นรกชื่อ ปหาสะ...นรกสำหรับนักเต้นรำ บันเทิง...


ตาลปุตตสูตร นรกชื่อ ปหาสะ

[๕๘๙] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน

ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้นแล พ่อบ้านนักเต้นรำนามว่าตาลบุตร เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคแล้ว

นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระ

องค์เคยได้ยินคำของนักเต้นรำ ผู้เป็นอาจารย์และปาจารย์ก่อนๆกล่าวว่า นักเต้นรำคนใดทำ

ให้คนหัวเราะ รื่นเริง ด้วยคำจริงบ้าง คำเท็จบ้างในท่ามกลางสถานเต้นรำ ในท่ามกลางสถาน

มหรสพ ผู้นั้นเมื่อแตกกายตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาผู้ร่าเริง ในข้อนี้พระผู้มี

พระภาคตรัสอย่างไร พระผู้มีพระภาคตรัสว่า อย่าเลยนายคามณี ขอพักข้อนี้เสียเถิด ท่าน

อย่าถามข้อนี้กะเราเลย ฯ

[๕๙๐] แม้ครั้งที่ ๒ ... แม้ครั้งที่ ๓ พ่อบ้านนักเต้นรำนามว่าตาลบุตรก็ได้ทูลถามพระ

ผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เคยได้ยินคำของนักเต้นรำ ผู้เป็นอาจารย์และ

ปาจารย์ก่อนๆ กล่าวว่า นักเต้นรำคนใดทำให้คนหัวเราะ รื่นเริง ด้วยคำจริงบ้าง คำเท็จบ้าง

ในท่ามกลางสถานเต้นรำ ในท่ามกลางสถานมหรสพ ผู้นั้นเมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงความ

เป็นสหายของเทวดาผู้ร่าเริง ในข้อนี้พระผู้มีพระภาคตรัสอย่างไร ฯ

[๕๙๑] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรนายคามณี เราห้ามท่านไม่ได้แล้วว่า อย่าเลย

นายคามณี ขอพักข้อนี้เสียเถิด ท่านอย่าถามข้อนี้กะเราเลย แต่เราจักพยากรณ์ให้ท่าน ดูกร

นายคามณี เมื่อก่อนสัตว์ทั้งหลายยังไม่ปราศจากราคะอันกิเลสเครื่องผูกคือราคะผูกไว้ นักเต้นรำ

รวบรวมเข้าไว้ซึ่งธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ในท่ามกลางสถานเต้นรำ ในท่ามกลาง

สถานมหรสพ แก่สัตว์เหล่านั้นมากยิ่งขึ้น เมื่อก่อนสัตว์ทั้งหลายยังไม่ปราศจากโทสะ อันกิเลส

เครื่องผูกคือโทสะผูกไว้ นักเต้นรำรวบรวมเข้าไว้ซึ่งธรรมเป็นที่ตั้งแห่งโทสะ ในท่ามกลางสถาน

เต้นรำ ในท่ามกลางสถานมหรสพ แก่สัตว์เหล่านั้นมากยิ่งขึ้น เมื่อก่อนสัตว์ทั้งหลายยังไม่

ปราศจากโมหะ อันกิเลสเครื่องผูกคือโมหะผูกไว้ นักเต้นรำย่อมรวบรวมไว้ซึ่งธรรมอันเป็นที่ตั้ง

แห่งโมหะ ในท่ามกลางสถานเต้นรำ ในท่ามกลางสถานมหรสพ แก่สัตว์เหล่านั้นมากยิ่งขึ้น

นักเต้นรำนั้น ตนเองก็มัวเมาประมาท ตั้งอยู่ในความประมาท เมื่อแตกกายตายไป ย่อมบังเกิด

ในนรกชื่อปหาสะอนึ่ง ถ้าเขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นักเต้นรำคนใดทำให้คนหัวเราะ รื่นเริงด้วย

คำจริงบ้าง คำเท็จบ้าง ในท่ามกลางสถานเต้นรำ ในท่ามกลางสถานมหรสพผู้นั้นเมื่อแตกกาย

ตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชื่อปหาสะ ความเห็นของเขานั้นเป็นความเห็นผิด

