Life without love is like a tree without blossoms or fruit. Kahlil Gibran
Group Blog
 
All blogs
 

เซี่ยงไฮ้ แล้วเราก็ได้รู้จักกัน (ตอน ชา ยาหม่อง และชีพจรที่มือขวา)

ชา ยาหม่อง และชีพจรที่มือขวา

ถึงอายุอานามของพวกพี่ๆผู้ร่วมทางจะไม่ได้เยอะแยะ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะปวดข้อปวดกระดูก เพราะตั้งแต่ลงเครื่องบินมาก็ได้แต่เดิน เดินละเบียด เบียดและเดิน พอขึ้นรถได้เลยหลับ แต่อีกปุ๊บปั๊บก็ตื่นขึ้นมาด้วยเสียงอาเหวินว่า ถึงแล้ว....

อาคารเบื้องหน้าไม่ได้บอกสัญชาติว่าเป็นสถาปัตยกรรมสไตล์ไหนและของชาติอะไร เพราะมันธรรมดา ดาษดื่น เงียบเชียบไม่เหมือนที่ที่จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวด้วยซ้ำ ผู้นำทางของเราบอกว่าที่นี่คือห้างขายยาสารพัดโรคตามตำราแพทย์แผนแมะ แต่ฉันกลับรู้สึกว่ามันเป็นห้างขายยาที่กดตรงไหนป่วยตรงนั้นมากกว่า พวกเราเข้าไปนั่งในห้องที่ตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นยาหม่อง นั่งสักพักมีนักเรียนการแพทย์วัยรุ่นในห้างขายยาหน้าตี๋หอบกะละมังน้ำร้อนและยานวดเข้ามา ฉันเกรงใจกลิ่นเท้าของตัวเองมาก แต่ก็ตัดใจว่าเอาเหอะ เผื่อคนเซี่ยงไฮ้อาจจะไม่คุ้นกลิ่นเท้าแถวเมืองไทย หรือหากจะคุ้น เค้าคงบ่นเหม็นเป็นภาษาที่เราฟังไม่ออก ว่าแล้วก็ถอดถุงเท้า เอาเท้าแช่น้ำร้อน หนุ่มตี๋นวดเท้าให้และถามเป็นภาษาไทย ไม่ชัดมากว่าเบาๆหรือหนักๆ ฉันยิ้มให้และบอกไปว่า เบาๆก็พอ

ระหว่างเข้าคอร์สนวดเท้า ก็มีผู้หญิงหมวยเข้ามาแนะนำตัวและแนะนำผลิตภัณฑ์ เธอเป็นคนจีนที่พูดภาษาไทยชัดมากอีกแล้ว ขอขีดเส้นใต้คำว่ามากและลากกอไก่เพิ่มยาวๆด้วย ยาดืที่เธอขนเข้ามามีบัวหิมะอันเลื่องชื่อ ชะมดเช็ด(คล้ายๆยาหม่องน้ำเซียวเพียวอิ๊ว) และยาต่างๆนานาอะไรอีกหลายอย่างที่มันเกินความสามารถของสมองและความงัวเงียขณะนั้นจะอดทนจำไหว ฟังคุณสมบัติยาไปสัก 2 รายการ คุณหมอก็เดินเข้ามาเหมือนมี Back Stage จัดฉากและเวลาไว้รอแล้ว

คุณหมอเลือกนั่งตรงหน้าคนที่เขาคิดว่าน่าจะป่วย ฉันว่าเขาเลือกเพราะคุณหมอไม่ได้เข้ามาเยอะ และไม่ได้ตรวจชีพจรให้คนไข้ทุกคน คุณหมอ1คนมากับล่าม1 คน ทันทีที่จับชีพพรหรือที่เราเรียกว่า แมะ ล่ามของหมอก็จะแปลอาการที่หมอฟังได้จากเสียงชีพจรของเรา หลังจากนั้นก็เป็นการนำเข้าสู่ผลิตภัณฑ์ตัวต่อๆไป ฉันจำไม่ได้ว่ากี่ตัว เพราะหลับตั้งแต่ที่คุณหมอเดินเข้ามาและน้องหน้าตี๋เขาก็นวดได้เบาๆดีเหลือเกิน

ไกด์ของเราบอกว่าที่นี่ไม่เสียค่านวด ถ้าจะให้ต้องมุบมิบแอบใส่มือกันและกัน ตลกดีเหมือนกันเพราะฉันก็เพิ่งเคยทำ แบงค์ 10 หยวนที่ฉันพับจนยับย่นถูกยัดใส่มือน้องชายหน้าตี๋คนที่มอบความสบายสู่ปลายเท้าของฉัน หลังจากใส่ถุงเท้าเสร็จ เราทั้งหมดถูกนำทางไปที่ห้องชงชา ที่นี่ก็เหมือนที่นั่น แค่เปลี่ยนจากยาเป็นชาจีน คือมีคนมาสาธิตวิธีการและเอาชาให้ชิม ชิมเสร็จก็เข้าสู่การตลาด แต่ไม่รู้ว่าไม่ถูกปากหรือว่ารูดบัตรจ่ายค่ายาจากห้องเมื่อกี้มาเลยไม่มีใครจ่ายค่าชากันสักแดงเดียว

ออกจากห้างขายยาจำชื่อไม่ได้แห่งนี้ก็เป็นเวลาบ่ายแก่ ได้เวลาแล้วที่จะต้องไปชมหน้าตาห้องพักสำหรับคืนนี้เสียที เพราะเอาเข้าจริงความเมื่อยล้าไม่ได้หยุดลงแค่นี้ วันแรกที่เซี่ยงไฮ้ยังเหลืออะไรให้เราดูอีกเยอะ




 

Create Date : 04 พฤศจิกายน 2553    
Last Update : 4 พฤศจิกายน 2553 21:43:21 น.
Counter : 274 Pageviews.  

