การเรียนรู้ที่ประเสริฐ คือ การเรียนรู้ที่มีฐานบนความรู้เนื้อรู้ตัว
Group Blog
 
All Blogs
 

บทเรียนเฉพาะตนที่ 1 : ดื่มกินความเศร้า..คลุกเคล้าความหดหู่..เฝ้าดูความหม่นหมอง

เวลาที่จิตใจถูกรุมเร้าไปด้วยเรื่องราวของความผิดหวังและเศร้าหมอง มันดูราวกับว่าเรากำลังอยู่คนเดียวบนโลกใบนี้กับความรู้สึกแย่ๆเหล่านั้น เราขังตัวเองอยู่ในวังวนของความทุกข์ ขัดขืนและดิ้นรนเพื่อออกไปสู่ความอิสระภายนอก โดยหลงลืมไปถึงภาวะแห่งความเป็นอิสระภายในที่ซุกซ่อนตัวอยู่ในความหม่นเศร้าเหล่านั้นเอง

หากเราเปิดโอกาสให้ชีวิตได้จมอยู่กับความเศร้าดูบ้าง ปล่อยให้ใจได้เสพคุ้นกับความหดหู่อย่างอิ่มเอม ..ให้เขาได้ลองดำดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของตัวความทุกข์ โดยปราศจากท่าทีของความแข็งขืนและดึงดันที่จะปฏิเสธธรรมชาติเหล่านั้น ..เพียงเฝ้าดูอยู่ด้วยอาการอันสงบ

ไม่ต้องคาดหวังว่าเราจะได้อะไรจากการเฝ้าสังเกตนี้ ทั้งไม่ต้องคิดเลยว่าความทุกข์ที่ปกคลุมใจเราอยู่นี้จะจางคลายลงเมื่อใด หากแต่เพียงปล่อยให้ใจได้ดื่มด่ำกับประสบการณ์อันขมขื่นตรงหน้าจนพอแล้วถอนตัวออกมาเอง ..ซึ่งบางครั้งก็ดูเป็นเรื่องที่ยากแสนสาหัสและลำบากอย่างเหลือแสน นั่นเพราะเราต่างมีธรรมชาติของการดิ้นรนหนีความทุกข์มาแต่ไหนแต่ไร..

คำถามคือ..”เราควรอยู่ด้วยท่าทีอย่างไรในภาวะแห่งความขมขื่นนั้น ? “

“ ..การปล่อยใจให้จมดิ่งกับความหมองเศร้าเช่นนี้ เป็นกิจที่นักภาวนาพึงกระทำจริงๆหรือ ? “

ในเวลานี้ควรโยนคำถามเหล่านี้ทิ้งไป และยอมศิโรราบลงต่อความเป็นจริงตรงหน้า จงดื่มกินความทุกข์และเผชิญกับมันด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์ธรรมดา อาจต้องใช้ความกล้าหาญให้มากพอที่จะไม่เอาอาวุธหรือเครื่องป้องกันใดๆติดตัวไปด้วยเลย และตั้งปณิธานกับตนเองว่า “ เราจะไม่ใช้ความปรุงแต่งไปสยบความปรุงแต่ง “ แต่จะใช้เพียง”การยอมรับ”และ”เปิดใจ”ต่อธรรมชาติตรงหน้า เราจะขอบคุณเขาในฐานะครูผู้ยิ่งใหญ่ ..ต้อนรับเขาในฐานะมิตรจากแดนไกล และที่สุดแล้วคือ..ยอมรับเขาในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา..

..รู้สึกถึงความเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยว..

..รู้สึกถึงความเศร้าโศก..

..รู้สึกถึงความขมขื่น..

เพียงใส่ความรู้สึกลงไปให้มีฐานของ”ความรู้สึกตัว”อยู่ในนั้น..ที่เหลือก็เพียงแค่ไว้วางใจในชีวิต และปล่อยให้ธรรมชาติแสดงธรรม..

( แรงบันดาลใจขณะตกอยู่ในวังวนแห่งความทุกข์จากการทะเลาะกับแม่ )




 

Create Date : 24 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 24 กุมภาพันธ์ 2553 9:57:07 น.
Counter : 124 Pageviews.  