ดูกรนายคามณี ก็เราย่อมกล่าวคติสองอย่างคือ นรกหรือกำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน อย่างใดอย่าง

หนึ่ง ของบุคคลผู้มีความเห็นผิด ฯ

[๕๙๒] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว พ่อบ้านนักเต้นรำนามว่าตาลบุตรร้องไห้

สะอื้น น้ำตาไหล พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรนายคามณี เราได้ห้ามท่านแล้วมิใช่หรือว่า

อย่าเลย นายคามณี ขอพักข้อนี้เสียเถิด อย่าถามข้อนี้กะเราเลย ฯ

คามณี. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่ได้ร้องไห้ถึงข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสอย่าง

นี้กะข้าพระองค์หรอก แต่ว่าข้าพระองค์ถูกนักเต้นรำผู้เป็นอาจารย์และปาจารย์ก่อนๆ ล่อลวงให้

หลงสิ้นกาลนานว่า นักเต้นรำคนใดทำให้คนหัวเราะรื่นเริง ด้วยคำจริงบ้าง คำเท็จบ้าง ในท่าม

กลางสถานเต้นรำ ในท่ามกลางสถานมหรสพ ผู้นั้นเมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็น

สหายของเทวดาชื่อปหาสะข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระธรรมเทศนาของพระองค์แจ่มแจ้งยิ่งนัก ข้า

แต่พระองค์ผู้เจริญ พระธรรมเทศนาของพระองค์แจ่มแจ้งยิ่งนัก พระผู้มีพระภาคทรงประกาศ

ธรรมโดยอเนกปริยาย ดุจหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทางหรือตามประทีป

ในที่มืดด้วยหวังว่า คนมีจักษุจักเห็นรูป ฉะนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระ

ผู้มีพระภาคกับทั้งพระธรรมและภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ข้าพระองค์พึงได้บรรพชาอุปสมบท ใน

สำนักของพระผู้มีพระภาคนายนฏคามณีนามว่าตาลบุตรได้บรรพชา ได้อุปสมบทในสำนักพระผู้มี

พระภาคแล้วท่านพระตาลบุตรอุปสมบทไม่นาน หลีกออกจากหมู่อยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความ

เพียร มีใจแน่วแน่ ฯลฯ ก็แลท่านพระตาลบุตรเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ในจำนวนพระ

อรหันต์ทั้งหลาย ฯ

พระไตรปิฎก ฉบับบาลีสยามรัฐ (ภาษาไทย) เล่มที่ 18                                                      

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค                                                  

ข้อที่ ๕๘๘-592   หน้าที่ ๓๑๔-316






Create Date : 14 มกราคม 2556
Last Update : 14 มกราคม 2556 10:21:00 น.
Counter : 577 Pageviews.

2 comment
เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ธรรมมีประเภท ๕ เป็นไฉน

[๒๗๘] ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมมีประเภทละ ๕ๆ ที่พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้
ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสไว้โดยชอบแล้วมีอยู่แล พวกเรา
ทั้งหมดด้วยกัน พึงสังคายนา ไม่พึงแก่งแย่งกันในธรรมนั้นการที่พรหมจรรย์นี้พึงยั่งยืน
ตั้งอยู่นานนั้น พึงเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ชนมาก เพื่อความสุขแก่ชนมาก เพื่อความอนุเคราะห์
แก่โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูลเพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ธรรมมีประเภท
๕ เป็นไฉน
 ขันธ์ ๕ อย่าง
๑. รูปขันธ์             [กองรูป]
๒. เวทนาขันธ์          [กองเวทนา]
๓. สัญญาขันธ์           [กองสัญญา]
๔. สังขารขันธ์          [กองสังขาร]
๕. วิญญาณขันธ์          [กองวิญญาณ] ฯ
[๒๗๙]             อุปาทานขันธ์ ๕ อย่าง
๑. รูปูปาทานขันธ์ (ขันธ์เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน คือ รูป)
๒. เวทนูปาทานขันธ์ (ขันธ์เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน คือ เวทนา)
๓. สัญญูปาทานขันธ์ (ขันธ์เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน คือ สัญญา)
๔. สังขารูปาทานขันธ์ (ขันธ์เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน คือ สังขาร)
๕. วิญญาณูปาทานขันธ์ (ขันธ์เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน คือ วิญญาณ) ฯ
[๒๘๐]               กามคุณ ๕ อย่าง
๑. รูปที่จะพึงรู้แจ้งได้ด้วยจักษุ ซึ่งน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ น่ารัก  ประกอบ
ด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ฯ
๒. เสียงที่จะพึงรู้แจ้งได้ด้วยหู ซึ่งน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ น่ารัก ประกอบ
ด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ฯ

