ไม่ใช่ผู้วิเศษ เป็นแค่คนธรรมดา และต้องการความรักดั่งคนทั่วไป
Group Blog
 
All Blogs
 

free hug (กอดฟรี) ภาพดีๆ ซึ้งๆ อยากให้คนไทยรักกันบ้างนะ

Free Hugs Campaign เป็น Social Campaign ซึ่งบุคคลสวมกอดคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักกันมาก่อนในสถานที่สาธารณะ Campaign นี้เริ่มต้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2004 ในประเทศออสเตรเลีย โดยชายที่ใช้ชื่อว่า Juan Mann ต่อมา Campaign ที่เริ่มต้นโดย Juan Mann เริ่มเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกหลังจากได้รับการเผยแพร่ใน Youtube เมื่อปี 2006 โดยวงดนตรี Sick Puppies จากประเทศออสเตรเลีย
ในเดือนพฤษภาคม ปี 2004 Juan Mann มีปัญหาส่วนตัวรุมเร้าจนเกิดอาการซึมเศร้าและรู้สึกโดดเดี่ยว แต่ในคืนหนึ่ง เขาได้มีโอกาสไปร่วมงาน party ซึ่ง Juan Mann พบว่ามันเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดที่ได้รับการสวมกอด เพื่อปลอบประโลมใจจากคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ทำให้เขารู้สีกดีขึ้นและมีกำลังใจในการสู้ชีวิตต่อไป
Juan Mann ตัดสินใจเริ่ม Free Hugs Campaign เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2004 ที่ Pitt St Mall ใจกลางเมือง Sydney โดยการถือป้ายแสดงข้อความ "FREE HUGS" เพื่อเชื้อเชิญประชาชน เขาต้องรอนานกว่า 15 นาที ก่อนที่จะมีหญิงชราผู้หนึ่งยินยอมให้เขาสวมกอดเป็นคนแรก

ทางการของ ออสเตรเลีย ไม่ค่อยไว้ใจในวัตถุประสงค์ของ Free Hugs Campaign ซึ่งเริ่มแพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ ในแวดวงชาวออสเตรเลีย จึงได้มีคำสั่งห้าม Free Hugs Campaign ในเดือนตุลาคม ปี 2004
Juan Mann และเพื่อนๆ ได้ช่วยกันรวบรวมรายชื่อจนครบ 10,000 ชื่อและยื่นเรื่องแก่ทางการออสเตรเลียเพื่อขอให้มี campaign นี้ต่อไป ซึ่งก็ได้รับการอนุญาตในที่สุด
ในระหว่างการจัด Campaign นี้ Juan Mann ได้มีโอกาสรู้จักกับ Shimon Moore นักร้องนำของวงดนตรี Sick Puppies และ Shimon Moore ได้ถ่ายวิดิโอ campaign นี้เก็บเอาไว้เป็นที่ระลึก ก่อนที่เขาและคณะจะเดินทางไปแสวงหาสำเร็จที่ Los Angeles ประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วน Juan Mann ก็ยังรณรงค์ campaign นี้อย่างต่อเนื่องในระหว่างปี 2005 ถึง 2006 โดยการปรากฎตัวที่ Pitt St Mall เพื่อสวมกอดกับประชาชนทั่วๆไป ในตอนบ่ายของทุกวันพฤหัสบดี
กลางปี 2006 ย่าของ Juan Mann ถึงแก่กรรม เนื่องในโอกาสนี้ Shimon Moore ได้นำภาพเหตุการณ์ Free Hugs Campaign ที่เขาบันทึกไว้มาทำเป็น Music Vdeo ประกอบเพลง All The Same มอบให้แก่ Juan Mann เพื่อเป็นการปลอบใจ
ภาย หลัง Video ชุดนี้ได้ถูก upload ไปไว้ใน Youtube และกลายเป็น หนึ่งใน video ที่ได้รับความนิยมตลอดกาลของ Youtube จนถึงขณะนี้มีผู้ชมแล้วมากกว่า 32 ล้านครั้ง
Free Hugs Campaign ได้แพร่หลายไปทั่วโลก มีการจัด Free Hugs Campaign ขึ้นในอีกหลายประเทศ และกลายเป็นต้นแบบของ social campaign อื่นๆ ที่มีการจัดขึ้นในระยะหลัง








กำเนิดของFree hug Day และในเมืองไทยก็มีชมรมนี้ด้วย จากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน เมื่อ2 มกราคม 2551 เรื่องโดย คุณนาตยา บุบผามาศ
“กอดกันหน่อยได้ไหม ให้ฉันได้ชื่นใจซักที
กอดกันเถอะคนดี สุขทุกนาทีที่ได้กอดกัน
อยากจะกอดเธอไว้ ให้หัวใจฉันเคียงข้างเธอ
กอดเธอแบบเพลินๆ ไม่คิดล่วงเกิน แค่พออุ่นใจ
โลกเราวันนี้สับสนเหลือเกินฉันเลยเป็นห่วง
เห็นเธอเหนื่อยล้าเลยคิดว่าดีถ้าเรากอดกัน”

มากอดกันเถอะ...
เพลงกอด ของศิลปินวงทีโบนขวัญใจวัยรุ่น และเด็กแนวเร็กเก้-สกาดังขึ้น พร้อมกับภาพของชายหนุ่มหน้าตาอบอุ่น และดูเป็นมิตรยืนถือป้ายโดดเด่นท่ามกลางฝูงชนที่เดินสวนกันไปมาอย่างขวัก ไขว่ ซึ่งตัวอักษรบนป้ายนั้นเขาได้เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า “Free Hugs” หรือ กอดฟรี!!!

ในทางจิตวิทยาการกอดนั้น ช่วยเยียวยาจิตใจผู้ที่กำลังห่อเหี่ยว ซึมเศร้า ให้กลับมากระชุ่มกระชวยได้เป็นอย่างดีทีเดียว ยิ่งในสภาพเศรษฐกิจ และการเมืองอันวุ่นวายของบ้านเราทุกวันนี้ ชวนให้จิตใจของใครหลายๆ คนเศร้าหมองและยิ่งไปกว่านั้นคนที่ป่วยอยู่แล้วจะต้องป่วยหนักขึ้นไปอีก อย่างไรก็ตามในคอร์สอบรมเรื่องจิตใจหลายๆ แห่ง มักจะให้เราได้กอดกับคนอื่นๆ เพื่อแบ่งปันความรู้สึก และบำบัดจิตใจให้ดีขึ้น

...ถ้ายังไม่เชื่อต้องลองหันไปกอดคนข้างๆ คุณดู...

กอดฟรีมีที่ไหน?...มีที่นี่
“Free Hugs Campaign” เริ่มต้นจาก Juan Mann (ฆวน มานน์ ) ชายที่อาศัยอยู่ในกรุงลอนดอน และเขาได้เดินทางกลับบ้านที่ซิดนีย์ ออสเตรเลีย และเมื่อเดินทางมาถึงสนามบินบ้านเกิด เขากลับมองเห็นผู้โดยสารคนอื่นๆ พบกับเพื่อน ญาติ และครอบครัวที่มารอรับ คนเหล่านั้นยิ้มให้กัน โอบกอดกัน แต่ในเวลานั้นเขาไม่มีใครให้โทรหา ไม่มีใครมารับ เขาเหมือนนักท่องเที่ยวในบ้านเกิดตัวเอง ณ ที่ตรงนั้นทำให้เขาอยากให้มีใครสักคนมาคอยเมื่อเขากลับมา และมีความสุขเมื่อเห็นเขา ยิ้มให้เขา และสวมกอดกันอย่างอบอุ่น

เมื่อ พบว่าตนเองไม่มีใครเลยจริงๆ หนุ่มออสซี่จึงหาการ์ดบอร์ดมาเขียนคำว่า "Free Hugs" ทั้ง 2 ด้าน หลังจากเวลาเดินทางไปแล้ว 15 นาที ผู้คนเริ่มมองมาที่ตัวเขา และมีผู้หญิงคนหนึ่งหยุดยืนตรงหน้าเขา แล้วบอกว่า เมื่อเช้านี้สุนัขของฉันเพิ่งตาย เช้านั้นครบรอบวันเสียชีวิตของลูกสาวคนเดียวที่จากไปในอุบัติเหตุทางรถยนต์ เธอรู้สึกเหงา และโดดเดี่ยว หนุ่มออสซี่คุกเข่าลง แล้วสวมกอดกันกับหญิงสาวคนนั้น ซึ่งหลังจากนั้นเขาและเธอก็ยิ้มให้กัน และเดินจากไป

“Free Hugs” เป็นเรื่องจริงของ Juan Mann ที่ทำให้เกิดแคมเปญดีๆ นี้ขึ้นมา ก่อนจะลามเป็นปรากฏการณ์ไปทั่วโลก ซึ่งกระแสการทำ “Free Hugs” ทุกวันนี้ได้รับการเผยแพร่ไปยังหลายๆ ประเทศ ทั้งสหรัฐอเมริกา อิตาลี เกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น จีน และ ประเทศไทยด้วยเช่นกัน

ทุกวันนี้โครงการ “Free Hugs” สร้างปรากฏการณ์ทางอินเตอร์เน็ตเมื่อปีที่แล้ว หลังจากมีการประชาสัมพันธ์ผ่านมิวสิกวิดิโอบนเว็บไซด์ “Youtube” โดยวิดิโอคลิปดังกล่าวได้รับการเผยแพร่เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว และมียอดผู้เข้าชมถึงกว่า 15 ล้านครั้ง ในช่วง 3 เดือนต่อมา

กอดฟรีแห่งประเทศไทย
สมาคม “Free Hugs” ประกาศผ่านเว็บไซต์ที่เป็นทางการของสมาคม กำหนดให้วันหยุดสุดสัปดาห์แรกหลังจากวันที่ 30 มิถุนายน เป็นวันกอดฟรีสากล หรือ International Free Hugs Day.

