Group Blog
 
All blogs
 

+*+All American Girl+*

บางครั้งสิ่งที่คุณต้องการก็อยู่ตรงหน้านี่เอง
ที่คุณต้องทำ ก็แค่เปิดตามองมันเท่านั้น
All American Girl




เมื่อคืนเพื่อนเตยโทรมาปรึกษาปัญหาชีวิต
เรื่องของเรื่อง คือ เธออยากออกจากงาน
แต่เธอไม่รู้ว่า
เธอควรจะหางานอะไรทำดี

ประโยคแรกที่เตยบอกมา
คือ ช่วยเป็นที่ปรึกษาให้หน่อย
ในฐานะที่เราถนัดกับการเปลี่ยนงาน
แล้วเธอก็หัวเราะ

จริงๆแล้วเราก็ไม่ได้เชี่ยวชาญอะไรขนาดนั้น
เพียงแค่ช่วงเวลาที่จบมา 4- 5 ปี
เปลี่ยนงานไป 3ที เท่านั้นเอง
แล้วทุกครั้งที่เปลี่ยน
ก็มีเหตุผลที่กวนประสาทไม่น้อย
นั่นคือ เบื่อ

การพูดคุยกันเรื่องนี้ระหว่างเรากับเตย
เลยกินเวลาไปเกือบชั่วโมง
แล้วมันก็จบลงที่เราบอกเตยว่า
ทำในสิ่งที่ใจอยากทำจริงๆ
ถามความต้องการของตัวเองให้เคลียร์ๆ
เมื่อได้แล้วก็ค่อยหาทางคุยกับพ่อแม่อีกที

ด้วยความที่เรากับเตยโตมาต่างกัน
แล้วเราก็เพิ่งรู้จักกันได้ปีกว่าๆ
แต่เราก็คุยกันทุกเรื่อง
และรู้จักกันและกันอย่างกับคบกันมาสักชาติ

ในการคุยกันเรื่องความอยาก
หรือความปรารถนาลึกๆของตัวเอง
เลยต้องคุยกันยาว
จริงอยู่ที่เราอาจเป็นที่ปรึกษาให้ได้
แต่ท้ายที่สุดการตัดสินใจของต้องเป็นของเตย

การคุยกับเตยเมื่อคืน
ทำให้นึกถึงหนังสือเล่มหนึ่ง
ที่อ่านจบไปเมื่อ 2 อาทิตย์ที่แล้ว
All American Girl
ผู้เขียนคนเดียวกับไดอะรี่เจ้าหญิง

หนังสือของนักเขียนคนนี้
ใครหลายคนอาจมองว่า
มันก็คือแนววัยรุ่นทั่วไป
เพียงแต่มันคือวัยรุ่นอเมริกัน
คล้ายๆหนังสือประเภทนิยายรักนักศึกษา
ของไทยประมาณนั้น

แต่ถ้าอ่านดีดี
จะเห็นจุดเด่นของนักเขียนคนนี้
จุดเด่นที่ว่า คือการที่เธอ
พยายามเขียนให้เห็นการเติบโตของวัยรุ่นอเมริกัน
การเติบโตที่ว่า ไม่ใช่ร่างกาย
แต่เป็นช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ในการที่จะก้าวจากเด็ก
ไปเป็นผู้ใหญ่ และการค้นหาตัวเอง

โดยส่วนตัวเราชอบหนังสือแนวนี้
ชอบกลวิธีในการค้นหาตัวเองของวัยรุ่นอเมริกัน
ที่ต่างกับเด็กไทยค่อนข้างเยอะ
เลยทำให้ชอบไดอะรี่เจ้าหญิงเวอร์ชั่นหนัง
สำหรับเวอร์ชั่นหนังสือที่มีออกมาเยอะ
ยังไม่ยอมจบ หยุดอ่านไปแล้วตั้งแต่เล่ม 2

หนังสือเรื่อง รักมันส์สไตล์อเมริกันเกริ์ล
ว่าด้วยเรื่องราวของเด็กสาวธรรมดาๆ
ที่บังเอิญวันหนึ่งได้เป็นคนดังขึ้นมา
เพราะบังเอิญไปช่วยชีวิตประธานาธิบดีเข้า

