"If you only read the books that everyone else is reading, you can only think what everyone else is thinking." - Haruki Murakami

The Hitchhiker's Guide to the Galaxy: Douglas Adams - โบกยานไปเที่ยวกันเถอะ!

The Hitchhiker's Guide to the Galaxy




The Hitchhiker's Guide to the Galaxy - ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1979
The Restaurant at the End of the Universe - ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1980
Life, the Universe and Everything - ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1982
So Long, and Thanks for All the Fish - ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1984
Mostly Harmless - ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1992
And Another Thing... - ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 2009






ชื่อ: The Hitchhiker’s Guide to the Galaxy (คู่มือท่องกาแล็คซี่ฉบับนักโบก)
ผู้แต่ง: Douglas Adams (ผู้แปล: แทนไท ประเสริฐกุล)
Series: The Hitchhiker’s Guide to the Galaxy
Genre: Science Fiction, Comedy
(ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1979)




นายอาร์เธอร์ เด็นท์ ตื่นขึ้นมาในเช้าวันหนึ่งและพบว่าบ้านของเขากำลังจะถูกทุบทำลายเนื่องจากอยู่บนเส้นทางการก่อสร้างทางด่วน อาร์เธอร์โมโหมากและไม่ยอมให้เจ้าหน้าทุบตึกดำเนินการตามแผนงาน เจ้าหน้าที่แจ้งว่าได้ติดประกาศโครงการนี้ไว้ที่สำนักงานท้องถิ่นตั้งนานแล้วและสำนักงานก็เปิดโอกาสให้ทักท้วงหรือยื่นเรื่องร้องเรียนหากไม่พอใจ จะมาโวยวายตอนนี้ก็สายเกินไป อาเธอร์จึงเดินทางไปที่สำนักงานท้องถิ่นและพบว่ามีประกาศติดไว้จริง แต่มันถูกติดไว้ที่ก้นลิ้นชักของตู้เอกสารที่ล็อกกุญแจ ในห้องใต้ดินที่ไม่มีบันไดลงไปและมีป้ายติดอยู่หน้าประตูว่า ‘โปรดระวังเสือดาว!’ Smiley ด้วยความจนใจ อาเธอร์จึงตัดสินใจนอนบนโคลนตมขวางทางเข้าบ้านของตัวเองไว้เพื่อกีดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่

ขณะนั้น นายฟอร์ด พรีเฟ็ค ได้เดินผ่านมา นายฟอร์ดเป็นเพื่อนสนิทกับอาเธอร์และเขาไม่ได้เป็นคน จริงๆแล้วเขามาจากดาวเคราะห์เล็กๆดวงหนึ่งใกล้ๆกับดาวบีเทลจูสและเป็นหนึ่งในนักวิจัยภาคสนามของคัมภีร์ท่องอวกาศนามว่า ‘The Hitchhiker’s Guide to the Galaxy’  เขาเดินทางมาที่ดาวเคราะห์โลกตั้งแต่ 15 ปีก่อนและตั้งชื่อตัวเองว่าฟอร์ด พรีเฟ็ค ตามชื่อรถยนต์รุ่นที่โหลที่สุดในอังกฤษในขณะนั้นเนื่องจากเข้าใจผิดคิดว่ามันเป็นชื่อโหลๆของคนเพื่อความกลมกลืน ที่เขาอยู่บนดาวเคราะห์โลกมา 15 ปีนี่ไม่ใช่เพราะเขาชื่นชอบอะไรมันหนักหนาหรอกนะ แต่เป็นเพราะเขาไม่รู้จะออกไปยังไง ฟอร์ดใช้วิธีโบก (hitchhike) ยานอวกาศมาลงที่ดาวโลกนี่และเขาก็ต้องโบกยานอวกาศออกไป ปัญหาอยู่ที่มันแทบจะไม่มียานอวกาศเดินทางมาในบริเวณที่แสนจะด้อยพัฒนาและน่าเบื่อหน่ายของกาแลกซีทางช้างเผือกอย่างระบบสุริยะนี้เลยน่ะสิ Smiley

