะ” ชายหนุ่มบอกกับชายในอ้อมกอดด้วยน้ำเสียงสั่นสะอื้น
“โต้ง!! เกิดอะไรขึ้น? เรา เราอยู่ตรงนี้แล้ว” มิวลูบหลังคนรักเบาๆ แล้วพาเดินออกไปจากบริเวณนั้น

ภายในห้อง สุนีย์มองหน้ากรด้วยความรักใคร่ ใบหน้าที่ซีดเซียวของสามีไม่ต่างจากใบหน้าของเธอขณะนี้ เสียงเครื่องช่วยหายใจและเครื่องอื่นๆยังคงทำหน้าที่ยื้อชีวิตของกรสุดความสามารถ อาหมอเดินเข้ามาพร้อมๆกับพยาบาลและแฟ้มประวิติในมือ


“จากวันนั้น จนถึงวันนี้ที่กรอยู่กับพวกเรามาก็นับว่าโชคดีมากนะ” อาหมอพูดกับสุนีย์ พร้อมๆกับตรวจดูอาการของกร สุนีย์เบือนหน้าไปทางอื่น หล่อนไม่อยากรับรู้รับฟังใดๆอีกเลย ขอเพียงสิ่งเดียวตอนนี้คือทางรอดของสามีเท่านั้น ไม่ว่าจะแลกด้วยสิ่งใดก็ตาม อาหมอมองสุนีย์ด้วยความรู้สึกเห็นใจ กับปัญหาต่างๆที่ผู้เป็นน้องสะใภ้แบกรับมันไว้คนเดียว ยิ่งตอนนี้อาการของกรก็ทรุดลงไปมาก เพราะหยุดหายใจนานเกินห้านาที

ตามหลักของทางการแพทย์ หากหัวใจหยุดทำงานเพียงสาม ถึง สี่นาทีก็ถือว่าโคม่ามากแล้ว แต่เครสของกรถือว่าเกินกว่านั้น และร่างกายของกรก้ไม่ดีเหมือนคนทั่วไป โดยเฉพาะตับที่มีไม่ครบสมบูรณ์แบบนี้ โอกาสรอดมีน้อยถึงน้อยจริงๆ

“คงต้องหวังพึ่งปาฎิหารย์ก่อนถึงพรุ่งนี้เช้าเท่านั้น” อาหมอพูดเบาๆให้กับสุนีย์และพลอยได้ยิน ก่อนจะเดินออกจากห้องไป อาหมอยิ้มให้กับสุนีย์เป็นการให้กำลังใจอีกครั้ง พลอยขยับตัวเข้าไปใกล้กับกร ก้มลงกราบที่หน้าอกช้าๆ น้ำตาไหลริน สุนีย์เบือนหน้าไปจากภาพที่เห็น…หล่อนเดินออกไปสูดลมหายใจที่ระเบียงด้านนอกราวกับคนไร้ความรู้สึก

(โปรดเตรียมเสียน้ำตาในตอนต่อไป)




Create Date : 22 กันยายน 2551
Last Update : 22 กันยายน 2551 19:33:34 น.
Counter : 210 Pageviews.

4 comment
ตอนที่ 27
(ต่อจากตอนที่แล้ว)

“บอกฉันอีกครั้งได้มั้ยว่าเธอเป็นใคร?” สุนีย์ถามตรงๆ กับความรู้สึกตั้งแต่แรกที่ได้เห็นหน้า เธอเชื่อว่าเด็กผู้หญิงคนที่ยืนอยู่ด้วยขณะนี้คือลูกสาว หรือไม่ก็คือจูนเด็กสาวที่เคยเข้ามาในชีวิต และครั้งหนึ่งเด็กคนนั้นช่วยให้ครอบครัวของเธอสมบูรณ์ขึ้น
“ทำไมล่ะคะ หนูก็เป็นหนูไงคะ” จูนหันมาตอบไม่ค่อยเต็มเสียงนั้น
“ไม่ใช่ ฉันหมายความว่าเธอมาจากไหนกันแน่ เธอคงเข้าใจความรู้สึกของฉันบ้างนะพลอย?” สุนีย์พยายามอธิบายอย่างที่เธอต้องการจะถาม
“พ่อแม่เธอเป็นใคร”
“หนูก็เคยบอกคุณไปแล้วนี่คะ”
“ก็เล่าให้ฉันฟังอีกทีสิ ฉันอยากรู้ทั้งหมด”
“แล้วคุณจะรู้ไปทำไมล่ะ?” พลอยหันมาถามสุนีย์ตรงๆ เป็นคำถามที่ตัวของพลอยเองก็อยากรู้เช่นกัน สุนีย์เป็นฝ่ายนิ่งเงียบอีกครั้ง ไม่มีคำตอบอะไรออกมา
“หนูขอโทษค่ะ เอ่อ…หนูเพียงต้องการแค่อยากรู้เท่านั้นว่า ตอนนี้หรือเมื่อก่อน มันต่างกันอย่างไร?”
พลอยก้มหน้านิ่ง มันก็คงจะจริง เธอเองอยากรู้เหมือนกันว่าสุนีย์จะตอบว่าอย่างไร?


