εїз ต้นธรรม εїз เติบโตงดงามด้วยคุณธรรม
แหงนหน้ามองขึ้นใปจากโคนต้น เห็นรูปทรงแผ่ระย้ากิ่งสาขา จากร่มเงาแต่ละใบที่ได้มา เกิดจากว่าผู้มีใจไฝ่ในบุญ
Group Blog
 
All blogs
 

ไหว้ทางสามแพร่งอย่างไร (ตอนที่ ๕)

การไหว้ทางสามแพร่งเกิดจากความไม่เข้าใจธรรมชาติ และความมุ่งหมายของคนโบราณ (ตอนที่ ๕) * ตอนจบ *

       ในที่นี้จะได้ตอบปัญหาเกี่ยวด้วยเรื่องการไหว้ทางสามแพร่งต่อไป ตามที่โยมได้ถามไว้ถึงวิธีการไหว้ทางสามแพร่งตามที่เห็นผู้อื่นกระทำ
ว่าควรกระทำอย่างไร
       การตอบปัญหาในข้อนี้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจ อาตมาภาพอยากจะเล่าถึงที่มาที่ไปของการไหว้ทางสามแพร่งเสียก่อน ตามที่เคยได้ยินได้ฟังมา ดังนี้คือ

๑. การเตือนภัยในการขับขี่ยวดยาน กลายเป็นวัฒนาการของศาลพระภูมิ

       ในข้อนี้อาตมาได้เคยสนทนากับผู้ที่มีอาชีพในการรับจ้างขับรถ และผู้ประกอบกิจการขนส่งพัสดุภัณฑ์ ถึงที่มาที่ไปของการตั้งศาลพระภูมิ ศาลเพียงตา หรือการนำผ้าแดงมาผูกไว้ตามต้นไม้ใหญ่ในบริเวณที่เคยเกิดอุบัติเหตุบ่อย เช่น ทางโค้งระยะยาว โค้งหักศอก ทางชันสันเขา โค้งเหลี่ยมเขา ทางลงเนินระยะยาว สี่แยกเล็กๆ น้อยๆ ที่มองไม่เห็น เหล่านี้ ล้วนแต่เป็นสิ่งที่มีที่มาแห่งการระวังภัยในการขับขี่ยวดยาน โดยเฉพาะผู้ที่มีอาชีพขับรถส่งสินค้า รถโดยสารประจำทางระยะไกล เป็นต้น
       บริเวณดังกล่าวที่มีการผูกผ้าแดงไว้ตามต้นไม้ใหญ่ข้างทางนั้น แต่เดิมเคยเป็นเส้นทางที่มีอุบัติเหตุบ่อย เพราะสภาพพื้นผิวการจราจรบ้าง เพราะความลาดชังของถนนบ้าง เพราะทิศทางกลับรถ การเลี้ยวรถในระยะประชิดบ้าง เขาเล่าว่า ในทางภาคเหนือก็ตาม ทางภาคใต้ก็ตาม จะมีเส้นทางในบางช่วงที่มีลักษณะดังกล่าว ซึ่งเป็นที่รู้กันดีในหมู่ผู้ขับขี่รถยนต์ว่า เป็นจุดล่อแหลมต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย
       ฉะนั้น วิธีการหนึ่งที่ผู้ขับขี่ยวดยาน จะรู้ร่วมกันได้ถึงอันตรายดังกล่าวก็คือ การนำสีที่มีความสด เช่น สีแดงหรือสีส้มไปป้ายไว้ตามแนวต้นไม้ หรือโค้งหักศอกที่มักเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ซึ่งเขาเล่าว่า โดยมากก็เป็นชาวบ้านนี่เอง ที่จะนำเอาผ้าสีแดงไปผูกไว้ตามต้นไม้ ในบริเวณที่อาจจะเกิดอันตราย เพื่อเป็นจุดสังเกตให้ผู้ขับขี่ยวดยานระมัดระวังอันตราย
       ต่อมาเมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นจริง หรือเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ธรรมเนียมในการผูกผ้าแดงไว้ตามโคนต้นไม้ก็เริ่มแพร่ขยายออกไป
เป็นที่นิยม ในพื้นที่ต่างๆ โดยเป็นเครื่องหมายรู้ร่วมกันว่า ให้ระวังภัย!
       ตอนนี้เมื่อเวลาผ่านไป ธรรมเนียมปฏิบัติกลายไปอย่างไรไม่ทราบ ผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาส่วนหนึ่ง เมื่อผ่านแยกเหล่านี้ไปก็จะยกมือไหว้ต้นไม้ใหญ่ที่มีผ้าแดงนั้นผูกไว้ บ้างก็บีบแตรคล้ายเป็นการแสดงความเคารพ ซึ่งที่จริงในหมู่ผู้ขับขี่ยวดยานขนส่ง จะบีบแตรก็ต่อเมื่อเข้าถึงโค้งอันตราย หรือทางแยกที่เมื่อรถที่วิ่งสวนมาจะมองกันไม่เห็นเท่านั้น แต่ปัจจุบันผู้ขับขี่ส่วนใหญ่ไม่รู้ในข้อนี้ จะบีบแตรตามๆ กัน เมื่อผ่านแยกดังกล่าว หรือศาลพระภูมิที่ตนเคารพ แม้รถจะติดหรือวิ่งช้าเพียงใดก็ตาม ซึ่งก็หมายความว่า เขาไม่เข้าใจในสมมตินี้นั่นเอง แล้วก็ทำตามๆ กัน (ซึ่งแม้แต่ผู้เขียนเอง ในสมัยก่อนก็เคยปฏิบัติเช่นนั้น แต่ก็ไม่รู้ไม่เข้าใจในความหมายนั้น เข้าใจว่าขลังศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง)