เซี่ยงไฮ้ แล้วเราก็ได้รู้จักกัน (ตอน ที่นี่ที่แน่น)

ที่นี่..ที่แน่น

บนหอไข่มุก เราเดินวนๆต่อแถวเหมือนนักเรียนมาทัศนศึกษาเพื่อเข้าไปอัดตัวเบียดเป็นปลากระป๋องอยู่ในลิฟต์ขึ้นสู่ชั้นบนเพื่อชมวิวเมืองเซี่ยงไฮ้จากมุมสูง การชมวิวจากมุมสูงของที่นี่มี 2 แบบ แบบแรกจะเป็นการชมลงด้านล่าง คือยืนอยู่บนกระจกใส แล้วมองลงด้านล่างและมองออกด้านข้าง การชมวิวด้วยมุมนี้ทำให้คนปกติกลายเป็นคนขาสั่น เดินไม่ตรงไปชั่วขณะ กับอีกแบบคือชมด้านข้าง ชมด้านข้างก็เหมือนกันชมวิวทั่วไป ที่เราไปยืนเกาะขอบกระจกใสมองวิวพานอราม่า ถ้ามีโอกาสได้ไปยังสถานที่ที่เป็น The must ซะขนาดนี้ ให้ลองก้าวขาไปยืนบนกระจกใส แต่ไม่ต้องถึงขั้นกระโดดไปมาให้หัวใจสั่น คุณอาจจะพบเหมือนกันกับฉันว่า เหนือกว่าเราก็มีแค่ฟ้า นอกนั้นน่ะ ไม่เหนือบ่ากว่าแรงมนุษย์หรอก

ออกจากหอไข่มุกในเวลาบ่าย แต่แดดเซี่ยงไฮ้ก็ร้อนผ่าวไม่ต่างกับบ้านเราเท่าไหร่ ตาที่ตี่ของฉันหยีจนมองอะไรไม่ถนัด อาเหวินนำทางเราไปยังหาดเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ อันนี้ฉันจำได้ว่าคนจีนเรียกว่า ไว่ทั่น ฉันจินตนาการจากเมืองไทยว่าจะมาเดินเล่นที่นี่หลังพระอาทิตย์ลงน้ำ เพราะฉากหลังของหาดเป็นอาคารสไตล์ยุโรปยาวราว 1.5 กิโลเมตร ยิ่งให้บรรยากาศว่ามันเหมาะกับการมาเดินตากลมเย็นขนาดไหน แต่แปลกที่นักท่องเที่ยวชาวจีนพาตัวเอง หรือไกด์ของพวกเขาพามาเบียดเสียดยัดเยียดกันอยู่ที่นี่กันตอนบ่ายแก่เช่นนี้ แปลกจัง คนแน่นหาดทั้งๆที่แดดผาดเผา หรือนี่จะเป็นวัฒนธรรมทางการท่องเที่ยวใหม่ที่ฉันไม่เคยเข้าใจมาก่อน

แดดร้อน ถ่ายรูปไม่สวย แถมยังไม่มีที่ยืนให้มองแม่น้ำหวงผู่ตรงหน้าด้วย ความสวยงามจะมาจากไหนกันนะ

คนเรามักจะคิดว่าอะไรแปลกต่อเมื่อสิ่งนั้นไม่เคยอยู่ในสารบบที่เราพบเจอในชีวิตประจำวัน เช่นกัน คนอื่นที่เรามองว่าเขาแปลกคงไม่ต่างกัน หากคนที่นี่นิยมมาไว่ทั่นตอนตะวันสาด ฉันก็คงเป็นคนประหลาดที่มาเยือนมันหลังตะวันตกดิน

ถ่ายรูปได้ไม่กี่แชะก็ยอมแพ้ต่อผู้คน และอากาศ ยอมแพ้ขนาดว่าไม่เห็นหาดใกล้ๆก็ไม่เป็นไรน่ะ

จากไว่ทั่นเราเดินกลับมาขึ้นรถโดยผ่านวิวตึกสไตล์ยุโรปที่มีมากมายถึงขั้นเรียกได้ว่าเป็นอาณาจักร ถ้าถ่ายมุมดีๆมาถึงขั้นเอาไปโม้ได้ว่าเดินเล่นอยู่แถวลอนดอน เป็นลอนดอนที่อยู่ทางตะวันออกของโลก

อาเหวินขึ้นมาควงไมค์บรรยายต่อว่า สถานีต่อไปของเรา เขาจะพาเราไปผ่อนคลายซึ่งระหว่างทางประมาณ 20 นาทีบนรถนั้น ขอให้ทุกคนยืดเส้นยืดสายกล้ามเนื้อสายตากันไปพลางๆ ทันทีที่ลูกตาเริ่มจะเข้าสู่ท่าแอโรบิก ราวตากผ้าแบบกายกรรมเซี่ยงไฮ้ของแท้ก็โผล่พรวดทิ่มออกมาประทะวิวด้านหน้าอย่างจัง อย่างว่า ที่นี่ที่แน่น พื้นที่ใช้สอยต่างๆนานาจึงถูกออกแบบมาแล้วว่าควรจะจัดวางอยู่ตรงไหน ตึกของเซี่ยงไฮ้ผอม สูง ยืนเรียงรายเข้าแถวเหมือนนางแบบหุ่นดี พื้นที่ทุกตารางเมตรคงทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง เพราะเราจะไม่เจอพื้นที่ว่างไม่ถูกใช้งานในเนื้อที่อาศัยไม่กี่ตารางเมตรนั้นแน่ ราวตากผ้าก็เช่นกัน เพราะมันตอบผู้มาเยือนในทันทีที่สบตาว่า ฉัน..หาได้ธรรมดาไม่!




