ปฏิปทาการบรรลุอรหัตต์หรืออนาคามีในภพปัจจุบัน

ปฏิปทาการบรรลุอรหัตต์หรืออนาคามีในภพปัจจุบัน
ภิกษุ ท. ! บุคคลใดบุคคลหนึ่ง จะเป็นภิกษุหรือภิกษุณีก็ตาม เจริญ
กระทำให้มาก ซึ่งธรรม ๕ ประการ ; ผู้นั้น พึงหวังผลอย่างใดอย่างหนึ่งได้
ในบรรดาผลทั้งหลายสองอย่าง กล่าวคือ อรหัตตผลในทิฏฐธรรม (ภพปัจจุบัน)

นั่นเทียว, หรือว่า อนาคามิผล เมื่อยังมีอุปาทิ (เชื้อ) เหลืออยู่.
ภิกษุ ท. ! ธรรม ๕ ประการนั้น เป็นอย่างไรเล่า ? ห้าประการคือ
ภิกษุในกรณีนี้ : -
มีสติอันตนเข้าไปตั้งไว้ดีแล้วในภายในนั่นเทียว เพื่อเกิดปัญญารู้ความ
เกิดขึ้นและดับไปแห่งธรรมทั้งหลาย ๑ ;
มีปกติตามเห็นความไม่งามในกาย ๑ ;
มีความสำคัญว่าปฏิกูลในอาหาร ๑ ;
มีความสำคัญว่าในโลกทั้งปวงไม่มีอะไรที่น่ายินดี ๑ ;
มีปกติเห็นความไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวง ๑.
ภิกษุ ท.! บุคคลใดบุคคลหนึ่ง จะเป็นภิกษุหรือภิกษุณีก็ตาม เจริญ
กระทำให้มาก ซึ่งธรรม ๕ ประการเหล่านี้ ; ผู้นั้น พึงหวังผลอย่างใดอย่าง
หนึ่งได้ ในบรรดาผลทั้งหลายสองอย่าง กล่าวคือ อรหัตตผลในทิฏฐธรรม
(ภพปัจจุบัน) นั่นเทียว, หรือว่า อนาคามิผล เมื่อยังอุปาทิเหลืออยู่ แล.
- ปญฺจก. อํ ๒๒/๑๖๑/๑๒๒.




Create Date : 11 มีนาคม 2556
Last Update : 11 มีนาคม 2556 11:10:22 น.
Counter : 411 Pageviews.

0 comment
ไม่ทรงเป็นสัพพัญญูทุกอิริยาบถ..เมื่อต้องการรู้จึงจะโน้มจิตไปเพื่อรู้

ไม่ทรงเป็นสัพพัญญูทุกอิริยาบถ ๑
วัจฉะ ! พวกชนเหล่าใด ที่กล่าวว่า “พระสมณโคดม เป็นผู้สัพพัญญู
รู้สิ่งทั้งปวงอยู่เสมอเป็นธรรมดา เป็นผู้สัพพทัสสาวี เห็นสิ่งทั้งปวงอยู่เสมอ
เป็นธรรมดา และปฏิญญาความรู้ความเห็นทั่วทุกกาลไม่มีส่วนเหลือว่า เมื่อเรา
เที่ยวไป ๆ ก็ดี หยุดอยู่ก็ดี หลับอยู่ก็ดี ตื่นอยู่ก็ดี ความรู้ ความเห็นนั้น
________________________________
๑. บาลี ม.ม. ๑๓/๒๓๗/๒๔๑. ตรัสแก่วัจฉโคตตปริพพาชก ที่อารามเอกบุณฑริก.
ย่อมปรากฏแก่เราติดต่อเนื่องกันอยู่เสมอ” ดังนี้ ชนพวกนั้นไม่ได้กล่าวตรงตามที่
เรากล่าว, แต่เขากล่าวตู่เราด้วยคำอันไม่มีจริง ไม่เป็นจริง.
วัจฉะ ! ต่อเราต้องการจะน้อมจิตไปเฉพาะเพื่อบุพเพนิวาสานุสสติญาณ
เราจึงตามระลึกถึง ขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยในภพก่อน ....ฯลฯ... ๑, ต่อเราต้องการจะ
น้อมจิตไปเฉพาะเพื่อทิพพจักขุญาณ เราจึงน้อมจิตไปเพื่อทิพพจักขุญาณ ...ฯลฯ...
เราทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ ฯลฯ แล้วแลอยู่.
วัจฉะ ! เมื่อผู้ใดกล่าวให้ชัดว่า “พระสมณโคดม มีวิชชาสาม” ดังนี้
จึงจะชื่อว่า ไม่กล่าวตู่เราด้วยคำไม่จริง, เป็นการกล่าวถูกต้องตามธรรม และ
ผู้ที่กล่าวตามเขาต่อ ๆ ไป ก็จะไม่ตกไปในฐานะอันใครจะพึงติเตียนได้.

