Life without love is like a tree without blossoms or fruit. Kahlil Gibran
Group Blog
 
All blogs
 

ความสุขที่หล่นหายตามรายทาง

ใครหลายคนชอบเดินทาง

เดือนนี้ฉันเองก็มีโอกาสสลับเท้าซ้ายขวาไปยังจุดหมายปลายทางหลายแห่ง
การอยู่ท่ามกลางมนุษย์แปลกหน้า กลับให้ความรู้สึกดีบางอย่าง
ที่หาไม่ได้จากคนคุ้นเคยที่ต้องเจอหน้ากันในทุกๆวัน

และดูเหมือนว่าการเปลี่ยนบรรยากาศจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง
คงจะบันดาลความสุขไม่น้อย มิเช่นนั้นหลายคนคงไม่เลือกทำเช่นนั้น

บางคนไปเพื่อเติมเต็มความสุข
บางคนไปเพื่อตามหาความสุข

หลายๆปากเสียงว่ากันว่า ความสุขของการเดินทาง
อยู่ในระหว่างทาง...
จุดหมายปลายทางอาจไม่ใช่เรื่องสำคัญ
แต่สำหรับฉัน นอกจาก ระหว่างทาง
ฉันว่าเพื่อนร่วมทางสำคัญกว่า

ไม่ใช่ใครก็ได้ แต่ต้อง เป็น ใครสักคน

ใครสักคนที่พร้อมจะยิ้มให้กับสิ่งที่เรายิ้มให้
ใครสักคนที่ยินดีเดินไปด้วยแม้ว่าจะหลงทาง

แต่ถ้าหาใครสักคนที่ว่าไม่ได้
การเดินคนเดียวดูจะเป็นหนทางไปสู่ความสุขมากกว่าด้วยซ้ำ

วันวุ่นวายที่ผ่านๆมา ฉันเพิ่งกลับจาก สปป.ลาว
ไม่ได้ไปเที่ยว คนนำทางว่าอย่างนั้น
แต่ไปเพื่อเรียนรู้อะไรบางอย่าง

ฉันเองก็ไม่ได้ตั้งใจไปเรียนรู้อะไรที่ว่าตามประสานิสิตห่วยๆ
แต่กลับได้มันมาเต็มกระเป๋า โดยไม่ได้ตั้งใจ

ไม่ต้องใครว่าหรอก ฉันว่าการเดินทางหลายวันกับคนจำนวนมาก
ทำให้ ลาย บางสิ่งบางอย่างที่แอบซ่อนไว้ออกมาอวดโฉม

มันไม่ได้หนักหนา แค่ฉันถึงกับต้องเก็บคำว่า เพื่อน เอามาพิจารณาดูใหม่

เราอาจไม่ได้แสวงหา ไม่ได้คาดหวัง
แต่เราผิดหัวงได้ เพราะเราไม่เคยกลัวกับสิ่งที่ไม่คิดว่ามันจะเกิด

การเดินทาง 24 ชม.แล้ว 24 ชม. เล่าผ่านไปช้าๆ
ความสุขที่ก่อนไปมีไม่มากเท่าไหร่
ตอนกลับมาเปิดออกดู ฉันว่ามันไม่พอใส่ด้วยซ้ำ
ถึงแม้ว่าจะเจอความผิดหวังบางอย่าง
แต่มันเทียบไม่ได้หรอก กับมิตรภาพรายทางรอยยิ้มเล็กๆน้อยๆ
และที่สำคัญ ฉันสุขขึ้นที่คิดจะปรับมุมมองอะไรบางอย่างใหม่

และที่ใครบางคนว่า
เรารักอิสระท่ามกลางคนแปลกหน้านั้น
ฉันเพิ่งเข้าใจว่า อย่างน้อยคนแปลกหน้าก็ไม่ได้ทำให้เราต้องคาดหวังและผิดหวัง

และถึงที่สุดแล้ว บางทีความสุขอาจไม่ได้หล่นหายตามรายทางก็ได้
มันซุกซ่อนอยู่ตามหนังสือเล่มโปรดของเรา
เพลงที่เราชอบฟัง หนังที่เราชอบดู
เพื่อนที่เราคุยด้วยแล้วสนุก
บ้านที่เราอิงแอบหลับสบาย
มื้อเย็นแสนอร่อยของแม่
หรือต้นไม้ในสวนหน้าบ้านของพ่อ

แต่ที่หล่นหายไปโดยไม่รู้ตัว
อาจเป็นสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า คน ต่างหาก
ในทุกๆวันที่เวลาหมุนไป
เราลืมที่จะคิดถึงใครที่เคยคิด
หรือมีใครกำลังมาเคาะประตูเพื่อเปิดใจเราหรือเปล่า

เพราะการเดินทางยังคงต้องดำเนินต่อไป
สนุกบ้างไม่สนุกบ้าง
อิ่มเอมบ้าง เหนื่อยล้าบ้าง
เห็นทีคงเป็นเรื่องของใจล้วนๆ
ว่าจะปล่อยให้อะไรหล่นไปตามรายทางหรือเปล่า..