 

Create Date : 31 ตุลาคม 2553    
Last Update : 31 ตุลาคม 2553 16:01:14 น.
Counter : 178 Pageviews.  

เซี่ยงไฮ้ แล้วเราก็ได้รู้จักกัน (ตอน เซี่ยงไฮ้ ไม่รู้จักกัน)

เซี่ยงไฮ้ ไม่รู้จักกัน
ถูกต้องเลย เพราะนี่มันเช้าแล้ว
เช้าแรกที่เซี่ยงไฮ้ หรืออยากเรียกแบบเก๋ไก๋ว่า ชางไห่ ก็มาถึง เวลาที่นี่เดินช้ากว่าเวลาบ้านเรา 1 ชม.พอดิบพอดี ( ด้วยความไม่ใส่ใจจะปรับนาฬิกาให้ตรงกับชาวบ้านชาวเมืองเขา เรื่องราววุ่นวายก็ได้เกิดขึ้นในตอนหน้า ไว้ว่ากันทีหลัง ) ไม่รู้จักใครก็ไม่เป็นไร เรา 9 คนลากกระไปไปตรวจคนเข้าเมือง ฉันรู้สึกตัวเองเลยว่ากำลังทำเนียนเป็นนักท่องเที่ยวมือฉกาจมากตอนที่เข้าคิวเพื่อรอคุยภาษาอังกฤษสำเนียงลูกทุ่งไม่กี่ประโยคกับเจ้าหน้าที่ตาตี่ที่นั่งอยู่ตรงหน้า

เธอ Hello มาพร้อมสบตา 1 ครั้ง
ฉัน Hello กลับชนิดสุดชิล ทั้งๆที่ข้างในคิดไปแล้วว่า จะโดนถามอะไรมากกว่า เข้าเมืองมาทำอะไรไหม ปรากฏว่า เธอสบตาอีกประมาณ 3 แว๊บ นอกจากไม่ถามและไม่ใช้เวลากับฉันนาน ยังพูดแค่ว่า Bye กับ Have a nice trip. ฉะนั้น เลเวลยิ้มแฉ่งจากหน้ายิ้ม 5 เลเวลที่วางบนเค้าเตอร์ด้านหน้า ก็เป็นของขวัญแรกที่ฉันให้เธอโดยดุษฎี

ทริปนี้ เรามีไกด์
เป็นครั้งแรกในชีวิตอีกเหมือนกันที่ได้ไปเที่ยวแล้วมีคนนำทาง อาเหวิน ไกด์ชาวจีนแท้ๆแต่พูดไทยชัดกว่าอาแปะแถวบ้านคือ ผู้นำทางของเราในวันนี้ เขาจะนำเที่ยวเราได้หรือไม่ยังไม่รู้ เพราะเราไม่รู้จักกัน ที่ที่แน่ๆวันนั้นเพราะมีเขา พวกเราจึงไม่หลง

ไม่รู้ว่าความอุ่นใจของแต่ละคนจะเหมือนกันไหม เวลาไปที่ไหนที่มีอีกสักคนไปด้วย มันรีแลกซ์มาก อย่างน้อยเราจะกล้าเดินไปข้างหน้าเร็วขึ้นสักจังหวะหรือสองจังหวะก้าวเท้า เพราะเรารู้ว่ายังมีอีกคนที่เดินตามเราอยู่สองจังหวะ(รึเปล่า)หรือนึกอยากจะเดินช้าให้เลนของกล้องได้สบตากับสิ่งต่างๆที่อยู่ข้างทางเราก็ทำได้แบบใจเย็น เพราะอุ่นใจที่มีใครไปด้วย หรืออีกเหตุผลที่ฉันชอบและคิดว่ามันน่ารักมากเป็นพิเศษเวลาที่ไม่ได้เดินทางคนเดียวคือ เวลาที่เราอยากพูดว่า เฮ้ที่นี่สวยจัง หรือ เฮ้ย อาหารที่นี่ห่วยจังวะ เราจะพบว่า เอ้อ เราไม่ได้คิดว่ามันสวยหรืออาหารมันนี่มันห่วยอยู่คนเดียว นี่ละเหตุผลของคนที่ไม่ชอบเดินทางโดยปล่อยให้ที่นั่งข้างๆยังว่างอยู่