คนไทยหลายคนที่เคยมีโอกาสไป เที่ยวต่างประเทศมาบ้างแล้วอาจจะเคยเห็นแคมเปญรูปแบบนี้ แต่สำหรับเมืองไทยบางทีมันก็ยากเหมือนกัน เพราะว่าคนเราต่างจิตต่างใจ ต่างวัฒนธรรม ในสังคมไทยการกอดกันในครอบครัวยังไม่ค่อยได้เห็นสักเท่าไหร่เลย

แต่ เพราะเหตุผลของสถานการณ์บ้านเมือง หรือจะข้อห้ามทางสังคมและวัฒนธรรมที่ว่ามาทั้งหมดทำให้ กนก ทองสอาด โปรดิวเซอร์ผู้ดูแลโครงการ “Free Hugs in Thailand” ขอใช้ความสามารถทั้งหมดที่มีในการพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าการกอดกันนั้นดี อย่างไร

“เนื่องจากทุกวันนี้สังคมไทยบ้านเราโดยเฉพาะตามหัวเมือง ได้เกิดการแข่งขันกันมากมาย จนต้องใช้เวลาทุกวินาทีที่ผ่านไปนั้นให้คุ้มค่ากับการงาน และภารกิจต่างๆ จนบางครั้งเราอาจจะหลงลืมที่จะแสดงความรักอันบริสุทธ์แบบนี้ไป เวลานี้มีแต่เด็กๆ เท่านั้นแหละ ที่กล้าจะโผเข้ากอดกัน แบบไม่คิดอะไรเลย นอกจากแสดงความรักจากใจจริง รักใคร ชอบใครก็โผเข้ากอด”

จากนั้นกนก ยังบอกเล่าถึงแรงบันดาลใจ และที่มาที่ไปของความกล้าหาญ โดยการชวนเพื่อนฝูงลุกขึ้นมาชูป้าย “Free Hugs” ที่ดูจะขัดแย้งกับสังคม และวัฒนธรรมในบ้านเราให้ฟังว่า เรื่องนี้เริ่มต้นจากครั้งแรกที่เขาได้ดู “Free Hugs” ต้นฉบับ แล้วรู้สึกประทับใจในการกระทำของผู้ชายธรรมดาๆ คนหนึ่ง จากนั้นจึงพยายามหาของหลายๆ ประเทศดูด้วยว่าเขาทำกันอย่างไร และการตอบรับเป็นอย่างไรบ้าง ดูไปดูมากลับพบว่าตนเองน้ำตาซึมด้วยความสุข

“จะ เห็นว่าคนส่วนมากในเมืองที่คนพลุกพล่านมากที่สุดแต่กลับเฉยชาต่อกันที่สุด ทั้งที่จริงๆ แล้วข้างในไม่ได้รู้สึกขนาดนั้นหรอก แต่เพราะต่างคนก็มีเรื่องให้ต้องคิดต้องทำมากเกินไปจนลืมใส่ใจคนรอบข้าง

“ลอง นึกดูสิครับอย่างคนต่างจังหวัด ใครจะไปไหนทำอะไรก็ทักทายกัน ต่างกับคนในกรุงเทพฯ ที่ขนาดขึ้นลิฟต์ตัวเดียวกันทุกวันแต่หน้ายังไม่ค่อยยิ้มให้กันเลย แคมเปญนี้ถึงได้ประทับใจผมมาก จนทำให้ผมไม่สามารถนั่งอยู่เฉยๆ ได้

“ผม คิดว่าใครๆ ก็ต้องการอ้อมกอดกันทั้งนั้นแหละ บางคนอาจจะอายๆ เขินๆ แต่ผมว่ามันคงรู้สึกดี เหมือนโลกนี้ยังคงมีความรักให้กัน ยังไงไม่รู้ อธิบายไม่ถูก เป็นแรงบันดาลใจที่ดีทีเดียว “

กนกยังบอกอีกว่า ตนเองก็ไม่ทราบถึงเหตุผลเหมือนกันที่ในบางประเทศก็มีกรณีห้ามทำโครงการ ดีๆ เช่นนี้ เนื่องจากมองว่าการมอบความรักให้แก่เพื่อมนุษย์เป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่สุดท้ายแล้วก็ยังไม่มีอะไรมาหยุดอ้อมกอดของ “Free Hugs Campaign” จากทั่วโลกลงได้

“เวลานี้สิ่งที่ผมต้องทำคือ ชวนเพื่อนๆ ที่สนใจมาร่วมกันทำในวันที่ทุกคนว่างๆ เลือกสถานที่ซึ่งมีคนพลุกพลาด โดยเฉพาะในเมืองที่มีความสับสนวุ่นวายมากๆ ไม่ว่าจะเป็นถนนข้าวสาร ตลาดนัดจตุจัตร สวนลุมไนท์ หรือแม้กระทั้งบริเวณสยาม จากนั้นก็จะถ่ายวีดิโอเก็บไว้สนุกๆ แล้วเอามาแบ่งปันกันดู เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้สึกดีๆ ให้กับผู้อื่น โดยชาวต่างจะได้รับทราบถึงการทำงานของกอดฟรีแห่งประเทศไทยด้วย” กนกเล่าให้ฟังถึงการทำงานด้วยความสนุกสนานจนน่าอิจฉา

กอดให้ทุกคนได้เป็นสุขใจ
แน่ นอนว่า ชาวบ้านร้านตลาดที่เห็นทั่วไป ก็คงมองว่าการทำ “Free Hugs” เป็นสิ่งที่พิลึกดีจริงๆ คนแปลกหน้าที่เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน จะไปกอดกันได้อย่างไร แต่ ณัฐวุฒิ นาคสิงห์ หนึ่งหนุ่มผู้ร่วมทำงานกับกนกในกลุ่มโครงการกอดฟรีแห่งประเทศไทย ไม่คิดเช่นนั้น พร้อมกับยินดีเล่าให้ฟังถึงความรู้สึกในการได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในโครงการ นี้ว่า การกอดในที่นี้ไม่ได้ส่อนัยยะทางลามกอนาจาร แต่อย่างใด แค่กอดกันเฉยๆ กอดเหมือนพี่เหมือนน้อง และกอดเพื่อให้กำลังใจกัน โดยที่เราก็ไม่มุ่งหวังผลกำไรทางร่างกาย หรือเงินทองของใครต่อใครเลยแม้แต่น้อย

“พอลงมือถือป้าย “Free Hugs” ครั้งแรก ต้องเดินไปยืนให้คนมากอดจริงๆ แล้วผมพบว่าตนเองรู้สึกกลัว สั่นไปหมด อยู่ดีๆ มายกป้ายให้คนแปลกหน้าเข้ามากอด เวลานั้นมันเหมือนกับตอนแรกที่เราเรียนหนังสือแล้วคุณครูเรียกเรามาอ่าน หนังสือหน้าชั้น เราก็ต้องรู้สึกประหม่า รู้สึกกลัว เป็นธรรมดา แต่พอได้ผ่านกิจกรรมต่างๆ จนทำให้ความกล้ามีมากขึ้น ก็จะทำสามารถทำทุกอย่างได้ดีมากว่าเดิม

“ตอนแรกไม่คิดเลยว่าจะมีคน มากอด เพราะทุกคนที่เดินผ่านไปผ่านก็มายืนมองแบบงงๆ หรือแม้แต่พ่อค้า แม่ขายบริเวณที่เราไปยืมก็ถามเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า ทำไปเพื่ออะไร ทำแล้วได้อะไร มีใครจ้างมาทำหรือเปล่า

“ณ ตอนนั้นผมก็ได้แต่ตอบพวกเขาไปว่า อยากให้คุณรู้สึกอบอุ่น ไม่ได้โดดเดี่ยว และอยากเห็นคนไทยรักกัน พวกคุณไม่จำเป็นต้องมากอดผมก็ได้ถ้ากอดไปแล้วรู้สึกไม่ดี แต่อยากให้ทุกคนที่เห็นเราทำโครงการนี้กล้าพอที่จะแสดงความรัก และความรู้สึก โดยกลับบ้านไปกอดพ่อ กอดแม่ หรือแม้แต่ญาติมิตรได้อย่างไม่รู้สึกเขินเท่านี้ผมก็คิดว่าพวกเราประสบความ สำเร็จแล้ว

“จากการทำโครงการมาสักระยะหนึ่งพบว่า คนที่มากอดส่วนใหญ่มันจะเป็นชาวต่างชาติ คนไทยไม่มีใครกล้าเขามากอดสักเท่าไหร่ อาจจะเป็นเพราะสังคม และวัฒนธรรมที่เป็นตัวกำหนดมาแต่ไหนแต่ไรว่า คนไทยที่กล้าเข้ามาส่วนใหญ่จะเป็นวันรุ่นทั้งนั้น แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้พวกเรารู้สึกแย่แต่อย่างใด มีวันหนึ่งยกป้ายหน้าชา และเมื่อยมากด้วย พอนำความรู้สึกล้านั้นมาเปรียบเทียบกับครั้งแรกที่มีคนเข้ามากอด อย่างน้อยมันก็รู้สึกดีได้อยู่ไม่น้อยเลย