มองทะเลผ่านการเห็นอันบริสุทธิ์

การอยู่คนเดียวแล้วใช้สายตาทอดยาวมองไปยังท้องทะเลอันกว้างใหญ่ เห็นเส้นขอบฟ้าที่เป็นจุดบรรจบกันระหว่างผืนน้ำและผืนฟ้า ณ ขณะนั้นเรามักไม่รู้ว่าเราเป็นใคร ราวกับว่าตัวเรากับธรรมชาติที่ปรากฏตรงหน้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

แท้จริงมนุษย์ก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เราต่างถือกำเนิดขึ้นมาจากปรากฏการณ์แห่งความเกิด ความงอกงามเติบโต เฉกเช่นเดียวกับต้นไม้ใหญ่หรือทะเลกว้าง สิ่งที่แตกต่าง คือ เราที่เป็นมนุษย์นั้นมีธรรมชาติแห่งความรับรู้ติดตัวมาด้วย และธรรมชาติของความรับรู้นี้เองที่พัฒนางอกเงยขึ้นเป็นธรรมชาติของความปรุงแต่ง

แทนที่การเห็นและสัมผัสกับธรรมชาติแวดล้อมด้วยความรู้สึก เรากลับค่อยๆใช้ความปรุงแต่งมาบดบังสภาพอันแท้จริงของทุกสิ่งไว้ เราคุ้นชินกับการวิพากษ์ ตัดสิน และให้คุณค่ากับทุกสิ่งทุกอย่างที่รับรู้ และนั่นย่อมทำให้การรับรู้ของเราเป็นความรับรู้ที่ไม่บริสุทธิ์ ถึงจะมองเห็นก็เป็นการมองเห็นที่เจือด้วยความคิด เจือด้วยการแปลความหมาย และเสพมันผ่านแว่นของความคิดความเห็น แน่นอนว่าการเห็นแบบนี้ย่อมไม่บริสุทธิ์และไม่ได้ฉายภาพของความจริงแท้ในตัวมันเองออกมา เรียกว่าไม่ได้เห็นตามเป็นจริง ไม่ได้เห็นแบบยอมรับถึงความ “เป็นเช่นนั้นเอง” ของทุกสรรพสิ่ง เพราะเราเห็นแบบมีผู้เห็น และมีสิ่งที่ถูกเห็น เราได้แยกเอาธรรมชาติของความเห็นและสิ่งที่ถูกเห็นออกจากกัน โดยหลงลืมไปว่า แท้ที่จริงธรรมชาติทั้งสองสิ่งล้วนเป็นธรรมชาติที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

จึงไม่แปลกที่เวลาเรามองไปยังทะเลกว้างใหญ่ เราจะรู้สึกลางๆว่าเราไม่ใช่ ”ใครคนหนึ่ง” เพราะธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ได้กลืนกินความเป็นเราลงไป เป็นช่วงเวลาที่เราจะเป็นอิสระจากความคิด และชีวิตได้ถูกปลดล็อคจากโซ่ตรวนแห่งทิฏฐิมานะที่พันธนาการเรามาตลอด ( อย่างน้อยก็ในช่วงเวลาหนึ่ง )

นั่นคือเหตุผลที่คนทั่วไปมักชอบไปทะเลเวลาที่มีปัญหาชีวิต เวลาที่ชีวิตกำลังกลุ้มรุมไว้ด้วยความหนักใจและรู้สึกว่าถูกขังไว้ด้วยปัญหาอย่างไม่มีทางออก..แท้ที่จริงแล้วไม่มีทางออก และไม่มีใครถูกกักขังพันธนาการไว้ มีแต่ความคิดปรุงแต่งเท่านั้นที่เราสร้างขึ้นมาจองจำเราไว้เอง และทำให้รู้สึกจริงๆว่ามีเราอยู่ มีปัญหาอยู่จริงๆ และมันช่างยิ่งใหญ่เสียเหลือเกิน

การมุ่งหน้ามาที่ทะเลอย่างน้อยก็เป็นการหลบตัวเองออกมาจากปัญหาชั่วคราว อย่างน้อยก็เพื่อให้ความคิดที่กำลังสับสนยุ่งเหยิงนั้นได้มีเวลาผ่อนพักบ้าง ได้ใช้ความเป็นธรรมชาติที่แท้เยียวยาตนเองดูบ้าง