 

Create Date : 28 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 28 พฤษภาคม 2551 13:25:20 น.
Counter : 331 Pageviews.  

เพราะแววตาใสๆมันมีความหมายแบบนี้นี่เอง

เด็กชายคนหนึ่งขี่จักรยานล้ม
เขาก้มตัวลงประคองจักยานขึ้นมาขี่ใหม่

ขี่ไป ก้อล้มแล้วล้มอีกอย่างนั้นหลายต่อหลายหน
แต่น่าแปลก ทุกครั้งที่พยุงตัวขึ้นขี่จักรยานอีกครั้ง
แววตาของเขา ไม่ได้เจ็บเลยแม้แต่น้อย

เขายิ้มด้วยซ้ำ

ไม่รู้หรอก เขาคิดอะไร
แต่ถ้าใช้ความรู้สึกเดียวกันย้อนหลังไปสัก 15 ปี
คงอยากขี่จักรยานให้เก่ง มากกว่าจะรู้สึกเจ็บที่ล้ม
ถึงลุกขึ้นใหม่ด้วยแววตาใสๆแบบนั้น



แต่ชีวิตที่บรรลุนิติภาวะกลับตรงกันข้าม
ยิ่งล้ม ยิ่งเครียดทุกครั้งที่พยายามลุก
ทั้งลุกขึ้นยาก ทั้งกลัวจะล้มอีก
ทั้งๆที่ก็ยังไม่ได้ขี่จักรยานเก่งอะไร
แต่เหมือนกับว่าเราจะล้มอีกไม่ได้

การขี่จักรยานของคนสองวัย ยังไงก็ต่างกัน
เพราะผ่านอะไรมามาก ถึงไม่คิดว่ามันเป็นความสนุก
ทุกอย่างต้องรอบคอบ ระมัดระวัง

หากเป็นเด็ก ยิ่งล้มยิ่งสนุก ยิ่งล้มยิ่งรู้จักลุก

ถูกต้อง ปัญหาที่ถาโถมจะทำให้ผู้ที่ผ่านพ้นเข้มแข็งอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่ปัญหาของผู้ใหญ่ไม่ใช่แค่ขี่จักรยานล้ม
หากประคับประคองชีวิตได้ไม่ดี
บาดแผล มีแต่จะขยายใหญ่ขึ่นเรื่อยๆ

จำไม่ได้เหมือนกันว่าใช้ชีวิตวัยเด็กคุ้มหรือไม่
แต่ตั้งแต่ที่จำความได้ เหมือนจะไม่มีวันไหนไม่สนุก
ไม่มีวันไหนเลยที่ต้องคิดอะไร
โล่ง โปร่ง เบาบาง เหมือนไม่มีอะไรอยู่ข้างใน
เพิ่งเข้าใจความหมายของแววตาใสๆก็เมื่อมันผ่านมาแล้วเป็นทศวรรษ

แล้วคงจะยากเกินวัย ที่จะยิ้มให้กับทุกสิ่งทุกอย่าง
เพราะหลายต่อหลายเรื่องก็หนักเกินกว่าจะฝืนยิ้มไหว




 

Create Date : 13 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 13 พฤษภาคม 2551 0:25:53 น.
Counter : 951 Pageviews.  

มีคนดียืนอยู่ไหม..ในหัวใจนี้??

ถ้ามีคนถามคุณว่า
คนดี มีความหมายว่าอย่างไร?

คุณมีคำตอบอยู่ในใจหรือยัง...

อาจจะใช่ ถ้าบอกว่าคนดีคือคนที่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน
คนดี อยู่คนละฝั่งกับคนชั่ว แต่ไม่แน่เสมอไปว่า
คนดีกลับใจ มิใช่ว่า โลกนี้ไม่เคยเกิดขึ้น

คนดี เป็นใคร เราควรนิยามเขาแบบไหน
เป็นคนที่เราต้องรู้สึกอย่างไร
ที่จะเรียกว่าดี...??