“ถ้าให้ผมคิดแบบง่ายๆ ก็คงต้องบอกว่า การกอด เป็นการแสดงความรัก ความห่วงใย ของคนสองคนที่มีให้แก่กัน แม่กอดลูก พ่อกอดลูก พ่อกอดแม่ ตากอดหลาน หลานกอดยาย อะไรทำนองนี้ ความอบอุ่นที่เกิดขึ้นภายนอก จะส่งผ่านเข้าไปยังจิตใจ ทำให้ใจรู้สึกอบอุ่น และ รู้สึกมีคุณค่ามากพอในสังคม “

อ้อมกอดจากผู้พบเห็น
ในวันหยุด สุดสัปดาห์ย่านตลาดนัดจตุจักรลองไปดูแล้วกันว่า ในสภาวะสังคมที่คนเมืองต่างสนใจแต่เรื่องของตนเองนั้น ปฏิกิริยาของคนทั่วไปที่ได้พบเห็นการทำ “Free Hugs” เป็นอย่างไรกันบ้าง

นิสารัตน์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา นักศึกษา วัย 20 ปี

“เห็น Free Hugs แล้วรู้สึกว่าเป็นเป็นโครงการที่ดีมาก ไม่ได้คิดไปถึงเรื่องลามกอนาจารเลย เพราะรู้ว่าคนที่คิดแบบนั้นคงไม่กล้าออกมายืนถือป้ายให้คนอื่นกอดง่ายๆ แน่ แต่เวลานี้ส่วนตัวก็ยังไม่กล้าเข้าไปกอดแบบเต็มที่เหมือนกัน เพราะเขิน คนมอง และให้ความสนใจเยอะมาก

“การทำแบบนี้มันทำให้คิดไปว่า พวกคนที่กำลังทำกันอยู่นั้นต้องการรณรงค์ เพราะสภาพบ้านเมืองที่กำลังร้อนระอุหรือเปล่า เพราะไม่ว่าจะเป็นปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการเมือง และการแข่งขันอะไรหลายๆ อย่างมันทำให้คนเรามีความสัมพันธ์กันน้อยลง

ส่วนทางด้าน ธีรวัส บุญคลอง นักธุรกิจ วัย 36 ปี สะท้อนมุมมองและบอกเล่าความรู้สึกหลังจากได้ยืนดูการทำงานของโครงการกอดฟรี ประเทศไทยอยู่นานว่า ดูแล้วเหมือนตลกมากกว่า เพราะเวลานี้ยังถือว่าเป็นสิ่งที่แปลกมากในเมืองไทย

“ถ้าให้เปรียบ เทียบกับที่ผมเคยเห็นๆ มาผมคิดว่าของเมืองไทยดูเป็นเรื่องตลกมากกว่า เพราะที่ต่างประเทศอย่างฮ่องกงเขาจะทำให้ดูน่ารักโดยการให้คนที่ถือป้ายแต่ง ตัวเป็นตุ๊กตา หน้าตาหน้าเอ็นดู คนจะอยากเข้าไปกอดมากกว่านี้ แต่ในกรณีที่มีคนไทยกล้าทำผมก็คิดว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่คงต้องเลือกคนมาถือป้ายสักหน่อย

.......................

ถ้า อ่านแล้วคันไม้คันมืออยากเป็นนักกอดกับเขาบ้าง ไม่ยาก แค่ทำป้าย "กอดฟรี" ขึ้นมา หรือจะสกรีนลงบนเสื้อก็ไม่มีใครว่า แล้วออกไปหาคนกอดได้เลย โครงการนี้น่าจะเติมเต็มความรู้สึกที่ขาดหาย หรือระลึกให้คนได้รักกัน ใส่ใจกัน เผื่อแผ่กันมากกว่าที่เคยเป็น แม้การกอดกับคนแปลกหน้านั้น อาจจะเป็นเรื่องยากที่จะทำกัน

พวกเขาเหล่านี้อาจไม่ได้ทำสิ่งที่ ยิ่งใหญ่เพื่อนเปลี่ยนแปลงโลก แต่ทุกสิ่งที่เขากำลังทำอยู่นั้นเป็นเพียงสิ่งเล็กๆ ด้วยความรักที่ยิ่งใหญ่ …






และอื่นๆ












 

Create Date : 25 กันยายน 2552    
Last Update : 25 กันยายน 2552 12:22:07 น.
Counter : 1716 Pageviews.  

ลองมองดูฉันดีๆ ฉันมีลมหายใจ ไม่ใช่ภาพวาด ที่จะสวยงามอยู่ตลอดเวลา ฉันเองก็เป็น “คน”


การที่เราจะคบหาหรือรู้จักใครสักคนไม่ว่าจะในฐานะอะไรก็ตาม
สิ่งหนึ่งที่ควรท่อง ควรจำไว้อยู่เสมอก็คือ “คน” เป็นสิ่งมีชีวิต
ที่มีทั้งด้านบวก และด้านลบ อยู่ในนั้น อย่าตั้งใจกับคน 1 คนมากเกินไป
เพราะไม่มีใครอยากเป็นต้นเหตุของความล้มเหลว อย่าคาดหวังกับ
คน 1 คนมากเกินไป เพราะไม่มีใครสามารถเป็นทุกอย่าง ที่ทุกคนอยากให้เป็น
อย่าให้เวลากับคน 1 คนมากเกินไป เพราะไม่ว่าใครก็อยากมีช่วงเวลาของความ
เป็นส่วนตัว. . . คนเดียว .... อย่าพยายามเปลี่ยนแปลงคน 1 คนมากเกินไป
เพราะนั่นจะทำให้เค้าไม่หลงเหลือความเป็นตัวของตัวเอง อย่าควบคุมชีวิตคน 1 คน
มากเกินไป เพราะมนุษย์มักจะหาวิธีการแทรกตัว เพื่อออกมาจากกฎที่ถูกกำหนด
อย่าบีบบังคับคน 1 คนมากไปกว่านี้ เพราะถ้าคนๆนั้น หลุดจากภาวะบีบบังคับมาได้
คุณจะกลายเป็นคนที่ถูกหันหลังให้ในทันที เธอ. . . ลองมองดูฉันดีๆ ฉันมีลมหายใจ
ไม่ใช่ภาพวาด ที่จะสวยงามอยู่ตลอดเวลา ฉันเองก็เป็น “คน” เป็นสิ่งมีชีวิต
ที่มี 2 ด้าน. . . เช่นกัน ...อยากรู้จักใครสักคน ต้องหัดเรียนรู้ ไม่ใช่เปลี่ยนแปลง...




 

Create Date : 08 มิถุนายน 2550    
Last Update : 8 มิถุนายน 2550 11:19:51 น.
Counter : 267 Pageviews.  

.ก ylno ว^or” แปลว่า??

”ก ylno ว^or” แปลว่า??

ผู้หญิงคนหนึ่ง.... ที่ดูๆแล้ว ก็ไม่ต่างอะไรจากคนอื่น
ผู้หญิงคนนี้...ธรรมดา ... แต่ความเป็นคนของเธอ ...
ช่างวิเศษนัก ...
ผู้หญิงคนนี้ ... ผู้ที่สอนให้ผมรู้จักกับคำว่า
“ความรัก”ที่แสนจะอบอุ่น ...
ผมไม่รู้ว่าเธอ... คนนั้นเข้ามาในชีวิตผมได้อย่างไร แต่ตอนนี้
เธอก็หยิบยื่นความรักให้ผมอย่างเพียงพอแล้ว
พวกคุณมาลองทำความรู้จักกับ “เธอ” ดูก็แล้วกัน...
เรื่องราวของเธอ เป็นอย่างไรกัน ... พวกคุณลองมาฟังกันดู

10 กรกฎาคม 2540
วันหนึ่งในมหาลัย ผมได้พบกับผู้หญิงคนนึงโดยไม่ได้ตั้งใจ
ขณะที่ผมเดินอยู่ในโรงอาหารของมหาลัย เพื่อหาอาหารแดก..
ซึ่งคนแย่จังก็เดินขวั่กไขว่เต็มไปหมด
เพราะเป็นเวลาเที่ยงตรงพอดี..
และด้วยความที่ว่าคนเยอะมาก
ทำให้ผมเดินไปชนไหล่เธอเข้าอย่างจัง...
ผมหันหน้าขวับ... ไป พร้อมกับพูดคำว่า ขอโทษครับผม....
เธอก็หันมามองผมเช่นกัน พร้อมกับบอกผมว่า “ ขอโทษนะคะ
ศรไม่ได้ตั้งใจค่ะ”
แล้วเธอก็โบกมือ พร้อมกับหันหลังเดินจากไป เธอเป็นคนสวย ผมยาว
ผิวขาวผ่อง หน้าตาจิ้มลิ้มน่ารักน่ามองเป็นอย่างยิ่ง
ความน่ารักของเธอ
ต้องตาตรึงใจผมยิ่งนัก... ผมรู้สึกประทับใจเธอยิ่งนัก “
เธอชื่อว่าศร “
นี่เป็นครั้งแรก ที่ผมได้รู้จักเธอ ผมรู้แค่ว่า เธอชื่อว่า “ศร“
แต่ผมก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะนิสัยส่วนตัวผม
แทบจะไม่สนใจผู้หญิงอยู่แล้ว.... แต่กับคนนี้ ผม
^_-...ปิ๊ง...-_^
เธอทันที ตั้งแต่แรกเห็น แล้วผมก็คิด “ เอิ๊กส์ๆๆๆ หน้าตางั้น
สงสัยมีแฟนแล้วด้วยแน่ๆเลยว่ะ เฮ้อ เหลวไหลว่ะผม “ ...
แล้วผมก็หัวเราะเบาๆ กับตัวเอง....
แล้วผมก็มองหาของแดกต่อไป......

