"If you only read the books that everyone else is reading, you can only think what everyone else is thinking." - Haruki Murakami

Blameless: Gail Carriger - ถือร่มพิทักษ์แม่สาวไร้วิญญาณ เล่ม 3

The Parasol Protectorate



Soulless – ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 2009 [Review]
Changeless - ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนมีนาคม ค.ศ. 2010 [Review]
Blameless – ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 2010
Heartless – ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2011
Timeless – ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนมีนาคม ค.ศ. 2012







ชื่อ: Blameless
ผู้แต่ง: Gail Carriger
Series: The Parasol Protectorate – Book 3
Genre: Urban Fantasy, Steampunk, Mystery, Paranormal Romance
(ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 2010)




ปัญหาบังเกิดกับอเล็กเซีย ทาราบอตติ อีกแล้วสิ เมื่อเธอนั้นเกิดตั้งท้อง ว่าแต่แค่ท้องทำไมถึงเป็นปัญหาไปได้ก็ในเมื่อเธอแต่งงานมีผัวเป็นตัวเป็นตน คนเรามีสามีก็ท้องได้เป็นเรื่องธรรมดาไม่ใช่เหรอ? ไม่ใช่ในโลกของอเล็กเซียแน่ เนื่องจากเป็นที่เข้าใจกันว่ามนุษย์หมาป่าอย่างลอร์ดแมคคอน สามีของเธอผู้เป็นอมตะมีอายุยืนยาวมากว่า 200 ปี ไม่สามารถจะทำให้มนุษย์ท้องได้น่ะสิ! Smiley

ความซวยจึงมาตกอยู่ที่อเล็กเซีย นอกจากลอร์ดแมคคอนจะกล่าวหาว่าเธอมีชู้และไล่ตะเพิดเธอออกจากบ้าน เมื่อเรื่องแดงไปถึงสังคมวงศ์ผู้ดี เธอก็ถูกมองด้วยสายตาหยามเหยียดถูกรังเกียจว่าเป็นผู้หญิงชั้นเลวคนหนึ่ง ไม่มีใครคบค้าสมาคมด้วย อเล็กเซียทนไม่ไหวจึงตัดสินใจออกเดินทางไปตามหาความจริงที่เธอก็งงอยู่ไม่น้อยว่าเธอท้องได้อย่างไร ได้แต่หวังว่าที่อิตาลีบ้านเกิดของพ่อเธอจะมีบันทึกหลักฐานอะไรมาช่วยกู้ชื่อเสียงเกียรติยศความเป็นผู้หญิงของเธอได้ว่า เผ่าพันธุ์ Preternatural (Soulless) อย่างเธอน่ะสามารถท้องกับ Supernatural (มนุษย์หมาป่าหรือแวมไพร์) อย่างลอร์ดแมคคอนได้นะยะ

แต่แต่แต่ เรื่องมันยากตรงที่ อย่าว่าแต่จะตามหาบันทึกที่ว่า Preternatural กับ Supernatural มีลูกกันได้เลย Preternatural ที่เป็นผู้หญิงอย่างเธอน่ะหายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรแทบจะไม่มีอยู่ในบันทึกประวัติศาสตร์เลยน่ะสิ Smiley แล้วยังจะมีเหล่าแวมไพร์คอยไล่ล่าหวังคร่าชีวิตเธอตั้งแต่อังกฤษยันอิตาลีโดยไม่รู้สาเหตุอีก ยังไม่พอ ครั้นเดินทางไปถึงฟลอเรนซ์ก็ราวกับหนีเสือปะจระเข้ คนที่เธอเคยหวังว่าจะช่วยให้เธอรอดพ้นจากวิกฤตชีวิตนี้ไปได้กลับกลายเป็นศัตรูที่น่ากลัวที่สุดเสียเอง Smiley

แล้วอเล็กเซียจะรอดไหมเนี่ย!?