ทะเลจึงเหมือนเป็นแหล่งพักพิงสุดท้ายที่รอคอยที่จะปลดเปลื้องความมีความเป็นของมนุษย์ ให้มนุษย์ได้ตระหนักถึงความไม่มีไม่เป็นอะไร ..อย่างน้อยก็ในช่วงเวลาหนึ่ง

( แรงบันดาลใจจากการฟัง “ทัศนะสู่ธรรม” ของท่านอาจารย์โกวิท เอนกชัย – เขมานันทะ )




 

Create Date : 09 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 9 กุมภาพันธ์ 2553 10:20:23 น.
Counter : 105 Pageviews.  

เส้นทางแห่งการเรียนรู้ภายในตน ภาค 2 : ว่าด้วยกระบวนการมองคนด้วยใจอย่างใคร่ครวญ

ภาค 2 : มองคนด้วยใจอย่างใคร่ครวญ
ว่าด้วย : กระบวนการวิเคราะห์ วิพากษ์ ผ่านมุมมองด้านใน


กระบวนการเรียนรู้ที่ 1 : วิพากษ์..วิจักขณ์
เวลาที่เรามองไปยังวิจักขณ์ เหมือนเรากำลังมองภาพสะท้อนตัวตนด้านในของเราเอง เพราะทุกสิ่งที่คุณวิจักขณ์ทำไม่ใช่เป็นการส่งผ่านคำตอบสำเร็จรูปมายังเรา หากเป็นการเปิดพื้นที่ให้เราได้เข้าไปค้นหาคำตอบด้วยตัวเราเอง การนิ่งเฉย..การยิ้มรับ..การรับฟัง รวมถึงการร่วมเดินทางเข้าไปเรียนรู้กระบวนการภายในของแต่ละคน ล้วนเป็นท่าทีแห่งความเปิดเผยและเป็นมิตร ซึ่งเราจะสัมผัสได้ถึงความสัตย์ซื่อและจริงใจผ่านทุกคำพูดที่ออกมาของเขา วิจักขณ์จึงเป็นเหมือนกัลยาณมิตรที่พร้อมเปิดรับทุกผู้คนให้เข้ามาร่วมเดินทางด้วยกัน และด้วยท่าทีการเชื้อเชิญแบบนี้ก็ต้องบอกว่ายากแก่การปฏิเสธจริงๆ..
วิจักขณ์ยังเต็มไปด้วยคุณสมบัติในการเป็นศิลปินผู้พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางภายในของตนออกมาอย่างมีศิลปะ เราจะเห็นถึงการแสดงออกในอารมณ์ที่หลากหลายในตัวของวิจักขณ์ ทั้งสอดคล้องและขัดแย้งกันอยู่ในที ..จึงไม่น่าแปลกที่บางอารมณ์คุณจะเห็นเขาเหมือนเด็กเล็กๆ คนหนึ่งที่มีสายตาอันบริสุทธิ์ในการมองโลก แต่กับบางอารมณ์คุณอาจเห็นเขาเป็นผู้เฒ่าคนหนึ่งที่ผ่านการใช้ชีวิตมาอย่างโชกโชน และในบางครั้งเขาจะกลายเป็นคนหนุ่มที่เต็มไปด้วยไฟแห่งการขับเคลื่อนชีวิตให้พุ่งทะยานไปข้างหน้า ..แต่ไม่ว่าวิจักขณ์จะเป็นหรือไม่เป็นอะไร คุณก็จะรู้สึกได้ว่าเขาเป็นเพื่อนที่น่าคบหาคนหนึ่งทีเดียว
สิ่งที่วิจักขณ์กำลังพยายามทำมิใช่การบอกคำตอบของชีวิตให้คุณ วิจักขณ์จะไม่สรุป ตัดสินหรือตีความอะไรให้คุณทั้งนั้น หากแต่สิ่งที่เขากำลังทำคือการเชื้อเชิญให้คุณเข้าไปร่วมค้นหาคำตอบจากภายในตัวคุณเอง ดังนั้นอย่าถามว่าคุณจะได้อะไรจากวิจักขณ์ แต่ให้ถามตัวคุณเองเถิดว่าพร้อมจะตอบรับคำเชิญชวนของเขาหรือไม่ ?