       ภายหลังก็มีศาลเพียงตาเกิดขึ้น มีคนนำรูปเคารพที่แตกหักมาทิ้งบ้าง มีคนจุดธูปไหว้กันบ้าง อย่างไรไม่ทราบ วัฒนธรรมนี้ก็ได้แพร่หลายไปในที่ต่างๆ ส่วนหนึ่ง ผู้ขับขี่รถยนต์ส่วนใหญ่เข้าใจว่า ในสถานที่นี้อาจเคยมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ หรือมีอุบัติเหตุบ่อยครั้ง จนทำให้ผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาหรือชาวบ้าน ซึ่งในครั้งแรกๆ คงจะต้องการทำบุญอุทิศให้แก่ผู้ตายบ้าง แต่ก็ไม่รู้จะทำเช่นไร นอกจากการบวงสรวง ด้วยดอกไม้ธูปเทียนและอาหาร เป็นต้น
       สิ่งเหล่านี้กลายเป็นที่มาของการประพฤติปฏิบัติสืบๆ กันมา จนในภายหลังเห็นกันดื่นไปหมดตามทางแยกต่างๆ ตามโค้งต่างๆ ซึ่งผู้ขับขี่รถบรรทุกขนส่งสินค้าและผู้ประกอบการ เห็นการเปลี่ยนแปลงในวัฒนธรรมนี้มาโดยลำดับ ซึ่งเป็นสิ่งขบขันแก่ผู้ที่มีความรู้ หรือมีอาชีพทางการขับรถขนส่งนี้อยู่เสมอ
       จากสีแดง เป็นผ้าแดง จากผ้าแดง เป็นศาลเพียงตา จากศาลเพียงตา เริ่มมีการจุดธูปไหว้ เมื่อเริ่มมีผู้จุดธูปเทียนไหว้แล้ว ก็เริ่มมีข้าวปลาอาหาร จากของเซ่นสรวงธรรมดาๆ ก็เริ่มมีรูปเคารพและพระพุทธรูปแตกหักปรากฏ จากศาลธรรมดาๆ กลับกลายเป็นศาลพระภูมิเป็นล่ำเป็นสัน นี้ล่ะ วัฒนาการของสรรพสิ่ง
       ความกลัวภัยซึ่งเป็นสัญชาตญาณตามธรรมดาของสิ่งมีชีวิต เมื่อมีผู้เริ่มต้นประพฤติปฏิบัติต่างออกไป ก็เริ่มคิดหาความหมาย คาดคะเนถึงที่มา และข้อที่ควรปฏิบัติ เพื่อทำให้ความกลัวภัยนั้นบรรเทา หรือลดน้อยถอยลงไป จากยกมือไหว้เพราะเกรงกลัว เปลี่ยนเป็นการเซ่นสรวงเพื่อให้คุ้มครอง จากการเซ่นสรวงแปรไปเป็นการบนบาน เมื่อมีการบนบาน ก็ย่อมมีผู้สำเร็จตามปรารถนา บ้างก็เข้าใจว่าเป็นเพราะการบนบานนั้น เริ่มเกิดศาลสถิตย์สิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามมา จากปากต่อปาก จากหนึ่งเป็นสอง แล้วแพร่หลายออกไปสู่ชุมชน กลายเป็นความเชื่อถือ เป็นที่พึ่งทางใจตามมาในที่สุด
       อาตมาเคยฟังนิทานตลกอยู่เรื่องหนึ่ง เขาเล่าว่า “มีชายคนหนึ่งปวดอุจจาระจึงเดินเข้าไปข้างทาง ถ่ายอุจจาระแล้ว เกรงผู้คนจะเห็นเข้าแล้วตำหนิ จึงได้เด็ดใบไม้และกิ่งไม้จำนวนหนึ่งที่มีดอกไม้ติดอยู่ด้วย มาวางปกปิดไว้พรางตา ต่อมาเมื่อฝนตกลงมา ก็มีหมู่หนอนชอนไช ทั้งดอกไม้ก็สวยสดขึ้นมา, มีชายอีกคนหนึ่งเดินผ่านมาพบเข้า ก็เข้าใจว่ามูลนั้นเป็นกองดินที่มีผู้ให้การบูชาด้วยดอกไม้ ตนก็ได้นำเอาดอกไม้มาทำการบูชาบ้าง เพราะเห็นถึงความแปลกที่มูลดินนั้นมีสัตว์เกิดขึ้นมากมาย เช่น มด ปลวก และหมู่หนอน เป็นต้น , ต่อมา มีบุคคลที่ผ่านมาพบอีก เห็นความอัศจรรย์ที่มีผู้บูชามูลดินด้วยดอกไม้ก็กระทำบ้าง ในที่สุด มูลมนุษย์ก็กลับกลายเป็นศาลพระภูมิ เป็นที่เคารพสักการะของผู้คนในชุมชน
       ส่วนชายนั้นผู้ถ่ายมูลของตนไว้ ก็ไม่กล้าบอกใครๆ ว่าที่แท้สิ่งที่คนร่ำลือกันไปต่างๆ นั้น ความจริงคือ ... ได้แต่เสียใจว่า ‘ไม่น่าเลย..ย ไม่น่าเลยเรา’ เป็นเรื่องจนได้
       ที่กล่าวมานี้เป็นตัวอย่างให้เห็นถึงเหตุปัจจัยหนึ่ง ซึ่งเมื่อบุคคลไม่มีความรู้ความเข้าใจ ก็กลับกลายเป็นปัญหาขึ้นมา
       สิ่งที่ได้ฟังจากผู้มีประสบการณ์ บางครั้งสามารถเปลี่ยนมุมมองและทัศนคติที่เคยมีเสียหมดสิ้น คือ จากงมงาย กลายเป็นเข้าใจ และเกิดความเข้าใจในสิ่งต่างๆ อีกมาก ซึ่งอาจอยู่ในลักษณะเช่นเดียวกัน