Gail Carriger ยังคงเขียนด้วยภาษาสละสลวยแทรกมุขตลกให้ได้ขำตลอดเวลาเหมือนเคย แต่เรารู้สึกว่าเล่มนี้มันเดินเรื่องอืดกว่าเล่มก่อนๆค่ะ อเล็กเซียใช้เวลาวิ่งหนี (นั่งรถม้าหนี ขับรถไฟหนี ขับเครื่องบินปีกนกหนี และขึ้นเรือเหาะหนี) แวมไพร์จากอังกฤษไปอิตาลีไปครึ่งเล่ม ซึ่งเราว่าหาสาระอันใดไม่ได้เลย (นี่แกหวังสาระกับนิยายแบบนี้ด้วยหรือยะ!!? Smiley) ครึ่งหลังค่อยสนุกขึ้นมาบ้าง เรื่องเดินเร็วขึ้นและเฉลยปมเรื่อยๆทำให้ค่อยน่าลุ้น แต่เล่มนี้ก็จบแบบให้ติดตามต่อในเล่มต่อไปอีกตามเคยซึ่งเรารู้สึกว่ามันไม่สุดเลย ไม่เฉลยด้วยซ้ำว่าตกลงลูกอเล็กเซียจะออกมาเป็นอะไรกันแน่ (อารมณ์แบบ Twilight นั่นแหละค่ะที่ลูกแวมไพร์กับมนุษย์ออกมาเป็นเด็กพิเศษ ในกรณีนี้คือลูกมนุษย์หมาป่ากับ Soulless ที่หนังสือเกริ่นไว้ว่ามีพลังพิสดารหนักหนา แต่ก็ไม่ได้เฉลยแบบฟันธงว่าจะเป็นเช่นนั้นจริงหรือเปล่า)

ซีรีส์ชุดนี้มีทั้งหมด 5 เล่ม ยังขาดอีก 2 เล่มแต่เราคิดหนักเลยค่ะว่าจะอ่านต่อดีไหมเพราะรู้สึกว่าคนเขียนยืดเรื่องเกินไปแล้ว เล่มนี้สู้ 2 เล่มแรกไม่ได้เลยค่ะ




 

Create Date : 27 กันยายน 2558    
Last Update : 27 กันยายน 2558 21:11:48 น.
Counter : 481 Pageviews.  

Invisible Cities: Italo Calvino – เมืองอะไรกันล่ะนั่น




ชื่อ: Invisible Cities
ผู้แต่ง: Italo Calvino
Genre: Magical Realism
Original language: Italian
(ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1972)




มาร์โค โปโล พ่อค้าและนักเดินทางชาวเวนิส ร่อนเร่พเนจรมาไกลถึงอาณาจักรมองโกลและได้เข้าพบ กุบไล ข่าน จักรพรรดิ์ผู้ยิ่งใหญ่ มาร์โค โปโล เล่าให้กุบไล ข่านฟังถึงเมืองต่างๆที่เขาเดินทางผ่านมา แต่นิทานเกี่ยวกับนครที่ราวกับหลุดออกมาจากจินตนาการเหล่านั้นของโปโลธรรมดาเสียที่ไหน ทำให้กุบไล ข่านติดใจและเรียกร้องให้โปโลเล่าเรื่องราวการผจญภัยในเมืองแปลกประหลาดของเขาให้ฟังอีกเรื่อยๆไม่ยอมหยุด

ไม่ว่าจะเป็นเมืองที่มีเสาค้ำบ้านสูงเป็นกิโลทำให้ตัวเมืองอยู่สูงเทียมฟ้า เมืองที่เก็บศพคนตายไว้ในนครใต้ดินที่ถูกสร้างขึ้นให้เป็นเมืองเสมือนจริง เมืองที่สร้างขึ้นเลียนแบบแพทเทิร์นของดวงดาวบนท้องฟ้าแล้วยังมีอำนาจเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนไหวของดวงดาวในทางกลับกันอีกต่างหาก หรือจะเป็นเมืองหลายๆเมืองที่มีหน้าตาและร้านค้าเหมือนๆกันไปหมด เห็นร้านนี้ที่เมืองนี้ก็จะเห็นร้านแบบเดียวกันที่เมืองถัดไป สิ่งเดียวที่ต่างกันในแต่ละเมืองมีเพียงแค่ชื่อสนามบินที่เครื่องบินลำที่โปโลโดยสารมาลงจอดเท่านั้นเอง ;P

จักรพรรดิ์ข่านจ้างมาร์โค โปโลให้เดินทางไปทั่วอาณาจักรมองโกลเพื่อตรวจราชการตามเมืองต่างๆ โปโลจะกลับมาหลังการเดินทางไกลและเล่าเรื่องราวใหม่ๆให้องค์จักรพรรดิ์ฟัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของนครบาบิโลน, แอตแลนติส หรือนิวยอร์ค...