***นี่คือความจริงที่เราอาจจะเข้าใจผิด ดังปริพาชกสมัยพุทธกาล....



Create Date : 10 มีนาคม 2556
Last Update : 10 มีนาคม 2556 10:23:32 น.
Counter : 543 Pageviews.

0 comment
เมื่อตีความคำบัญญัติผิด แม้ทารกนอนเบาะก็มีศีลโดยอัตโนมัติ

คำสอนของปริพาชก...ที่ยังเต็มไปด้วย มิจฉาทิฐิ ไม่อาจเทียบได้กับ

พระศาสดาผู้เป็นสัพพัญญู...

เมื่อตีความคำบัญญัติผิด
แม้ทารกนอนเบาะก็มีศีลโดยอัตโนมัติ
(อุคคาหมานปริพพาชก ได้กล่าวกะช่างไม้ชื่อปัญจกังคะว่า “ถปติ ! เราบัญญัติบุคคลผู้
ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ ว่าเป็นผู้มีกุศลสมบูรณ์ มีกุศลอย่างยิ่ง เป็นสมณผู้บรรลุถึงการ
บรรลุอันอุดม อันใครๆรบให้แพ้ไม่ได้. สี่อย่างอย่างไรเล่า? สี่อย่างคือ บุคคลในกรณีนี้ ย่อมไม่
กระทำกรรมอันเป็นบาปด้วยกาย ๑ ย่อมไม่กล่าววาจาอันเป็นบาป ๑ ย่อมไม่ดำริความดำริอันเป็น

บาป ๑ ย่อมไม่เลี้ยงชีวิตด้วยอาชีพอันเป็นบาป ๑.” ช่างไม้ไม่ยินดีไม่คัดค้านถ้อยคำนั้น เข้าไป
เฝ้าแล้วกราบทูลข้อความนั้นแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าทุกประการ. ตรัสว่า :-)
ถปติ ! ถ้าเป็นอย่างที่ปริพพาชกนั้นกล่าวแล้ว เด็กอ่อนนอนหงาย
อยู่บนเบาะ ก็จะกลายเป็นผู้มีกุศลสมบูรณ์ มีกุศลอย่างยิ่ง เป็นสมณะผู้บรรลุ
ถึงการบรรลุอันอุดม อันใครๆรบให้แพ้ไม่ได้ ไปเสีย. ถปติ ! สำหรับเด็ก
อ่อนนอนหงายอยู่บนเบาะนั้น แม้แต่ความรู้จักว่า “กายๆ” ดังนี้ ก็ยังมิไดมี้แล้ว
จักกระทำกรรมอันเป็นบาปด้วยกายได้แต่ที่ไหน อย่างมากก็เพียงกลิ้งไปกลิ้งมา
อยู่บนเบาะ. ถปติ ! สำหรับเด็กอ่อนนอนหงายอยู่บนเบาะนั้น แม้แต่ความรู้จัก
ว่า “วาจาๆ” ดังนี้ ก็ยังมิได้มี แล้ว จักกล่าววาจาอันเป็นบาปได้แต่ที่ไหน อย่าง
มากก็เพียงส่งเสียงร้องไห้. ถปติ! สำหรับเด็กอ่อนนอนหงายอยู่บนเบาะนั้น
แม้แต่ความรู้จักว่า “ดำริๆ” ดังนี้ ก็ยังมิได้มี. แล้ว จักดำริความดำริอันเป็น
บาปได้แต่ที่ไหน อย่างมากก็เพียงแสดงอาการอึดอัด (ตามประสาเด็ก). ถปติ !
สำหรับเด็กอ่อนนอนหงายอยู่บนเบาะนั้น แม้แต่ความรู้จักที่ว่า “อาชีพๆ” ดังนี้
ก็ยังมิได้มี. แล้ว จักเลี้ยงชีวิตด้วยอาชีพอันเป็นบาปได้แต่ที่ไหน อย่างมากทำ
ได้ก็แต่เพียงกินนมแม่. ถปติ ! เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว เด็กอ่อนนอนหงายอยู่บน
เบาะ จักเป็ นผู้มีกุศลสมบูรณ์ มีกุศลอย่างยิ่ง เป็ นสมณผู้บรรลุถึงการบรรลุอัน
อุดม อันใครๆรบให้แพ้ไม่ได้ ดังคำกล่าวของอุคคาหมานปริพพาชกนั้นได้
อย่างไร.
ถปติ ! เราบัญญัติบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ อย่าง (ตามที่อุค-
คาหมานปริพพาชกกล่าวนั้น) ว่า ยังไม่ใช่ผู้มีกุศลสมบูรณ์ ยังไม่ใช่ผู้มีกุศล
อย่างยิ่ง ยังไม่ใช่สมณะผู้บรรลุถึงการบรรลุอันอุดมอันใครๆ รบให้แพ้ไม่ได้
อย่างมาก บุคคลนั้นเพียงแต่จะดีกว่าเด็กอ่อนนอนหงายอยู่บนเบาะบ้างเท่านั้น.
- ม. ม. ๑๓/๓๔๓ - ๓๔๕/๓๕๘ - ๓๖๐.