“การกลับมาของแตง คือสิ่งที่ทุกคนในครอบครัวฉันปรารถนา แม้ไม่มีใครพูดออกมาตรงๆ แต่นั่นคือสิ่งเดียวที่พวกเราคิดเหมือนกัน ฉันอาจจะเป็นแม่ที่เคร่งครัด ตั้งกฏระเบียบกับลูกมากไปตอนนั้น ส่วนพ่อเขาก็โทษตัวเองตลอดเวลาว่าเป็นคนปล่อยให้ลูกไปเที่ยวจนเกิดเรื่อง และสุดท้ายที่หัวอกของคนเป็นพ่อแม่แบกรับไว้ คือการได้เห็นลูกที่เหลืออยู่มีชีวิตด้วยความเหงา โต้งทุกข์ใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น เขากลายเป็นเด็กมีปมด้อย แต่ไม่ใช่เด็กมีปัญหา ถ้าเขามีพี่สาวเหมือนเดิม ความรู้สึกคงดีขึ้น เข้าใจความรู้สึกของฉันนะที่ถามหนูแบบนั้น”
“ค่ะ หนูเข้าใจแล้ว แต่เชื่อเถอะ…หนูก็แค่คนแปลกหน้า!!ที่มีบางอย่างคล้ายคลึงลูกสาวน้าเท่านั้นเอง” พลอยมองหน้าสุนีย์เขม็ง เหมือนมีบางอย่างในใจเช่นเดียวกัน

“ดึกแล้ว หนูขอตัวกลับก่อนนะค่ะ แล้วหนูขอกลับมาที่นี่บ่อยๆนะค่ะ” พลอยยกมือไหว้ลาแล้วคว้ากระเป๋าสะพายเปิดประตูออกไป สายตามองขึ้นไปที่ชั้นบนเล็กน้อยเหมือนกำลังมองหาใครสักคนที่เดินขึ้นไปก่อนหน้านี้ สุนีย์มองตาม รู้สึกสับสนในใจเช่นเดิม นี่เธอกำลังทำอะไรอีก!! มันคงไม่มีอะไรที่ดีไปกว่านี้แล้วใช่ไหม? บางครั้งเธอเองก็อยากคิดเช่นกันว่าเหตุการณ์นี้เป็นเพียงความฝัน ถ้ามันทำให้ครอบครัวเธอมีความสุขขึ้นมาก็ขออย่าให้เป็นความจริงเลยที่ต้องมีชีวิตอยู่ด้วยความเจ็บปวดในใจตลอดเวลา
พลอยเดินมาหยุดที่หน้าบ้านเหมือนชั่งใจบางอย่างอยู่เหมือนกัน แต่ก็ตัดสินใจเดินหน้าต่อไปทั้งที่น้ำตากำลังล้นเอ่อออกมา โต้งกับมิวที่นั่งอยู่โต๊ะหินอ่อนตัวเดิมหันมามอง พลอยส่งยิ้มให้แล้วเดินจากไป

ด้านสุนีย์เดินตามออกมาเห็นพลอยเดินจากไป หัวใจของเธอก็อ่อนล้ายิ่งนัก เห็นโต้งกับมิวนั่งพูดคุยกันอย่างมีความสุขก็อดเสียใจลึกๆไม่ได้ ถึงแม้สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือการยอมรับและสนับสนุนทางเดินของลูกชาย แต่ถ้าให้เลือกได้เธอก็อยากให้ลูกเดินตามทางที่ถูกต้องมากกว่า น้ำตาของเธอตีตื้นขึ้นมาสุดห้ามใจ ก่อนจะค่อยๆเดินขึ้นบันไดไปอาบน้ำ พักผ่อนจากใจที่เหนื่อยล้า…แม้ร่างกายที่เหนื่อยล้ามันก็ยังมีช่วงเวลาที่พักผ่อน แต่ทว่าใจที่เหนื่อยล้าแม้ลืมตาตื่นอีกกี่ครั้ง ความรู้สึกนั้นก็ยังเหมือนเดิม สุนีย์กำลังจะเปิดประตูห้องพอดี หากสายตาไม่เหลือบไปเห็นปลายเท้าของสามีที่ยื่นพ้นออกมาจากประตูห้องน้ำ ด้านข้างระหว่างห้องของเธอกับลูกชาย เธอเปิดประตูห้องให้กว้างออกไป แทบช็อคเมื่อเห็นคราบเลือดบนศีรษะของกรไหลเปียกชุ่มตามพื้น สุนีย์ร้องออกมาสุดเสียงวิ่งหน้าตาตื่นออกมาร้องเรียกพลอย และลูกชายอีกครั้งที่หน้าบ้าน โต้งวิ่งกลับเข้าไปในบ้านทันทีด้วยสัญชาตญาณบางอย่าง มิววิ่งออกมาข้างนอกบ้านเพื่อตามพลอยให้กลับไปที่บ้านนั้นอีกครั้ง
  