เพราะอาณาจักรมองโกลกว้างใหญ่ไพศาลและไม่เคยถูกจำกัดด้วยกาลเวลา



ไม่มีอะไรจะคอมเมนต์อีก นอกจาก Invisible Cities เป็นหนังสือที่เปี่ยมไปด้วยจินตนาการจริงๆค่ะ และยิ่งใกล้จบเท่าไหร่ แต่ละเมืองที่โปโลเล่ามาก็แอบจิกกัดสังคมโลกได้ในแบบที่เริ่ดๆทั้งนั้นเลย

ปกเวอร์ชั่นอื่นๆค่ะ



มีปกแฟนอาร์ตด้วยค่ะ งามมาก ดู Surreal ได้ใจดี




เรื่องนี้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง Nebula Award สาขา Best Novel ประจำปี 1975 ด้วยนะคะ (แต่ปีนั้น The Forever War ของ Joe Haldeman ได้ไปค่ะ )




 

Create Date : 20 มิถุนายน 2553    
Last Update : 18 สิงหาคม 2558 17:37:24 น.
Counter : 748 Pageviews.  

Changeless: Gail Carriger – ร่มน่ะ มีไว้รบกับแวมไพร์ เล่ม 2 >//<

บ้านเมืองสถานการณ์ย่ำแย่แล้วค่ะ หยุดอยู่บ้านมาสองวันแล้ว แต่เจ้านายก็สั่งงาน(อยู่ดี ) เหนื่อยกับประเทศไทยจริงๆ ดังนั้น ขอแวบมาลงรีวิวนี้คลายเครียดหน่อยแล้วกัน มาอ่านนิยายป่วงฮาแก้เครียดกันนะ



The Parasol Protectorate




Soulless – ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 2009
Changeless - ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนมีนาคม ค.ศ. 2010
Blameless – กำหนดวางจำหน่ายเดือนกันยายน ค.ศ. 2010



Review เล่มแรกอ่านได้ ที่นี่ ค่ะ






ชื่อ: Changeless
ผู้แต่ง: Gail Carriger
Series: The Parasol Protectorate – Book 2
Genre: Urban Fantasy, Steampunk, Mystery, Paranormal Romance
(ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 2010)




*ข้อความบางส่วนต่อไปนี้มีเนื้อหาสปอยล์เล่ม 1 แม้จะไม่มาก เตือนท่านไว้ก่อนจะอ่านต่อไปนะคะ *



หลังจากลงหลักปักฐานกับสามีเผ่าพันธุ์แวร์วูล์ฟได้ไม่นาน เรื่องราวพิสดารก็เกิดขึ้นในกรุงลอนดอนอีกแล้ว คราวนี้อเล็กเซีย ทาราบอตติ สาวลูกครึ่งอังกฤษ-อิตาเลียน เผ่าพันธุ์ Soulless ตกเป็นผู้ต้องสงสัยในกรณีสังหารหมู่(เรียกว่าสังหารก็คงไม่ถูกนัก เอาเป็นว่าถูก ‘exorcise’ ตรงๆเลยก็แล้วกัน)เหล่าผีในเขตพื้นที่เวสต์มินสเตอร์ของกรุงลอนดอน ที่จู่ๆวิญญาณก็พร้อมใจพากันไปสู่สุคติหมดจนไม่เหลือผีสักตนในละแวกนั้น นอกจากผีแล้ว แวร์วูล์ฟกับแวมไพร์ก็เจอสถานการณ์คล้ายๆกันเพียงแต่ไม่ร้ายแรงเท่า นั่นคือพวกเขากลับกลายมาเป็นมนุษย์ธรรมดาที่ไม่ได้เป็นอมตะอีกครั้ง มนุษย์หมาป่าแปลงร่างไม่ได้ และเหล่าแวมไพร์ก็ไม่มีเขี้ยวอีกต่อไป...