กระบวนการเรียนรู้ที่ 2 : เธอคือกัลยาณมิตร
จนถึงวันนี้ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าจริงๆแล้วเธอชื่อ “กัญญา” หรือ “กัลยา” กันแน่ แต่ใจมันผูกสมัครที่จะเรียกเธอว่า “กัลยาณมิตร” ไปเสียแล้ว ความที่เธอมีคุณสมบัติการเป็นมิตรที่ประเสริฐ มิตรผู้คอยชี้ทางแห่งการเดินทางภายใน และเป็นมิตรผู้พร้อมจะดึงเราให้กลับมาสู่ความเป็นจริงตรงหน้าในขณะที่เรากำลังหลงทางอยู่ในโลกแห่งความคิด
“คุณหลิ่ง” เธอเป็นผู้หญิงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงานปกคลุมอยู่รอบตัว ดังนั้นเวลาที่เรามองไปที่เธอ..ฟังสิ่งที่เธอถ่ายทอดออกมา เราจะรู้สึกได้ถึงกระแสของพลังงานบางอย่างถูกส่งผ่านมาที่เราด้วย ซึ่งผมชอบที่จะเรียกมันว่า “กระแสแห่งแรงบันดาลใจ” มันคล้ายกับเวลาที่เราเกิดความลังเลที่จะทำอะไรซักอย่างแต่ขาดความเชื่อมั่น..กำลังตกอยู่ในภาวะของความไม่มั่นคงและหลักลอย เมื่อนั้นก็เหมือนมีมือที่มองไม่เห็นมาผลักหลังเราและกระซิบบอกกับเราว่า “อย่ากลัวไปเลย..ขอจงเชื่อมั่นในหัวใจของเราเถิด” ซึ่งสิ่งนี้ได้ทำให้ความลังเลและไม่แน่ใจที่เคยมีอยู่พลันมลายหายไปเสียสิ้น คงเหลือไว้แต่ความกล้าหาญและความมั่นใจที่จะกระโจนเข้าไปลองดูกับมันซักตั้ง
นอกจากนี้แล้วเราจะเห็นว่าคุณหลิ่งเป็นมนุษย์ที่ซื่อตรงต่อความรู้สึกตนเองมากที่สุดคนหนึ่ง และไม่เคยลังเลเลยที่จะถ่ายทอดความรู้สึกเหล่านั้นออกมาให้ผู้เข้ารับการอบรมร่วมรับรู้ เหมือนเธอกำลังบอกกับพวกเราว่า “อย่าตัดสินคนจากกรอบความคิดและสายตาที่คับแคบของตนเอง แต่ให้ใช้ใจมองเข้าไปให้ถึงความรู้สึกที่แท้ภายในของเขา” สิ่งนี้ช่วยเสริมกระบวนการยอมรับซึ่งกันและกันของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี และมันทำให้เรารู้ว่า “สงคราม” และ “ความขัดแย้ง” นั้นไม่ใช่สิ่งจำเป็นของโลกเลย หากแต่ คือ “มิตรภาพ” และการตระหนักรู้ใน “คุณค่า” ของเพื่อนมนุษย์ต่างหากที่สำคัญที่สุด
คนที่มอบการเรียนรู้ที่มีคุณค่าแบบนี้ให้แก่คุณ ยังไม่เหมาะสมอีกหรือที่คุณจะเรียกเธอว่าเป็น “กัลยาณมิตร” ที่แท้ ?




 

Create Date : 08 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 8 กุมภาพันธ์ 2553 14:35:16 น.
Counter : 124 Pageviews.  

เส้นทางแห่งการเรียนรู้ภายในตน ภาค 1 : 4 วันแห่งกระบวนการเรียนรู้ภายใน

ภาค 1 : 4 วันแห่งกระบวนการเรียนรู้ภายใน
( 21 – 24 ม.ค.53 , บ้านตีโลปะ )