24 กรกฎาคม 2540
สองสัปดาห์ต่อมาต่อมา ผมถูกอาจารย์
ใช้ให้ไปขนหนังสือกองเบ้อเร่อที่ห้องสมุดมหาลัย
ผมต้องยกกองหนังสือกองใหญ่ขึ้นไปชั้นสองของห้องสมุด...
ผมก็ขนๆๆไป
แต่ด้วยความซุ่มซ่ามของผม ผมเลยทำหนังสือกองใหญ่ที่ผมยกอยู่
ล้มโครมลงมา ระเนระนาด เต็มบันไดไปหมด “ นายห่าเอ๊ยยย “
ผมโพล่งออกมาด้วยอารมณ์เซ็งสุดตีน พร้อมกับก้มลงเก็บหนังสือ...
ตอนผมกำลังก้มงกๆ เพื่อไล่เก็บหนังสืออยู่นั้น
ผมก็ได้ยินเสียงประตูห้องสมุดชั้นสองเปิดออก
พร้อมกับเสียงคนกำลังเดินลงบันไดมา...
ผมเลยเร่งเก็บหนังสือให้เร็วขึ้น
เพราะถ้าผมไม่รีบ กองหนังสือมันจะขวางบันได
ทำให้คนเดินลงบันไดไม่ได้.
ขณะที่ผมกำลังเก็บอยู่นั้น ผมก็เหลือบไป
แล้วสิ่งที่ผมได้เห็นก็คือ.......
ผู้หญิงคนนึง กำลังก้มเก็บหนังสือด้วยท่าทางอิริยาบถ
คล้ายๆกับที่ผมกำลังทำอยู่....
เมื่อผมเหลือบขึ้นไปมองหน้าผู้หญิงคนนั้น
ผมก็ตกใจ.... เธอคือ....
ศร....ผู้หญิงที่ผมเดินชนเธอในโรงอาหารวันนั้นนี่หว่า......
ผมนั่งมองเธอด้วยอาการงงงวย....
ประจวบเหมาะ พอดีเธอหันมาเห็นผมนั่งมองเธอ เธอก็พูดขึ้นมาว่า
“รู้แล้วค่า ว่าคุ้นๆหน้าน่ะ แต่อย่าเพิ่งพูดอะไรเลยนะคะ
มาช่วยกันเก็บหนังสือก่อนนะคะ เดี๋ยวคนเค้าเดินขึ้นลง
เค้าจะเดินไม่ได้กัน... รีบๆหน่อยสิคะ เดี๋ยวจะมีคนเดินมานะ ”
เสียงหวานๆ น่ารักของเธอสะกดผมซะนิ่งไปเลย เธอเห็นท่าทางผมเอ๋อๆ
เธอเลยพูดขึ้นมาอีกว่า “” แน่ะ... เหม่ออะไรคะ
เมื่อคืนนอนดึกเหรอ
บอกให้ดื่มกาแฟก็ไม่เชื่อ ฮิ ฮิ “” เธอพูด
พร้อมกับหัวเราะเสียงเล็กๆ
น่ารักเป็นกันเอง มือเธอก็หยิบๆหนังสือไป พอดีผมรู้ตัวว่า
ผมกำลังเก็บหนังสืออยู่นี่หว่า ผมก็เก็บต่อ แล้วระหว่างที่เก็บ
ผมก็เลยถามเธอว่า ชื่อ ศร เหรอ เธอตอบว่า “”ใช่ค่ะ อ่ะ
รู้ได้ไงอ่ะ””
ผมก็เลยบอกเธอไปว่า ตอนเดินชนกันในโรงอาหาร เธอพูดบอกผมว่า
ศรขอโทษ ไง
ผมก็เลยรู้ชื่อเธอได้ แบบไม่ตั้งใจ ผมกับเธอ
ก็เลยคุยทำความรู้จักกันพอเป็นพิธี
เธอเป็นคนอัธยาศัยดี เป็นกันเอง ทำให้ผมกับเธอ
รู้สึกสนิทสนมกันได้อย่างไม่ยากเย็นนัก..
เมื่อพอจะได้รู้จักกันบ้างแล้วผมก็เลยถามเธอว่า ศรจะไปไหนล่ะ...
เธอเลยตอบผมว่า จะไปคาฟ (โรงอาหาร) ไปทานข้าว ผมเลยถามเธอว่า
อ่าว...
ไม่ไปทานกับเพื่อนล่ะ
เธอก็บอกผมว่า เธอเป็นคนไม่ค่อยมีเพื่อน ไม่ค่อยได้ยุ่งกับใคร
เธอไม่ค่อยชอบ... โอ่ว... เธอนิสัยคล้ายๆผมเลย
ผมก็ไม่ชอบยุ่งกับใคร
เธอก็บอกผมอีกว่าเธอเห็นผมท่าทางเก็กๆแปลกๆ แต่ดูตลกดี
คือเหมือนแกล้งเก็ก ว่างั้นเหอะ
เธอก็เลยรู้สึกว่าผมน่าสนใจน่าทำความรู้จักด้วย
เมื่อเธอพูดจบแล้ว
เธอก็เลยบอกผมต่อว่า “” งั้นเก็บหนังสือเสร็จแล้ว
ไปทานข้าวเป็นเพื่อนกันหน่อยนะคะ “” ผมก็ตบปากรับคำไป
เมื่อเก็บหนังสือเสร็จ ผมก็เลยไปนั่งทานข้าวกับเธอ
เราก็ได้คุยกันสนุกสนานพอสมควร
ทำให้ความใกล้ชิดสนิทสนมระหว่างผมและเธอ..... เพิ่มมากขึ้นไปอีก
และอีกอย่างที่ได้รับรู้ ระหว่างที่คุยกับเธอที่โรงอาหาร ก็คือ
เธอ....ยังไม่มีแฟน...... ผมอยากจะดีใจกระโดดตัวลอย
แต่ผมก็ทำไม่ได้
...ศรจะรู้บ้างมั๊ย...
ว่าเธอกำลังรินน้ำรดให้ต้นไม้ต้นเขียวสดใสในใจของผม
ค่อยๆงอกขึ้นมาช้าๆอย่างสวยงาม......
หลังจากนั้นมา ผม กับ ศร ก็เริ่มสนิทกันขึ้นเรื่อยๆ
ด้วยความที่ว่า
ผมเป็นคนอัธยาศัยดี ส่วนเธอก็เป็นกันเองมากๆ
ไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆ
จนนักศึกษาคนอื่นๆ เริ่มมอง และล้อเลียนว่า ผม กับศร
เป็นแฟนกัน...
แต่ทั้งผมและศร ก็ไม่ได้สนใจอะไร.... แต่จริงๆ
ผมก็แอบดีใจนะ....
.......ต้นรักในใจของผม กำลังจะกลายเป็นต้นกล้าเขียวชอุ่ม
แตกกิ่งก้านสาขาแข็งแรงออกมาเรื่อยๆ .........

1 ปี ผ่านไป........
........................................
10 สิงหาคม 2541
หนึ่งปีผ่านไป ผม กับ ศร ตอนนี้เป็นเพื่อนสนิทกันมาก
แต่ความรู้สึกผมก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงหรอกนะ.....
ผมยังรักผู้หญิงคนนี้อยู่ ชอบตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น.... ใช่
ผมรักศร
แล้ว 1 ปีกว่าๆมาแล้ว ที่ผมได้รู้จักเธอ.... มันถึงเวลาแล้วล่ะ
ที่ผมจะบอกรักเธอ..... แต่ผมก็ไม่รู้ ว่าผมจะบอกยังไงดี
ผมก็เลยวางแผนจะชวน ศร มางานวันเกิดผม
ที่ผมจัดให้ตัวผมเองคนเดียวมาตลอด
วันนี้ วันที่ 10 สค. วันเกิดผม 25 สค. ....อีก 15 วัน ใช่.....
ผมจะชวนเธอมา แล้วผมก็จะ.....บอก...... “”ฮะๆๆๆ””...
ผมคิดเองหัวเราะเองเหมือนคนบ้า แต่ผมก็ฉุกคิดอีกว่า เอ่อ ....
ถ้าเธอไม่รักผมล่ะ ผมก็คง............
”” เฮ้ยยย ช่างแย่จังเหอะ”” ผมตะโกนเสียงดังเพื่อตัดบทตัวเอง
พร้อมกับตั้งหน้าตั้งตา ทำการบ้านต่อไป....
ส่วน ศร หนึ่งปีหลังผ่านมานี่ เธอป่วยบ่อยมาก
เข้าโรงพยาบาลตกเดือนละ 1
ครั้ง...ร่างกายทรุดโทรมจนดูไม่สวยเหมือนเมื่อก่อน...
เธอไม่สบายเป็นว่าเล่น... พอผมถามเธอว่า เธอเป็นไร
เธอก็จะตอบผมเหมือนกันทุกครั้งว่า
“”เป็นแค่โรคประจำตัวธรรมดาน่ะ
ช่วงนี้วูบบ่อยเฉยๆ ไม่มีอะไรหรอก เป็นมาตั้งนานแล้ว
แต่ผมก็อดเป็นห่วงเธอไม่ได้ เพราะเธอดูโทรมลงไปมาก.....
แต่ผมก็ไม่ได้อะไรมาก เพราะเธอย้ำผมบ่อยมากๆ
ว่าเธอเป็นแบบนี้ประจำ
เป็นอาการปกติของเธอ....