พลังลึกลับหรือโรคระบาดบางอย่างกำลังคุกคามเขตเวสต์มินสเตอร์ แต่ก็แค่ไม่กี่วันเท่านั้นแหละ เพราะมันเคลื่อนที่ได้และขณะนี้ก็กำลังมุ่งหน้าขึ้นเหนือไปยังสกอตแลนด์ บ้านเกิดและถิ่นเก่าของลอร์ดแมคคอน พ่อสามีทูนหัวของอเล็กเซีย

มันคืออะไรกันแน่? พลังอันน่าหวาดหวั่นที่เหมือนกับมี Soulless ทั้งฝูงมาอยู่รวมกันในลอนดอนและต่างพร้อมใจกันทำลายความสามารถของเหล่า Supernatural (มนุษย์หมาป่า, แวมไพร์ และผี) แต่นั่นก็แทบจะเรียกว่าเป็นไปไม่ได้เพราะอเล็กเซียเป็น Soulless เพียงคนเดียวในกรุงลอนดอน และทุกคนก็รู้ว่า Soulless เป็นเผ่าพันธุ์ที่หายากขนาดไหน...

ว่าแต่เรื่องนี้จะเกี่ยวข้องทางใดทางหนึ่งกับเหตุการณ์คล้ายๆกันที่เคยเกิดขึ้นกับเหล่ามนุษย์หมาป่าในอียิปต์เมื่อหลายพันปีก่อนคริสตกาลหรือเปล่า?

และในเมื่อลอร์ดแมคคอนหนีขึ้นเหนือไปสกอตแลนด์โดยไม่คิดจะบอกกล่าวคุณเมียแสนรักสักคำ อเล็กเซียจึงตัดสินใจจะตามไปแบบไม่ฟังคำทัดทานจากใครทั้งนั้น...อันที่จริง เธอจะไปดักหน้าเขามากกว่า เพราะยานพาหนะสุดล้ำของเธอเร็วกว่าสี่ขาของมนุษย์หมาป่าของลอร์ดแมคคอนเสียด้วยสิ!



หลายรีวิวใน Amazon เตือนเอาไว้ว่าไม่ควรอ่านเล่มนี้จะกว่า Blameless จะออกเพราะมันจบได้ค้างมาก! แต่หลังจากเราอ่าน Changeless จบแล้วโดยที่ Blameless ยังไม่ออก (เห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อคำเตือนซักกะติ๊ด) เราก็ว่ามันไม่ได้จบร้ายแรงขนาดนั้นสักหน่อย เนื้อเรื่องของ Changeless จบในตัวแบบที่มันควรจะจบ เพียงแต่ทิ้งเค้าของปัญหาอันใหญ่หลวงเป็นปมไว้ท้ายเรื่อง ให้เห็นทิศทางว่าเรื่องจะดำเนินต่อไปทางไหนใน Blameless เท่านั้นเอง

ปมปริศนาของเล่ม 2 นี้ดูมีสเกลใหญ่กว่าในเล่ม 1 และเราว่าผู้เขียนก็เฉลยได้ดีทีเดียวค่ะ ปัญหาของเล่มนี้อาจจะอยู่ที่วิธีการเดินเรื่องที่ดูจะเน้นความเป็น chick-lit ไปบ้าง อาจจะทำให้คนที่ไม่ชอบอ่านแล้วเบื่อได้ อย่างเรื่องเสื้อผ้าหน้าผมของตัวละคร หรือความเวิ่นเว้อของมารยาทผู้ดีอังกฤษ เล่มนี้จึงดูเหมือนจะมีน้ำมากกว่าเนื้อไปสักหน่อย การไขปริศนาไม่เข้มข้นเท่าเล่มแรก แต่เราว่าโดยรวมแล้ว Changeless ก็อ่านเพลินดี...เพลินกว่าเล่ม 1 อีกด้วย เพราะว่า...

คู่วายมันเยอะมาก!!!

เห็นเค้าลางๆจากเล่ม 1 จากคู่ลอร์ดอะเคลดามากับบิฟฟี่ ซึ่งเป็นคู่ vampire กับ drone อันลือลั่นที่อ่านแล้วพาลให้นึกไปถึงนิยายของ Anne Rice (Interview with the Vampire) แต่เล่ม 1 ยังน้อยไปค่ะ อ่านตอนแรกก็นึกว่าผู้เขียนตั้งใจจะหยอดคู่นี้มาเล่นๆตามกระแส แต่ที่ไหนได้ พออ่าน Changeless จบ ท่านจะเข้าใจได้ทันทีว่าคุณ Gail Carriger ผู้เขียนซีรีส์นี้ เป็นสาววายของแท้!