Create Date : 09 มีนาคม 2556
Last Update : 9 มีนาคม 2556 9:59:16 น.
Counter : 447 Pageviews.

0 comment
คนมีจิตเหมือนแผลกลัดหนอง คนมีจิต เหมือนฟ้าแลบ คนมีจิตเหมือนเพชร....

ภิกษุ ท. ! บุคคล ๓ จำพวกเหล่านี้ มีอยู่ หาได้อยู่ ในโลก. สาม
จำพวก เหล่าไหนเล่า ? สามจำพวกคือ คนมีจิตเหมือนแผลกลัดหนอง คนมีจิต
เหมือนฟ้าแลบ คนมีจิตเหมือนเพชร.


๑. ภิกษุ ท. ! คนมีจิตเหมือนแผลกลัดหนอง เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ท. ! ในกรณีนี้ บุคคลบางคนเป็นผู้ มักโกรธ มากด้วยความคับแค้น ถูก
เขาว่ากล่าวเพียงเล็กน้อยก็ขัดใจมาก ก็โกรธ พยาบาท ขึ้งเคียด กระทำความ

โกรธความขัดเคืองให้ปรากฏมากกว่าเหตุ เปรียบเหมือนแผลกลัดหนอง ถูก
กระทบด้วยชิ้นไม้หรือกระเบื้อง ย่อมมีหนองไหลออกเกินประมาณ ฉันใดก็ฉัน
นั้น. ภิกษุ ท. ! นี้แล บุคคลผู้มีจิตเหมือนแผลกลัดหนอง.


๒. ภิกษุ ท. ! คนมีจิตเหมือนฟ้าแลบ เป็นอย่างไรเล่า? ภิกษุ ท. ! ใน
กรณีนี้ บุคคลบางคน ย่อม รู้ชัดตามเป็ นจริงว่า “นี้ ทุกข์, นี้ ทุกขสมุทัย, นี้
ทุกขนิโรธ, นี้ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา” ดังนี้ ชั่วขณะ เหมือนบุรุษมีตาตามปกติ
เห็นรูปทั้งหลายชั่วขณะฟ้าแลบในราตรีอันมืดมิด ฉันใดก็ฉันนั้น. ภิกษุ ท. ! นี้
แล บุคคลผู้มีจิตเหมือนฟ้าแลบ.


๓. ภิกษุ ท. ! คนมีจิตเหมือนเพชร เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. !
ในกรณีนี้ บุคคลบางคน กระทำให้แจ้งได้ซึ่งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ อันหาอา
สวะมิได้ เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ใน
ทิฏฐธรรมนี้ เข้าถึงแล้วแลอยู่ (อาสวะใดๆเหล่าไหน ที่วิมุตติของท่านจะพึง
ทำลายไม่ได้นั้นไม่มี) เปรียบเหมือนแก้วมณีหรือหินไรๆ ที่เพชรจะพึงทำลาย
ไม่ได้นั้น ไม่มี ฉันใดก็ฉันนั้น. ภิกษุ ท. ! นี้แล บุคคลผู้มีจิตเหมือนเพชร.
ภิกษุ ท. ! เหล่านี้แล บุคคล ๓ จำพวก ที่มีอยู่ หาได้อยู่ ในโลก.
- ติก.อํ. ๒๐/๑๕๕/๔๖๔.

****เราเป็นประเภทไหนครับ....




Create Date : 08 มีนาคม 2556
Last Update : 8 มีนาคม 2556 8:14:18 น.
Counter : 786 Pageviews.

0 comment
ผู้ฉลาดในวาระจิตแห่งตน เป็ นอย่างไรเล่า?