๒. ความเจ็บไข้และการสูญเสีย ถูกแก้ไขด้วยการยอมสยบและนอบน้อม

       อย่างที่ได้กล่าวไว้ในครั้งก่อนหน้านี้ ถึงผลกระทบของทางสามแพร่ง ต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัยทั้งทางร่างกายและจิตใจ เช่น ทำให้เป็นโรคปอด จากฝุ่นควัน ทำให้สุขภาพทรุดโทรม จากอาการนอนไม่หลับเพราะเสียงดัง ทำให้สุขภาพจิตเสีย จากแสงไฟหน้ารถ เสียงเบรค เสียงเครื่องยนต์ ความสกปรก ลมร้อน ฝุ่นควัน และความรู้สึกไม่มั่นคง การต้องระแวดระวังภัยเหล่านี้ รวมถึงการทะเลาะเบาะแว้งภายในครอบครัว เมื่อทั้งสุขภาพร่างกายและจิตใจไม่มั่นคง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เมื่อมีผู้มีความปรารถนาดีเข้ามาทัก หรือบอกสอนเป็นไปต่างๆ ให้เห็นถึงความวิบัติที่เกิดขึ้นจากสิ่งร้าย สิ่งอัปมงคลที่มาจากทางสามแพร่ง ทำให้ผู้อยู่อาศัยเกิดความเกรงกลัว วิตกกังวล เมื่อไม่สามารถแก้ไขประการใดได้ ก็เป็นเหตุให้ทำการเซ่นสรวงอ้อนวอน สยบยอมต่ออำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่ตนไม่มีความรู้ความเข้าใจ เกิดเป็นประเพณีการเซ่นไหว้ภูตผีปีศาจ และสิ่งลี้ลับตามแต่ตนจะจินตภาพไป ว่าจะกระทำการอย่างไรให้พ้นจากเคราะห์กรรมนี้ได้ หรือใช้การเซ่นสรวงเทวดา ให้ช่วยคุ้มครองป้องกันภัย เป็นต้น
       นี้คือที่มาประการหนึ่งของการเซ่นไหว้ทางสามแพร่งที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งบ้างก็ให้เหตุผลว่า ต้องการเซ่นสรวงภูตผีปีศาจอนาถา เร่ร่อน ไร้ที่พึ่ง ดังเช่นที่เห็นอยู่ในปัจจุบันในพิธีสาร์ทต่างๆ เพื่อให้เขาเหล่านั้นได้กินของเซ่นไหว้ที่เราเซ่นสรวงไว้กลางแจ้ง
       แต่สำหรับในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธในการเซ่นสรวงเช่นนั้น ตรัสถึงสัตว์ อาทิ เปรต อสูรกาย และเทวดาต่างๆ ว่า จะไม่ได้รับอาหารตามที่มนุษย์จุดธูปบอกไว้ให้มากิน ซึ่งในสมัยก่อน อาจใช้สิ่งอื่นๆ เพื่อบอกกล่าว ดังเชื่อกันว่าสัตว์เหล่านั้นจะมากินวิญญาณหรือรสของอาหารนั้นจนหมดสิ้น เหลือไว้แต่เพียงอาหารที่ไร้วิญญาณหรือคุณค่าทางโภชนาการเท่านั้น
       การวางอาหารทิ้งไว้ตามโคนไม้ หรือในที่กลางแจ้ง มาจากความเชื่อของคนโบราณที่ถือเอาการบูชา โดยการนำอาหารไปวางไว้ตามโคนไม้ เพื่อบูชาเทพแห่งต้นไม้บ้าง นำอาหารไปวางไว้กลางแจ้ง เพื่อเป็นการบูชาอากาสเทวดาบ้าง นำอาหารไปเผาไฟ เพื่อเป็นการบูชาเทพแห่งไฟบ้าง นำอาหารไปเผาไฟแล้วโปรยเถ้าในอากาศ เพื่อบูชาเทพแห่งลมบ้าง นำอาหารไปฝังดิน เพื่อบูชาแม่พระธรณีบ้าง หรือนำอาหารไปลอยน้ำ เพื่อบูชาเทพคงคาบ้าง (ซึ่งปัจจุบันวัฒนาการมาเป็นการลอยกระทง ดังปรากฏอยู่ในปัจจุบัน)
       พระพุทธเจ้าตรัสถึงสิ่งที่จะช่วยอำนวยผลต่อสัตว์ต่างๆ เหล่านั้น ด้วยการกระทำความดีบางประการ แล้วอุทิศบุญกุศลให้แก่สัตว์เหล่านั้น สัตว์เหล่านั้นย่อมได้ผลบุญต่อเมื่ออนุโมทนาบุญในกุศลที่บุคคลได้กระทำ และด้วยจิตปรารถนาในสมบัติทุกประการ ย่อมเนรมิตสิ่งต่างๆ ขึ้นได้ด้วยตนเองด้วยอานุภาพแห่งบุญ เช่น อาหารทิพย์ เป็นต้น
       จะเห็นได้ว่าตามหลักการของพระพุทธศาสนานั้น หากบุคคลต้องการอุทิศบุญกุศลให้แก่บุคคลที่ล่วงลับไปแล้ว หรือสรรพสัตว์ที่เป็นโอปาติกะกำเนิดบางประเภท ก็ให้กระทำความดี ด้วยทาน ศีล ภาวนา แล้วอุทิศส่วนบุญให้ มิใช่การเซ่นสรวงอ้อนวอน ดังปรากฏอยู่ในปัจจุบัน เพราะไม่เพียงแต่จะไม่เกิดประโยชน์อันใดแล้ว ยังสูญเสียสิ่งต่างๆ อาทิ ข้าวปลาอาหาร ธูปเทียนดอกไม้ กระดาษ และทรัพย์สมบัติมากมาย โดยไม่เกิดประโยชน์อันใดต่อผู้รับ สังคม แลรวมถึงบุคคลที่อยู่รอบข้างเลย
       ดังที่ได้บรรยายมาทั้งสิ้นนี้ คงจะช่วยตอบคำถามบางประการแก่ท่านผู้อ่านได้บ้างตามสมควร แม้ว่าจะมิได้ตอบข้อคำถามที่สงสัยตรงไปตรงมา ดังที่ได้ตั้งคำถามไว้ว่า

“ไหว้ทางสามแพร่งอย่างไร เคยเห็นคนอื่นเอาอาหารมาวาง เลยอยากทราบขั้นตอนว่าเป็นอย่างไร..”

       แต่การตอบคำถามในครั้งนี้ คล้ายกับว่าผู้ตอบ มิได้ตอบคำถามด้วยตนเอง แต่กลับให้ผู้อ่านวินิจฉัย ใคร่ครวญ และพินิจพิจารณาด้วยตนเอง ก็จะสามารถทราบคำตอบได้ว่าควรปฏิบัติอย่างไร

       สุดท้ายนี้ขอฝากพระพุทธศาสนสุภาษิตไว้ว่า

"พหุํํง เว สรณํ ยนฺติ ปพฺพตานิ วนานิ จ          อารามรุกฺขเจตฺยานิ มนุสฺสา ภยตชฺชิตา
เนตํ โขสรณํ เขมํ เนตํ สรณมุตฺตมํ           เนตํ สรณมาคมฺม สพฺพทุกฺขา ปมุจฺจติ.

       มนุษย์เป็นอันมาก ถูกภัยคุกคามแล้ว ย่อมถึงภูเขา ป่า อาราม และรุกขเจดีย์ว่าเป็นที่พึ่ง; สรณะนั่นแลไม่เกษม, สรณะนั่นไม่อุดม, เพราะบุคคลอาศัยสรณะนั่น ย่อมไม่พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้.

โย จ พุทฺธญฺจ ธมฺมญฺจ สงฺฆญฺจ สรณํคโต           จตฺตาริ อริยสจฺจานิ สมฺมปฺปญฺาย ปสฺสติ
ทุกฺขํ ทุกฺขสมุปฺปาทํ ทุกฺขสฺส จ อติกฺกมํ             อริยญฺจฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ ทุกฺขูปสมคามินํ
เอตํ โข สรณํ เขมํ เอตํ สรณมุตฺตมํ            เอตํ สรณมาคมฺม สพฺพทุกฺขา ปมุจฺจติ.


       ส่วนบุคคลใดถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ว่าเป็นที่พึ่ง ย่อมเห็นอริยสัจ ๔ (คือ) ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความก้าวล่วงทุกข์ และมรรคมีองค์ ๘ อันประเสริฐ ซึ่งยังสัตว์ให้ถึงความสงบแห่งทุกข์ ด้วยปัญญาชอบ; สรณะนั่นแล ของบุคคลนั้นเกษม, สรณะนั่นอุดม, เพราะบุคคลอาศัยสรณะนั่น ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้."

ขอเจริญพร

-ปญฺญาวโร-

..........................................................