กลับมาที่เซี่ยงไฮ้ก่อนที่อะไรมันจะเลยเถิด
อาเหวินมาพร้อมกับรถมินิบัสขนาดพอเหมาะกับเราและกระเป๋าของพวกเรากองเบ้อเริ่ม รถของจีนมีประตูที่อยู่ตรงข้ามกับบ้านเรา เพราะรถที่นี่วิ่งเลนขวา ไม่ใช้ความเร็วสูง แต่ใช้ความเร็วเสียงสูง เพราะตั้งแต่เริ่มอยู่บนถนนของเซี่ยงไฮ้ การันตีให้เลยว่าคุณจะได้ยินเสียงแตรรถที่ดังแปร๊ดๆออกมาจากรถทุกประเภทตลอดเวลา คนนำทางของเราพูดภาษาไทยฉะฉานรับทุกมุกซัดกลับทันทุกเม็ด ยิงรัวความแตกฉานทางภาษายิ่งกว่ากาก้ายิงลูกซัลโว
อาเหวินเริ่มแนะนำเซี่ยงไฮ้ในมุมของของเขา ทุกเรื่องราวที่ไกด์คิดว่าคนต่างบ้านต่างภาษาควรต้องรู้ รวมถึงระหว่างทางที่สายตาของเรามองเห็น เห็นว่าที่เมืองไทยไม่เห็นมีแบบนี้ อาเหวินก็อธิบายให้ฟังเป็นภาษาไทยไม่ใช้ซับไตเติ้ล จากที่ฟังๆดูๆดมๆ อย่างจริงจังก็ยอมรับว่าเซี่ยงไฮ้เป็นเมืองน่าเที่ยว ถ้าเป็นคนคงเป็นลูกครึ่งของฝั่งตะวันออกกับตะวันตก เป็นผู้หญิงตาตี่ผมทอง แต่รวดเร็ว แปรปรวน เหมือนลูกเต๋าในคาสิโน ก็ไม่น่าแปลกใจหากภาพของเซี่ยงไฮ้ในสายตาคนเมืองอื่นจะเป็นแบบนั้น
(ว่าแต่ทำไมใครๆชอบเปรียบเมืองให้เป็นผู้หญิง จะมีเมืองไหนในโลกบ้างไหม ที่ถูกเปรียบให้เป็นผู้ชาย ขอติดข้อสงสัยนี้ไว้ จะเดินทางให้เจอเมืองที่ว่านั่นและกลับมาเล่าให้ฟังใหม่ สัญญา!)

นั่งฟังอาเหวินเพลินๆก็มาถึงตึกสูงยาวเข่าดี มีกลมๆอยู่ตรงกลาง รู้สึกที่นี่จะติด Top Five ของสถานที่ที่เป็น The must เมื่อมาเซี่ยงไฮ้ด้วย คนไทยเรียกว่า หอไข่มุก ส่วนคนจีนเรียกว่าอะไร บอกแล้วไงว่าไม่ได้จำ

คนเยอะ แดดร้อน เป็นเรื่องสามัญมากของสถานที่ที่ถูกบรรจุอยู่ในรายการนำเที่ยว และมันก็มักไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจมากด้วยเมื่อเทียนกับสถานที่ที่เราบังเอิญไปเจอ อาจเป็นเพราะว่าตั้งใจ รู้แล้วว่าจะเจออะไร เลยไม่ตื่นเต้น แต่ถ้าได้ไปในที่ที่ไม่รู้จัก อยู่ๆดีแล้วเจอ มักจะประทับใจ นี่มันทฤษฎีของใครกันวะ

เราทั้ง 9 คนเข้าแถวเดินตามอาเหวินปะปนไปกับกลุ่มมหาชนชาวจีน อาจจะมาทัศนศึกษาจากต่างมณฑล และพอสัมผัสชาวจีนจริงๆ เราพบว่า พวกเราทั้ง 9 ที่ไม่ได้อาบน้ำตอนเช้ามารวมกัน ยังสู้กลิ่นตุๆจากไหนไม่รู้ของคนที่พูดจาช้งเช้งเล้งล้งอยู่ข้างๆไม่ได้ ไม่ได้นินทาใครนะ เพราะว่าเราไม่รู้จักกัน
คุณจะกล้าพูดว่า “เหม็น” ไหม ถ้าอยู่ในเมืองไทย เพราะเหม็น ก็แปลว่า เหม็น คนฟังจะแปลว่า มึงด่าใครคะ แต่ที่เมืองจีน เหม็น แปลว่า อะไรไม่รู้ เพราะฟังไม่ออก ฉันเลยรู้สึกว่ามันก็ดีเหมือนกันนะเวลาที่เราอยู่ในที่ที่เราไม่รู้จักกัน ไม่รู้จักภาษาของกันและกัน ไม่รู้จักอะไรๆของกันและกันเลย มันทำให้เราอิสระที่จะเป็น หรือทำอะไร ที่กับคนรู้จักเรายกเว้นไว้ว่าอย่าทำเลยนะ เพราะฉะนั้นถ้าอยากลองคายอีกด้านของตัวเองออกมา ก่อนทำให้ลองคิดว่า “เราไม่รู้จักกัน” ดูสิ




 

Create Date : 24 ตุลาคม 2553    
Last Update : 24 ตุลาคม 2553 20:40:59 น.
Counter : 192 Pageviews.  