อาเธอร์รำพึงเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นกับตัวเขาและบ้านของเขาให้ฟอร์ดฟัง แต่ฟอร์ดรู้ว่าการที่บ้านของอาเธอร์กำลังจะถูกทำลาย โครงการสร้างทางด่วน การแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกตอนบ่ายนี้ หรือเรื่องอะไรก็ตามที่ดูเหมือนว่าจะสลักสำคัญที่กำลังเกิดขึ้นบนดาวเคราะห์โลกใบนี้จริงๆแล้วไม่มีความหมายอะไรเลยสักนิด เพราะในเวลาอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า ดาวเคราะห์โลกทั้งใบนี้กำลังจะถูกทำลาย Smiley

ฟอร์ดลากอาเธอร์ไปจากตรงนั้นและเข้าไปใบผับท้องถิ่นแห่งหนึ่ง เขาพยายามจะอธิบายให้อาเธอร์ฟังว่าวันนี้คือวันโลกาวินาศ แต่อาเธอร์ก็ไม่เข้าใจ จนกระทั่งในอีกไม่กี่นาทีต่อมา ยานอวกาศยักษ์กลุ่มใหญ่เคลื่อนที่เข้ามาปกคลุมน่านฟ้าของโลกและประกาศผ่านเครื่องมือสื่อสารทุกชนิดบนโลกว่า ในแผนพัฒนาอวกาศท้องถิ่นฉบับนี้ คณะกรรมการวางแผนพัฒนาอวกาศประจำกาแล็กซีมีความจำเป็นจะต้องสร้างทางด่วนอวกาศไฮเปอร์สเปซตัดผ่านระบบสุริยะนี้ และดาวเคราะห์โลกก็เป็นหนึ่งในดาวที่ถึงกำหนดจะต้องถูกทำลายทิ้งในวันนี้ และพวกเขามาเพื่อทำลายมันนั่นเอง Smiley

เมื่อชาวโลกเริ่มประท้วง เจ้าหน้าที่ก็มีน้ำเสียงงุนงนขณะประกาศว่า พวกเขาได้ติดประกาศแผนผังโครงการและกำหนดเวลาการทำลายล้างไว้ที่แผนกวางแผนพัฒนาอวกาศระดับท้องถิ่นในระบบดาวอัลฟาเซ็นทูรี่ตั้งแต่เมื่อ 50 ปีก่อนแล้ววัดตามเวลาโลก และทางแผนกก็เปิดโอกาสให้ทักท้วงหรือยื่นเรื่องร้องเรียนอย่างเป็นทางการมาตั้งนาน จะมาโวยวายตอนนี้ก็สายเกินไปแล้ว Smiley

ก่อนที่โลกจะถูกทำลายล้างด้วยลำแสงมฤตยู ฟอร์ดได้คว้าตัวอาเธอร์พาเขาโบกยานอวกาศลำหนึ่ง (ที่มาทำลายล้างโลกนั่นแหละ) หนีไป และการผจญภัยอันสุดแสนจะติ๊งต๊องเหลือเชื่อของสองคู่หูนักโบกแห่งกาแลกซีก็เริ่มขึ้น



นิยายไซไฟสุดแสนจะตลกโปกฮาที่เรียกได้ว่าเป็น ‘A must’ ของนักอ่านนิยายไซไฟทุกคนเรื่องนี้ได้รับความนิยมในวงการไซไฟตลอดระยะเวลา 35 ปีที่ผ่านมา โดยก่อนหน้าที่จะถูกตีพิมพ์เป็นหนังสือ The Hitchhiker’s Guide to the Galaxy เป็นซีรีส์ตลกบนวิทยุกระจายเสียง BBC Radio 4 ออกอากาศตั้งแต่ปี 1978 และเป็นต้นกำเนิดของวลีทีเด็ดในกลุ่ม geek คือ ‘Don’t panic’ ซึ่งแน่นอนว่าต้องมาพร้อมกับผ้าเช็ดตัวที่นับได้ว่าเป็นไอเท็มที่สำคัญที่สุดที่นักโบกแห่งกาแลกซีจะมีในครอบครอง ทำไมน่ะเหรอ? ของแบบนี้ต้องไปหาคำตอบกันเอาเองค่ะ Smiley