๓. ขุ.เปต.๒๖/๙๕/๑๒๙
[นางเวนิกเปรตตอบว่า ผ้านั้นถึงท่านจะให้ที่มือของดิฉันเอง ก็ไม่สำเร็จแก่ดิฉัน ถ้าในหมู่ชนนี้ มีอุบาสกผู้มีศรัทธา เป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอท่านจงให้อุบาสกนั้นนุ่งห่มผ้าที่ท่านจะให้ดิฉัน แล้วอุทิศส่วนกุศลให้ดิฉัน เมื่อท่านทำอย่างนั้น ดิฉันจึงจะได้นุ่งห่มผ้านี้ตามปรารถนา ถึงซึ่งความสุข.]
๔. พุทธประวัติ เล่ม ๒ ชั้นนักธรรมตรี หน้า ๒๖-๒๗ โดย สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส
๕. ขุ.ขุ.๒๕/๘/๖ ติโรกุฑฑสูตร
[ชนเหล่าใด เป็นผู้เอ็นดู ชนเหล่านั้นย่อมให้น้ำ ข้าว อันสะอาด ประณีต อันสมควร ตามกาล อุทิศเพื่อญาติทั้งหลาย อย่างนี้ว่า ขอทานนี้แล จงมีแก่ญาติทั้งหลาย ขอญาติทั้งหลาย จงมีสุขเถิด.
ส่วนฝูงเปรตที่เป็นญาติเหล่านั้น มาแล้ว พร้อมแล้ว ก็ชุมนุมกันในที่ให้ทานนั้น ย่อมอนุโมทนาโดยเคารพ ในข้าวน้ำเป็นอันมากว่า เราได้สมบัติเพราะเหตุแห่งญาติเหล่าใด ขอญาติเหล่านั้นของเรา จงมีชีวิตยั่งยืน ทั้งการบูชา ญาติผู้เป็นทายกก็ได้กระทำแก่พวกเราแล้ว อนึ่ง ทายกทั้งหลาย ย่อมไม่ไร้ผล.]
๖. ขุ.ธ.๒๕/๒๔/๒๘ , ขุ.ธ.อ.๔๒ หน้า ๓๔๖ เรื่องที่ ๑๕๓




 

Create Date : 11 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 14 กุมภาพันธ์ 2551 21:24:41 น.
Counter : 1892 Pageviews.  

ไหว้ทางสามแพร่งอย่างไร (ตอนที่ ๔)

การไหว้ทางสามแพร่งเกิดจากความไม่เข้าใจธรรมชาติ และความมุ่งหมายของคนโบราณ (ตอนที่ ๔)

การแก้โดยการเปลี่ยนโครงสร้าง หรือองค์ประกอบภายนอก

       การเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง หรือองค์ประกอบภายนอกโดยทั่วไปเป็นสิ่งที่ไม่สามารถกระทำได้ เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงแก้ไขธรรมชาติซึ่งอยู่รอบๆ ตัว ให้สอดคล้องกลมกลืนกับวิถีชีวิตของเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่เหนือวิสัยตามปกติที่จะกระทำ เว้นไว้แต่ผู้นั้นมีศักยภาพด้านกำลังคนหรือกำลังทรัพย์จำนวนมาก ก็สามารถกระทำได้ แต่ก็ยังอยู่ในขอบเขตที่จำกัด

       เช่น เมื่อกระแสน้ำมีกำลังแรงปะทะแนวตลิ่ง (ดังรูป ง ) ก็ทำการขุดคลองขนาดใหญ่เพื่อดักทางกระแสน้ำ ถ่ายเทบริมาณน้ำไปสู่ทิศทางอื่น (ดังรูป ฉ ) เป็นการลดกำลังและความเชี่ยวกรากของกระแสน้ำ หรือถมแม่น้ำเพื่อเปลี่ยนทางน้ำเสียเลย (ดังรูป ช ) หรือลักน้ำเข้ามาสู่พื้นที่ใช้สอยร่วมด้วยก็ได้ (ดังรูป ซ ) เพื่อลดกำลังกระแสน้ำโดยขุดบ่อขนาดใหญ่เพื่อกักเก็บน้ำ เป็นต้น



       ในกรณีทางสามแพร่งก็เช่นกัน ถนนสาธารณะหรือตรอกซอกซอยต่างๆ (ดังรูป ก ) นั้น การแก้ปัญหายิ่งมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น เพราะเกี่ยวด้วยความยินยอมพร้อมใจของชุมชน และกฏหมาย ประกอบด้วย

       เช่น การปรับผิวจราจรให้หยาบขึ้น เพื่อเป็นแนวป้องกันความเร็ว การเปลี่ยนเส้นทางเดินรถ ให้เดินรถทางเดียว (ดังรูป ฌ ) หรือการขอให้ทำวงเวียนหน้าอาคาร ในกรณีที่ถนนกว้างเพียงพอ (ดังรูป ญ ) เป็นต้น



       ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ยากมาก ในการปรับโครงสร้างและสิ่งแวดล้อมภายนอกให้เข้ากับความต้องการของตน ฉะนั้น โดยทั่วไปจึงเป็นเรื่องสุดวิสัยที่จะกระทำ ฉะนั้น ในหลักการทั่วไป เมื่อไม่สามารถเปลี่ยนโครงสร้างหรือองค์ประกอบภายนอกให้เข้ากับความต้องการของตนได้ จึงจำต้องแก้ไขที่ตัวเรา เพราะย่อมเป็นสิ่งที่กระทำได้ง่ายกว่า (เรียกว่า เปลี่ยนตัวเราให้เข้ากับสิ่งภายนอก ง่ายกว่าเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมภายนอกให้เข้ากับตัวเรา)
       นั่นหมายถึง การวางแผนหรือการเริ่มต้นวางรากฐานสิ่งปลูกสร้าง หรือโครงสร้างของอาคารบ้านเรือน ตำแหน่ง ทิศทาง โดยพิจารณาจากองค์ประกอบภายนอกโดยรวมทั้งหมด จึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญและมีผลต่อการดำรงชีวิต และสภาพจิตใจของผู้อยู่อาศัย ฉะนั้น การที่ต้องพิจารณาถึงความเป็นจริงร่วมกัน ระหว่างความต้องการของผู้อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมว่าจะสามารถประสานสอดคล้องกลมกลืนกันได้อย่างไร จึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ และมองข้ามเสียมิได้ ขอยกตัวอย่าง ดังนี้ คือ

       ๑ ในด้านทำเลที่ตั้ง
       การเลือกที่อยู่อาศัยที่เหมาะแก่ความต้องการในการใช้งาน เช่น ร้านค้าขาย ควรอยู่ในชุมชนที่มีผู้คนหนาแน่น มีทางสัญจรไปมาสะดวก มีที่ตั้งทำเลมองเห็นได้ชัดเจน มีที่จอดรถพร้อมสรรพ เป็นต้น
       แต่ในทางตรงข้าม หากเลือกที่อยู่อาศัยเพื่อการพักผ่อน ก็ควรเลือกที่ไม่พลุกพล่านด้วยผู้คน มีความสงบ ไม่เป็นที่สัญจรขวักไขว่ด้วยผู้คน หรือเป็นทางผ่านเข้าออกของชุมชน ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่า ความแตกต่างกันของวัตถุประสงค์การใช้งานย่อมเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกพิจารณาทำเลที่ตั้งหรือชัยภูมิเป็นอันดับแรก