ณ จุดนี้ ข้าพเจ้าขอสมัครเป็นแฟนคลับทันทีค่ะ!

555555+ ขอโทษที่ทำให้เสียเวลากับเรื่องเวิ่นเว้อค่ะ แต่ความวายเป็นรสนิยมส่วนตัวของจขบ. เพราะฉะนั้นทนๆไปหน่อย อาจจะเจอรีวิวแบบนี้อีกหลายเล่ม 55555+ ใน Changeless นี่มี 3 คู่จะจะเลยค่ะ อ่านๆไปแล้วจะรู้สึกว่า...เอ นี่ตูอ่านการ์ตูนของ Clamp อยู่หรือเปล่าหว่า? เพราะมันดูคู่รักหักเหลี่ยมโหดกันดีจริงๆ จขบ.ชอบมาดามเลอฟูก์เป็นพิเศษ หล่อนเท่ห์ได้ใจมากและคนเขียนก็บรรยายได้แบบ...นะ -*- วายอย่างร้ายแรงเหลือเกิน

ขอจบการรายงานเพียงเท่านี้ก่อนจะเวิ่นยิ่งกว่านี้ค่ะ ไว้ Blameless ออกเมื่อไหร่จะวกกลับมาซีรีส์เรื่องนี้ใหม่นะคะ




 

Create Date : 18 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 6 กันยายน 2558 15:01:00 น.
Counter : 362 Pageviews.  

Soulless: Gail Carriger - ถือร่มพิทักษ์แม่สาวไร้วิญญาณ...literally!!!



The Parasol Protectorate




Soulless – ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 2009
Changeless - ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนมีนาคม ค.ศ. 2010
Blameless – กำหนดวางจำหน่ายเดือนกันยายน ค.ศ. 2010




เห็นเรื่องนี้ครั้งแรกเพราะปก Soulless เตะตาสุดๆในบรรดารายชื่อหนังสือที่เข้าชิง Locus Awards ประจำปี 2010 ในประเภท First Novel (ดูรายชื่อหนังสือที่เข้าชิงได้ ที่นี่ ค่ะ)

แต่หลังจากกดเข้าไปอ่าน sypnosis คร่าวๆและพบว่ามาเป็นแนวแวมไพร์กับมนุษย์หมาป่าอีกแล้ว อิชั้นก็ปัดมันทิ้งไปอย่างไม่ใยดี รู้สึกช่วงนี้แวมไพร์กับแวร์วูล์ฟจะฮิตติดลมบนมากไปหน่อยจนชักรำคาญแทนที่ยุคเห่อพ่อมดแม่มดจากแฮร์รี่ พอตเตอร์เหลือเกิน

หลังจากนั้นอีกสองวันไปเดินเล่นในร้านคิโนคุนิย่า ก็สะดุดเข้ากับหน้าปกของ Changeless ค่ะ...เอ หน้าปกแนวนี้มันคุ้นๆแหะ พลิกๆดูก็ตระหนักว่ามันเป็นเล่มต่อของ Soulless เอิ่ม มีเล่มต่อด้วยเหรอ *-* ก็เลยลองหาอ่านริวิวใน amazon ดู...

จนสุดท้ายแล้ว...ก็เลยต้องสอยซีรีส์ urban fantasy ใหม่ล่าเรื่องนี้มาอ่านอย่างห้ามใจไม่ได้ค่ะ





ชื่อ: Soulless
ผู้แต่ง: Gail Carriger
Series: The Parasol Protectorate – Book 1
Genre: Urban Fantasy, Steampunk, Mystery, Paranormal Romance
(ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 2009)




อเล็กเซีย ทาราบอตติ หญิงไฮโซลูกครึ่งอังกฤษ-อิตาเลียนที่ไม่ใคร่สาวนัก เป็นมนุษย์ที่ไม่มีวิญญาณ(Soulless) อาศัยอยู่ในกรุงลอนดอนในศตวรรษที่ 19 ที่ซึ่งบนเกาะอังกฤษในยุคนั้นมีสิ่งมีชีวิต 4 ประเภทอาศัยอยู่ร่วมกันในสังคมมนุษย์อย่างไม่ค่อยจะผาสุกเท่าไหร่ ได้แก่ มนุษย์ธรรมดา, แวมไพร์, มนุษย์หมาป่า และผี และทุกคน(/ตน) มีจำนวนวิญญาณในร่างไม่เท่ากัน