แซม เป็นลูกสาวคนกลาง
ที่ครบถ้วนด้วยคุณสมบัติของเด็กวันพุธ
คือ เป็นลูกคนกลางที่รู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่า
พ่อแม่ รักน้อยกว่าพี่สาวกับน้องสาว
ก็จะไม่ให้คิดได้ยังไง
ในเมื่อพี่สาวเป็นเชียร์ลีดเดอร์โรงเรียน
แล้วยังมีแฟนเป็นหนุ่มที่แซมปลื้มอีกต่างหาก
ส่วนน้องสาวก็เป็นอัจฉริยะ
ที่วันๆหมกมุ่นแต่กับเรื่องเอเลี่ยน
แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น มันคือแซมคิดไปเองทั้งหมด

เพราะสุดท้ายในตอนจบ
แซมก็ได้รู้ว่าจริงๆพ่อแม่ก็รักเธอไม่น้อยกว่า
พี่น้องคนอื่น
และพี่สาวที่เธออิจฉานั้น จริงๆก็รักเธอเช่นกัน

ชีวิตแซมเปลี่ยนแปลงไปเมื่อ
พ่อแม่จับได้ว่าแซมต้องซ่อมวิชาภาษาเยอรมัน
เพราะดันไปนั่งวาดรูปตอนเรียน
แม่เลยจับแซมให้ไปเรียนศิลปะเป็นเรื่องเป็นราว
เพื่อที่แซมจะได้ตั้งใจเรียนภาษาเยอรมันซะที

ที่โรงเรียนสอนศิลปะนี่เอง
จุดเปลี่ยนในชีวิตแซม
เจ้าของโรงเรียนเป็นผู้หญิงที่เป็นศิลปินเต็มตัว
อ่านตอนแรกไม่ได้รู้สึกอะไร
รู้แต่ว่า แซมต่อต้านผู้หญิงคนนี้
เพราะได้แรงยุจากแฟนพี่สาว
ซึ่งเป็นพวกหัวนอกคอก
แต่พออ่านจบ
บอกกับตัวเองในใจว่า "ผู้หญิงคนนี้เจ๋งว่ะ"

ก็ดูประโยคที่เธอบอกกับแซม
ตอนที่แซมเข้าใจเจตนาของพระเอกผิดนั่นปะไร
เธอบอกว่า

"หนูได้ยินที่เขาพูด แต่ไม่ได้ฟังเขา
มันต่างกันนะระหว่างการฟัง
กับการได้ยิน เหมือนกับที่มัน
ต่างกันระหว่างการเห็นกับการได้ยิน"

เชื่อไหมว่าตอนที่หยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่าน
ไม่ได้สะดุดตาอะไรเป็นพิเศษเลย
ไม่ได้อยากอ่านด้วยซ้ำไป
เพียงแต่ตอนนั้นหนังสือที่อ่านอยู่หมดสต็อก
แล้วเล่มมันก็เล็ก คงพออ่านได้จบใน 1 วัน
ระหว่างที่ต้องนอนค้างที่โรงแรมคนเดียว
ในการไปอบรม

แต่พออ่านๆไป
มันกลับทำให้ได้อะไรมากกว่าที่คิด

เหตุที่คุยกับเตยแล้วคิดถึงหนังสือเล่มนี้
น่าจะเป็นเพราะ เรื่องของการเติบโตล่ะมั่ง

เตยน่ะมีปัญหาในเรื่องการเรียนรู้
เกี่ยวกับการเติบโตของตัวเอง
เลยทำให้เรานึกถึงแซม ที่มีปัญหาพอกัน
ก็ได้แต่หวังว่าสักวัน
เตยจะได้เรียนรู้อย่างแซม
ได้เรียนรู้ว่า ตัวเองต้องการอะไรจริงๆในชีวิต
รู้ว่า ใครที่รักและปรารถนาดีกับตัวเองที่สุด

ทำให้นึกถึงละครเวทีเรื่องนึงอีกจนได้
"มนุษย์เรามีความสามารถในการเติบโตทุกคน
เพียงแต่มันต้องอาศัยเวลาและการเสียสละบ้าง
ถ้าใครจะไม่เจอช่วงเวลานั้น มันก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้"