20 สิงหาคม 2541
วันที่ 20 แล้ว.... อีก 5 วัน เท่านั้น ก็จะถึงวันเกิดผม....
ผมเลยตัดสินใจบอกชวน ศร ไปว่า “” อีก 5 วัน วันเกิดเรานะ
ศรจำได้ป่ะ....
เธอตอบผมมาว่า...........
””เอ้อ ใช่

ปีที่แล้วเราไม่ได้จัดงานวันเกิดให้นี่นาเพราะติดงานวุ่นวายกันทั้งคู่..
งั้น... ปีนี้ เราไปจัดงานวันเกิดกันสองคนเนอะ ฮิฮิ
เราเพื่อนกันแค่สองคน.. วันที่ 25 นี้ เธอขอพรจาก ศร ได้ 1
ข้อนะ...
ในฐานะที่เป็นเพื่อนที่ดีกับศร มาตลอดศรจะให้พรเธอ 1 ข้อออออ
ศรสัญญา
ว่าศรจะมางานวันเกิดเธอให้ได้นะ.... “”
....พูดจบเธอก็หัวเราะคิกคักเหมือนเดิม.... ผมได้แต่มอง
แล้วก็แอบชื่นชมเธอในใจว่า 1 ปี ผ่านมาแล้ว
ที่ไปไหนมาไหนด้วยกันทุกวัน... เธอยังสดใสเหมือนเดิม
แม้ภายนอกเธอจะดูซูบโทรมไปบ้าง เธอก็ยังสวยน่ารักเหมือนเดิม
สำหรับผม.... เฮ้อ ... แต่นายคำว่าเพื่อน นี่สิ ผมได้ยินทีไร
ใจหายทุกที...... แต่ผมก็ไม่สนใจ
ผลจะเป็นยังไงก็ช่าง วันที่ 25 นี้ ผมจะบอกรักเธอให้ได้
แล้วผมจะรอดู
ว่านางฟ้าของผมคนนี้ จะให้พรได้ตามที่ผมหวังไว้รึเปล่า....
“””ศรรักเ ธ อ น ะ“” คำนี้แหละ ข้อนี้แหละ
คือพรที่ผมอยากได้จากนางฟ้าของผม........แต่ก็ไม่รู้
ว่าผมจะสมหวังมั๊ย...

21 สิงหาคม 2541
ช่วงสอบ.....

ศรป่วย กลับ กทม. เข้าโรงพยาบาลแต่เช้า
ผมก็คิดว่าเธอจะกลับมาช่วงบ่ายๆเย็นๆ เหมือนอย่างที่เคย.....
แต่มันไม่ใช่..... วันนี้ เธอหายไป..... เธอเป็นอะไรรึเปล่า...
ผมก็ได้แต่คิด... และหวังว่า เธอคงไม่เป็นอะไร ผมก็ได้แต่ รอ รอ
รอ
และ.... รอ

22 สิงหาคม 2541
เงียบ..... ไม่มีข่าวคราวอะไรเลย
ผมเริ่มกังวลมากขึ้นเรื่อยๆแล้วสิ...... ศรหายไปไหน
โทรไปที่บ้าน
ก็ไม่มีคนรับ.....

23 สิงหาคม 2541
..............
24 สิงหาคม 2541
................!!!!!!?? โทรไปบ้านศร คนใช้รับสาย บอกผมว่า
””คุณหนูศร ป่วยหนัก นอนอยู่โรงพยาบาลค่ะ คุณพ่อคุณแม่ของคุณหนู
ก็อยู่ที่นั่นกันหมด”” ไม่ได้แล้ว พรุ่งนี้
สอบเสร็จผมจะบึ่งกลับ
กทม.... ทันที

25 สิงหาคม 2541
สอบเสร็จแล้ว.. เหนื่อยมากๆ เมื่อคืนไม่ได้นอน
เพราะนอนไม่หลับ...
วันนี้วันเกิดผมแล้ว ศรยังไม่โผล่มาสอบ....ไม่ดีแล้วล่ะ....
สอบเสร็จตอนบ่ายผมรีบอาบน้ำแต่งตัว พก ซาวด์อเบาวท์คู่ชีพ
พร้อมเทปเพลง
GUN N’ ROSES คู่ชีพ ขึ้นรถตะลุยมา กทม. ตรงไปยังโรงพยาบาลที่
ศร
รักษาตัวอยู่ทันที
...ผมรีบถามพยาบาลทันที ว่าศร พักอยู่ห้องไหน.... เมื่อรู้แล้ว
ก็ก็รีบวิ่งแบบไม่คิดชีวิต ตรงไปที่ห้องที่ศร พักอยู่ทันที.....
ห้อง
418...... ผมรีบเปิดประตูเข้าไปทันที ด้วยความเป็นห่วง....
.....ภาพที่ผมเห็น ทำให้ผมแทบช๊อค....... ศรนอนสวมชุดคนไข้สีขาว
มีท่ออ๊อกซิเจนต่อ เข้ามาที่ปาก สายระโยงระยางเต็มตัวไปหมด...
ชีพจรเต้นอ่อนรวยระริน...... พ่อแม่ของศรนั่งเฝ้าอยู่ข้างๆ
ผมรีบสวัสดีพ่อแม่ศร แล้วถามถึงอาการของศร...
แม่ของศรน้ำตาไหลพราก ตาแดงก่ำ สะอื้นให้แทบขาดใจ
เล่าเรื่องของศร
ให้ผมฟัง ส่วนพ่อศร นั่งก้มหน้าไม่พูดไม่จา
น้ำตาหยดเลอะเสื้อสูทเต็มไปหมด... เหมือนจะทำใจแล้ว อยู่ข้างๆ
พอผมได้ฟังเรื่องจากแม่ของศร ผมจึงได้รู้ว่า.....
.....ศรเป็นมะเร็งหลายที่ ภายในร่างกาย....
เมื่อวานก็เพิ่งผ่าตัดมา
โอกาสรอด..... น้อยเต็มที..... ............ผมแทบจะบ้าตาย
ช๊อคตายตรงนั้น...... นางฟ้า..... ของผม.... นี่มัน....
อะไรกันวะ....!!!!?
พอดีที่ศรลืมตาขึ้นมา ศรจึงยกมือผอมซูบซีด ของเธอ
เคาะตรงขอบเตียงเพื่อเรียกพ่อแม่ของเธอมา
แล้วเธอก็กระซิบพูดอะไรบางอย่าง
ผ่านท่อออกซิเจนมาอย่างอ่อนระโหย
ให้พ่อแม่เธอฟัง........ แล้วพ่อแม่เธอ....
ก็พยักหน้าเรียกผมเข้ามาหา
บอกผมว่า ลูกศรเค้าอยากจะพูดกับเธอ.... ........ผมไม่รอช้า
รีบเดินไปที่เตียงทันที ....
ผมหน้าเสีย ใจเสียเต็มทน เหมือนใจจะแตกเป็นเสี่ยงๆ...
แต่ศรจับมือผมไว้
แล้วศรก็ยิ้ม... ผมก็จับมือศรไว้แน่นเช่นกัน....
เธอกระซิบผ่านหลอดออกซิเจนที่ครอบปากเธออยู่
ได้ยินเป็นเสียงเบาๆ
ได้ใจความว่า...
”””” วันนี้ วันเกิดเธอนะ เธอจะทำหน้าตาแบบนี้ ไม่ได้นะ วันเกิด
เป็นวันที่เจ้าของวันเกิด ต้องมีรอยยิ้มให้มากๆสิ
ศรไม่เป็นไรหรอก...
ไม่ต้องห่วง.... แฮปปี้เบิร์ธ...เดย์นะ ส่วนพรที่เธอจะขอ
เธอก็ขอมาได้เลย.... จับมือศรไว้แน่นๆ แล้วหลับตาอฐิษฐาน
....ด้วยกัน
พร้อมกับศรนะ.... เอาล่ะ หลับตาอฐิษฐานสิคะ
พรจะได้สมหวังไง..””””
ผมยืนนิ่งมองไปที่ศร จับมือศรไว้แน่น ศรก็ยิ้มมองหน้าผม
แล้วพยักหน้าบอกให้ผมหลับตา อฐิษฐานพร้อมกันกับศร
ผมก็หลับตาลง.......
น้ำตา... เริ่มรินออกมาจากดวงตาทั้งสองข้างของผม......
แล้วผมก็รู้สึกว่า ศรเอามืออีกข้าง จับกระดาษชิ้นเล็กๆ
มาใส่ไว้ในมือผม
แล้ว.....บอกผมว่า เก็บไว้ให้ดีนะ นี่เป็นของชิ้นแรก
และชิ้นสุดท้าย
ที่ศรจะให้เธอได้....
พอเธอพูดจบ เธอก็ยิ้ม.... พร้อมกับที่ดวงตาทั้งสองของเธอ
ค่อยๆปิดลง...... มือทั้งของศร ที่กุมมือของผมไว้ ค่อยคลายออก
.......พร้อมกับเสียงดัง ปี๊บบบบบ ยาว จากเครื่องวัดชีพจร
ผมหันไปมองเครื่องวัดชีพจร...... จากที่วัดคลื่นได้เป็นหยักๆ
ตอนนี้มันกลายเป็นเส้นตรงไปแล้ว.... พ่อแม่ของศร ตกใจมาก
ร้องเรียกหมอเสียงดัง ผมทำอะไรไม่ถูก ยืนช๊อคอยู่ตรงนั้น...
น้ำตาผมไหล....ไหลออกมา....ไหลไม่หยุด....
ไหลจนแทบจะไหลเป็นสายเลือด...... ท้องฟ้าข้างนอก หม่นหมอง
สายฝนเริ่มโปรยปราย ราวกับท้องฟ้าได้ร้องไห้ กับการจากไปของเธอ
ซักพักหมอก็เข้ามา.... แล้วบอกให้ผม กับพ่อแม่ศร ออกไปรอข้างนอก
หมอต้องรีบปั๊มหัวใจโดยด่วน ผมก็ได้แต่ รอ รอ ด้วยความหวังว่า
หมอจะช่วยชีวิตศรได้ สำเร็จ .... ..... ......... ........
.......
.......
ซักครู่ใหญ่ๆ หมอก็ออกมาจากห้องพัก พร้อมกับก้มหัวส่ายหน้า....
แม่ศรร้องไห้ออกมาลั่นทันที แม้แต่พ่อของศร ที่นิ่งเงียบมานาน
ก็ร้องไห้
โฮ ลั่นเช่นกัน.......
หมดแล้ว..... ผู้หญิงที่ชื่อศร.... นางฟ้าของผม.....
เพื่อนซี้คนเดียวของผม...... คนที่ผมรัก..... หมดแล้ว....
หมด.......
หมด...... หมด.... ... .. .ผมรู้สึกเหมือนหลุดไปอีกโลกหนึ่ง
น้ำตาผมไหลท่วมหน้า พร้อมกับนึกถึงศร และอฐิษฐานบอกเธอว่า
”””ไม่เป็นไรนะ ศร ถ้าเธอเหนื่อยมานาน เธอก็จงหลับให้สบาย
เธอไม่ต้องเหนื่อย เธอไม่ต้องทนลำบากอีกแล้ว... ลาก่อน....”””
ผมอฐิษฐานอย่างยากเย็น เพราะทำใจไม่ได้
............. มันลำบากใจยิ่งกว่าอะไรๆ
ในชีวิตผมทั้งหมดที่ผมเคยเจอมา
....
คืนนั้นผมกลับบ้านตอนตี4 มาพักที่บ้านผม ใน กทม.
ผมนอนนิ่งด้วยอาการช๊อค...แน่นิ่ง แต่พอดีผมนึกได้...
ผมเลยกางกระดาษที่ศรให้ไว้ออกมาดู
สิ่งที่ผมได้เห็นทำให้ผมงุนงงยิ่งนัก.......
มันเป็นกระดาษลายการ์ตูนน่ารัก แบบมีเส้นบรรทัด ในกระดาษ
เขียนไว้ว่า
“ก ylno ว^or” ศรขออวยพรให้เธอสมหวังกับทุกๆเรื่องในชีวิต.... จาก
ศร...