สุนีย์ขับรถไปส่งกรที่โรงพยาบาล มืออีกข้างหนึ่งพยายามติดต่อโทรศัพท์เข้าเครื่องของอาหมอแต่ไม่สามารถติดต่อได้ คงกลับถึงบ้านแล้วเข้านอนเลย หันไปมองพลอยที่ประคองกรอยู่ที่เบาะด้านหลังคนขับ พลอยพยายามเขย่าใบหน้าของกรเบาๆพร้อมกับเรียกเป็นระยะๆ โต้งกุมมือข้างหนึ่งของกรไว้ บีบเบาๆด้วยความเป็นห่วง น้ำตาไหลออกมา มิวได้แต่นั่งนิ่งอยู่ด้านหน้าข้างสุนีย์
“
ทันทีที่ถึงโรงพยาบาลหมอบอกว่าอาการของกรไม่ดีมากๆ ทำให้อาการของกรทรุดลงอย่างที่เห็น
“คุณคงทราบแล้วว่าตับของผู้ป่วยไม่ดีตั้งแต่แรกแล้ว อาจเหนื่อยง่าย หรือเพลียเกินไปจนหายใจไม่ทันเป็นลมไปตอนที่มาถึงโรงพยาบาลความดันของเลือดก็ผิดปกติและสูงมาก ตอนนี้ควรให้หมอดูแลให้ใกล้ชิด 24 ชั่วโมง”
“มันจะรุนแรงขนาดไหนค่ะ” สุนีย์ถาม น้ำเสียงสั่นเครืออย่างชัดเจน
“ตับคนไข้ไม่ทำงานเลย นี่คือระยะที่รอคอยความหวังเท่านั้นเอง”
“ความหวัง?” เสียงสุนีย์เบาลงจนแทบไม่ได้ยิน
สายตาของสุนีย์ยังคงมองไปที่เตียงคนไข้อยู่ โดยมีพลอยดูแลอย่างใกล้ชิด

  

ด้านนอกของห้องผู้ป่วย สุนีย์นั่งซึมคนเดียว ปลายเท้าทั้งสองข้างเหยียดออกไปข้างหน้า สองแขนประสานกันที่หน้าตัก ไม่มีใครรู้ได้ว่าเธอกำลังคิดอะไรในใจ โต้งเดินออกมาเห็นก็ชะงัก ค่อยๆเดินเข้าไปนั่งลงข้างๆ ชายหนุ่มซบศีรษะลงบนบ่าของผู้เป็นแม่ สุนีย์ลูบศีรษะของลูกชายเบาๆ
“แม่!! …เข้มแข็งไว้นะครับ โต้งอยู่กับแม่แล้ว”
สุนีย์ค่อยหันไปมองลูกชาย น้ำตารินออกมาในแววตาคู่นั้น โต้งมือของแม่ที่ตัวเองกุมไว้แน่นในมือของตัวเอง สุนีย์ยกมืออีกข้างขึ้นมาทับมือลูกชายอีกที มองหน้าลูกยิ้มๆ

“โต้งคือกำลังใจสำคัญของแม่เสมอนะลูก”

น้ำตาของทั้งสองคนยิ้มออกมา พลอยเดินออกมากับมิวถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้เช่นกันกับภาพที่เห็น
“พี่ฝากดูแลทางนี้ด้วยนะ แล้วพี่จะมาเยี่ยมอีกครั้ง” พลอยหันไปบอกกับมิว แล้วเดินจากไป มิวยืนลำพังคนเดียวด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ขาดหายไป ภาพที่เห็นเมื่อครู่นานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่เคยได้พบเจอแม้แต่กับตัวเองก็ตาม ครั้งสุดท้ายที่ได้สัมผัสไออุ่นนั้นก็คงกับอาม่าเท่านั้น…แม้แต่ผู้เป็นพ่อที่ช่วงหลังๆจะพบกันบ่อยขึ้นแต่ไม่มีครั้งใดที่จะได้สัมผัสไออุ่นแบบนี้สักครั้ง ยิ่งวัยที่โตขึ้นดูเหมือนจะเป็นช่องว่างระหว่างความรักจากผู้เป็นพ่อจะห่างหายออกไปทุกที

