ท่านทั้งหลาย กราบไหว้ เทวดา...แล้ว เทวดากราบไหว้ผู้ใด ?

  มนุษย์กับเทวดา สองภพภูมินี้ผูกพันกันมานาน โดยเทวดาอยู่สูงกว่ามนุษย์อยู่ 1 ภพ และเท่าที่ทำตามๆกันมา

เทวดาจะเป็นฝ่ายถูกมนุษย์ทั้งหลายกราบไหว้

และท่านทราบหรือไม่ว่า ระหว่างเทวดากับมนุษย์ มีข้อดีอะไรที่แตกต่างกัน..

ภิกษุทั้งหลาย ! มนุษย์ชาวชมพูทวีป ประเสริฐ
กว่าพวกมนุษย์ชาวอุตรกุรุทวีป และพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์
ด้วยฐานะ ๓ ประการ.

๓ ประการ อย่างไรเล่า ? คือ :-
(๑) เป็นผู้กล้า
(๒) เป็นผู้มีสติ
(๓) เป็นผู้อยู่ประพฤติพรหมจรรย์อันเยี่ยม
ภิกษุทั้งหลาย ! มนุษย์ชาวชมพูทวีป ประเสริฐกว่า
พวกมนุษย์ชาวอุตรกุรุทวีป และพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์
ด้วยฐานะ ๓ ประการนี้แล.
สตฺตก. อํ. ๒๓/๔๐๘/๒๒๕.

ภิก ษุทั้ง หลาย ! เทวดาชั้นดาวดึงส์ ประเสริฐกว่า
พวกมนุษย์ชาวอุตรกุรุทวีปและพวกมนุษย์ชาวชมพูทวีป
ด้วยฐานะ ๓ ประการ.
๓ ประการ อย่างไรเล่า ? คือ :-
(๑) อายุทิพย์
(๒) วรรณะทิพย์
(๓) สุขทิพย์
ภิกษุทั้งหลาย ! เทวดาชั้นดาวดึงส์ ประเสริฐกว่า
พวกมนุษย์ชาวอุตรกุรุทวีปและพวกมนุษย์ชาวชมพูทวีป
ด้วยฐานะ ๓ ประการนี้แล.
สตฺตก. อํ. ๒๓/๔๐๘/๒๒๕.

นี่คือความประเสริฐที่แตกต่าง ระหว่าง เทวดา กับ มนุษย์

มนุษย์ตายไป อยากเกิดเป็นเทวดา (ทั้งๆที่การเกิดเป็นการประพฤติพรหมจรรย์ที่เศร้าหมอง)

แล้วเทวดาละ เมื่อจุติแล้วอยากเกิดเป็นอะไร

ภิกษุทั้งหลาย ! เทวดาทั้งหลายทราบว่า เทพบุตรนี้
จะตอ้ งเคลื่อนจากเทพนิกาย ยอ่ มพลอยยินดีกะเทพบุตรนั้น
ด้วยถ้อยคำ ๓ อย่างว่า แน่ะท่านผู้เจริญ !
ขอท่านจากเทวโลกนี้ไปสู่สุคติ ๑
ครั้นไปสู่สุคติแล้ว
ขอจงได้ลาภที่ท่านได้ดีแล้ว ๑
ครั้นได้ลาภที่ท่านได้ดีแล้ว
ขอจงเป็นผู้ตั้งอยู่ด้วยดี ๑

ข้า แต่พ ระองค์ผู้เจริญ ! อะไรหนอแล เป็นส่วนแห่ง การไปสู่
สุคติของเทวดาทั้งหลาย อะไรเป็นส่วนแห่งลาภที่เทวดาทั้งหลาย
ได้ดีแล้ว อนึ่ง อะไรเป็นส่วนแห่ง การตั้งอยู่ด้วยดีของเทวดาทั้งหลาย
พระเจ้าข้า !
ภิกษุทั้งหลาย !
ความเป็นมนุษย์ นี้แลเป็นส่วนแห่ง การไปสูสุ่คติ
ของเทวดาทั้งหลาย
เทวดาเกิดเป็นมนุษย์แล้ว ย่อมได้ศรัทธาในธรรม
วินัยที่พระตถาคตประกาศแล้ว นี้แลเป็นส่วนแห่งลาภ
ที่เทวดาทั้งหลายได้ดีแล้ว
ศรัทธาของเทวดาใดนั้นตั้งมั่นแลว้ มีรากหยั่งลง
มั่นแล้ว อันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือ
ใครๆ ในโลก พึงนำไปไม่ได้ นี้แลเป็นส่วนแห่งการตั้งอยู่
ด้วยดีของเทวดาทั้งหลาย
ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อ ใด เทวดาจะตอ้ งจุติจาก เทพ
นิกายเพราะความสิ้นอายุ เมื่อนั้น เสียง ๓ อย่า งของเทวดา
ทั้งหลายผู้พลอยยินดีย่อมเปล่งออกไปว่า :-
“แน่ะท่านผู้เจริญ ! ท่านจากเทวโลกนี้ไปแล้ว
จงถึงสุคติ จงถึงความเป็นสหายแห่งมนุษย์ทั้งหลายเถิด