นั่นเพราะว่ามาตรฐานความดีของคนแต่ละคนมันไม่เท่ากัน
ความรู้สึก ตรรกะ สถานการณ์ เหตุผล บริบท
ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นตัวกำหนด
คำว่า ดี ต่างหาก

ถ้าหากเราดี แต่ไม่ได้มาตรฐานของคนที่ตัดสิน
นั่นหมายความว่า
เรายัง ดี ไม่พอ (สำหรับเขา)
ประโยคยอดฮิตนี้ คงเคยได้ยินมาบ้างใช่ไหม

แล้วหัวใจของฉันดวงนี้
ก้อไม่มีที่พอให้คนดี สำหรับความรู้สึกของทุกคนยืนอยู่

แล้วมันก็เป็นเรื่องที่น่ารำคาญใจมาก
สำหรับการพยายามใส่หน้ากาก
ให้ดีสำหรับทุกบริบท ให้ดีเหมาะสมกับความรู้สึกของคนอื่น

เปล่า
ไม่ได้เอาคนอื่นมาเป็นใหญ่
แต่ต้องไม่ลืมว่า โลกใบนี้ เราไม่ได้หายใจอยู่คนเดียว
เราต้องเกี่ยวข้อง ข้องเกี่ยว เกี่ยวข้อง และข้องเกี่ยว
กับคนอื่นๆ และคนอื่นๆ อีกมากมาย

มันคงเป็นเหมือนบทละครที่ไม่ได้ตั้งใจอยากจะเล่น
แต่ด้วยหน้าที่นักแสดงทุกคน
The show must go on ... มิใช่หรือ
ใครจะห้าวหาญ ถอดหัว ลงจากเวที
ขณะที่ผู้คนมากมายทอดสายตา รอดูเราอยู่
ถ้ามีสติดี ใครๆก็ไม่ทำ

เพราะแบบนี้
หลายๆความดี จึงเป็นเพียงเพราะหน้าที่ เป็นสิ่งแลกเปลี่ยน
แต่บางความดี ก้อออกมาจากหัวใจ
แน่นอนว่า ความดี ใด ก้อไม่ผิด
ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน
อย่างน้อย ก้อทำให้คนรอบข้างที่ใช้มาตรฐานเฉพาะบุคคล
สบายใจ ในความดีของเรา

แต่หากเราอยากสบายหัวใจ
และไม่ต้องเอาหัวใจมาคิดมาก
ก้อแค่ขยับขยายพื้นที่หัวใจ
ให้คนดี ที่มีความดีจากหัวใจ
ไม่ใช่ทำไปเพราะหน้าที่
ไม่ใช่ทำไปเพราะผลประโยชน์
ไม่ใช่ทำไปเพราะให้คนรอบข้างสบายใจ
ได้ลองเข้าไปยืนอยู่


เสียแต่ว่า การขยายพื้นที่หัวใจให้กว้าง
คงไม่ต่างอะไรจากการถมที่ในทะเล




 

Create Date : 14 เมษายน 2551    
Last Update : 14 เมษายน 2551 22:14:17 น.
Counter : 163 Pageviews.  

อีกนานไหม..กว่าจะโต

บนหน้าต่างสนทนากับเพื่อนที่เข้าใจกันดีคนหนึ่ง
ซึ่งในชีวิต นับแล้วยังไม่ครบทั้งห้านิ้วเลย
ด้วยการที่ต้องแบกภาระในการใช้ชีวิตคนเดียว
เป็นเวลา 2 เดือน
ใช่มันไม่ได้หนักหนา ในเมื่อมันเป็นชีวิตของเรา
หน้าที่ดูแล ก้อคือของเราน่ะถูกต้องแล้ว

บทสนทนาพาไปถึงเรื่องของความเศร้าใจ
ตัวอิจฉามันมันมักจะทำงานดีมากเวลา
เห็นใครไปด้วยกัน
เค้าคงสนิทกันมาก
ด้วยความที่เคยมี แต่หลายเหตุผล
ทำให้เราต้องแยกกันเดิน
ถึงรู้สึกว่ามันหนักหนาไม่น้อย
ที่จะอยู่คนเดียว
โดยที่คนเข้าใจกันจริงๆ ไม่มี

ใช่ จะให้ใครมาเข้าใจอะไรคนคนหนึ่งนักหนา
ในเมื่อเราเองยังไม่สามารถเข้าใจหัวใจใครได้ดี