  
โต้งกับมิวนอนเฝ้ากรที่โรงพยาบาล พร้อมๆกับสุนีย์ พอรุ่งเช้าหลังจากที่คุณหมอมาตรวจอาการของกรอีกครั้ง สุนีย์ก็กลับบ้านเพื่อเตรียมข้าวของมาเฝ้ากรที่โรงพยาบาลสลับกับโต้งและมิว
“วันนี้ออกจากห้องซ้อมเสร็จแล้วเราจะมาที่โรงพยาบาลเองนะ โต้งไม่ต้องเป็นห่วง” มิวบอกกับโต้งก่อนที่จะกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเข้าห้องซ้อมกับวงออกัส
“มิว…รีบกลับมานะ..เราไม่อยากอยู่คนเดียว” โต้งบอก
“อืม เราเข้าใจโต้ง …โต้งเข้มแข็งนะ อย่าให้น้านีย์ต้องเป็นห่วงอีกคน” มิวยิ้มให้แล้วเปิดประตูออกไป

  

ที่ระยองเสียงเพลงดังออกมาลั่นบ้าน มายด์กับพลและมีนต่างสนุกสนานกันอีกครั้ง โดยคราวนี้พลแอบส่ง “ของดี” มาฝากมีนอีกด้วย มันคือ “น้ำผลไม้ผสมยาปลุกเซ็กส์สำเร็จรูป”
“สุดยอดเลยนะมีน กระป๋องเดียวเสียวได้ทั้งคืน พี่เอามาให้ทดลองก่อน ถ้าได้ผลติดต่อพี่ได้ คิดราคากันเอง”
พลอวดอ้างสรรพคุณให้กับน้องชายของแฟน โดยที่มายด์ไม่ได้ยิน นอกจากไม่ได้ยินและก็คงจะไม่รู้ตัวด้วยเช่นกันว่าที่ตัวเองพลาดท่าเสียที ตกเป็นของรุ่นพี่คราวนั้นก็มาจากผลไม้กระป๋องตัวนี้นั่นเอง
  

“น้าหญิง!! มาตั้งแต่เมื่อไหร่เหรอ?”
มายด์ตกใจเมื่อเห็นหญิงเปิดประตูบ้านเข้ามาพร้อมกับหม่าม๊า พวกเด็กๆพากันหน้าซีดไปตามๆกัน หญิงเดินเลยเข้าไปด้านในเบาเสียงเพลงลง เธอไม่อยากจะหักหน้าเด็กๆ และขณะเดียวกันเปิดเพลงเสียงดังมากๆหากหนวกหูหรือทำให้หม่าม๊าต้องหงุดหงิดอาการของหม่าม๊าเธอจะกำเริบอีก โลกของเธอกับโลกของเด็กวัยรุ่นในปัจจุบันมันต่างๆกันมาก หรืออาจพูดได้ว่าชีวิตวัยรุ่นของเธอไม่เคยมีเลยเสียด้วยซ้ำไป หญิงเดินไปส่งหม่าม๊าที่ห้องแล้วกลับออกมา พลมองหน้าหญิงด้วยความพอใจ ขณะที่หญิงเดินเข้าห้องไป มายด์หยิกแก้มพลด้วยความหึงหวง ชายหนุ่มร้องโอยด้วยความเจ็บ

“รู้นะคิดอะไร? นั่นน้าหญิงนะ เมียของพ่อมายด์ ห้ามทำอะไรน่าเกลียดเชียวไม่งั้นมายด์เอาเรื่องแน่” มายด์ค้อนให้กับแฟนตัวเอง แล้วสนุกสนานต่อ เสียงประตูเปิดออกมาอีกครั้ง หญิงถามหาเสี่ยเชน

(โปรดติดตามตอนต่อไป)



Create Date : 18 กันยายน 2551
Last Update : 18 กันยายน 2551 17:39:36 น.
Counter : 158 Pageviews.

4 comment
1  2  3  4  5  6  7  

คุณหมอกมลชนก
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



"Some dream of worthy accomplishments, while others stay awake and do them."

บางคนฝันที่จะประสบความสำเร็จอย่างสวยหรู ในขณะที่บางคนกำลังลงมือกระทำ

คำคมนี้ดูจะบ่งบอกความเป็นตัวตนของ"ออมสิน"ได้เป็นอย่างดี...


สมาชิกอยู่ในบ้านขณะนี้