       ๒ การจัดวางโครงสร้างของอาคาร
       ยกตัวอย่าง เช่น ในภูมิประเทศที่มีอากาศร้อน
ควรพิจารณาทิศทางของกระแสลมประกอบด้วย เช่น หน้าบ้าน ควรหันลงสู่ทิศใต้ เป็นต้น
เพื่อรับลมทะเล หรือหน้าต่างของอาคาร ควรตั้งอยู่ในทิศทางที่สามารถรับลมได้เต็มที่ ไม่อยู่ทางด้านทิศตะวันออกและตะวันตกโดยตรง ที่จะเป็นเหตุให้บ้านนั้นต้องรับแสงแดดและความร้อนตลอดทั้งวันแต่ควรเบี่ยงองศาออกเล็กน้อย หรือบ้านที่อยู่ใกล้บ่อน้ำครำหรือบ่อน้ำปิดขนาดใหญ่ ก็ไม่ควรหันหน้าต่างเข้าทางทิศนั้น เพราะจะทำให้ต้องได้รับกลิ่นเหม็นหรือเชื้อโรคต่างๆ เข้าสู่อาคารโดยตรง หรือรับความชื้นจากไอระเหยของน้ำอยู่เสมอ อาจเป็นเหตุให้ผู้อยู่อาศัยมีปัญหาด้านระบบทางเดินหายใจได้ เป็นต้น
       อาคารควรมีช่องทางถ่ายเทอากาศได้ดี ไม่ปิดทึบ ไม่มีสิ่งก่อสร้าง ผนัง หรือโครงสร้างอาคารที่บังทิศทางลม เป็นเหตุให้ภายในอาคารร้อนอบอ้าว หรือต้องใช้เครื่องปรับอากาศตลอดวัน ไม่สามารถเปิดหน้าต่างได้ เป็นต้น
       โดยเฉพาะอาคารที่ใช้การระบายอากาศตามธรรมชาติ ก็ควรมีโครงสร้างหลังคาที่สูง เพื่อเป็นแนวป้องกันความร้อนจากแสงแดด มิให้มวลอากาศร้อนแผ่ลงมาถึงผู้อยู่อาศัยได้โดยตรง และมีพื้นที่ใต้หลังคาเพียงพอให้อากาศร้อนลอยตัวขึ้นด้านบน และสามารถระบายความร้อนได้ทัน โดยช่องลมหรือจั่วใต้หลังคาที่เปิดกว้างนั่นเอง
       ที่กล่าวมานี้ เป็นตัวอย่างข้อพิจารณาต่างๆ ในการเลือกที่อยู่อาศัยให้เหมาะกับสภาพแวดล้อม ภูมิประเทศ และการใช้งาน ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แต่โดยแท้แล้ว เป็นการป้องกันมิให้ปัญหาเกิดขึ้น ด้วยการวางแผนสำหรับที่อยู่อาศัยด้วยความรู้ความเข้าใจ
       และย่อมเป็นการสมเหตุสมผลที่เราจะได้รับคำชี้แนะและคำปรึกษาจากผู้มีความรู้ เช่น สถาปนิก มัณฑนากร หรือคนโบราณที่มีความรู้ความเข้าใจ ยิ่งไปกว่าความเชื่อในสิ่งที่ไร้เหตุผล ซึ่งเราไม่อาจรู้และเข้าใจได้ด้วยสติปัญญา เข้าข่ายความงมงาย เพราะไม่เข้าใจธรรมชาติและภูมิปัญญาของคนโบราณ ที่ผ่านการถ่ายทอดหลักวิชาต่างๆ มาโดยลำดับ อาทิ วิชาภูมิสถาปัตย์ หรือ “ฮวงจุ้ย” ที่ประกอบไปด้วยเหตุผลต่างๆ มากมายในธรรมชาติ แต่น่าเสียดาย ! ว่าสิ่งที่เลือนหายไปกับกาลเวลาก็คือ คำอธิบายและเหตุผลที่แท้จริง ซึ่งก็คือความรู้ความเข้าใจต่อธรรมชาตินี่เอง

       และสิ่งที่น่าสนใจประการหนึ่งก็คือ เหตุใดเราชาวพุทธโดยมากจึงมิได้ให้ความสำคัญต่อการศึกษาเรียนรู้เข้าใจต่อธรรมชาติ ยิ่งไปกว่าการมัวแต่ถือเอาเรื่องเหลวไหลไร้แก่นสาร ที่รังแต่จะปิดบังตาแห่งปัญญาที่มีอยู่ในตัวของเราแต่ละคน
       ในที่สุดนี้ ขออำนวยอวยพรทุกท่าน จงเจริญด้วยปัญญาดั่งผืนแผ่นดิน ดังพระพุทธศาสนสุภาษิตว่า

โยคา เว ชายเต ภูริ อโยคา ภูริสงฺขโย
เอตํ ทฺวิธา ปถํ ญตฺวา ภวาย วิกวาย จ
ตถตฺตานํ นิเวเสยฺย ยถา ภูริ ปวฑฺฒติ

ความว่า
ภูริปัญญา (ปัญญาดุจดังแผ่นดิน) ย่อมเกิดขึ้น เพราะการประกอบแล
ความเสื่อมสิ้นไปแห่งภูริปัญญา ย่อมมีขึ้น เพราะการไม่ประกอบ
บัณฑิตรู้ทางสองแพร่งแห่งความเจริญและความเสื่อมนี้แล้ว
พึงตั้งตนไว้โดยอาการที่ปัญญาเพียงดังแผ่นดินจะเจริญขึ้นเถิด


ขออนุโมทนาบุญทุกท่าน
-ปญฺญาวโร-

๒ ขุ.ธ.๒๕/๓๐/๓๖ มรรควรรค, ขุ.ธ.๔๓/๒๐๘/๑๑๘ เรื่องพระโปฐิลเถระ




 

Create Date : 07 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 7 กุมภาพันธ์ 2551 21:53:28 น.
Counter : 1029 Pageviews.  

ไหว้ทางสามแพร่งอย่างไร (ตอนที่ ๓)

การไหว้ทางสามแพร่งเกิดจากความไม่เข้าใจธรรมชาติ
และความมุ่งหมายของคนโบราณ (ตอนที่ ๓)