ช่วงเวลาในการเติบโตของคนเราไม่เหมือนกัน
บางคนอาจต้องใช้หมดทั้งชีวิต
กว่าจะรู้ว่า การเติบโตของตัวเองเป็นอย่างไร
แต่กับบางคน มันก็ใช้เวลาเพียงแค่ยิบตาเท่านั้น

สำหรับตัวเอง
ความมีสีสันที่สุดในชีวิต
ช่วงเวลาผจญภัยที่มันส์ที่สุด
ก็คือ การเรียนรู้เกี่ยวกับการเติบโตของตัวเองนี่แหละ
ได้แต่หวังว่าเตย
จะได้เจอช่วงเวลานั้นเร็วๆแล้วกันนะเพื่อน




 

Create Date : 25 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 25 กรกฎาคม 2550 17:47:23 น.
Counter : 157 Pageviews.  

*+CaN u Keep A sEcRET?+*

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อจู่ๆ

เรื่องที่คุณคิดว่าไม่มีใครรู้
เรื่องที่คุณรู้มันแต่เพียงผู้เดียว
เรื่องที่มันเป็นความลับของคุณ

มันถูกเปิดเผยขึ้นมา
โดยคนแปลกหน้า
ที่คุณไม่เคยรู้จัก
แต่คุณดันเผลอไปเล่าความลับให้เค้าฟัง
ในภาวะที่คุณสติแตกสุดขั้ว


นั่นคือ เรื่องราวจากหนังสือ
ของโซฟี ในชื่อเรื่อง CAN YOU KEEP A SECRET?
หรือ คุณเก็บความลับได้ไหม ?

ผ่านตามาเป็นปี
แต่ไม่มีเวลาหยิบมาอ่านซะที
พอดีได้โอกาสเหมาะ
หนังสือในคิว เบาบางลง
ก็เลยได้ฤทธิ์อ่านซะที

หนังสือจู่โจม ด้วยประเด็น
"ความลับ"
ที่เชื่อแน่ว่า ทุกๆคนย่อมมี
เพียงแต่ว่าใครจะเก็บได้มิดชิดกว่ากันเท่านั้น

ดำเนินเรื่องสนุกทีเดียว
ชี้ให้เห็นทั้งผลดีและผลเสีย
ของความลับ

อ่านแล้ว เลยทำให้เกิดคำถามและความลังเล
ว่า ไอ้ความลับบางเรื่องนี่มันควรจะเปิดหรือปิดดีหว่า

และมันยังทำให้นึกถึงเรื่องบางเรื่อง
เรื่องความเป็นส่วนตัวของแต่ละคน

ความที่ตัวเองเป็นคนมีโลกส่วนตัว
ที่ค่อนข้างสูงมาก (เพื่อนมันว่างั้น)
เลยทำให้เข้าใจเรื่องนี้
และทำให้เข้าใจว่า
ทำไมคนเรา จึงจำเป็นต้องมีความลับกัน

ก็เรื่องบางเรื่อง
มันเหมาะจะอยู่ในที่ลับๆมากกว่าจะอยู่ในที่แจ้งจริงๆ

อย่างเรื่องการเกลียดขี้หน้าใครบางคน
แต่ใครคนนั้น เป็นเจ้านายคุณ
หรือ การรักใครบางคน
แต่ใครคนนั้น เป็นของคนอื่น

กรณีอย่างนี้ มันคงไม่น่าเปิดเผยสักเท่าไหร่ล่ะมั่ง

แต่ในกรณีกลับกัน
ถ้าความลับนั้น มันเกี่ยวข้องกับความรู้สึก
ของคนที่คุณแคร์เค้า และเค้าก็แคร์คุณ


อย่างความรักของคุณต่อครอบครัว
ที่ไม่เคยลงรอยกัน ทั้งๆที่รักกันแทบตาย
เชื่อไหม เพียงแค่คุณเอ่ยคำว่า "รัก" คำเดียว
มันก็ทำให้หลายอย่างเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นได้

ความลับ....
ความลับ....




 

Create Date : 25 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 25 กรกฎาคม 2550 17:33:36 น.
Counter : 163 Pageviews.  