”ก ylno ว^or” มันคืออะไร.... นี่เหรอ พรที่ศรให้ผมมา
ก่อนเธอจะจากผมไป แบบไม่มีวันกลับ
เธอทิ้งปริศนาอะไรไว้ให้ผม....?

26 สค - 2 กย. 2541
งานศพของศร ถูกจัดอย่างเงียบๆ
ไม่มีคนไปร่วมงานมากมายนัก.........
จบเรื่อง.... ของผู้หญิงคนนึง ของนางฟ้าของผมคนนึง ที่ชื่อศร
ไว้เพียงเท่านี้...

เหลือแค่เพียง.... กระดาษปริศนา กับข้อความ “ก ylno ว^or”
........................

25 สค. 2543
อีก 1 ปี ผ่านไป.....กับวันที่ปริศนาตัวหนังสือ “ก yluo ว^or”
ไขกระจ่าง......
..........1 ปี แล้ว ผ่านไปอีกแล้ว 1 ปี กับการจากไปของศร....
พรที่ผมไม่ได้พูดขอ.... คำตอบที่ศรไม่ทันได้อยู่พูดบอก.....
คืนนึงผมนั่งมองกระดาษที่ศรให้ผมมา เมื่อ 1 ปีที่แล้ว
ผมเอากระดาษแผ่นนั้น ไปใส่เคลือบแล้วใส่กรอบใสไว้
ผมยังตีความไม่ออก
ว่ามันคืออะไร...... ผมได้แต่นั่งเศร้า
นั่งรำลึกถึงเหตุการณ์ที่บาดหัวใจผมไม่รู้ลืม เมื่อ 1 ปีก่อน...
ผมยังไขปริศนาตัวหนังสือมานานครบปีแล้ว.....
ตัวหนังสือพวกนี้คืออะไร....
ผมนั่งน้ำตาไหล...อยู่คนเดียวในห้อง
นึกถึงศร ถึงคำอฐิษฐาน... ผมหลับตานั่งนึกถึงศร
แล้วผมก็อฐิษฐานว่า.....
ศร.... คำตอบที่ศรให้เรามา มันคืออะไรเหรอ บอกเราหน่อยนะ.....
แล้วไม่รู้บังเอิญ หรืออย่างไร ลมก็พัดเข้ามาในห้องผม วูบใหญ่ๆ
ทำเอากรอบใส่กระดาษที่ศรให้ผมมา ตกพื้น...
กระดาษที่อยู่ข้างในกรอบ.....พลิกกลับหัวขึ้นมาอีกด้านนึง......
“ก yluo ว^or” ....... น้ำตาผม....ไหลออกมาทันที...
ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าดีใจ
หรือรู้สึกอย่างไรดี.... แต่.. นี่เหรอ สิ่งที่ศรต้องการจะบอกผม
ก่อนเธอจะจากผมไป....
แต่เมื่อตัวอักษรปริศนานี้ไขกระจ่างออกมาได้

ผมจึงรับรู้ได้ ว่าพรที่ผมขอเธอ ที่ผมได้อฐิษฐานร่วมกับเธอ...
ก่อนเธอจะจากไป มันสัมฤทธิ์ผล..มาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว
แต่ผมไม่เคยรู้เลย....
ข้อความนั้นก็คือ........
” LOVE ONLY U " ::







 

Create Date : 23 พฤษภาคม 2550    
Last Update : 23 พฤษภาคม 2550 0:12:32 น.
Counter : 178 Pageviews.  

ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน(ความลับในหลวง"ที่ชาวไทยอยากรู้"1-2)

ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

ความลับในหลวง"ที่ชาวไทยอยากรู้"(1)
เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช" ในวันที่ 5 ธันวาคม 2549....."แนวหน้า" ได้ตระหนักดีว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการ เป็นคุณประโยชน์อย่างใหญ่หลวงแก่ปวงชนชาวไทย ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อม และเพื่อร่วมเทิดพระเกียรติ "แนวหน้า" จึงถือโอกาสนำเรื่องราวเกี่ยวกับ "ในหลวง" ที่ "สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ"(สสส.) รวบรวมจาก "ฟอร์เวิร์ดเมล" มานำเสนอ โดยจะแบ่งเป็น 2 ตอน ดังนี้.....
ความลับในหลวงที่ชาวไทยอยากรู้.....
งานเปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสงานฉลองสิ ริราชสมบัติครบ 60 ปี เรื่องพระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้มีการเสวนาเฉลิมพระเกียรติหัวข้อ "เรื่องที่คนไทยอยากรู้" จาก "ท่านผู้หญิง ม.ร.ว.บุตรี วีระไวทยะ" รองราชเลขาธิการ และ "นางปิยะนุช นาคคง" ผอ.พิพิธภัณฑ์ของจิ๋ว เป็นผู้ดำเนินรายการ ณ หอจด หมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี
ผู้ดำเนินการเริ่มโหมโรงที่ "พระเกศา" ที่หลายคนสงสัยว่าทรงตัดแล้วจะนำไปไว้ที่ใด???.....ปรากฏว่าเก็บไว้ที่ "ธงเฉลิมพล" เพื่อมอบให้แก่ราษฎรที่ทำคุณงามความดีแก่ประเทศชาติ
จากนั้นผู้ดำเนินรายการถามว่าพระเจ้าอยู่หัวโปรด "รายการโทรทัศน์" ช่องไหน???.....รองราชเลขาธิการ ตอบว่า ท่านทรงข่าวสัญญาณฝรั่งเศสของยูบีซี ที่ทราบเพราะก่อนหน้านี้ยูบีซีเคยจะถอดราย การดังกล่าวออก "สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี" ได้ติดต่อไปว่า "อย่าพึ่งถอด เพราะในหลวงโปรด"
นอกจากนี้ท่านยังรับฟังข่าวด้านอื่นๆด้วย แต่โทรทัศน์เป็นเรื่องรอง เพราะให้ความสำคัญกับ "วิทยุ" เป็นหลัก จากที่ทราบมาในหลวงเคยทรงโทรศัพท์รายงานสถานการณ์ต่างๆใน กทม. ไปที่ จส.100 ด้วย โดยใช้พระนามแฝง
ผอ.พิพิธภัณฑ์ของจิ๋วในฐานะผู้ดำเนินรายการถามต่อว่าท่านโปรด "เสวย" อะไร???
"ท่านผู้หญิงบุตรี" กล่าวว่า ท่านทรงเพ้อระหว่างประชวรว่าต้องการเสวย "หูปลาฉลาม" และต้องไม่ใส่ผงชูรสเพราะท่านแพ้ แต่ก็ไม่ถึงกับขาดไม่ได้ สมัยก่อนรัฐบาลห้ามนำของดังกล่าวเข้ามา ท่านก็ไม่เสวย จนกระทั่งปัจจุบันกลุ่มกรีนพีซออกมาต่อต้านว่าปลาฉลามถูกฆ่าจำนวนมาก ท่านก็เลิกเปลี่ยนไปเสวยปลาแทน
ผู้ดำเนินรายการถามต่อว่านอกจาก "คุณทองแดง" และลูกๆ พระเจ้าอยู่หัวทรงเลี้ยงสัตว์อื่นหรือไม่???....."ท่านผู้หญิงบุตรี" กล่าวว่า คิดว่าไม่มี แต่ก่อนท่านทรงโปรด "คุณวานร" ซึ่งมีนิสัยดุ เมื่อสิ้นคุณวานร ท่านก็ไม่ได้เลี้ยงสุนัขกว่า 10 ปี จนมาพบคุณทองแดง
จากนั้นผู้ดำเนินรายการก็เปิดโอกาสให้ผู้ฟังถาม คำถามแรก คือ พระเจ้าอยู่หัวทรงตักเตือนสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร หรือไม่???
"ท่านผู้หญิงบุตรี" กล่าวว่า เนื่องจากพระบรมฯ เป็นพระโอรสองค์เดียว จึงซนมาก เวลาที่ทำโทษท่านทรงใช้เข็มขัดเฆี่ยนบ้างในบางครั้ง แต่เมื่อพระบรมฯ อภิเษกสมรสก็ทรงเลิกสั่งสอน พร้อมตรัสว่า "พ่อแม่จะวางมือเพราะถือว่าเป็นผู้ใหญ่แล้ว"
จากนั้นได้ถามต่อว่าในหลวงทรง "เครื่องดนตรี" ได้กี่ประเภท???....."ท่านผู้หญิงบุตรี" บอกว่า ถ้าเป็นดนตรีสากลได้ทุกประเภท โดยเฉพาะ "แซกโซโฟน" เป็นเครื่องดนตรีที่โปรดเป็นพิเศษ ส่วนดนตรีไทย ตนไม่เคยเห็น แต่ถ้าเป็นพระเทพฯ แน่นอน