21 ม.ค.53 ( โลกทัศน์ปิดบังความจริง )
เป็นวันเริ่มต้นการภาวนาแบบเรียนรู้กระบวนการภายในตน ผ่านการอบรมแบบเข้ากลุ่ม และยึดเอาตัวผู้เรียนรู้เป็นศูนย์กลาง
การมาเข้ากลุ่มแบบที่ยังมีอะไรติดเนื้อติดตัวมาอยู่เยอะ ค่อนข้างเป็นอุปสรรคของการเรียนรู้ในช่วงแรก คือ ในใจมันมีคำตอบสำเร็จรูปแบบหนึ่งอยู่แล้ว ดังนั้นในทุกๆกิจกรรมที่ทำมันจึงไม่เข้าไปคลุกวงในกับกระบวนการ ขาดแรงจูงใจในการร่วมเล่นร่วมเป็นไปกับคนอื่นๆ ..มักถูกโอบล้อมไว้ด้วยความคิด และถูกกระแสแห่งความฟุ้งซ่านบดบังสภาวะที่แท้ตรงหน้าไปเสียสิ้น
ซึ่งก็ต้องยอมรับในสิ่งที่เราเป็น ยอมรับว่าเราเติบโตมาในการเรียนรู้แบบเถรวาท คือ รอคอยคำตอบสุดท้ายที่ดีที่สุดแล้วทรงจำมันไว้ โดยละเลยกระบวนการเข้าไปสัมผัสสัมพันธ์กับตัวความทุกข์ ดังนั้นโลกที่พบเห็น ไม่ว่าจะเป็นด้านนอกหรือด้านในก็ล้วนเป็นโลกที่เกิดขึ้นจากกระบวนการคิด ตัดสินจากทิฏฐิและความเชื่อเดิมๆ หาได้มีประสบการณ์สดใหม่ที่รองรับมันอยู่ไม่
การนั่งสมาธินานๆเพื่อเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดและสบตากับกิเลสตรงๆ จึงเป็นกระบวนการที่ดีที่นำเราเข้าไปรู้จักกับตัวสภาวะที่แท้ ที่ไม่ได้เข้าใจมันผ่านเรื่องราวอย่างเคย
แม้จะวางใจและเฝ้าดูมันได้ในระดับนึง แต่ก็ต้องยอมรับว่าเรายังไม่มีพื้นที่ให้กับมันมากพอ สำหรับให้มันแสดงตัวออกมาอย่างที่มันเป็นจริงๆ คือ ดีแล้วแต่ก็ยังไม่ดีที่สุดในทัศนะส่วนตัว

22 ม.ค.53 ( ตัวตนที่งดงาม )
วันนี้เป็นวันที่เริ่มปอกเปลือกตัวเองออกได้บ้าง เริ่มจัดหาที่ทางให้ตัวตนข้างในออกมาแสดงตัวทำกิจการงานอย่างที่มันเคยเป็นผ่านการเข้ากลุ่ม และเล่าประสบการณ์ส่วนตัวที่เกี่ยวเนื่องกับความพองฟูในใจ..แชร์กันในเรื่องที่มีน้ำหนักเพียงพอ ให้ตัวตนออกมายกหูชูคออย่างเด่นสง่า
น่าแปลกที่ในวันนี้กลับมองเห็นตัวตนที่แต่ละคนแสดงออกมาเป็นสิ่งสวยงาม การร่วมรับรู้ประสบการณ์ตรงของคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ทำให้ใจที่ปิดอยู่ถูกเปิดออก และกล้าพอที่จะแสดงตัวตนที่เคยถูกปิดซ่อนมานาน รู้สึกได้ถึงพลังงานมากมายที่พรั่งพรูออกมาขณะเล่าเรื่อง การวางใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเปิดกว้างและอ่อนโยนทำให้เห็นแง่มุมที่สวยงามของความเป็นมนุษย์ ทั้งในมุมของมนุษย์ที่เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ และตัวเราที่ก็เป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งเหมือนกัน ..ซึ่งบางทีสิ่งนี้อาจเรียกได้ว่าเป็น “ความรู้สึกตัว” ที่แท้จริงก็ได้ เพราะเป็นความรู้สึกตัวที่เข้าไปรู้สึกที่ตัวที่ใจจริงๆ ไม่ได้รู้ผ่านระบบความคิดหรือเพียงการดูความคิดแบบผิวเผิน การยอมรับนับถือใน “ตัวตน” ของกันและกันในฐานะเพื่อนมนุษย์ที่มีความเสมอภาคกันนี่แหละ คือ การกลับเข้าไปสู่ความเป็นธรรมดาอย่างแท้จริง..และสิ่งนี้เองที่เรียกได้ว่าเป็น “ความงดงาม”