การแก้โดยการเปลี่ยนโครงสร้าง หรือองค์ประกอบภายใน


         วิธีนี้แม้จะมิใช่การแก้ปัญหาที่ได้ผลเด็ดขาดแท้จริงเพราะเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ แต่ก็เป็นวิธีที่ได้ผลดีพอสมควร เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยแก้ในส่วนที่บกพร่องไปก่อนบางประการเท่าที่จะเป็นไปได้ ขอยกตัวอย่างดังต่อไปนี้ คือ
  • ขอยกตัวอย่างในกรณีทางสามแพร่งก่อน โดยทั่วไปในทางจิตวิทยา เมื่อผู้อยู่อาศัยเกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัย ตามท้องตลาดก็จะทำกระจกบ้าง เสือคาบดาบบ้าง ยันต์บ้าง ระฆังลมบ้าง รูปเทพเจ้าบ้าง ลูกแก้วบ้าง ตราครุฑบ้าง มาวางขายตามความนิยมของคนที่ต้องการความมั่นใจ หรืออาจใช้สัญลักษณ์บางประเภทที่มีราคาแพงขึ้นไปอีก เช่น ตั้งรูปช้าง (ช้างไม้แกะสลัก) ไว้หน้าบ้าน ตั้งรูปเสือ ตั้งรูปม้า ตั้งรูปอินทรีย์ ตั้งรูปเทพเจ้า ตั้งศาลพระภูมิ ตั้งศาลพระพรหม ตั้งน้ำพุ ตั้งตุ่มน้ำ ตั้งมังกรคาบแก้ว ตั้งรูป ร.๕ ตั้งรูปราหูอมจันทร์ หรือตั้งอะไรต่อมิอะไรต่างๆ ไว้ตามแต่จะคิดได้ เพื่อให้รู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้จะช่วยปัดเป่าเคราะห์กรรม โชคร้าย ภูตผี ให้หมดสิ้นไปได้ แต่นั่นมิใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุเลย และยังไม่อาจให้ความปลอดภัยหรือสำเร็จดังใจประสงค์ได้ ซึ่งอย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นว่า เป็นการแก้ปัญหาในเชิงจิตวิทยาโดยการใช้สัญลักษณ์และเครื่องหมายต่างๆ เท่านั้น
         (ขอบอกว่า สิ่งเหล่านี้มิใช่ว่าผู้ชำนาญการในทางนี้ หรือหมอดูต่างๆ ที่มีการศึกษามาอย่างเป็นระบบ จะไม่รู้หรือไม่เข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง แต่เมื่อคนไม่มีปัญญาเพียงพอ ต้องการที่พึ่ง ก็คงจะช่วยได้เพียงการชี้แนะเพื่อให้เกิดความสบายใจขึ้น หรือหวังลาภผลจากผู้ที่ยังขาดปัญญาเท่านั้น)

         ขอตอบปัญหาในเรื่องทางสามแพร่งต่อไปดังนี้

         การแก้ปัญหาที่องค์ประกอบภายในนั้น คือ การแก้ปัญหาเมื่อไม่สามารถแก้ไขการใช้พื้นที่หรือย้ายที่ตั้งทำเลได้ เช่น ในกรณีทางสามแพร่งนั้น ความจริงแล้วมิใช่มีเฉพาะทิศทางของรถที่อาจเกิดอันตรายเท่านั้น แต่ยังหมายถึง ควันจากท่อไอเสีย ฝุ่นผงในอากาศ เสียงดัง หรือแม้แต่แสงไฟหน้ารถในยามค่ำคืน ล้วนเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นประจำกับบ้านที่อยู่ตรงทางสามแพร่ง

         การแก้ปัญหาด้วยการแก้ที่องค์ประกอบภายใน (ของผู้อยู่อาศัย) นั้น สามารถทำได้หลายวิธี ดังตัวอย่างต่อไปนี้ คือ
  1. การปลูกต้นไม้ขนาดใหญ่ เพื่อใช้เป็นแนวกันการชนจากรถในกรณีเกิดอุบัติเหตุ

  2. การทำรั้วบ้านที่มั่นคง เพื่อปัองกันอุบัติเหตุกับตัวบ้าน

  3. การกั้นขอบทางเท้าให้สูงพอสมควร เพื่อป้องกันอุบัติเหตุเช่นเดียวกัน

  4. การใช้สีที่มีความสดและเห็นได้ชัดเจน เช่น สีแดง สีเหลืองเข้ม ทาบริเวณทางเท้า รั้วบ้าน แนวกำแพง หรือตัวอาคาร เพื่อเป็นจุดสังเกตให้เห็นได้ชัด และให้เกิดความระมัดระวัง

  5. การใช้เครื่องหมายเตือนให้ระวังภัย เช่น เครื่องหมายบอกทางแยก เครื่องหมายหยุดรอ เครื่องหมายบอกเตือน เช่น “ระวัง! เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง” “โค้งอันตราย” “เขตชุมชน ลดความเร็ว” “ระวังเด็กข้ามถนน” “ระวังรถออกจากซอย” หรือเครื่องหมายอะไรก็ได้ที่จะช่วยเตือนสติให้ระมัดระวังมากยิ่งขึ้น

  6. การใช้ลูกระนาด หลังเต่า หรือตัวหนอน เพื่อให้รถต้องชะลอความเร็ว

  7. การอำนวยความสะดวกแก่การจราจร เช่น กระจกโค้ง เพื่อให้รู้ว่าเป็นทางแยก และช่วยให้มองเห็นรถในทางอื่น หรือตีเส้นแบ่งเขตช่องทางการเดินรถอย่างชัดเจน

         สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่อาจนำมาปรับใช้ได้ตามความเหมาะสมและเท่าที่จำเป็น ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาภายนอกอาคาร, ส่วนการแก้ปัญหาภายในอาคารก็สามารถทำประกอบไปได้เช่นเดียวกัน เช่น
  1. การปลูกต้นไม้ริมรั้วจำนวนมากเพื่อเป็นแนวกันฝุ่น ควัน แสงไฟ และเสียงรบกวนต่างๆ เท่าที่จะเป็นไปได้

  2. การใช้มู่ลี่หรือม่านเพื่อบังแสงจากไฟรถยนต์ และช่วยให้รู้สึกปลอดภัยมากขึ้น ไม่เสียสมาธิในการทำงาน

  3. การสร้างน้ำพุ น้ำตกขนาดใหญ่ หรือฉีดละอองน้ำหน้าอาคาร เพื่อเป็นแนวป้องกันฝุ่นเข้าภายในอาคาร

  4. การตั้งป้ายร้านค้า ชื่อสำนักงาน เป็นแนวกำแพงขนาดใหญ่ไว้ที่รั้ว หรือแม้แต่ด้านหน้าทางเข้าอาคารซ้อนอีกชั้นหนึ่ง เพื่อเป็นแนวป้องกันฝุ่นและกระแสลมร้อนเข้าสู่ตัวอาคารโดยตรง ซึ่งโดยมากจะใช้คู่กับการติดตั้งน้ำพุหรือน้ำตกประกอบไปด้วย เพื่อดูดซับฝุ่นผงอีกทีหนึ่ง

  5. การปิดกระจกโดยรอบ แล้วใช้เครื่องปรับอากาศมันเสียเลย (ถ้าจำเป็นและมีสตางค์) เพื่อป้องกันฝุ่นควันและเสียงดังต่างๆ เป็นการช่วยรักษาสุขภาพของผู้อยู่อาศัย

  6. หรืออาจต้องใช้กำลังคนเพื่อช่วยทำความสะอาดบริเวณหน้าอาคารหรือที่พักอาศัยอยู่เสมอ เพราะอาจเป็นบ่อเกิดแห่งโรคมากมาย เช่น ภูมิแพ้จากฝุ่นละออง อาการหอบ อาการเวียนศีรษะจากไอเสียรถยนต์ หรือเกิดผื่นคันตามผิวหนัง เป็นต้น


        ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นตัวอย่างของการนำเอาภูมิปัญญาที่มีอยู่มาปรับใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์และสามารถแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริงในระดับหนึ่ง ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับไสยศาสตร์เลยแม้แต่น้อย แต่เป็นพุทธศาสตร์โดยแท้ เป็นการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพและเต็มเปี่ยมไปด้วยสติปัญญา สมกับเป็นชาวพุทธอย่างแท้จริง

ขอตอบคำถามเพิ่มเติมไว้แต่เพียงเท่านี้ก่อน หากมีโอกาสจะได้ขยายความเพิ่มเติมอีกครั้งหนึ่ง
ปญฺญาชีวึ ชีวิตมาหุ เสฏฺฐํ
ชีวิตที่อยู่ด้วยปัญญา เป็นชีวิตที่ประเสริฐสุด


-ปญฺญาวโร-

๑ สํ.ส.๑๕/๒๐๓/๕๑




 

Create Date : 01 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 2 กุมภาพันธ์ 2551 19:09:04 น.
Counter : 718 Pageviews.  