๓. กลิ่นที่จะพึงรู้แจ้งได้ด้วยจมูก ซึ่งน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ    น่ารัก ประกอบ
ด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ฯ
๔. รสที่จะพึงรู้แจ้งได้ด้วยลิ้น ซึ่งน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ น่ารัก ประกอบ
ด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ฯ
๕. โผฏฐัพพะที่จะพึงรู้แจ้งได้ด้วยกาย ซึ่งน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ  น่ารัก
ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ฯ
[๒๘๑]          คติ ๕ อย่าง
๑. นิรยะ                  [นรก]
๒. ติรัจฉานโยนิ             [กำเนิดดิรัจฉาน]
๓. ปิตติวิสัย                [ภูมิแห่งเปรต]
๔. มนุสสะ                 [มนุษย์]
๕. เทวะ                  [เทวดา] ฯ
[๒๘๒]          มัจฉริยะ ๕ อย่าง
๑. อาวาสมัจฉริยะ           [ตระหนี่ที่อยู่]
๒. กุลมัจฉริยะ              [ตระหนี่สกุล]
๓. ลาภมัจฉริยะ             [ตระหนี่ลาภ]
๔. วัณณมัจฉริยะ             [ตระหนี่วรรณะ]
๕. ธัมมมัจฉริยะ             [ตระหนี่ธรรม] ฯ
[๒๘๓]         นีวรณ์ ๕ อย่าง
๑. กามฉันทนีวรณ์            [ธรรมที่กั้นจิต คือ ความพอใจในกาม]
๒. พยาปาทนีวรณ์            [ธรรมที่กั้นจิต คือความพยาบาท]
๓. ถีนมิทธนีวรณ์             [ธรรมที่กั้นจิต คือความที่จิตหดหู่และเคลิบเคลิ้ม]
๔. อุทธัจจกุกกุจจนีวรณ์        [ธรรมที่กั้นจิต คือความฟุ้งซ่านและรำคาญ]
๕. วิจิกิจฉานีวรณ์            [ธรรมที่กั้นจิต คือความสงสัย] ฯ

[๒๘๔]  โอรัมภาคิยสังโยชน์          [สังโยชน์เบื้องต่ำ] ๕ อย่าง
๑. สักกายทิฏฐิ                  [ความเห็นเป็นเหตุถือตัวถือตน]
๒. วิจิกิจฉา                    [ความสงสัย]
๓. สีลัพตปรามาส            [ความเชื่อถือศักดิ์สิทธิ์ด้วยเข้าใจว่ามีได้ด้วย
ศีลหรือพรต]
๔. กามฉันทะ                 [ความพอใจด้วยอำนาจแห่งกาม]
๕. พยาบาท                  [ความคิดแก้แค้นผู้อื่น]
[๒๘๕] อุทธัมภาคิยสังโยชน์ [สังโยชน์เบื้องบน] ๕ อย่าง
๑. รูปราคะ                [ความติดใจอยู่ในรูปธรรม]
๒. อรูปราคะ               [ความติดใจอยู่ในอรูปธรรม]
๓. มานะ                  [ความสำคัญว่าเป็นนั่นเป็นนี่]
๔. อุทธัจจะ                [ความคิดพล่าน]
๕. อวิชชา                 [ความหลงอันเป็นเหตุไม่รู้จริง]
[๒๘๖]        สิกขาบท ๕ อย่าง
๑. ปาณาติปาตา เวรมณี       [เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการฆ่าสัตว์]
๒. อทินนาทานา เวรมณี       [เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการลักทรัพย์]
๓. กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี      [เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการประพฤติผิด
ในกาม]
๔. มุสาวาทา เวรมณี         [เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการพูดเท็จ]
๕. สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา  เวรมณี [เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการดื่มน้ำเมา
คือสุราและเมรัย     อันเป็นที่ตั้งแห่งความ
ประมาท] ฯ