เซี่ยงไฮ้ แล้วเราก็ได้รู้จักกัน (ตอน บนความตื่นเต้นไม่เห็นมีอะไร)

สำหรับคนสร้าง ศิลปะจะรับใช้เมื่อคุณได้ลงมือทำ สำหรับคนเสพ ศิลปะรับใช้เมื่อคุณชอบมันเท่านั้น

บนความตื่นเต้นไม่เห็นมีอะไร
เป็นความดีใจที่สุดในชีวิต ที่ได้เริ่มป้อนตัวหนังสือตัวแรกเกี่ยวกับเซี่ยงไฮ้ไดอารี่ 10 วันเสียที

ขอบอกว่า มันจะเป็นเรื่องราวที่อ่านแล้วเอาไปเที่ยวเซี่ยงไฮ้ต่อไม่ได้เลย เพราะเราไม่ได้จำอะไร ไม่ว่าจะชื่อถนน สายซับเวย์ ย่านเท่ๆ หรือร้านอาหารเก๋ๆสักร้าน

ทั้งหมดนั่น ตั้งใจวางทิ้งไว้ที่เซี่ยงไฮ้
แต่ที่เราเอากลับมา ก็อาจเป็นสิ่งที่คุณคงไม่ไปสะดุดตาจากไกด์บุ๊กเล่มไหน ชัวร์
“”””””””
มันเป็นเวลาเมื่อ 3 เดือนที่แล้วเจ้านายใจดีของเราเอาข่าวดีมาบอก เพราะพนักงานทุกคนจะได้ตั๋วฟรีไปกลับไปเซี่ยงไฮ้ แบบนี้ใครจะไม่ไปล่ะ สรุปว่าครอบครัวพิกเซลวันของเราก็ย้ายตัวเองไปหลั่นล้ากันอยู่นั่นถึง 10 วันเต็ม

และความใฝ่ฝันที่จะได้ไปเดินเล่นในเมืองที่มีอากาศเย็นๆของเราก็เข้าสู่ความจริง ห่าวป้างมากๆ (ห่าวป้างแปลว่าสุโค่ย ส่วนสุโค่ยก็คล้ายๆกับเจ๋งเป้ง!)
ทุกอย่างนับหนึ่งใหม่หมด ตั้งแต่ทำพาสปอร์ต ทำวีซ่า รวมถึงทำหน้าให้ดูไม่เป็นคนหลบหนีเข้าเมืองด้วย ความตื่นเต้นก่อตัวตั้งแต่รู้ว่าจะได้ไปเที่ยว ไปทั้งๆที่ก็มีเงินเก็บสำหรับเป็น pocket money ติดตัวอยู่แค่ 6000 ใครจะไปรู้ว่ามันจะพอใช้ตลอด 10 วันแถมยังเหลือเหรียญหยวนกลับมานอนป้วนเปี้ยนอยู่ในกระเป๋าสตางค์ด้วย จัดประเป๋าแล้ว ก็บินกันเลยเถอะ

ที่เซี่ยงไฮ้ช่วงที่ฉันจะบินนั้น อากาศไม่หนาว แต่ฝนคงตก เพราะเป็นฤดูฝนของที่โน่น เสื้อกันหนาวเลยไม่ได้ถูกบรรจุอยู่ในรายการของจำเป็น กระเป๋าเสื้อผ้าสำหรับ 10 วันจึงดูเล็กลงมาก เมื่อเทียบกับข้าวของของพี่ๆ (อายุเยอะแต่วัยรุ่น) และป้าๆ (อายุไม่เท่าไหร่ แต่ใครๆก็เรียกป้า) ในกลุ่ม เมื่อกระเป๋าเดินทางเล็ก กระเป๋าเงินก็เล็กไปด้วยกัน เป็นสมการที่ผกผันกันอย่างลงตัว

เค้าว่ากันว่า เวลาไปเที่ยวเมืองนอก ให้พกน้ำพริกน้ำปลา น้ำพริกต่างๆนานาไปด้วย กระเป๋าเสื้อผ้าของนักเดินทางกลุ่มนี้ จึงอัดแน่นไปด้วยแจ่วบองคนละสองสามกระปุก!
เราเดินทางกันตอนกลางคืนเพื่อให้ไปเช้าที่โน่น การเดินทางข้ามประเทศครั้งแรกในทริปนี้น่าจะสร้างความตื่นเต้นให้คนไม่เคยบิน อย่างน้อยก็น่าจะรู้สึกแปลกใจอะไรบ้างเมื่อได้กินข้าว หาวนอนอยู่บนที่สูง แต่เอาเข้าจริง เมื่อเครื่องบินขึ้นฟ้า คนตื่นเต้นกลับหลับเต็มตา สองรูรับเสียงมีหูฟังการบินไทยเสียบคา มองไม่เห็นสีท้องฟ้า หลับตาลูกเดียว ใครจะไปรู้ว่าเราจะพลาดความสวยงามข้างทาง เรียกว่าข้างล่างจะดีกว่า ตั้งแต่ตอนที่จินตนาการไม่ออกว่า นี่มันเที่ยวบินกลางคืน!!

ประมาณ ตี 5 ท้องไม่ได้ร้องหรอก แต่ควรจะใช้สิทธิ์กินอาหารบนที่สูง มื้อแรกในชีวิตที่ไม่ได้กินข้าวบนดิน แต่ถึงไม่หิวยังไงก็กินจนหมด แบบนี้รึเปล่านะที่เรียกว่า อร่อยเหาะ ที่สำคัญตอนกินข้าวถึงได้รู้ว่า ความตื่นเต้นที่เราคิดนักคิดหนามันจะหน้าตาเป็นยังไง เอาเข้าจริงแล้ว ไม่เห็นมันมีอะไรเลย คนเรามักจะกังวลเกี่ยวกับสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิต มองในแง่ดี มันก็เป็นสิ่งดีนะที่เราจะจินตนาการเพื่อหาทางออก แต่คิดอีกอย่าง ถ้าบนความตื่นเต้นมันไม่มีอะไรแบบเที่ยวบินสุวรรณภูมิ - ปูตงในครั้งนี้ ก็แปลไทยเป็นไทยได้ว่า ถ้าไม่กังวลเรื่องที่น่ากังวลมันก็จะไม่เกิด ถูกต้องไหม




 

Create Date : 24 ตุลาคม 2553    
Last Update : 24 ตุลาคม 2553 17:35:48 น.
Counter : 265 Pageviews.  