ไหว้ทางสามแพร่งอย่างไร (ตอนที่ ๒)

การไหว้ทางสามแพร่งเกิดจากความไม่เข้าใจธรรมชาติ และความมุ่งหมายของคนโบราณ (ตอนที่ ๒)

        ในการแก้ปัญหาทางสามแพร่งของคนโบราณนั้นมีหลายวิธี ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น ดังเช่น การติดกระจกแปดเหลี่ยม หรือการใช้เสือคาบดาบ ทั้ง ๒ วิธีนี้เรียกว่า เป็นการแก้ปัญหาโดยการใช้สัญลักษณ์ ซึ่งเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ และแก้ไม่ตรงจุดของปัญหา
        ในที่นี้ขออธิบายเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความเข้าใจในหลักสถาปัตย์ หรือฮวงจุ้ย (ซึ่งในปัจจุบันก็คือวิชาด้านมัณฑนากร การตกแต่งภายใน และวิชาสถาปัตยกรรม การออกแบบสิ่งก่อสร้าง นั่นเอง)
        การแก้ปัญหาในทางฮวงจุ้ยนั้น โดยทั่วไปสามารถแก้ได้ ๓ แบบ คือ
๑. การแก้โดยอาศัยความรู้ในทางจิตวิทยา
๒. การแก้โดยการเปลี่ยนโครงสร้าง หรือองค์ประกอบภายใน
๓. การแก้โดยการเปลี่ยนโครงสร้าง หรือองค์ประกอบภายนอก

การแก้โดยอาศัยความรู้ในทางจิตวิทยา

        การแก้โดยอาศัยความรู้ในทางจิตวิทยานี้ มิใช่การแก้ปัญหา แต่เป็นการบรรเทาความรู้สึกทุกข์ภายในจิตใจของผู้อยู่อาศัย ซึ่งเป็นการแก้ที่ปลายเหตุจริงๆ (เมื่อไม่สามารถหรือไม่พร้อมจะปรับปรุงอะไรได้มากนัก), การแก้ในทางจิตวิทยานั้น ได้แก่ การใช้สัญลักษณ์ และเครื่องหมายต่างๆ เข้ามาช่วยให้เกิดความรู้สึกที่ดีขึ้น เช่น

- รู้สึกว่าบ้านร้อนอบอ้าวไม่ค่อยมีลม ก็ใช้ระฆังลมมาแขวนให้เกิดความรู้สึกเป็นธรรมชาติ ได้ยินเสียงระฆังแล้วรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของอากาศ รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น (แต่ในทางฮวงจุ้ย บอกว่า เป็นการเรียกพลังชีวิต หรือ “ขี่” เข้าบ้าน) ,
- บ้านร้อนอบอ้าว รู้สึกหงุดหงิด ไม่สดชื่น หมดกำลังใจ ก็ทำน้ำพุเทียมมาตั้งไว้หน้าบ้าน เพื่อให้รู้สึกว่าสดชื่น ในการเคลื่อนไหวของน้ำ ก่อให้เกิดความรู้สึกสงบ ผ่อนคลาย และเกิดความคิดสร้างสรรค์ (แต่ในทางฮวงจุ้ย บอกว่า เป็นการเรียกทรัพย์และโชคลาภเข้าบ้าน),
- บ้านคับแคบ รู้สึกอึดอัดทั้งกายและใจ ก็ใช้กระจกมาติดในส่วนที่แคบของบ้าน ทำให้มองไปรู้สึกว่าบ้านกว้างขึ้น สบายตามากขึ้น (แต่ในทางฮวงจุ้ย บอกว่า เป็นการดูดซับมงคลและกระจายพลังชีวิตไปทั่วบ้าน อีกทั้งยังสะท้อนความชั่วร้ายออกไปจากบ้าน) ,
- ห้องครัวสกปรกไม่สะอาดตา และไม่มีประตูปิดเป็นสัดส่วน มองดูแล้วน่าเบื่อหน่าย ทำให้ไม่สบายใจ ก็เอามู่ลี่มาติดที่ประตูเพื่อบังสายตา หรือเอาฉากเป็นระแนงไม้มาบังไว้เพื่อไม่ให้มองเห็นชัดเจน เป็นการช่วยกั้นขอบเขตของห้อง ทำให้รู้สึกว่าบ้านเป็นสัดส่วน ดูสะอาดขึ้น และช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย (แต่ในทางฮวงจุ้ย บอกว่า ช่วยป้องกันคนในบ้านเกิดความร้อนใจ หรือแตกสามัคคี)
- ทางสามแพร่ง อันตรายเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ก็ใช้กระจกแปดเหลี่ยม หรือเสือคาบดาบมาติดไว้ เพื่อให้กระจกและเสือฯ ช่วยให้เกิดการสังเกตและระมัดระวังยิ่งขึ้น หรือบางที่ก็ใช้ก้อนหินขนาดใหญ่มาวางกั้นทางไว้ (แต่ในทางฮวงจุ้ย บอกว่า เป็นการป้องกันหรือสะท้อน “ซิกี่” พลังฝ่ายลบให้กลับไป ไม่ให้อัปมงคลหรือปีศาจเข้าบ้าน หรือ เสือคาบดาบ จะช่วยข่มขวัญ ทำลายพลังฝ่ายลบหรือภูตผีปีศาจไม่ให้เข้ามาทำร้ายคนในบ้าน ทำให้คนในบ้านไม่เจ็บไข้ได้ป่วย เป็นต้น)
        เหล่านี้เรียกว่า เป็นการแก้ไขในเชิงจิตวิทยา ซึ่งก็ใช้ได้ผลบ้างต่อความรู้สึกของผู้อยู่อาศัย แต่ก็ยังมิใช่การแก้ปัญหาที่แท้จริง แต่ในทางสถาปัตย์แล้ว ก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย

ขอตอบไว้เท่านี้ก่อนนะ หากมีโอกาสจะได้มาตอบต่อไป
ขอให้ทุกท่านเจริญในธรรมและปัญญายิ่งๆ ขึ้นไป

-ปญญาวโร-




 

Create Date : 28 มกราคม 2551    
Last Update : 3 กุมภาพันธ์ 2551 18:56:03 น.
Counter : 553 Pageviews.  