[๒๘๗]              อภัพพฐาน ๕ อย่าง
๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุขีณาสพไม่สามารถที่จะแกล้งปลงสัตว์จากชีวิต
๒. ภิกษุขีณาสพไม่สามารถที่จะลักทรัพย์ อันเป็นส่วนแห่งความเป็นขโมย
๓. ภิกษุขีณาสพไม่สามารถที่จะเสพเมถุนธรรม
๔. ภิกษุขีณาสพไม่สามารถที่จะพูดเท็จทั้งรู้อยู่
๕. ภิกษุขีณาสพไม่สามารถที่จะกระทำการสั่งสมบริโภคกามเหมือนเมื่อครั้งยังเป็นคฤหัสถ์
อยู่ ฯ
[๒๘๘]              พยสนะ ๕ อย่าง
๑. ญาติพยสนะ              [ความฉิบหายแห่งญาติ]
๒. โภคพยสนะ              [ความฉิบหายแห่งโภคะ]
๓. โรคพยสนะ              [ความฉิบหายเพราะโรค]
๔. สีลพยสนะ               [ความฉิบหายแห่งศีล]
๕. ทิฏฐิพยสนะ              [ความฉิบหายแห่งทิฐิ] ฯ
ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย เพราะเหตุที่ญาติฉิบหายก็ดี เพราะเหตุที่โภคะฉิบหายก็ดี เพราะ
เหตุที่ฉิบหายเพราะโรคก็ดี สัตว์ทั้งหลายย่อมจะไม่ต้องเข้าถึงอบายทุคติ วินิบาต นรก
เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ฯ
ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย เพราะเหตุที่ศีลพินาศ หรือเพราะเหตุที่ทิฐิพินาศ    สัตว์ทั้งหลาย
ย่อมจะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ฯ
[๒๘๙]            สัมปทา ๕ อย่าง
๑. ญาติสัมปทา                  [ความถึงพร้อมด้วยญาติ]
๒. โภคสัมปทา                  [ความถึงพร้อมด้วยโภคะ]
๓. อาโรคยสัมปทา           [ความถึงพร้อมด้วยความไม่มีโรค]
๔. สีลสัมปทา                   [ความถึงพร้อมด้วยศีล]
๕. ทิฏฐิสัมปทา                  [ความถึงพร้อมด้วยทิฐิ] ฯ

ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย เพราะเหตุแห่งญาติสัมปทาก็ดี เพราะเหตุแห่งโภคสัมปทาก็ดี
เพราะเหตุแห่งอาโรคยสัมปทาก็ดี สัตว์ทั้งหลาย ย่อมจะไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่
ตายเพราะกายแตก ฯ
ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย เพราะเหตุแห่งสีลสัมปทา หรือเพราะเหตุแห่งทิฐิสัมปทา
สัตว์ทั้งหลาย ย่อมจะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ฯ
พระไตรปิฎก ฉบับบาลีสยามรัฐ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๑๑

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค  ข้อที่ ๒๗๘-๒๗๙  หน้าที่ ๑๙๔-๑๙๘





Create Date : 13 มกราคม 2556
Last Update : 13 มกราคม 2556 9:57:24 น.
Counter : 482 Pageviews.

2 comment
พุทธวจน..เรื่องภพภูมิ


ภพคือสถานที่เกิด....

เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ (การเกิด) เมื่อมีเกิดก็ต้องมีตายเป็นของธรรมดา

 .... เมื่อชาติมีอยู่ ชราและมรณะจึงมี ชราและมรณะย่อมมี เพราะชาติเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอ
มีอยู่ ชาติจึงมีชาติย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อภพมีอยู่ ชาติจึงมี ชาติย่อมมีเพราะภพเป็น
ปัจจัย...

พระไตรปิฎก ฉบับบาลีสยามรัฐ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๑๖

       พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค  ข้อที่ ๒๓ หน้าที่ ๕

อะไรเป็นเหตุเกิดของภพ อะไรเป็นเหตุดับของภพ ....

.....เมื่ออุปาทานมีอยู่ ภพจึงมี
ภพย่อมมีเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย....