ล้นเกล้าชาวไทย..... ในหลวงของเรา
"ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล" เขียนไว้ในหนังสือ "ใต้เบื้องพระยุคลบาท" ยืนยันได้อย่างชัดเจนกับสมญานามเบื้องต้น โดย ดร.สุเมธ กล่าวว่า.....
ในโลกนี้มีสถาบันพระมหากษัตริย์ อยู่ประมาณ 10 กว่าสถาบัน ผมกล้าเรียนในที่นี้ว่าไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ไหนในโลกนี้ที่จะทรงงานให้กับประชาชน เท่ากับพระมหากษัตริย์ไทย คือ อยู่ในสถานะที่เป็น "ผู้ให้บริการรับใช้ประชาชนไทย" ถึงแม้ว่าจะเป็นประมุขของประเทศ แต่เมื่อคิดดูลึกซึ้งจริงๆแล้ว ทรงบริการและรับใช้ประชาชนจริงๆ
ในหนังสือยังได้พูดถึง "พระจริยาวัตร" อันงดงามของพระองค์อีกอย่างหนึ่งที่ผมเห็นว่าเป็นแบบอย่างที่ดีต่อประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ยิ่งในภาวะบ้านเมืองระส่ำระสาย ข้าวยากหมากแพงเงินทองฝืดเคือง เพราะถูกพิษเศรษฐกิจเล่นงานอย่างนี้ แนวพระราชดำริ "เศรษฐกิจพอเพียง" ยิ่งดูมีคุณค่าอย่างมหาศาล
ในยามที่ประชาชนชาวไทยไร้ที่พึ่ง สิ้นหวังกับสภาพความเป็นอยู่ของบ้านเมือง ในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ ภาครัฐรณรงค์ให้ประชาชนช่วยกันประหยัด งดใช้ของนอก อุดหนุนของไทยเพื่อไม่ให้เงินตราไหลออกนอก ซึ่งทำให้ประชาชนตื่นตัวกันพักใหญ่ แต่ก็ทำกันได้ลุ่มๆดอนๆครึ่งๆ กลางๆไม่ได้จริงจังอะไรมากนัก ไม่นานก็หันกลับมาใช้นิสัยเดิมๆเช่นเคย จะมีใครรู้บ้างไหมว่า.....
"พ่อหลวง" ของชาวไทยพระองค์นี้ทรงยึดมั่นการประหยัดอดออม มาตั้งแต่ทรงพระเยาว์แล้ว แม้ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ก็ไม่เคยละทิ้ง ซึ่งถือว่าเป็นแบบอย่างที่ดีของประชาชนทุกชนชั้นไม่ว่าจะยากดีมีจนขนาดไหนก็ตาม
"พระองค์ท่านทรงเป็นผู้นำอย่างแท้จริง ดูแค่ฉลองพระบาทเป็นต้น พวกตามเสด็จฯทั้งหลายใส่รองเท้านอก และยิ่งมาจากต่างประเทศใส่แล้วนุ่มเท้าดี พระองค์กลับทรงรองเท้าที่ผลิตในเมืองไทย คู่ละร้อยกว่าบาท สีดำเหมือนอย่างที่นักเรียนใส่กัน แม้กระทั่งพวกเรายังไม่ซื้อใส่กันเลย ดูสิพระมหา กษัตริย์ซื้ออะไรก็ได้ อย่าดูพระองค์เฉยๆ แต่มองให้ละเอียดถี่ถ้วน เราจะเกิดความประทับใจในพระ องค์ ฉลองพระองค์ปีแล้วปีเล่า 6-7 ปีก็เป็นองค์นั้น ผมจำได้มีอยู่ 3 องค์ มีสีเทา แล้วก็ลายๆสีน้ำตาล และก็อีกองค์หนึ่งสีน้ำเงิน ครั้งหนึ่งผมมีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯในพระราชวังเป็นการส่วนพระองค์ ก็นั่งถวายงาน ทรงฉลองเสื้อเชิ้ตปรากฏว่าคอเสื้อเชิ้ตของพระองค์ ซึ่งเป็นเราคงทิ้งแล้ว ทรงใช้นาฬิกาเรือนละไม่กี่ร้อยบาท"
"ท่านผู้หญิง ม.ร.ว.บุตรี" บอกผมมาว่าปีหนึ่งพระองค์เบิกดินสอ 12 แท่ง เดือนละแท่งใช้จน กระทั่งกุด ใครอย่าไปทิ้งของท่านนะ "ทรงกริ้ว" เลย ประหยัดทุกอย่าง เป็นต้นแบบทุกอย่าง ทุกอย่างนี้มีค่าสำหรับพระองค์หมด ทุกบาททุกสตางค์จะใช้อย่างระมัดระวัง จะสั่งให้เราปฏิบัติงานด้วยความรอบคอบ....
นี่เป็นแบบอย่างเพียงเศษเสี้ยว ของพระจริยาวัตรของพระองค์ ซึ่งถ้าหากคนไทยมีจิตสำนึกในเรื่องของการประหยัด ไม่ฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อโดยไม่จำเป็น รับรองได้เลยว่า บ้านเราเมืองเราจะไม่เป็นอยู่อย่างที่เห็น และจะอยู่รอดปลอดภัยประชาชนไม่ยากจน
ที่สำคัญที่สุดเราไม่จำเป็นต้องพึ่งพาฝรั่ง จนเป็นขี้ข้าเขาเหมือนอย่างเช่นปัจจุบัน ประชาชนทุกหมู่เหล่าควรจะพิจารณาอย่างถ่องแท้ แล้วดำเนินตามเบื้องพระยุคลบาทของพระองค์ ประเทศชาติจะได้อยู่ดีมีสุขพระองค์ก็จะทรงเหนื่อยน้อยลงด้วย
ไม่มีพระมหากษัตริย์ใดจะให้และยิ่งใหญ่เท่าพระมหากษัตริย์ไทยอีกแล้ว และวันนี้ท่านทำอะ ไรเพื่อพระองค์แล้วหรือยัง???
ขอพระองค์จงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน.....