มันเลยเป็นความรู้สึกแบบเด็กๆ
ว่าต้องมีเพื่อน
ต้องมีใครสักคน ที่เราตามใจเค้า
แล้วเค้าก้อตามใจเรา
เด็กไหมล่ะ

ถ้าเทียบกับอายุจริง นี่ไม่ใช่เรื่องที่หัวใจต้องมานั่งรู้สึกรู้สาแล้ว
จะเรียนจบทำงาน มีเรื่องตั้งเยอะ ทำไมไม่คิด

อีกนานไหม กว่าจะโต
จึงเป็นคำถามที่ถามเพื่อนออกไป
โดยไม่ได้คิดคาดหวังคำตอบอะไร
เพราะไม่เห็นมีใครในแวดล้อม ที่หลุดพ้น
บรรลุสู่ความเป็นผู้ใหญ่อย่างอายุสักคน

บางคน วุ่นวายเรื่องความรัก ไล่จับกิ๊กกันไม่เป็นอันทำอะไร
บางคน ร่ำสุรา ประหนึ่งว่าหาเงินได้เองแล้ว
บางคน คร่ำเคร่งสนใจ ในสิ่งที่ไม่ใช่หน้าที่
และหลายๆบางคน กับหลายๆเรื่อง
ที่ไม่เห็นจะเข้าท่า เหมาะกับคำว่า
โตเป็นผู้ใหญ่

เพราะไม่รู้ว่าผู้ใหญ่ ต้องหมายความว่ายังไง
เท่าที่เห็นและเป็นอยู่ หลายๆผู้ใหญ่ ก้อไม่ได้ทำตัว
ให้น่าเคารพในความคิดสักนิดเดียว

คงไม่อยากรู้แล้ว ว่าอีกนานแค่ไหน
เอาแค่ถึงหัวใจยังอ่อนไหวเป็นเด็ก
แต่รู้ว่าเราอยู่ตรงไหน
กำลังทำอะไร
ถึงแม้ว่ามันจะควบคุมไม่ค่อยได้เท่าไหร่
ก้อดีกว่ามิใช่หรือ
ที่ยังรู้ตัว




 

Create Date : 11 เมษายน 2551    
Last Update : 11 เมษายน 2551 15:13:34 น.
Counter : 194 Pageviews.  

ถ้ารักษาไม่หาย ก็ต้องเปลี่ยนวิธี

เคยดูหนังเรื่องเดียวกันซ้ำๆกันหลายรอบรึเปล่า
แล้วทุกครั้งที่ดู ยังรู้สึกสนุก อิ่ม กับมัน เหมือนครั้งแรกไหม
ลองสังเกตุดูนะ

สำหรับหนังสือ กับหนัง ส่วนใหญ่ เราขอซึมซาบมันแค่รอบเดียว
ที่ไม่ขอดูหลายรอบ เพราะเราเก็บรายละเอียดทุกบททุกตอนไว้ดีแล้ว
การฉายหนังซ้ำ จึงไม่น่าพิสมัยเอาเสียเลย

แต่มีบ้างกับหนังสือ ยิ่งหนังสือที่อ่านแล้วเหมือนถูกกระทำทางความรู้สึก
ยิ่งอ่านซ้ำ ยิ่งตอกย้ำ ยิ่งคิดตาม
ถึงจะจำทุกคำได้ แต่ก็เป็นการทำซ้ำที่มีความสนุก

เมื่อวันก่อน หยิบหนังเรื่อง The way home ชื่อภาษาไทยคือ
คุณยายผมดีที่สุดในโลก เข้าเครื่องเล่นวีซีดีเป็นรอบที่สาม
หรือรอบที่สามในรอบสามปีตั้งแต่ซื้อมา
สามรอบแล้ว น้ำตาก้อยังคงซึมเหมือนเดิม
ทั้งๆที่รู้ว่าเป็นแค่หนัง ทั้งๆที่รู้ว่าตอนจบ มันสวยงามมาก
ทั้งๆที่รู้ว่าตัวละครแค่ทำหน้าที่ไปตามบทบาท
แต่ดูแล้ว เราก้อทั้งอิ่ม และอุ่น

หนังเล่าเรื่องด้วยตัวละครเพียงสองตัวหลักๆ
เดินเรื่องไปตามธรรมชาติอย่างฉากหลังของหนังกำหนด
เงียบเสียเป็นส่วนใหญ่เพราะตัวละครหนึ่งในสองนั้นไม่สามารถพูดได้
เสียงที่ได้ยิน มีเพียงเสียงเด็กชายเอาแต่ใจ