23 ม.ค.53 ( จุดร่วมแห่งความสันติในตน )
จิตใจที่มันพยศในวันแรกๆ เริ่มถูกทำให้สงบลง เป็นอาการสงบแบบรู้เท่าทันและวางใจกับมันได้อย่างอ่อนโยน การนั่งสมาธิในช่วงเช้าจึงเป็นความสงบที่ละเอียดและมองเห็นแง่มุมที่ลึกซึ้งของร่างกายมากขึ้น ทำให้รู้ว่าท่าทีในการต้อนรับประสบการณ์ต่างๆ ที่ผ่านเข้ามานั้นเป็นสิ่งสำคัญ และนี่เองคงเป็นวิถีแห่ง “การเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ”
กิจกรรมในวันนี้เน้นการพูดคุยกันเป็นหลัก ( พี่ตั้มอาจรู้สึกว่าเมื่อวานเน้นฝึกในรูปแบบมากไปจนทุกคนรู้สึกล้า ) เป็นการเปิดประเด็นเพื่อให้แต่ละคนเข้าไปสำรวจ Passion ภายใน ในแง่มุมที่ลึกขึ้น เราจะเห็นว่าแต่ละคนต่างมีการเดินทางภายในที่หลากหลายและแตกต่างกันมากเหลือเกิน ระหว่างที่นั่งฟังการแบ่งปันจากทุกคนรู้สึกเหมือนกำลังนั่งดูละครดีๆ เรื่องหนึ่งที่มีชีวิตคนจริงๆ ดำเนินอยู่ในนั้น เราจะเห็นปมปัญหาและการคลี่คลายในแบบของแต่ละคน ซึ่งนั่นทำให้เรายอมรับเขาในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่งอย่างเต็มหัวใจ เพราะเมื่อแต่ละคนต่างสืบค้นลงไปภายในตนแล้ว ย่อมพบว่าทุกคนต่างมีรากฐานความต้องการที่ทัดเทียมกัน จะต่างกันก็เพียงเนื้อหาที่เป็นเรื่องราวชีวิตเท่านั้น
ช่วงบ่ายเป็นการให้ทุกคนพูดถึงความฝันของตัวเอง โดยตั้งโจทย์ว่าหากทุกคนมีปัจจัยทุกอย่างพร้อมและเอื้อต่อการทำอะไรก็ได้..เรามีความฝันที่จะทำอะไรกัน ?
น่าสนใจที่ทุกคนล้วนมีจุดร่วมของความสันติอยู่ในเรื่องราวความฝันของตัวเอง ต่างก็ฝันที่จะสร้างสังคมในอุดมคติที่ปราศจากเส้นแบ่งระหว่างชนชั้น ทุกคนมีภาพของการใช้ชีวิตที่รวมเป็นหนึ่ง ในสังคมที่ผู้คนเปี่ยมไปด้วยมิตรภาพและความเอื้ออาทรต่อกัน ..เช่นนี้แล้วจะสรุปได้ไหมว่าในตัวเราทุกคนต่างมีธรรมชาติของความสงบสันติอยู่ประจำใจ แต่สิ่งที่บดบังเราจากธรรมชาติเดิมแท้ที่งดงามนั้น แท้จริงก็เป็นแค่เปลือกของความคิด และกำแพงของทิฏฐิมานะเท่านั้น ..ดังนั้นแล้วเราควรมองเข้ามาในตัว มองให้ทะลุผ่านเปลือกของความเป็นตัวตนที่เราสร้างขึ้นมากดข่มกัน ..มองให้ลึกมากพอและให้เวลาในการใคร่ครวญกับมัน บางทีเราอาจเจอความสงบสันติที่เปิดเผยตัวมันเองอยู่ตรงนั้นก็เป็นได้ ซึ่งแท้ที่จริงหากจะพูดให้ถูกก็ต้องบอกว่า ..ความสันติที่แท้ไม่เคยหายไปไหน หากยังคงปรากฏตัวเบ่งบานอยู่ในใจเช่นนี้มานานแล้ว และจะไม่จางหายไปตลอดกาล