 เพราะอะไรดับ ภพจึงดับ เมื่ออุปาทานไม่มี   ภพจึงไม่มี เพราะอุปาทานดับ
ภพจึงดับ ...

พระไตรปิฎก ฉบับบาลีสยามรัฐ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๑๖

       พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค  ข้อที่ ๒๓ หน้าที่ ๕

ภพเป็นอย่างไร

 .....ภิกษุทั้งหลาย ภพเป็นอย่างไรเล่า?

 ภิกษุทั้งหลาย ภพทั้งหลาย ๓ อย่างเหล่านี้คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ

 ภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าภพ

ความก่อขึ้นพร้อมแห่งภพย่อมมี เพราะว่าก่อขึ้นแห่งอุปาทาน

ความดับไม่เหลือแห่งภพย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน

มรรคอันประกอบด้วยองค์แปดอันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งภพ....

นิทาน.สํ.๑๖/๕๑/๙๑

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า..ภพ



Create Date : 12 มกราคม 2556
Last Update : 12 มกราคม 2556 10:28:33 น.
Counter : 1302 Pageviews.

0 comment
การรู้อริยสัจเป็ นของไม่เหลือวิสัย พระอริยบุคคล จึงมีปริมาณมาก

คำว่าอริยบุคคล คือตั้งแต่ โสดาบันขึ้นไปจนถึงอรหันต์.....

การรู้อริยสัจเป็ นของไม่เหลือวิสัย
พระอริยบุคคล จึงมีปริมาณมาก
วัจฉะ ! ภิกษุผู้สาวกของเรา บรรลุเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ
อันไม่มีอาสวะ เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ได้กระทำให้แจ้งแล้ว
ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรมนี้ มีอยู่ไม่ใช่ร้อยเดียว ไม่ใช่สองรอ้ ย ไม่ใช่
สามร้อย ไม่ใช่สี่ร้อย ไม่ใช่ห้าร้อย มีอยู่มากกว่ามาก โดยแท้.
วัจฉะ ! ภิกษุณีผู้สาวิกาของเรา บรรลุเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ
อันไม่มีอาสวะ เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ได้กระทำให้แจ้งแล้ว
ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรมนี้ มีอยู่ไม่ใช่ร้อยเดียว ไม่ใช่สองรอ้ ย ไม่ใช่
สามร้อย ไม่ใช่สี่ร้อย ไม่ใช่ห้าร้อย มีอยู่มากกว่ามาก โดยแท้.
วัจฉะ ! อุบาสก ผู้สาวกของเรา พวกเป็นคฤหัสถ์นุ่งขาว อยู่ประพฤติ
กับผู้ประพฤติพรหมจรรย์, เป็น โอปปาติกสัตว์ (พระอนาคามี) มีปกติปรินิพพาน