ความลับในหลวง"ที่ชาวไทยอยากรู้"(2)
เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช" ในวันที่ 5 ธันวาคม 2549....."แนวหน้า" ได้ตระหนักดีว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการ เป็นคุณประโยชน์อย่างใหญ่หลวงแก่ปวงชนชาวไทย ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อม และเพื่อร่วมเทิดพระเกียรติ "แนวหน้า" จึงถือโอกาสนำเรื่องราวเกี่ยวกับ "ในหลวง" ที่ "สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ"(สสส.) รวบรวมจาก "ฟอร์เวิร์ดเมล" มานำเสนอ โดยฉบับนี้เป็นตอนที่ 2 ดังนี้.....
ในหลวง.....ที่สุดของหัวใจ
เรื่องราวต่อไปนี้เป็นตอนหนึ่งใน 40 เรื่องของหนังสือ "ที่สุดของหัวใจ" ที่เป็นความผูกพันของคนไทยกับ "ในหลวง" ซึ่งประทับอยู่ในหัวใจของผู้ที่ได้มีโอกาสสัมผัสใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท อ่านแล้วไม่ต้องสงสัยว่าเหตุใดคนไทยถึงรักในหลวงได้มากมายเพียงนี้ ด้วยรู้แล้วว่าในหลวงทรงรักประชาชนยิ่งกว่าพระองค์เอง
น้ำลดหรือยัง.....โดย ถาวร ชนะภัย
หลายปีมาแล้วเมื่อครั้งน้ำท่วมภาคใต้ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ได้รับผลกระทบหนักที่สุด เป็นช่วงเวลาที่การสื่อสารแห่งประเทศไทย ได้นำเครื่องโทรพิมพ์มาติดตั้งที่ห้องทรงงานใหม่ๆ ข้าราชสำ นักท่านหนึ่งกรุณาเล่าให้ฟังว่าแม้ดึกดื่นเที่ยงคืนแล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ยังไม่เสด็จขึ้นห้องพระบรรทม แต่ทรงคอยติดตามข่าวเรื่องอุทกภัยที่หาดใหญ่อยู่อย่างใกล้ชิด ด้วยทรงห่วงใยราษ ฎร จึงทรงส่งคำถามผ่านเครื่องโทรพิมพ์ด้วยพระองค์เองถามไปทางหาดใหญ่ว่า.....
"น้ำลดแล้วหรือยัง"
โดยที่ไม่ทราบว่าผู้ส่งคำถามมานั้น คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คำตอบที่มีผ่านมาทางเครื่องโทรพิมพ์เมื่อเวลาตี 2 ตี 3 มีข้อความที่ตอบด้วยความไม่พอใจว่า....."ถามอะไรอยู่ได้ดึกดื่นป่าน นี้แล้วคนเขาจะหลับจะนอน" แต่ตอนท้ายของคำตอบก็ไม่ลืมที่จะบอกด้วยว่า "น้ำลดแล้ว"
ไม่ต้องกั้น.....โดย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล
มีอยู่ครั้งหนึ่งเสด็จฯ ไปที่เซ็นทรัลวันที่มีประชุมรัฐสภาโลก วันนั้นผมจำได้ผมติดอยู่บนท้องถนนฝนตกผมก็มีวิทยุเลยได้ยินรับสั่งมากับตำรวจมาเลย....."วันนี้ไม่ต้องกั้นรถ"
ทรงเข้าใจความทุกข์ของราษฎรอยู่ตลอดเวลา วันนี้เป็นวันฝนตกรถติดกันอย่างมหาศาล ถ้าขืนต้องไปติดขบวนอีกสร้างความทุกข์ให้กับประชาชน ทรงวิทยุบอกตำรวจว่า....."ขบวนจะแล่นไปพร้อมกับรถของประชาชนไม่ต้องกั้น เคลื่อนที่ไปพร้อมกัน"
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว.....กับคุณๆ 4 ขา
เรื่องราวของแต่ละ "คุณ" ล้วนแต่ช่วยให้ทราบถึงน้ำพระทัยเมตตาและพระอารมณ์ขัน รวม ทั้งพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นที่เคารพรักของปวงชนชาวไทยให้เด่นชัดขึ้น
ตอนที่ 1 เช้าวันใหม่ที่สดใสของ "คุณมะลิ"
แต่เดิมนั้นภายในพระตำหนักสวนจิตรลดาฯ เคยมี "คุณๆ" แค่ 4 คือ "คุณสุดหล่อ" , "คุณหมามุ่ย" สุนัขพันธุ์ดัลเมเชี่ยน กับ "คุณซูซี่" และ "คุณคุ้กกี้" ซึ่งเป็นสุนัขพันธ์ค้อกเกอร์ สแปเชียล
วันหนึ่ง "หมาขี้เรื้อน" ขนยาวสีขาวจากข้างถนน ซึ่งเคยเรียกกันว่า "อีมะลิ" ก็มุดหลุดรอดเข้ามาภายในบริเวณกรงของคุณๆในช่วงที่กำลังเป็นสัด พร้อมที่จะผสมพันธุ์ "คุณสุดหล่อ" กับ "คุณหมา มุ่ย" ก็เลยขึ้นไปผสม กระทั่งเจ้าหน้าที่ภายในวังมาเห็น "อีมะลิ" เข้า จึงจับไปส่งให้ กทม.
เมื่อความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ทรงมีรับสั่งให้เจ้าหน้าที่ไปรับ "เมีย" ของ "คุณสุดหล่อ" กับ "คุณหมามุ่ย" กลับมาเลี้ยงดู มะลิก็เลยได้รับการเลื่อนฐานะ จากที่เคยเรียกกันว่า "อีมะลิ" หมาจรจัดข้างถนน กลายเป็น "คุณมะลิ"
"คุณหมอนพกฤษณ์ จันทิก" นายสัตวแพทย์ประจำ รพ.สัตว์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งร่วมดูแลสุนัขของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่าว่า หลัง "คุณมะลิ" คลอดลูกได้ครบ 1 อาทิตย์ รพ. ก็ส่ง "คุณมะลิ" และลูกๆกลับเข้าวัง ซึ่งก็ได้สร้างความเกษมสำราญให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัว เป็นอย่างมาก
"พอมีลูกสุนัข 9 ตัวเข้ามาอยู่ในวัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คงจะทรงมีพระเกษมสำราญขึ้นมาก เสด็จพระราชดำเนินมาทรงถ่ายรูปลูกสุนัขทั้ง 9 ด้วยพระองค์เองทุกวัน ตอนช่วงที่ลูกหมาคลอด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงละเอียดมาก มีรับสั่งให้จดวันที่และเวลาเป็นนาทีนะครับ รวมทั้งชั่งน้ำหนักแรกคลอด ถวายรายงานให้พระองค์ท่านทราบ หลังจากนั้นก็ยังต้องชั่งน้ำหนักถวายรายงานพระองค์ท่านทุกวัน แม้ภายหลังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานลูกๆคุณมะลิ ให้กับข้าราชบริพารไปแล้วก็ยังมีรับสั่งด้วยความเป็นห่วงให้ถ่ายรูปลูกหมามาส่ง และให้ชั่งน้ำ หนักมาถวายรายงานให้พระองค์ท่านทราบอย่างน้อยเดือนละครั้ง"
ตอนที่ 2 "คุณทองแดง" สุนัขประจำรัชกาล
หลัง "คุณมะลิ" มีลูกเล็กๆได้ไม่นาน "คุณทองแดง" ลูกสุนัขเทศ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว ทรงย่อมาจากคำว่า "เทศบาล" ก็ได้เข้ามาอยู่ในพระราชวัง พระตำหนักสวนจิตรลดาฯ บ้าง เดิม "คุณทองแดง" เป็นลูกของ "นังแดง" สุนัขจรจัดบริเวณ ถ.พระราม 9 โดยมีนายแพทย์คนหนึ่งนำ "ทองแดง" มาทูลเกล้าฯถวายให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตร เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำ เนินไปเปิดศูนย์การแพทย์พระราม 9 เมื่อทอดพระเนตร "ทองแดง" แล้วก็มีรับสั่งว่าให้นำเข้ามาเลี้ยงเพราะ "นังแดง" ในเวลานั้นมีสภาพโทรมมาก ไม่สามารถเลี้ยงลูกได้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงยก "คุณทองแดง" ให้เป็น "ลูกเลี้ยง" ของคุณมะลิ เพราะในเวลานั้นอายุน้อยกว่าลูกของคุณมะลิ แค่วันเดียว ซึ่ง "คุณมะลิ" ก็รัก "คุณทองแดง" เหมือนลูกตัวเอง
นพ.นพกฤษณ์ เล่าว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงชื่นชม "คุณมะลิ" ในฐานะที่เป็น "แม่หมาตัวอย่าง" อยู่บ่อยๆเพราะไม่มีความรังเกียจเดียดฉันท์ลูกหมาอย่าง "คุณทองแดง" ซึ่งไม่ใช่ลูกตัวเองเลย ในบางครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงใช้เรื่องของ "คุณมะลิ" มาเป็นคติสอนคนหลายๆคน
เมื่อเข้ามาอยู่ในวัง "คุณทองแดง" ก็เป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่อง จากเป็นสุนัขที่ชาญฉลาดมาก.....นพ.นพกฤษณ์ เล่าต่อว่า ความฉลาดของ "คุณทองแดง" ก็เช่นเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรียกให้คุณทองแดงขึ้นเฝ้าเพื่อจะทรงชั่งน้ำหนัก แค่รับสั่งว่า "ทองแดงไปชั่งน้ำหนัก" ทาง "คุณทองแดง" ก็จะทรงเดินขึ้นตาชั่ง หากตัวของ "คุณทองแดง" บังเข็มอยู่ก็จะเบี่ยงตัวให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงก้มลงทอดพระเนตรสเกลได้สะดวก
หรืออย่างเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จแปรพระราชฐานไปประทับที่พระตำ หนักเปี่ยมสุข พระราชวังไกลกังวล และนำคุณๆไปด้วยเมื่อเสด็จพระราชดำเนินลงมาเพื่อทรงออกกำ ลัง ตรงถนนบริเวณชายหาดซึ่งมีต้นมะพร้าวอยู่ เพียงรับสั่งว่า "อ้อมต้นมะพร้าว" คุณทองแดงก็จะวิ่งอ้อมต้นมะพร้าวทันที โดยไม่ต้องมีการสอน ขณะที่คุณอื่นๆจะวิ่งเล่นสนุกสนานตามประสา และเมื่อวิ่งอ้อมต้นมะพร้าวไปสักครึ่งต้นจะหยุดหันมามองพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เหมือนจะถามว่าถูกไหมเพคะทำนองนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ทรงพยักพระพักตร์ หลังจากนั้น "คุณทองแดง" ก็จะเดินหรือวิ่งต่อ
"คุณทองแดง" เป็นสุนัขที่ไม่เข้ามาเคลียคลอพระองค์ท่าน เวลาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนิน จะนำเสด็จอยู่หน้าพระองค์ท่าน เวลาพระองค์ท่านประทับนั่งก็จะนั่งหมอบอยู่ด้านหน้า ใช้ 2 ขาหน้าเกยกันเหมือนคนกำลังหมอบคลาน เป็นท่านี้ตลอด แล้วหันหน้าออกไปด้านนอก คอยระแวดระวังด้านนอกอย่างเดียว "คุณทองแดง" จึงได้รับการตั้งฉายาว่าเป็น..... "สุนัขประจำรัชกาล"

ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน




 

Create Date : 22 พฤษภาคม 2550    
Last Update : 25 กันยายน 2552 1:54:00 น.
Counter : 319 Pageviews.  


devilnodies
Location :
นนทบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




นาย ณัฏฐกิตติ์ มุสิกะพันธ์ วอร์ม
Friends' blogs
[Add devilnodies's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.