24 ม.ค.53 ( ..สู่นักรบทางจิตวิญญาณ )
เริ่มต้นวันด้วยการนั่งสมาธิเหมือนเคย..หากแต่วันนี้เป็นการนั่งที่นานกว่าทุกวัน..ร่างกายและจิตใจเริ่มปรับท่าทีเข้าหากัน จึงเป็นความสำราญแห่งการสำรวจกายในกาย ใช้ความอิสระของใจที่ไม่ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนแห่งการตัดสินให้ค่า ทำให้ดำดิ่งลงภายในอย่างซอกซอนและมีมิติกว่าที่เคย
เมื่อไปถึงขั้นตอนของการฝึกแบบ Body Work แม้จะอยู่ในภาวะของความครึ่งหลับครึ่งตื่น แต่ก็เป็นความสะลึมสะลือที่รู้เนื้อรู้ตัวอยู่ พูดได้ว่าจิตใจมีท่าทีต่อปรากฏการณ์ตรงหน้าอย่างต้อนรับและเป็นมิตร ซึ่งการมีพื้นที่ให้ร่างกายและจิตใจทำงานอย่างเต็มที่นั้นถือเป็นหัวใจหลักของการฝึกในครั้งนี้ทีเดียว ..อย่างไรก็ตาม..พี่ตั้มก็ยังเน้นย้ำว่าไม่มีความจำเป็นเลยที่ต้องไปหลงชื่นชมกับสภาวะที่เกิดขึ้น หรือต้องไปใส่กรอบขึ้นหิ้งบูชาไว้ หากแต่ให้คงไว้ซึ่งจุดหมายหลักคือการเรียนรู้และวางท่าทีให้ถูกต่อสิ่งที่เกิดเท่านั้นพอ เหมือนพี่ตั้มกำลังจะบอกว่า “จงไว้วางใจในชีวิตตนเองเถิด แล้วออกมาใช้มันให้เต็มที่” ซึ่งทัศนะแบบนี้ได้เปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้ภายในของเราอย่างสิ้นเชิง
การพูดคุยกันในวันนี้ได้นำพาแต่ละคนลงไปสำรวจถึงความต้องการที่แท้ภายในตนที่นำมาซึ่งวิธีการแสดงออกเพื่อสนองความต้องการนั้น พี่หลิ่งชี้ให้เห็นว่าสิ่งสำคัญ คือ การมองให้ออกว่าแท้จริงแรงขับเคลื่อนที่เรียกว่า “ความต้องการที่แท้” นั้นต่างหากที่สำคัญ เพราะหากเรามองทะลุเปลือกของวิธีการไปแล้ว จะพบความจริงที่ว่า เราทุกคนต่างมีจุดร่วมความต้องการพื้นฐานที่แสนจะเรียบง่ายเหมือนๆกัน และนั่นจะทำให้เรายอมรับในความเป็นมนุษยภาพที่ต่างคนมี
ก่อนลาจากกันก็เป็นพื้นที่ที่เปิดให้แต่ละคนแชร์สิ่งที่ได้รับจากการอบรมในครั้งนี้แก่เพื่อนทุกคน ซึ่งจะเห็นได้ว่าทุกคนต่างมีท่าทีต่อสิ่งที่เรียนรู้ไม่เหมือนกันเลย และนี่เองที่เป็นเสน่ห์ของการอบรมในครั้งนี้ คือ ไม่มีข้อสรุปอะไรที่เป็นคำตอบสำเร็จรูป หากแต่สิ่งที่เป็นคำตอบนั้นเป็นสิ่งที่แต่ละคนต้องเก็บเกี่ยวเอาเอง ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสบการการณ์เฉพาะตนรองรับนั่นเอง
ก่อนกลับเดินเข้าไปขอให้พี่ตั้มช่วยเขียนอะไรให้เป็นที่ระลึก ..พอได้อ่านก็รู้สึกชอบมากๆกับสิ่งที่พี่ตั้มเขียนมาให้

แด่ เอฟ

บนเส้นทางจากทหารอากาศ
สู่นักรบทางจิตวิญญาณ

ด้วยมิตรภาพ
24 ม.ค.53




 

Create Date : 08 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 8 กุมภาพันธ์ 2553 14:31:32 น.
Counter : 130 Pageviews.  


กุมารน้อย
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add กุมารน้อย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.