ในภพที่ไปเกิดนั้น ไม่เวียนกลับจากภพนั้นเป็นธรรมดา, เพราะความสิ้นไปแห่ง
สัญโญชน์มีส่วนในเบื้องต่ำห้าอย่าง ก็ มีอยู่ไม่ใช่ร้อยเดียว ฯลฯ ไม่ใชห่ ้า
ร้อยมีอยู่มากกว่ามาก โดยแท้.
วัจฉะ ! อุบาสก ผู้สาวกของเรา พวกเป็นคฤหัสถ์นุ่งขาว ยังบริโภค
กาม เป็นผู้ ทำตามคำสอน เป็นผู้ สนองโอวาท มีความสงสัยอันข้ามได้แล้ว
ไม่ต้องกล่าวด้วยความสงสัยว่า นี่อะไร ๆ เป็นผู้ปราศจากความครั่นคร้าม ไม่ใช่ผู้
ต้องเชื่อตามคำของผู้อื่น อยู่ประพฤติพรหมจรรยใ์ นศาสนาของพระศาสดา ก็ มีอยู่
ไม่ใช่ร้อยเดียว ฯลฯ ไม่ใช่ห้าร้อย มีอยู่มากกว่ามาก โดยแท้.
วัจฉะ ! อุบาสิกา ผู้สาวิกาของเรา พวกเป็นหญิงคฤหัสถ์นุ่งขาว อยู่
ประพฤติกับผู้ประพฤติพรหมจรรย์ เป็น โอปปาติกสัตว์ (พระอนาคามี) มีปกติ
ปรินิพพานในภพที่ไปเกิดนั้น ไม่เวียนกลับจากภพนั้นเป็นธรรมดา, เพราะ
ความสิ้นไปแห่งสัญโญชนม์ ีส่วนในเบื้องต่ำห้าอย่าง ก็ มีอยู่ไม่ใช่ร้อยเดียว ฯลฯ
ไม่ใช่ห้าร้อย มีอยู่โดยมากกว่ามากเป็นแท้.
วัจฉะ ! อุบาสิกา ผู้สาวิกาของเรา พวกเป็นหญิงคฤหัสถ์นุ่งขาว ยัง
บริโภคกาม เป็นผู้ ทำตามคำสอน เป็นผู้ สนองโอวาท มีความสงสัยอันข้าม
ได้แล้ว ไม่ต้องกล่าวด้วยความสงสัยว่า นี่อะไร ๆ เป็นปราศจากความครั่นคร้าม
ไม่ต้องเชื่อตามคำของผู้อื่น อยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในศาสนาของพระศาสดา ก็
มีอยู่ไม่ใช่ร้อยเดียว ฯลฯ ไมใ่ ช่ห้าร้อย มีอยู่โดยมากกว่ามากเป็นแท้.
- ม. ม. ๑๓/๒๕๑-๒๕๓/๒๕๕-๒๕๖.





Create Date : 11 มกราคม 2556
Last Update : 11 มกราคม 2556 10:46:01 น.
Counter : 471 Pageviews.

0 comment
พระพุทธอุทานที่ทรงเปล่งออก ที่โคนต้นโพธิ์ เมื่อตรัสรู้ แล้วได้ ๗ วัน



ตรัสรู้แล้ว ทรงรำพึงถึงหมู่สัตว์
สัตว์โลกนี้ เกิดความเดือดร้อนแล้ว มีผัสสะบังหน้า๑ ย่อมกล่าวซึ่งโรค (ความ
เสียดแทง) นั้น โดยความเป็นตัวเป็นตน
เขาสำคัญสิ่งใด โดยความเป็นประการใด แต่สิ่งนั้นย่อมเป็น (ตามที่เป็นจริง)
โดยประการอื่นจากที่เขาสำคัญนั้น
๑. คำว่า “มีผัสสะบังหน้า (ผสฺสปเรโต)” หมายความว่า เมื่อเขาถูกต้องผัสสะใด จิตทั้งหมดของเขายึดมั่น
อยู่ในผัสสะนั้นจนไม่มองเห็นสิ่งอื่น แม้จะใหญ่โตมากมายเพียงใด ทำนองเส้นผมบังภูเขา เขาหลงใหลยึดมั่นแต่ใน
อัสสาทะของผัสสะนั้นจนไม่มองเห็นสิ่งอื่น; อย่างนี้เรียกว่า มีผัสสะบังหน้า คือบังลูกตาของเขา ให้เห็นสิ่งต่าง ๆ
ผิดไปจากตามที่เป็นจริง