ภิกษุ ท. ! ถ้าภิกษุไม่เป็นผู้ฉลาดในวาระจิตของผู้อื่น ไซร้, เมื่อเป็น
เช่นนั้น เธอพึงทำความสำเหนียกว่า "เราจักเป็ นผู้ฉลาดในวาระจิตแห่งตน"
ดังนี้เถิด.
ภิกษุ ท. ! ภิกษุเป็ นผู้ฉลาดในวาระจิตแห่งตน เป็ นอย่างไรเล่า? ภิกษุ
ท. ! เปรียบเหมือนชายหนุ่มหญิงสาว ที่ชอบแต่งตัว ส่องดูเงาหน้าของตนที่
แว่นส่องหน้า หรือที่ภาชนะน้ำอันบริสุทธิ์หมดจดใสสะอาด ถ้าเห็นธุลีหรือ
ต่อมที่หน้า ก็พยายามนำธุลีหรือต่อมนั้นออกเสีย ถ้าไม่เห็นธุลีหรือต่อม ก็ยินดี
พอใจว่า เป็นลาภหนอ บริสุทธิ์ดีแล้วหนอ, ข้อนี้ฉันใด; ภิกษุ ท. ! การพิจารณา
ของภิกษุ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน คือจะมีอุปการะมากในกุศลธรรมทั้งหลายในเมื่อ
เธอพิจารณาว่า :-
“ เรามีชีวิตอยู่โดยมาก โดย มีอภิชฌา หรือไม่มีอภิชฌา;
เรามีชีวิตอยู่โดยมาก โดย มีจิตพยาบาท หรือไม่มีจิตพยาบาท;
เรามีชีวิตอยู่โดยมาก โดย มีถีนมิทธะกลุ้มรุมอยู่ หรือปราศจากถีน
มิทธะ;
เรามีชีวิตอยู่โดยมาก โดย มีความฟุ้งซ่านหรือไม่ฟุ้งซ่าน;
เรามีชีวิตอยู่โดยมาก โดย มีวิจิกิจฉา หรือหมดวิจิกิจฉา;
เรามีชีวิตอยู่โดยมาก โดย เป็ นผู้มักโกรธ หรือไม่มักโกรธ;

เรามีชีวิตอยู่โดยมาก โดย มีจิตเศร้าหมอง หรือไม่มีจิตเศร้าหมอง;
เรามีชีวิตอยู่โดยมาก โดย มีกายอันเครียดครัดในการปฏิบัติธรรม
หรือมีกายไม่เครียดครัด;
เรามีชีวิตอยู่โดยมาก โดย เป็ นผู้เกียจคร้าน หรือเป็ นผู้ปรารภ
ความเพียร;
เรามีชีวิตอยู่โดยมาก โดย มีจิตตั้งมั่น หรือไม่มีจิตตั้งมั่น” ดังนี้.
ภิกษุ ท. ! ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่ รู้สึกว่า “เราอยู่โดยมาก โดยความ
เป็นผู้มากด้วยอภิชฌา มีจิตพยาบาท ถีนมิทธะกลุ้มรุม ฟุ้งซ่าน มีวิจิกิจฉา
มักโกรธ มีจิตเศร้าหมอง มีกายเครียดครัด เกียจคร้าน มีจิตไม่ตั้งมั่น” ดังนี้แล้ว,
ภิกษุนั้น พึงกระทำซึ่งฉันทะ วายามะ อุสสาหะ อุสโสฬ๎หี อัปปฏิวานี สติ และ
สัมปชัญญะ อย่างแรงกล้า เพื่อละเสียซึ่งธรรมอันเป็ นบาปอกุศลเหล่านั้น
เช่นเดียวกับบุคคลผู้มีเสื้อผ้าหรือศีรษะอันไฟลุกโพลงแล้ว จะพึงกระทำฉันทะ
วายามะ อุสสาหะ อุสโสฬ๎หี อัปปฏิวานี สติ และสัมปชัญญะ อันแรงกล้า
เพื่อจะดับไฟที่เสื้อผ้าหรือที่ศีรษะนั้นเสีย, ฉันใดก็ฉันนั้น.
ภิกษุ ท. ! ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่ รู้สึกว่า “เราอยู่โดยมาก โดยความ
เป็นผู้ไม่มีอภิชฌา มีจิตไม่พยาบาท ปราศจากถีนมิทธะกลุ้มรุม ไม่ฟุ้งซ่าน หมด
วิจิกิจฉา ไม่มักโกรธ มีจิตไม่เศร้าหมอง มีกายไม่เครียดครัด ปรารภความเพียร
มีจิตตั้งมั่น” ดังนี้แล้ว, ภิกษุนั้น พึงตั้งอยู่ในกุศลธรรมเหล่านั้นแหละ แล้ว
ประกอบโยคกรรม๑ เพื่อความสิ้นอาสวะทั้งหลายให้ยิ่งขึ้นไป.
- ทสก. อํ ๒๔/๙๗/๕๑.

  ฉลาดในวาระจิตตนเอง...ดีกว่าฉลาดในวาระจิตผู้อื่น




Create Date : 07 มีนาคม 2556
Last Update : 7 มีนาคม 2556 7:29:57 น.
Counter : 715 Pageviews.

2 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  

Valentine's Month



รู้ธรรม
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]



ภิกษุทั้งหลาย จักไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่เคยบัญญัติ จักไม่เพิกถอนสิ่งที่บัญญัติ
ไว้แล้ว, จักสมาทานศึกษาในสิกขาบทที่บัญญัติไว้แล้วอย่างเคร่งครัด
All Blog