เมื่อท่าน นเป็น มนุษยแล้ว จงได้สรัทธาอย่างยิ่งในพระสัทธรรม
ศรัทธาของท่านนั้นพึงตั้งลงมั่น มีรากหยั่งลงมั่นใน
พระสัทธรรมที่พระตถาคตประกาศดีแลว้ อันใครๆ พึงนำไป
มิได้ตลอดชีพ ท่านจงละกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต
และอย่ากระทำอกุศลกรรมอย่างอื่นที่ประกอบด้วยโทษ
กระทำกุศลด้วยกาย ด้วยวาจาให้มาก กระทำกุศลด้วยใจ
หาประมาณมิได้ หาอุปธิมิได้ แต่นั้นท่านจงกระทำบุญอัน
ให้เกิดสมบัตินั้นให้มากด้วยทาน แล้วยังสัตว์แม้เหล่าอื่น
ให้ตั้งอยู่ในพระสัทธรรม ในพรหมจรรย์”
เมื่อใด เทวดาพึงรู้แจ้งซึ่งเทวดาผู้จะจุติ เมื่อนั้น
ย่อมพลอยยินดีด้วยความอนุเคราะห์นี้ว่า “แน่ะเทวดา !
ท่านจงมาบ่อยๆ”.
ขุ. ขุ. ๒๕/๒๘๙/๒๖๑-๒๖๒.

  เทวดายังอยากเกิดเป็นมนุษย์....แล้วทำไมมนุษย์ยังจะอยากไปเป็นเทวดา....

  วันนี้มนุษย์กราบไหว้เทวดา...แต่ทราบหรือไม่ว่า

เทวดา กราบไหว้ใคร?


[๙๒๘] สาวัตถีนิทาน ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ท้าวสักกะจอมเทพตรัสกะมาตลีสังคาหกเทพบุตร

ว่า ดูกรสหายมาตลี ท่านจงเตรียมจัดรถม้าอาชาไนยซึ่งเทียมด้วยม้าพันตัว เราจะไปยังพื้นที่

อุทยานเพื่อชมภูมิภาคอันงดงาม ดูกรภิกษุทั้งหลายมาตลีสังคาหกเทพบุตรทูลรับพระดำรัสท้าว

สักกะจอมเทพว่า ขอเดชะ ขอความเจริญจงมีแด่พระองค์ ดังนี้แล้ว เตรียมจัดรถม้าอาชาไนย

ซึ่งเทียมด้วยม้าพันตัวเสร็จแล้ว กราบทูลแด่ท้าวสักกะจอมเทพว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์

รถม้าอาชาไนยซึ่งเทียมด้วยม้าพันตัวสำหรับพระองค์เตรียมจัดไว้เสร็จแล้ว ขอพระองค์ทรง

ทราบกาลอันควรในบัดนี้เถิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ได้ทราบว่าท้าวสักกะจอมเทพขณะ

เสด็จลงจากเวชยันตปราสาท ทรงประนมอัญชลีนมัสการทิศเป็นอันมาก ฯ

[๙๒๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล มาตลีสังคาหกเทพบุตร ได้ทูลถามท้าวสักกะ

จอมเทพด้วยคาถาว่า

พราหมณ์ทั้งหลายผู้บรรลุไตรวิชชา กษัตริย์ทั้งหลาย ณ ภูมิภาคทั้งหมด

ท้าวมหาราชทั้ง ๔ และทวยเทพชาวไตรทศผู้มียศย่อมนอบน้อมพระองค์

ข้าแต่ท้าวสักกะ เมื่อเป็นเช่นนั้นพระองค์ทรงนอบน้อมท่านผู้ควรบูชา

คนใด ท่านผู้ควรบูชาคนนั้นชื่อไรเล่า ขอเดชะ ฯ

[๙๓๐] ท้าวสักกะตรัสตอบว่า

พราหมณ์ทั้งหลายผู้บรรลุไตรวิชชา กษัตริย์ทั้งหลาย ณ ภูมิภาคทั้งหมด

ท้าวมหาราชทั้ง ๔ และทวยเทพชาวไตรทศ  ผู้มียศ นอบน้อมท่านผู้ใด

ซึ่งเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีล มีจิตตั้งมั่นตลอดกาลนาน ผู้บวชแล้วโดยชอบ

มีพรหมจรรย์เป็นเบื้องหน้า คฤหัสถ์เหล่าใดเป็นผู้ทำบุญ มีศีล เป็น

อุบาสกเลี้ยงดูภรรยาโดยชอบธรรม ดูกรมาตลี เรานอบน้อมคฤหัสถ์

เหล่านั้น ฯ

พระไตรปิฎก ฉบับบาลีสยามรัฐ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๑๕

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ข้อที่ ๙๒๘-930 หน้าที่ ๒๘๑

มนุษย์ที่มีศีลสมบูรณ์ มนุษย์ที่มีจิตตั้งมั่น มนุษย์ผู้เป็นภิกษุที่ปฏิบัติมรรคแปด อุบาสกผู้เลี้ยงดูภรรยาโดยชอบธรรม...


มนุษย์เหล่านี้คือผู้ที่ เทวดากราบไหว้....



Create Date : 21 เมษายน 2556
Last Update : 21 เมษายน 2556 8:24:56 น.
Counter : 1330 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

รู้ธรรม
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]



ภิกษุทั้งหลาย จักไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่เคยบัญญัติ จักไม่เพิกถอนสิ่งที่บัญญัติ
ไว้แล้ว, จักสมาทานศึกษาในสิกขาบทที่บัญญัติไว้แล้วอย่างเคร่งครัด
All Blog