สัตว์โลกติดข้องอยู่ในภพ ถูกภพบังหน้าแล้ว มีภพโดยความเป็นอย่างอื่น (จาก
ที่มันเป็นอยู่จริง) จึงได้เพลิดเพลินยิ่งนักในภพนั้น.
เขาเพลิดเพลินยิ่งนักในสิ่งใด สิ่งนั้นเป็ นภัย (ที่เขาไม่รู้จัก) ; เขากลัวต่อสิ่งใด
สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์.
พรหมจรรย์นี้ อันบุคคลย่อมประพฤติ ก็เพื่อการละขาดซึ่งภพ.
สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด กล่าวความหลุดพ้นจากภพว่ามีได้เพราะภพ ; เรา
กล่าวว่า สมณะหรือพราหมณ์ทั้งปวงนั้น มิใช่ผู้หลุดพ้นจากภพ.
ถึงแม้สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด กล่าวความออกไปได้จากภพ ว่ามีได้เพราะ
วิภพ๑ ; เรากล่าวว่า สมณะหรือพราหมณ์ทั้งปวงนั้น ก็ยังสลัดภพออกไปไม่ได้.
ก็ทุกข์นี้มีขึ้น เพราะอาศัยซึ่งอุปธิทั้งปวง.
เพราะความสิ้นไปแห่งอุปาทานทั้งปวง ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์จึงไม่มี.
ท่านจงดูโลกนี้เถิด (จะเห็นว่า) สัตว์ทั้งหลายอันอวิชชาหนาแน่นบังหน้าแล้ว ;
และว่า สัตว์ผู้ยินดีในภพอันเป็นแล้วนั้น ย่อมไม่เป็นผู้หลุดพ้นไปจากภพได้.
ก็ภพทั้งหลายเหล่าหนึ่งเหล่าใด อันเป็นไปในที่หรือในเวลาทั้งปวง๒ เพื่อความมี
แห่งประโยชน์โดยประการทั้งปวง ; ภพทั้งหลายทั้งหมดนั้น ไม่เที่ยง เป็นทุกข์
มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา.
๑. คำว่า “วิภพ” ในที่นี้ ตรงกันข้ามกับคำว่า “ภพ” คือไม่มีภพตามอำนาจของนัตถิกทิฏฐิ หรืออุจเฉท ทิฏฐิโดยตรง
คือไม่เป็นไปตามกฎของอิทัปปัจจยตา; ดังนั้น แม้เขาจะรู้สึกว่าไม่มีอะไร มันก็มีความไม่มีอะไรนั้นเองตั้งอยู่ในฐานะ
เป็นภพชนิดที่เรียกว่า “วิภพ” เป็นที่ตั้งแห่งวิภวตัณหา.
๒. คำว่า “ในที่หรือในเวลาทั้งปวง” ตลอดถึงคำว่า “เพื่อความมีแห่งประโยชน์โดยประการทั้งปวง” เป็นคุณบท
แห่งค่าอันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นของภพ. ความมีความเป็นอย่างไรก็ตาม ย่อมเนื่องด้วยเวลาที่พอเหมาะ เนื้อที่ที่พอดี
ประโยชน์ที่น่ารัก มันจึงจะเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ หรือยั่วยวนให้ยึดถือ; ดังนั้น ภพชนิดไหนก็ตาม ย่อมเนื่องอยู่
ด้วยสิ่งทั้งสามนี้ แต่แล้วในที่สุดมันก็เป็นเพียงสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
ดังที่กล่าวแล้วในพุทธอุทานนั้น.

เมื่อบุคคลเห็นอยู่ซึ่งข้อนั้น ด้วยปัญญาอันชอบตามที่เป็นจริงอย่างนี้อยู่ ; เขาย่อม
ละภวตัณหาได้ และไม่เพลิดเพลินวิภวตัณหาด้วย.
ความดับเพราะความสำรอกไม่เหลือ (แห่งภพทั้งหลาย) เพราะความสิ้นไป
แห่งตัณหาโดยประการทั้งปวง นั้นคือนิพพาน.
ภพใหม่ย่อมไม่มีแก่ภิกษุนั้น ผู้ดับเย็นสนิทแล้ว เพราะไม่มีความยึดมั่น.
ภิกษุนั้น เป็นผู้ครอบงำมารได้แล้ว ชนะสงครามแล้ว ก้าวล่วงภพทั้งหลาย
ทั้งปวงได้แล้ว เป็นผู้คงที่ (คือไม่เปลี่ยนแปลงอีกต่อไป), ดังนี้แล.
- อุ.ขุ. ๒๕/๑๒๑/๘๔.
(ข้อความนี้ เป็นพระพุทธอุทานที่ทรงเปล่งออก ที่โคนต้นโพธิ์เป็นที่ตรัสรู้ เมื่อตรัสรู้
แล้วได้ ๗ วัน).





Create Date : 10 มกราคม 2556
Last Update : 10 มกราคม 2556 11:03:15 น.
Counter : 485 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  

รู้ธรรม
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]



ภิกษุทั้งหลาย จักไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่เคยบัญญัติ จักไม่เพิกถอนสิ่งที่บัญญัติ
ไว้แล้ว, จักสมาทานศึกษาในสิกขาบทที่บัญญัติไว้แล้วอย่างเคร่งครัด
All Blog