สิ่งที่หนังเรื่องนี้ต้องการจะบอกอย่างชัดเจน
นอกจากการดูแลคนใกล้ตัวแล้ว
ก็เห็นจะเป็นเรื่องการเอาชนะใจกัน
เด็กชายมีแต่ทำนิสัยเสีย เหมือนไม่มีใครสั่งสอน
คุณยายทั้งๆที่พูดไม่ได้สักคำ ทนรับกิริยาของหลาน
เพียงการพยักหน้า และให้อภัยในทุกๆวันที่ที่ทั้งสองหายใจในบ้านหลังเดียวกัน

การกระทำ มีค่ามากกว่าลมปากมากมายนัก
ฉากเด็กชายเปิดห่อเกมกดที่คุณยายใส่เงินเพื่อให้หลานไปซื้อถ่าน
ทำทั้งหลานและคนดูน้ำตาตก
ไม่ต้องพูด ไม่ต้องอธิบาย แต่สัมผัสได้จากใจ

กว่าจะรู้ตัวได้ เกือบจะสายเกินไป คุณยายไม่ได้ตายหรอก
แต่เด็กชายต้องกลับบ้าน เขาต้องกลับไปยังที่ที่เขาจากมา
คนจากไป ไม่เศร้าเสียใจเท่าคนอยู่ ไม่รู้เพราะอะไร

แทนที่เราจะเข้าใจคนที่อยู่ใกล้ตัวเราให้มาก
ในวันเวลาที่ยังยินดีที่จะอยู่ด้วยกัน
ใครบางคนกลับไม่เลือกทำ แต่เลือกที่จะสนใจคนนั้นเป็นคนสุดท้าย
คนนะ ไม่ใช่ของตาย ถึงหัวใจจะเสพติดความเคยชินอยู่
แต่แน่นอนว่าไม่ตลอดไป ทำไมต้องรอให้ถึงเวลาที่
อะไรดีๆกำลังจะหลุดลอยไป แล้วถึงคิดได้ว่า
เราต้องเอื้อมมือคว้ามันไว้ ตอนนั้น มันก้อเกือบจะสายไปทุกที
มนุษย์นี่ แปลก...

บางครั้งเวลาที่เราทุกข์ เราเสียใจ เราสามารถระบายออกได้
และยอมรับด้วยความสัตย์ว่า ความทุกข์นั้นเบาบางลง
คนเรามักจะใช้วิธีแบ่งปันความทุกข์เก่าออก เพื่อรับทุกข์อันใหม่
นั่นสินะ เพราะรักษาแบบนี้สินะ ถึงยังไม่หาย

คุณยายในหนัง คงไม่มีความสุขหรอกเวลาที่หลานทำตัวไม่น่ารักแต่ก็พูดไม่ได้
ความทุกข์เก่าไม่หายไป น่าคิดว่า บางทีความทุกข์กองใหม่จึงไม่มีโอกาสเข้ามา

หรือชีวิตคน ควรจะลองเอาวิธีรักษาแบบคุณยายไปใช้ดู
เพราะการระบายออก ทำให้เราไม่เจ็บมากพอ
ถ้าอย่างนั้น ก้อสมควรเก็บความขมขื่นไว้ในใจ
เขาทำกับเราอย่างไร ก้อตอกย้ำมันไว้ทุกวัน

หักดิบกับคนที่มันไม่เข็ดไม่จำ น่าจะเป็นวิธีการเยียวยาที่ดีกว่า
การรักษาโดยละมุนละม่อม

และแม้เมื่อสลัดมันทิ้งได้เมื่อไหร่
ค่อยมาถามว่า สาแก่ใจรึยัง??
( 16 ม.ค. 2550 )




 

Create Date : 21 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 21 กุมภาพันธ์ 2551 14:17:04 น.
Counter : 236 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  

HowLentissimo
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Traveler
Bakery Seeker
I'm Everywhere as my heart wanna be.
A friend who is far away is sometimes much nearer than one who is at hand. Is not the mountain far more awe-inspiring and more clearly visible to one passing through the valley than to those who inhabit the mountain? 'Kahlil Gibran'
One friend in a lifetime is much, two are many, three are hardly possible. Friendship needs a certain parallelism of life, a community of thought, a rivalry of aim. 'Henry B. Adams'
PIXEL1EVENT on Facebook
Friends' blogs
[Add HowLentissimo's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.