วันเวลาหมุนช้าที่อีสานและ สปป.ลาว

วันที่สอง

วันนี้ถือเป็น 24 ชั่วโมงที่ยาวนานที่สุดของฉัน เรากลายสภาพจากนักท่องเที่ยวเป็นผู้ให้บริการในชั่วข้ามคืน หน้าที่ของฉันในตอนเช้ายังไม่มีอะไรมาก เก็บภาพบรรยากาศไปเรื่อยๆ ช่วยฝ่ายสวัสดิการเสริฟอาหารขณะเดินทางสู่ปราสาทเขาพนมรุ้ง เรามีข้าวกินกันไม่พอด้วยซ้ำในมื้อนั้น ต้องแบ่งกันกิน แต่โชคดีว่าเป็นมื้อเช้าที่กระเพาะอาหารไม่เรียกร้องปริมาณอาหารจำนวนมาก คนละครึ่งกล่องกับเพื่อนถือว่าไม่เป็นปัญหาเลย บทเรียนแรกที่ได้รับคือการเสียสละ มีน้ำใจ แบ่งปัน กินที่หลังอิ่มก่อน พร้อมให้เรียกใช้เสมอ นี่แหละชีวิตคนทำงานบริการ

ถึงปราสาทเขาพนมรุ้ง เราต้องวิ่งลงไปกันก่อน เสื้อชมพูต้องกระจายไปกับกลุ่มลูกทัวร์ กล้องถ่ายรูปจะได้ใช้เฉพาะเวลาถ่ายรูปหมู่เท่านั้น ป้ายไวนิลต้องอยู่กับมือช่างภาพตลอด หากลืมล่ะเป็นเรื่อง เป็นงานหนักของช่างภาพคนนั้นอย่างมากทีเดียว

ที่นี่เราได้ชมปราสาทอันยิ่งใหญ่ สถาปัตยกรรมขอมโบราณ ศึกษาคติความเชื่อต่างๆจากมัคคุเทศก์ท้องถิ่นซึ่งบรรยายได้อรรถรสเป็นอย่างมาก ทุกสิ่งก่อสร้างตั้งแต่ขั้นบันไดไปจนถึงตัวปราสาทล้วนมีความหมาย มีคติความเชื่อ มีมนต์ขลัง มีความศักดิ์สิทธิ์ เราในฐานะผู้มาเยือนควรจะทราบ และรับรู้ว่าควรจะปฏิบัติอย่างไรในฐานะนั้น คนธรรมดาเช่นเราๆในสมัยนั้นไม่มีโอกาสแม้จะได้เห็นด้วยซ้ำ แต่ในปัจจุบันเราเดินใส่รองเท้าผ่านสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ในเมื่อสถานที่ให้เราได้ขนาดนั้น เราควรที่จะสำนึกถึงมารยาท หรืออย่างน้อยที่สุดก็น่าจะรู้สึกได้ถึงจิตสำนึกของนักท่องเที่ยวที่พึงมี และหลังจากกลับจากทริปนี้ได้ไม่กี่วันก็มีข่าวออกมาว่าปราสาทหินพนมรุ้งถูกทุบทำลาย จะให้บรรยายความรู้สึกนี้ออกมาเป็นตัวอักษรอย่างไรดี ฉันยังคิดไม่ออกเลย



เราเดินชมรอบๆภายใต้การนำของ มัคคุเทศก์ประจำอุทยานฯ โชคดีที่วันนั้นฝนไม่ตก โชคดีที่เรามีโอกาสเข้าไปยังสถานที่แห่งนั้น แต่สำหรับฉันไม่ค่อยได้ฟังการบรรยายเท่าใดนัก หน้าที่ของฉันคือประกบลูกทัวร์ และตำแหน่งที่ยืนทุกครั้งมักจะห่างไกลจากโสตเสียงของมัคคุเทศก์อย่างช่วยไม่ได้จริงๆ เวลาที่คนอื่นขำฉันก็จะยืนงง ไม่รู้ว่าเขาขำกันด้วยเรื่องบรรยายประกอบภาพส่วนใด จะว่าพลาดก็พลาด แต่ถึงตรงนี้ฉันก็เข้าใจว่าคนเราอาจมีทางเลือกหลายทางที่ไม่สามารถเลือกได้ ถึงยังไงที่นี่ในวันนี้ฉันก็อิ่มเอมของฉันเพียงตาสัมผัสพอแล้ว