***WaTeRMeLon***

"watermelon"
ชื่อหนังสือ แนว chic
ที่อ่านไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว
ชื่อไทยเค้าแปลว่าอะไรไม่รู้ ลืมไปแล้ว

แต่อ่านแล้ว
รู้สึกสะใจชีวิตบอกไม่ถูก

รู้จักหนังสือแปลแนว chic ไหม
ไอ้ที่นางเอกจะต้องเป็นประเภท
เก๋ไก่สไลเดอร์ แต่โก๊ะสุดขั้วประมาณนั้น
จริงๆเค้าให้ความหมายดีกว่านี้
แต่เผอิญเราตีความยังงี้แหละ

เรื่องเริ่มจาก
นางเอกของเราเพิ่งคลอดลูกสาว
แล้วจู่ๆเธอก็ถูกสามีสุดที่เลิฟขอเลิก
ด้วยเหตุผลที่ว่า
เค้าไม่รักเธอแล้ว
เค้ามีชู้ ตลอดตั้งแต่เธอท้อง

นางเอกเธอก็หอบลูกน้อยกับจิตใจบอบช้ำ
กลับไปเยียวยาที่บ้าน
ด้วยความหวังที่ว่า
วันใดที่ตาสามี สำนึกผิด
จะมารับเธอกับลูกกลับไป

แล้วเธอก็รอแล้ว รอเล่า
พ่อเจ้าประคุณก็ไม่มา
จนในที่สุดเธอก็พบทางสว่าง
ว่าเธอควรหันมาใส่ใจตัวเองกับลูกดีกว่า
มีกันแค่สองคนก็ไม่ตายนี่หว่า

หนำซ้ำชีวิตรักของเธอยังทำท่าจะรุ่งอีกครั้ง
เหมือนไปเจอเทพบุตรเพื่อนน้องสาว
แล้วจู่ๆ สามีเธอก็มา

แล้วไม่ใช่ว่ามาขอโทษว่าผิดไปแล้วด้วยนะ
แต่พ่อคุณมาประมาณว่า
ที่ฉันต้องทำยังงี้(มีชู้)
เพราะฉันทนเธอไม่ไหว
เธอนั่นนิสัยแย่จนฉันรับไม่ได้
ที่ต้องอยู่ด้วยนี่ก็เพราะว่ารักหรอกนะ

แปลกไหมคะ
ในเมื่อคุณรักมากขนาดนี้
แล้วคุณทำไมต้องมาทำยังงั้นด้วยว่ะ
ไม่เข้าใจ ค่ะ ไม่เข้าใจ

แล้วมันก็มาเข้าใจตอนท้ายเรื่อง
เมื่อนางเอกแกได้คุยกับเพื่อนสนิทสามี
คือ สามีน่ะรักเธอมากจริงๆ
รักมากจนกลัวว่าจะเสียเธอไป
จึงต้องชิงลงมือตัดกำลังนางเอก
ด้วยการหาความดีให้ตัว
สร้างเหตุผลให้นางเอกหมดความนับถือตัวเอง
จะได้หมดแรงไม่กล้าไปไหน
อยู่กับแกคนเดียว

งานนี้เลยจบได้สะใจคนอ่านอย่างเราน่าดู
นางเอกแกก็โทรไปด่าๆๆ
แต่พ่อเจ้าปะคุณก็ปากแข็งไม่ยอมรับ
สุดท้าย นางเอกเลยตัดสินใจ
ไม่ยุ่งกับมันดีกว่า

อ่านหนังสือจบ
รู้สึกเลือดฉีดพล่านๆ
เรื่องความนับถือตัวเองนี่
มันสำคัญสำหรับการดำเนินชีวิตจริงๆ
ถ้าเราหมดความนับถือตัวเอง
ยอมให้คนอื่นพรากมันไปจากเราได้
แล้วชีวิต มันจะเป็นยังไง

ทุกวันนี้บอกตัวเองเสมอ
ว่าที่มีชีวิตรอดจากเรื่องร้ายๆมาได้
ก็เพราะความนับถือตัวเอง
ที่มีอยู่เปื่ยมล้นนี่แหละ
ถ้ามีน้อยกว่านี้
คงแย่เหมือนกัน


ใครดูถูก
ก็ไม่เท่ากับเราดูถูกตัวเอง




 

Create Date : 25 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 25 กรกฎาคม 2550 17:21:11 น.
Counter : 142 Pageviews.  