แต่อเล็กเซียเป็นเผ่าพันธุ์ที่หายากที่สุด เพราะเธอไม่มีวิญญาณ และการดำรงอยู่ของเธอเป็นความลับต่อสังคมโดยมีเพียงหน่วยงานรัฐเท่านั้นที่รู้ ความสามารถพิเศษของ Soulless อย่างเธอคือทำให้ความสามารถของเหล่า Supernaturals (แวมไพร์, แวร์วูล์ฟ และผี)เป็นศูนย์ เหมือนกับเป็น ‘ยาแก้พิษ’ ของเหล่ายอดมนุษย์

อ่านแล้วงงไหมคะ? 555+

แต่จู่ๆก็เกิดเหตุการณ์ผิดปกติขึ้น แวมไพร์เกิดใหม่ปรากฎกายขึ้นในลอนดอนแบบไม่ผ่านการจดทะเบียน (การควบคุมประชากรในอังกฤษเข้มงวดมาก ใครจะเป็นคน เป็นแวมไพร์ เป็นผี ก็ต้องจดทะเบียนหมดค่ะ) ไม่ใช่แค่นั้น แวมไพร์ตนใหม่ๆโผล่มาอย่างน่าประหลาดใจ แต่แวมไพร์เก่าๆหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยยิ่งกว่า...

เกิดอะไรขึ้นกับกรุงลอนดอนกันนี่? อเล็กเซียที่เข้าไปพัวพันกับเรื่องนี้โดยไม่ได้ตั้งใจคงต้องแส่ให้ถึงที่สุดเสียแล้วสิ!



เนื้อเรื่องเฮฮาดีค่ะ อเล็กเซียเป็นผู้หญิงที่แม้จะไม่แฟชั่นจ๋าแต่ก็ห่วงเรื่องเสื้อผ้าหน้าผมของตัวเอง เธอพกร่มเป็นของคู่กายตลอดเวลา ไม่ได้ใช้กันฝนแบบที่ชาวลอนดอนส่วนใหญ่เขาทำกันหรอกนะ แต่ใช้บังแดดต่างหากเพราะผิวเธอคล้ำจากการมีเชื้อสายอิตาเลียนมากเกินความนิยมอยู่แล้ว แล้วในท่ามกลางเรื่องวุ่นๆที่เต็มไปด้วยชาดาร์จีลิงและแฟชั่นหมวกแบบใหม่จากกรุงปารีส นิสัยม้าดีดกะโหลกแบบที่ไม่ค่อยจะเป็นผู้ดีอังกฤษนักของอเล็กเซีย ก็ไปเข้าตาพระเอกของเราจนได้ ดังนั้น นอกจากจะทำหน้าที่เป็นนักสืบสาระแนแล้ว อเล็กเซียยังต้องพยายามรักนวลสงวนตัวเยี่ยงกุลสตรีแบบที่ทำได้ยากยิ่งเพราะใจมันแตกกระเจิงเตลิดเปิดเปิงไปไหนต่อไหนแต่แรกแล้วค่ะ

จริงๆเล่มนี้เรทติ้งใน Amazon นับว่าดีทีเดียว และเราก็เห็นแล้วว่าเรทติ้ง Changeless เล่ม 2 ของซีรีส์ไม่ดีเท่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราอ่านเล่ม 2 จบแล้ว และเราว่ามันมันส์กว่าเล่ม 1 อีกค่ะ! สวนกระแสดีแท้และไปกดให้คะแนนในเว็บมาเรียบร้อย อะไรกั๊น เล่ม 2 สนุกจะตายทำไมคนอื่นไม่เห็นด้วยกับชั้นล๊า!!??

เดี๋ยวตอนหน้ามาต่อรีวิวเล่ม 2: Changeless ค่ะ แล้วจะเฉลยให้ว่าทำไมเราถึงคิดว่ามันสนุกกว่าเล่มแรกเยอะ 555+




 

Create Date : 13 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 6 กันยายน 2558 15:01:18 น.
Counter : 623 Pageviews.  