หมดเวลาที่พนมรุ้งฉันวิ่งไปที่รถเตรียมตัวทำงานบริการของฉันต่อไป เราจะใช้เวลา 10 นาทีบนรถเสริฟขนม น้ำ ผ้าเย็น หลังจากนั้นเราจะถึงปราสาทเมืองต่ำ และพอถึงปราสาทหินเมืองต่ำ ปัญหาใหญ่ก็เกิดขึ้นกับฉันเสียแล้ว ฉันลืมไวนิลไว้บนรถ เป็นความบกพร่องในหน้าที่ที่ฉันต้องรับผิดชอบคนเดียว ระยะทางจากบริเวณที่จะถ่ายรูปหมู่กับที่ที่จอดรถอยู่ไม่ได้ไกลกันมากนัก แต่สภาพร่างกายของคนที่ไม่ได้นอนและใช้แขนขามาอย่างต่อเนื่องถึงสองวันเต็ม ระยะทางแค่ไม่เกิน 300 เมตรวันนั้นยิ่งกว่านรก ฉันวิ่งเหมือนจะวิ่งไม่ไหวทันทีที่สิ้นเสียงถามหาไวนิล เพื่อนของฉันพูดแค่ว่า เดียร์เอ๊ย แต่ไม่มีใครวิ่งมาช่วยฉัน ฉันวิ่งมาสักพักได้ยินเสียงคนข้างหลังลื่นล้ม เพื่อนคนที่ฉันไม่คิดว่าเค้าจะวิ่งตามฉันมากำลังลื่นล้ม ฉันถามเขาว่า วิ่งตามมาทำไม ไม่ใช่หน้าที่ของเธอนะ เขาบอกฉันว่า ก็เห็นเดียร์วิ่งมาคนเดียวนี่ แล้วฉันก็วิ่งไม่ไหวจริงๆ เขาวิ่งนำหน้าไปเอาไวนิลที่รถแล้วส่งต่อให้ฉันวิ่งไปที่ที่จะถ่ายรูป ฉันหายใจไม่เป็นจังหวะเลย

ฉันเพิ่งเข้าใจว่าถ้าวันนั้นเพื่อนของฉันวิ่งมาช่วยส่งต่อไวนิล เราสองคนจะไม่ได้หายใจถี่รัวเหมือนคนกำลังจะหายใจไม่ออกขนาดนั้น คนที่มีน้ำใจกลับไม่ใช่คนใกล้ชิด คนใกล้ชิดทำได้แค่ยืนให้กำลังใจ ฉันเข้าใจว่าในวินาทีนั้น ทุกคนล้า ล้าพอกับฉันนั่นแหละ แล้วก็เข้าใจว่ามันเป็นความรับผิดชอบของฉัน แต่ฉันกำลังสับสนว่าน้ำใจของมิตรภาพ กับความเห็นแก่ตัวมันกำลังเฉือนกันอยู่บนเส้นบางๆหรือเปล่า ฉันถามตัวเองตลอดทางวิ่งกลับเลยว่า ถ้าเพื่อนของฉันเจอแบบฉัน ฉันยังจะวิ่งตามเขามาไหม ฉันจะไม่วิ่งอีก พวกเขาปล่อยให้ฉันวิ่งคนเดียว เขาปล่อยให้ฉันล้มลงแล้วทำได้เพียงมองดู แต่ฉันจะวิ่ง วิ่งเพื่อเพื่อนอีกคนที่วิ่งตามฉันมาในวันนั้น และนี่คือบทเรียนที่ราคาแพงที่สุดที่ฉันได้รับเลย มันทำให้ฉันต้องปรับองศาในการมองผู้คนรอบตัวใหม่ มันทำให้ฉันเข้าใจว่าถึงที่สุดแล้วไม่มีใครช่วยเราได้นอกจากตัวเราเอง ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม พวกเขาทำได้เพียงพูดว่าเห็นใจและทำได้แค่มองดู พวกเขาเองนั่นแหละที่สอนว่าต่อไปจะให้ฉันปฏิบัติกับพวกเขาอย่างไร

แล้วที่เมืองต่ำฉันก็ไม่ได้ฟังการบรรยายใดๆทั้งสิ้น หน้าตาของปราสาทสวยงามขนาดไหนฉันก็ไม่ได้ร่วมรับรู้ หูของฉันไม่กระดิก ปากยิ้มไม่ออกเลยตอนถ่ายรูป ฉันยังหายใจไม่เป็นจังหวะจนกระทั่งขึ้นรถแล้วนั่นแหละ บนรถระหว่างทางไปโคราชใช้เวลานานพอสมควร แต่เมฆฝนก็เริ่มตั้งเค้ามาแต่ไกล แล้วพอถึงโคราชฝนก็ตกลงมาจริงๆ ฉันประทับใจโคราชทันทีที่มาถึง โคราชเป็นเมืองน่าอยู่ ใหญ่ สวยงาม เจริญ ผู้คนเยอะแยะ ฉันชอบทิวทัศน์รายทาง ชอบสวนผลไม้ ชอบฟาร์ม ชอบโคราช โปรแกรมของเราที่โคราชคือแวะสักการะอนุสาวรีย์ย่าโมและเดินลอดประตูชุมพลเพื่อความเป็นสิริมงคล หรือที่หลายๆคนคาดหวังก็คือเพื่อจะได้มีคู่นั่นเอง

แต่เนื่องจากสภาพอากาศไม่อำนวย ฝนตกหนักขนาดนั้น เราทำได้เพียงสักการะบนรถ และความหวังจะลอดประตูชุมพลก็ถูกสายฝนชะไปเสียหมด แต่ก็ไม่เป็นไร หากมีโอกาสคงได้มาเยือนโคราชอีกเป็นแน่แท้