***LaST fAnTAsy***

จดหมายถึงพระจันทร์ --ว่าด้วย หนังสือที่คลั่งเล่มล่าสุด

หวัดดีจ้าพระจันทร์
ช่วงนี้ เริ่มรู้สึกว่าฉันเสพหนังสือเยอะมากเลยล่ะเธอเอ้ย
อย่างฉันนี่ มันคงไม่ใช่หนอนแล้วล่ะ
ขอเรียกตัวเองว่า ผีเสื้อ แล้วกัน 555
ข้ามขั้นดักแด้มาแล้วด้วย

เวลาเห็นงานวิจัยที่ไหนบอกว่า
คนไทยอ่านหนังสือกันน้อยๆๆ
แล้วรู้สึกหงุดหงิดไม่น้อย
เอาที่ไหนมาเฉลี่ยล่ะนี่
แน่ใจมาทำสำรวจตรงฉันหน่อยเหอะ
ยินดี ยกให้เลยจำนวนหนังสือที่อ่านนี่น่ะ
อาทิตย์หนึ่งก็ไม่ต่ำกว่า 10 เล่มแล้ว
ก็คิดดูนะพระจันทร์ ฉันน่ะเริ่มไม่เรียก
พฤติกรรมจมกับหนังสือของตัวเองว่าอ่านแล้ว
ฉัน เรียกมันว่า เสพ เลยล่ะ
ได้อารมณ์และเห็นภาพกว่าเยอะ
เธอว่าไหม

ตอนนี้นะพระจันทร์
ฉันกำลังติด หนังสือเล่มนึงมากๆเลยล่ะ
ระหว่างที่รอ แฮรี่ เล่มใหม่แปลเสร็จ
ซึ่งได้ข่าวแว่วๆว่าจะเป็นช่วงธันวา
ก่อนหน้านั้น คงต้องดูภาค 4 ในโรงไปก่อนตอนพฤศจิกา
หลังจากที่โดนสาวกแฮรี่สปอยไปเรียบร้อยแล้วในพันทิพ
แต่ ก็ยังอยากอ่านเต็มๆอยู่ดีแหละฉัน

ทีนี้มาเรื่องหนังสือคั่นรายการกันบ้าง
หนังสือเล่มนี้ ชื่อ last fantasy
ผลงานของ Mr.Moonlight
คนไทยจ้า คนไทย หนังสือเล่มนี้ดังตั้งแต่ในเน็ต
พอพิมพ์ขายก็เป็น bestseller ทันที
ได้ยินข่าวว่า กำลังมีแนวโน้มว่าจะแปลขายทั่วโลกด้วยนะ

ฉันคงต้องบอกเธอก่อนนะพระจันทร์
ว่าฉันนี่ เป็นพวกนิยมอ่านหนังสือตามเน็ตไม่น้อย
แต่ ไม่เคยผ่านตาเรื่องนี้เลย
ตามความเห็นส่วนตัวฉันน่ะ
คิดว่า เพราะกระแสแฮรี่ที่มันดังมากๆ
เลยทำให้ หนังสือ แนวแฮรี่ออกมาเยอะ
ซึ่งรวมถึงพวกนักเขียนบนโลกไซเบอร์
ที่เขียนแนวนี้กันเยอะมาก

ก็คิดดูล่ะกันพระจันทร์
ว่ามันเยอะขนาดที่ว่า
คนบ้าๆหนังสือแนวแฟนตาซีอย่างฉัน
ต้องเลือกหนังสืออ่านน่ะ
ทั้งๆที่ปกติ ฉันไม่ค่อยเลือกเท่าไหร่

ที่ต้องเลือกมันมีสาเหตุนะพระจันทร์
แรกๆก็อ่านมันหมดเหมือนกัน
แล้วก็พบว่า เด็กหรือผู้ใหญ่บางคน ฝีมือไม่ถึงจริงๆ
จะว่าฉันดูถูกจินตนาการเด็กมันก็ไม่ใช่
อาจจะเป็นเพราะประสบการณ์ด้านการใช้ภาษาที่มีน้อยไปนิด
ตามความเข้าใจของฉันนะพระจันทร์
คือ หนูอยากเขียน แต่หนูไม่ขยันอ่าน
คลังความรู้ ข้อมูล คำศัพท์ในหัวหนูเลยไม่มี
มันสะท้อนออกมาหมดแหละ
แต่ใช่ว่า จะเป็นทุกคนนะ
ฉันว่าเด็กบางคนก็เขียนหนังสือดี
มันแสดงให้เห็นว่า เค้าอ่านมาเยอะ