ไหว้ทางสามแพร่งอย่างไร (ตอนที่ ๑)

ตอบกระทู้โดย พระปิยะลักษณ์ ปัญฺญาวโร
คำถาม
" ไหว้ทางสามแพร่งอย่างไร "
เคยเห็นคนอื่นเอาอาหารมาวาง เลยอยากทราบขั้นตอนว่าเป็นอย่างไร บังเอิญว่า หน้าบ้านเป็นทางสามแพร่ง จึงอยากไหว้บ้าง รบกวนท่านผู้รู้ แนะนำด้วยนะคะ โดยคุณ : FV เมื่อ 13 พฤษภาคม 2549, 13:59 น.

คำตอบ

กระทู้ธรรม online เรื่อง ไหว้ทางสามแพร่งอย่างไร
(วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๔๙)

การไหว้ทางสามแพร่งเกิดจากความไม่เข้าใจธรรมชาติ และความมุ่งหมายของคนโบราณ (ตอนที่ ๑)



ก่อนอื่นอยากจะอธิบายลักษณะของทางสามเพร่งก่อนว่า
ทางสามแพร่งนั้นโดยทั่วไปมี ๒ แบบ คือ ๑. แบบรูปตัว T และ ๒. แบบรูปตัว Y




        การแก้ปัญหาทางสามแพร่งที่เกิดขึ้นนั้น แต่เดิมเป็นการแก้ปัญหาในธรรมชาติ โดยการศึกษาปรากฏการณ์ในธรรมชาติที่เกิดขึ้น ซึ่งแต่เดิมมาจากความรู้ในอดีตของคนโบราณในเรื่องของทิศทางลมและกระแสน้ำ ที่ภาษาจีนเรียกว่า ฮวงจุ้ย (คำว่า ฮวง แปลว่า ลม, คำว่า จุ้ย แปลว่า น้ำ)
        ขอให้ดูในภาพ ค. และ ง. ซึ่งเป็นทิศทางการไหลของกระแสน้ำ (ตามลูกศร) และบ้าน ที่อยู่อาศัย หรือสิ่งปลูกสร้าง ในบริเวณดังรูปข้างบน จะเห็นได้ว่า บ้านนั้นในระยะยาวไม่มีความมั่นคงเลย และอาจพังลงมาได้ทุกเมื่อ เพราะกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากจะเซาะผืนดินหรือพัดพาดิน ซึ่งเป็นตลิ่งหน้าบ้านให้ค่อยๆ หมดไป หรือกระแสน้ำจะพุ่งเข้าทำลายบ้านให้ได้รับความเสียหายได้ เป็นต้น
        โดยหลักการนี้ หากเปรียบเทียบกับถนนหรือทางเดินของชุมนมแล้ว ก็เข้าในลักษณะเดียวกัน โดยขอให้ดูภาพอีกครั้ง



        ในภาพ ก.และ ข. นั้น หากว่ารถที่วิ่งมาด้วยความเร็วต้องการเลี้ยวซ้ายหรือขวา ก็อาจเกิดอันตรายต่อบ้านที่อยู่ตรงทางสามแพร่งได้ (หมายถึงมันเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายนั่นเอง) แต่มิใช่เพียงเท่านั้น ความเป็นจริงแล้ว แม้มิใช่ทางสามแพร่ง แต่แม้ทางเลี้ยวหักศอก เช่นภาพ จ. ก็อาจเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายเช่นเดียวกัน
        ฉะนั้น ด้วยภูมิปัญญาของคนโบราณที่ต้องการแก้ปัญหานี้เมื่อไม่สามารถย้ายบ้านหรือย้ายถนนได้ จึงนำเอากระจกแปดเหลี่ยม (ภาษาจีน เรียกว่า ปากัว) หรือภาพเสือคาบดาบ มาติดไว้บริเวณหน้าบ้านตรงทางสามแพร่ง เพื่อให้ผู้ขับขี่รถยนต์ (ในสมัยก่อนอาจเป็นรถม้าหรือรถเกวียน) เกิดจุดสังเกตที่เห็นได้ชัด เช่น กระจกแปดเหลี่ยม ซึ่งแต่เดิมใช้แผ่นเหล็กขัดเงาขนาดใหญ่ มาติดหันหน้าเข้าหาทิศทางที่รถพุ่งเข้ามา เป็นเหตุให้สะท้อนภาพของรถกลับ(เหมือนกระจกในปัจจุบัน) เมื่อภาพในกระจกมีการเคลื่อนไหวจากภาพรถซึ่งตนขับเข้ามา ก็เป็นเหตุให้เกิดจุดสังเกต เกิดความแปลกใจ เตือนให้ระวัง หรือแม้แต่ทำให้รู้สึกตกใจที่เห็นภาพรถของตนที่เหมือนกำลังวิ่งเข้ามาชนตัวเอง ทำให้ต้องชะลอความเร็ว หรือระมัดระวังยิ่งขึ้น (ยิ่งในเวลาค่ำคืน ยิ่งเห็นได้ชัด) โดยเฉพาะผู้ไม่คุ้นเคยเส้นทาง ซึ่งบางครั้งก็นิยมใช้เป็นรูปเสือคาบดาบ ซึ่งมีขนาดใหญ่มาก (ในส่วนตัว เคยเห็นภาพเสือคาบดาบ ตรงทางสามแพร่งติดไว้ที่ผนังอาคารมีขนาดใหญ่ไม่น้อยกว่า ๕ เมตร * ๕ เมตร ซึ่งใช้ได้ผลดีมาก) มาติดไว้เพื่อให้ผู้ขับขี่รถยนต์รู้จักตกใจ หรือทำให้ต้องสนใจ จะได้ชะลอความเร็วลง

ส่วนในเรื่องของการจุดธูปเทียนตรงทางสามแพร่งนั้น ก็มีที่มาเช่นกัน แต่จะได้อธิบายต่อไปเมื่อมีโอกาส

ขออนุโมทนาบุญที่ใส่ใจอ่านจนจบ หากมีโอกาสจะเข้ามาตอบปัญหานี้อีกครั้งหนึ่ง
* แต่อย่างไรอย่าเพิ่งไปจุดธูปไหว้นะ จะเข้าหลัก สีลัพพตปรามาส (ความหลงผิด) โดยไม่รู้ตัว *

-ปญฺญาวโร-




 

Create Date : 22 มกราคม 2551    
Last Update : 3 กุมภาพันธ์ 2551 18:58:12 น.
Counter : 7045 Pageviews.  


กลุ่มต้นธรรม
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




* * * * * * * * * * * * * * * * * * *

อันเวลาอันนับไม่ได้ที่เราหมักหมมมานานแสนนานแล้วนั้นถ้าเราไม่เริ่มรู้เราก็ไม่เริ่มตัด ถ้าไม่ตัดก็ไม่เห็นปลาย และเวลาอันนับไม่ได้นั้นก็เป็นปลายที่ยังอยู่
web site hit counter
We keep fighting fires because we keep adding fuel.
We truly putout fires only when we remove their fuel.

ถึงโลกกว้างไกล ใครๆ รู้
โลกภายในลึกซึ้งอยู่ รู้บ้างไหม
มองโลกภายนอก มองออกไป
มองโลกภายใน คือใจเรา

Friends' blogs
[Add กลุ่มต้นธรรม's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.