เรากำลังจะเดินทางไปอุทยานปราสาทหินพิมาย ซึ่งถือเป็นความโชคดีอย่างมากของรถคันที่ 1 ซึ่งผ่านด่านตรวจและไปพิมายได้ทัน แต่รถคันที่ 2 หลงทางอยู่ในตัวเมืองโคราชและอยู่ห่างกับเราไป 40 กิโลเมตร อาจารย์จึงตัดสินใจให้เราไปพิมายและให้รถอีกคันไปเจอกันที่ขอนแก่น โชคดีจริงๆที่มีโอกาสไปสัมผัสสถานที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งในแดนอีสาน พิมายเย็นนั้นไม่มีคนแล้ว เหมือนจะมีแต่คณะของเราด้วยซ้ำ ความเงียบประกอบความขลัง ทำให้ฉันต้องค่อยๆเดิน ค่อยๆดู เหมือนเราเป็นคนตัวเล็กๆท่ามกลางสถานที่อันยิ่งใหญ่ ซึ่งในความเป็นจริงก็เป็นเช่นนั้น ไม่รู้ว่าคนสมัยนั้นเขาสร้างกันขึ้นมาได้อย่างไรในเมื่อไม่มีเทคโนโลยีใดๆ แล้วปราสาทเองก็ดำรงอยู่มาเป็นเวลาพันๆปีได้อย่างไร ผ่านฝนผ่านแดดแต่ยังคงสภาพความยิ่งใหญ่ให้คนรุ่นหลังฉงนและจะยังคงสวยงามไปอีกนานเท่านาน



วันนี้เราอิ่มเอมกับสถาปัตยกรรมขอมโบราณกันทั้งวัน เหนื่อย แต่ทุกสิ่งก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี และจะเป็นอีกวันที่ฉันจะเก็บไว้ในความทรงจำ เพราะมีเรื่องมากมายเกิดขึ้น เป็น 24 ชั่วโมงอันยาวนานและทรหดที่สุดที่เคยเจอ ฉันนั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย เราก็มาถึงขอนแก่น เราเติมพลังกันชุดใหญ่ด้วยจิ้มจุ่มบุฟเฟต์ ที่นี่เรายังทำหน้าที่คนบริการอยู่ แต่ดูเหมือนมันจะลดลงไปมาก ทุกคนหิวเท่ากัน เหนื่อยเท่ากัน ทั้งๆที่ยังสวมเสื้อสีชมพู แต่เราก้อทำตัวกลืนกับเพื่อนลูกทัวร์คนอื่นๆไปเสียแล้ว อย่างไม่ได้ตั้งใจจริงๆ 24 ชั่วโมงกำลังจะหมดไปในไม่ช้า เรากินอิ่ม พูดคุยสนุกสนานถึงสิ่งที่เจอมาตลอดทั้งวัน ประสบการณ์เป็นสิ่งเฉพาะตัว เราอาจประสบพบเจอในสิ่งที่คล้ายกัน แต่มุมมองที่เรามีต่อสิ่งที่เราเจอนั้นย่อมต่างกันแน่นอน แล้วเมื่อใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ คุณจะรู้สึกได้ว่า โลกไม่ได้สอนให้เรามองโลกในแง่ดีเท่าไหร่นัก เพราะสิ่งดีๆเองก็ไม่ได้เกิดกับทุกคนในทุกวินาที การที่เรามองโลกในแง่ร้ายเป็น จะทำให้เรารู้จักกลัว รู้จักระวังตัวมากขึ้น และโลกมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆเสียด้วย

คืนนี้เราเชคอินกันที่อาคารขวัญมอ โรงแรมฝึกหัดของนักศึกษาวิชาการโรงแรมมหาวิทยาลัยขอนแก่น หน้าที่ของเรากำลังจะหมดลงแล้ว คืนนี้เรานอนนานกว่าเมื่อคืน แบตเตอรี่ของร่างกายเพิ่มขึ้น แต่หน้าตาก็มิได้นำพาว่าจะเป็นเช่นนั้น ฉันส่องกระจกตอนเช้าแล้วก็พบว่าขอบตา สีหน้าของฉันมันคล้ำลงไปอย่างเห็นได้ชัด ไม่รู้ว่าพักผ่อนไม่เพียงพอหรือมองโลกในแง่ร้ายเกินไปก็ไม่รู้ จึงทำให้สีหน้าเป็นเช่นนั้น เราลงมารายงานตัวเป็นกลุ่มท้ายๆ เนื่องจากขอนอนกันอย่างเต็มที่ บริษัทใหม่เริ่มงานกันอย่างกระตือรือร้น ฉันก็เข้าใจเพิ่มอีกว่า ทุกคนเหนื่อยเท่ากัน แต่เมื่อมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ เราต้องเตรียมหน้าตาให้สดใส ร่างกายให้แข็งแรง แม้ความเป็นจริงจะตรงกันข้ามก็ตาม แล้วตลอดการเดินทางเพื่อนร่วมเอกทุกคนก็แสดงว่าทุกอย่างมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ อย่างน้อยที่สุด เราก็สอบผ่านเรื่องความรับผิดชอบ และมีหัวใจของผู้ให้บริการเต็มที่




 

Create Date : 23 มิถุนายน 2551    
Last Update : 23 มิถุนายน 2551 19:48:47 น.
Counter : 416 Pageviews.  

1  2  

HowLentissimo
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Traveler
Bakery Seeker
I'm Everywhere as my heart wanna be.
A friend who is far away is sometimes much nearer than one who is at hand. Is not the mountain far more awe-inspiring and more clearly visible to one passing through the valley than to those who inhabit the mountain? 'Kahlil Gibran'
One friend in a lifetime is much, two are many, three are hardly possible. Friendship needs a certain parallelism of life, a community of thought, a rivalry of aim. 'Henry B. Adams'
PIXEL1EVENT on Facebook
Friends' blogs
[Add HowLentissimo's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.