ปัจจุบัน ลาส มีออกมาแล้ว 4 เล่ม
เล่ม 4 คือเล่มที่ฉันกำลังอ่านอยู่
แต่ ไม่ได้ซื้อ ก็อย่างที่บอกเธอไป
ว่าบางเล่มไม่ได้อ่านก่อน
ซื้อมาก็เสียดาย
อย่าง ดูน กับ อาบารัต ที่ยังอ่านไม่จบซะที (แพงด้วย นะนั่น)
แต่ลาสนี่ ในงานมหกรรมต้องไปสอยมาซะแล้ว


สำหรับเรื่อง ลาส แฟนตาซี
ฉันยกให้สนุกรองจากแฮรี่ เล่มแรกๆน่ะ (เล่ม 1-3)
ฉันว่าแฮรี่เล่มหลังๆสนุกน้อยกว่าเล่มแรกเยอะ
แต่ลาสนี่ ต้องยอมรับฝีมือคนเขียนทีเดียว
ที่รักษาระดับความสนุกไว้ได้ตลอด
ดำเนินเรื่องให้ลุ้นตลอด
แล้วคนเขียนคงเป็นพวก
ชอบหักหลังแน่ๆ
คิดดูนะพระจันทร์ ฉันอ่านมา 4 เล่ม
เดาทางไม่เคยถูกเลย
ไม่กล้าเดา กลัวหน้าแหก
เพราะเคยลองเดาในเล่มแรกๆ
ปรากฏว่าหน้า ยังเป็นรอยเย็บอยู่เลย
มันเลยทำให้อ่านแล้ว วางไม่ลง ต้องอ่านให้จบ

ถ้าการอ่านแฮรี่ ทำให้ไม่ได้นอน
หนังสือเล่มนี้ก็ทำให้ฉันที่เพลียจากการทำงาน
จนหลับไปแล้วต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาอ่านให้จบได้แล้วกัน

เมื่อเช้านะพระจันทร์ ฉันตื่นตั้งแต่ตีห้า
เพื่อมาอ่านมัน อ่านจบไปครึ่งเล่ม
หนังสือที่เล่มหนาพอๆกับแฮรี่
ฉันอ่านไปครึ่งเล่ม
เพราะต้องตัดสินใจ หยุดตัวเอง
เพื่อไปอาบน้ำมาทำงานตอน 8 โมง
ฉันคงเป็นเอามากนะว่าไหม

ไอ้พฤติกรรมตื่นมาอ่านหนังสือ
ก่อนออกข้างนอกนี่
เพื่อนฉันมันส่ายหน้ากันเป็นแถวแล้ว
เพราะถ้านัดกัน แล้วฉันมาเลททีไร
ไม่ใช่เพราะว่าฉันตื่นสายหรอก
มันจะต้องมาจากมันตื่นมาแล้วอ่านหนังสือติดพัน
จนไม่ยอมไปอาบน้ำซะมากกว่า
เลยทำให้มันสาย เหอ เหอ
แล้วเพื่อนมันก็จะให้คำสรรเสริญมา 1 คำว่า
"ไอ้....บ้า"

จุดเด่น ของลาส ในมุมของฉัน
ก็เริ่มตั้งแต่ จินตนาการบรรเจิดของคนแต่งนั่นแหละ
อันนี้ ไม่ได้เปรียบเทียบนะพระจันทร์
แค่อยากให้เธอเห็นภาพเท่านั้น
ว่าหนังสือมันสนุกยังไง

ฉันขอเอามันมาเล่าให้เธอฟังกับแฮรี่แล้วกัน
แฮรี่ เป็นเวทมนตร์
แต่ลาส นำทั้งเวทมนตร์ การต่อสู้ และพลังจิตมารวมกัน
เธอคงรู้แล้วมั่งพระจันทร์ ว่าทำไมฉันชอบมัน
ใช่แล้วล่ะ เพราะฉันชอบเรื่องการต่อสู้ กับพลังจิตไงล่ะ