The Girl, the Gold Watch & Everything: John D. MacDonald - นาฬิกาเรือนนั้นกับสาวคนเนี๊ย




ชื่อ: The Girl, the Gold Watch & Everything
ผู้แต่ง: John D. MacDonald
Genre: Mystery, Fantasy
(ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.1962)




โอมาร์ เครปป์ มหาเศรษฐีผู้ลึกลับเสียชีวิตลงโดยมีหลานชายทายาทเพียงคนเดียวให้อยู่รับมรดกคือ เคอร์บี้ วินเทอร์ ชายหนุ่มขี้แพ้ผู้โง่ทึ่ม แต่กระนั้น พินัยกรรมของเขากลับไม่ระบุยกทรัพย์สินใดๆให้เคอร์บี้เลย นอกจากนาฬิกาพกซึ่งเป็นสมบัติที่โอมาร์ เครปป์พกติดตัวไว้เสมอ และจดหมายหนึ่งฉบับที่เคอร์บี้จะมีสิทธิ์ได้อ่านมันหลังจากโอมาร์เสียชีวิตไปแล้วหนึ่งปีเต็ม

ภายในหนึ่งอาทิตย์ที่ลุงโอมาร์เสียชีวิต มีแก๊งค์ต้มตุ๋นกลุ่มหนึ่งพยายามเข้ามาตีสนิทและล้วงข้อมูลจากเคอร์บี้ พระเอกของเราจึงได้รู้ความจริงที่เหลือเชื่อว่าลุงโอมาร์ของเขาเป็นนักต้มตุ๋นที่หลอกลวงแก๊งค์ต้มตุ๋นอีกที และโอมาร์ เครปป์ทำอย่างนั้นได้อย่างไรคือความลับที่ไม่มีใครรู้ เป็นความลับที่คาร์ลา สาวสวยทรงเสน่ห์นักต้มตุ๋นเฝ้าค้นหามาตลอดและเธอจะต้องรู้ให้ได้ โอมาร์ เครปป์ตามหลอกหลอนเธอมานาน ครั้งหนึ่งเงินที่แก๊งค์ของเธอโกงชาวบ้านเขามาหายไปหลายล้านอย่างลึกลับ ขณะวุ่นวายตามหาตัวการให้หัวหกก้นขวิด คาร์ลาก็พบว่าในล็อกเกตแหวนที่เธอสวมอยู่ตลอดเวลาไม่เคยถอดแม้สักวิ มีเศษกระดาษแผ่นหนึ่งซุกอยู่ข้างใน

‘ขอบคุณมาก
จาก โอมาร์ เครปป์’


แต่เคอร์บี้ก็ไม่รู้ว่าลุงโอมาร์มีกลเม็ดเด็ดพรายอะไร เหล่าแก๊งค์ต้มตุ๋นต้องการตัวเขาและขูดเค้นข้อมูลทุกอย่างที่เขารู้โดยไม่สนใจวิธีการ เคอร์บี้จึงต้องหนี และก็มีสาวอีก(หลาย)คนเข้ามาพัวพันเพื่อช่วยให้เขาหนีได้สำเร็จเสียด้วย

แต่จริงๆแล้วลุงโอมาร์ทำอย่างนั้นได้ยังไงกันล่ะ?

คำตอบอยู่ในนาฬิกาพกเรือนนั้น



จอห์น ดี. แม็คโดนัลด์ ได้รับการยกย่องว่าเป็น Grand Master ของนวนิยายแนว Mystery ของอเมริกา โด่งดังจากชุดนับสืบ Travis McGee ที่มีด้วยกันทั้งหมด 21 เล่ม แต่หลังจากได้อ่าน The Girl, the Gold Watch and Everything แล้ว เรามีความรู้สึกว่าเราจะขอข้ามไป อาจจะไม่ใช่แนวเท่าไหร่นัก แต่ถ้าใครชอบนิยายนักสืบแบบ Pulp Fiction สไตล์เจมส์ บอนด์แต่ออกแนวโรคจิตๆละก็ (ทราวิส แม็คกี เป็นนักสืบเสนอหน้า เขาไม่ได้เป็นตำรวจหรือนักสืบที่มีใบอนุญาติจริงๆ และสะสมข้าวของของผู้อื่นเป็นค่าตอบแทนในการสืบคดี) ชุดนี้ดังใช้ได้เลยทีเดียวค่ะ