ถ้าในแฮรี่ มีเรื่องรักใคร่
ที่แว่วๆว่าจะยิ่งเน้นในเล่ม 6
ลาสก็มีเรื่องรักใคร่เหมือนกัน
แต่เน้นทุกเล่มแหละ
เพราะพระเอก อายุมากกว่าแฮรี่
เรียกว่า หนังสือเล่มนี้มีอารมณ์ผู้ใหญ่มากกว่า
ไม่ใช่เป็นการค่อยบิวส์ให้เด็กๆเติบโตแบบแฮรี่

ฉันกำลังสังเกตว่า
จุดที่ดึงให้ฉันติดหนังสือเล่มนี้อีกอย่าง
น่าจะเป็นเพราะ อารมณ์การต่อสู้
ที่มันเหมือนกับการ์ตูนญี่ปุ่นแนวต่อสู้
อย่าง คนเก่งฟ้าประทาน หรือ ดาก้อนบอล
หรือเปลวฟ้าผ่าปฐพีที่ฉันคลั่งไคล้

อิ อิ อย่าทำหน้าอย่างนั้นพระจันทร์
อาววววว นี่เธอไม่รู้เหรอ
ว่าฉันน่ะ อ่านเจ้าหนูอะตอมมาคู่ๆกับอาราเร่
และอ่านหมัดเพชรฆาตดาวเหนือมาคู่ๆกับโดเรมอนเลย
และหนังสือการ์ตูนพวกนี้นะ
ฉันอ่านมาตั้งแต่เริ่มอ่านหนังสือออกแล้ว

เธอรู้ไหมพระจันทร์
รสนิยมที่เสพหนังสือไม่เลือกนี่
ทำให้พี่ที่ร้านหนังสือเช่าเจ้าประจำของฉัน
แปลกใจอยู่บ่อยๆในช่วงแรกๆที่เราเพิ่งเจอหน้ากัน
ก็จะไม่ให้แปลกยังไงไหว
วันนี้ มันอ่านการ์ตูนเลือดสาด
อีกวัน มันอ่านการ์ตูนหวานแหว๋วมาก
แต่เวลาผ่านไป 4-5 ปี พี่เค้าถือเป็นเรื่องปกติแล้ว
จากที่เคยแนะนำเฉพาะหนังสือที่คาดว่าฉันจะชอบ
เดี๋ยวนี้ แนะมันหมดแหละถ้ามันมาใหม่น่ะ

นอกจากความเด่นในเรื่อง
ความคิดตัวละครที่เดายากแล้ว
เรื่องนี้ก็เขียนถึงความสามัคคี ความเสียสละ
และความรักเพื่อนฝูง ไม่น้อยกว่าแฮรี่เลยทีเดียว

แหม วันนี้ พอมาเขียนถึงหนังสือเล่มนี้ให้เธออ่าน
ทำให้ฉันยิ่งอยากไปอ่านให้มันจบเร็วๆ
อ่านไปก็ตื่นเต้นไป
เพราะเดาไม่ออกเลยว่าใครจะอยู่จะตาย
เหมือนการ์ตูนต่อสู้ที่ชอบอ่าน
ไม่รู้เลยว่าไอ้คนนี้ ดีจริงหรือดีหลอก
ลับสมองดีเหมือนกันนะพระจันทร์ว่าไหม

ถ้าเธอสนใจนะพระจันทร์
รอนะจ๊ะ มหกรรมงานหนังสือเดือนหน้า
ฉันได้สอยมันมาแน่ๆ
โอ้ว นี่แค่ลาส 4 เล่ม กับหนังสือเรื่องอียิปต์
ที่ทางเนชั่นแนลจีโอจะพิมพ์
งบก็คงหมดแล้วล่ะมั่งนี่
คาดว่า ปีนี้ งานนี้ ฉันคงได้แต่คุณภาพกลับมา
ปริมาณคงไม่ได้เหมือนทุกทีแล้วล่ะพระจันทร์
เธอว่าไหมจ๊ะ

นึกถึงเธอทุกที เวลาที่เสพหนังสือ
จากเพื่อน ที่เป็นผี้เสื้อหนังสือของเธอ (มันคือขั้นที่สุดของหนอนไงจ๊ะ)






 

Create Date : 25 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 25 กรกฎาคม 2550 17:15:42 น.
Counter : 269 Pageviews.  


Valentine's Month


 
จิ๊กกี๋โรแมนติก
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add จิ๊กกี๋โรแมนติก's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.