ขออนุญาตแปะรูปยั่ว






กลับมาเข้าเรื่องต่อค่ะ จากสไตล์การเขียน คุณลุงแมคโดนัลด์ค่อนข้างจะใช้ผู้หญิงเปลือง (ซึ่งคาดว่าคงจะเป็นแบบเดียวกันกับชุด Travis McGee ดูจากปกแต่ละเล่มแล้ว) อ่านไปตอนแรกก็นึกว่าเบ็ตซี่จะเป็นนางเอก ไปๆมาๆ อ่าวไม่ใช่แฮะ นางเอกตัวจริงโผล่มาตอนเกือบครึ่งเรื่องแหนะค่ะ และจริงๆแล้วเนี่ย เราว่าอ่านไปเรื่อยๆให้เนื้อเรื่องเฉลยตัวเองตามสไตล์นิยาย mystery จะมันส์กว่าการที่รู้แต่แรกว่าลุงโอมาร์มีกลเม็ดอะไรนะ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าปกบางเวอร์ชั่นสปอยล์ซะโจ่งแจ้งทำไมว่านาฬิกาพกมันมีดีอะไร ...โอเค ก็เข้าใจว่ามันก็บอกอยู่ในชื่อเรื่องอยู่แล้วว่า ‘The Gold Watch’ แต่ก็ไม่ต้องอธิบายก็ได้หนิว่ามันทำอะไรได้อ่า

พอเถอะ ยิ่งเขียนก็ยิ่งสปอยล์ เข้าใจว่าสำนักพิมพ์อาจจะพยายามขายความแฟนตาซีละมังคะ


เนื้อเรื่องสนุกดีค่ะ ออกแนวน่ารักเฮฮาเรื่อยๆมากกว่า ไม่ค่อยซีเรียส แม้จะมีบางฉากที่ออกจะเครียดอยู่เหมือนกันช่วงท้ายๆที่แสดงให้เห็นถึงการตัดสินใจที่สำคัญของตัวละครว่าจะใช้ของวิเศษที่มีไปในทางที่ถูกหรือไม่ แต่นอกจากนั้นแล้วคนเขียนก็ดึงใจความสำคัญของเรื่องให้กลับมาเรื่องการพัฒนาของตัวละคร จากการเป็นชายหนุ่มที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง ให้กลายเป็นชายหนุ่มที่กล้าพูดกล้าทำมีเสน่ห์ราวกับเป็นคนละคนได้

โดยรวมแล้วเรื่องนี้อ่านได้เรื่อยๆสบายๆคลายสมองดีค่ะ






*****สปอยล์*****


นาฬิกาพกของลุงโอมาร์ใช้หยุดเวลาได้ค่ะ

ลุงแม็คโดนัลด์บรรยายได้น่ารักดีตอนที่เวลาหยุดเดินแล้วโลกทั้งใบกลายเป็นสีแดงอมชมพูและการพยายามจะเคลื่อนย้ายอะไรในขณะนั้นเป็นเรื่องแสนจะลำบาก แล้วก็น่ารักมากเลยตอนที่นางเอกบอกว่าเหนื่อยมาก ขอนอนพักแป๊บ แล้วก็ใช้เวลาหลับแค่ 3 เสี้ยววินาทีก่อนจะตื่นขึ้น xxx กับพระเอก เพราะจริงๆแล้วเธอหลับไปแล้ว 3 ชั่วโมงในโลกสีแดงอมชมพูนั่น


*****จบสปอยล์*****







ปกอีกเวอร์ค่า



เคยสร้างเป็นหนังเมื่อปี ค.ศ.1980 ด้วย แต่หารูปไม่ได้เลยค่ะ





 

Create Date : 28 เมษายน 2553    
Last Update : 29 เมษายน 2553 0:53:16 น.
Counter : 292 Pageviews.  

1  2  

@Dakki_Chan@
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




@Dakki_Chan@'s currently-reading book montage

Social Crimes
The Martian
Stranger in a Strange Land
Love Is Not a Game:
DigiMarketing เปิดโลกนิวมีเดียและการตลาดดิจิทัล
The New Quantum Universe
หุบเขากินคน
Casting Moonshadows


Fernenanda's favorite books »
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add @Dakki_Chan@'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.