DNA มาจาก Douglas Noel Adams (ชื่อผู้แต่ง) ส่วน N47° 16’ E11°  23’ เป็นพิกัดในเมือง Innsbruck, Austria ซึ่งเป็นจุดที่ Douglas Adams ได้ไอเดียการจัดรายการวิทยุ The Hitchhiker’s Guide to the Galaxy เป็นครั้งแรก

สำหรับเรา หนังสือเล่มนี้อ่านได้เพลินๆ บางมุขก็ตลกจริง โดยเฉพาะส่วนที่เสียดสีสังคม (อย่างเรื่องติดประกาศเวนคืนที่ดินนั่น) แต่บางมุขก็ฝืดๆ และบางมุขเราก็ไม่เก็ตเอาเลย (ตลกฝรั่ง) พูดตรงๆคือไม่เข้าใจว่าอะไรทำให้มันดังขนาดนั้น (Smiley) นิยายชุดนี้มีทั้งหมด 5 เล่มที่เขียนโดย Douglas Adams สำหรับเล่มที่ 6 ‘And Another Thing…’ เขียนโดย Eoin Colfer ในปี 2009 (ผู้แต่ง Artemis Fowl)

The Hitchhiker’s Guide to the Galaxy ถูกนำไป adapt เยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น stage shows, live radio, LP album (แผ่นไวนิล), comic books (DC Comics ร่วมกับ Byron Press Visual Publications ตีพิมพ์ในปี 1993), interactive fiction and video games (เป็น text-based adventure game), television series (ฉายบนช่อง BBC 2 ต้นปี 1981) และถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี 2005 ค่ะ Smiley





สำหรับภาษาไทยมีแปลแล้ว 2 เล่ม (เท่าที่เราเห็นนะ ถ้าผิดรบกวนแจ้งและขออภัยด้วยค่ะ Smiley) นอกจาก “คู่มือท่องกาแล็คซี่ฉบับนักโบก” แล้ว ก็มี “ภัตตาคารสุดปลายทางจักรวาล” ซึ่งเป็นเล่ม 2 ค่ะ





 

Create Date : 16 ตุลาคม 2558    
Last Update : 16 ตุลาคม 2558 10:56:02 น.
Counter : 553 Pageviews.  

Stranger in a Strange Land: Robert A. Heinlein - ทำไม



ชื่อ: Stranger in a Strange Land
ผู้แต่ง: Robert A. Heinlein
Genre: Science Fiction
(ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1961)




Valentine Micheal Smith เป็นมนุษย์ที่ไม่ใช่มนุษย์ เขามีรูปร่างเป็นชายหนุ่มแต่มีจิตวิญญาณเป็น ‘ชาวดาวอังคาร’ เช่นเดียวกับผู้ที่อบรมบ่มเพาะเขามาตั้งแต่เขาเกิดบนดาวดวงที่ 4 ที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ พ่อแม่ที่แท้จริงของ ‘ไมค์’ รวมถึงนักบินอวกาศคนอื่นๆที่เดินทางมาพร้อมกับยานสำรวจดาวอังคาร ‘Envoy’ ต่างเสียชีวิตไปนานแล้ว จึงเป็นที่คาดเดาได้ว่าเมื่อยานสำรวจลำที่ 2 ‘Champion’ ที่เดินทางไปถึงดาวอังคารหลังจากยาน Envoy สูญหายไป 25 ปีและพบไมค์ มนุษย์คนเดียวที่หลงเหลืออยู่บนดางดวงนั้น จะเป็นเรื่องที่ทำให้ชาวโลกแตกตื่นแค่ไหน Smiley

ไมค์ถูกนำตัวกลับไปยังโลกและถูกกักตัวไว้ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งด้วยข้ออ้างของรัฐบาลว่าเขายังไม่แข็งแรงพอที่จะพบปะผู้คน ห้องผู้ป่วยของเขาเป็นเขตหวงห้ามและสื่อไม่ได้รับอนุญาตให้สัมภาษณ์เขาเนื่องจากไมค์ไม่รู้เรื่องอะไรเลยเกี่ยวกับโลก เขาพูดภาษา Martian, ไม่รู้จักสตรีเพศ, ไม่เข้าใจแนวคิดของความ ‘เป็นเจ้าของ’, ไม่เข้าใจศาสนาหรือคำหลองลวง, เขากินเนื้อมนุษย์, สามารถสั่งการร่างกายตนเองให้หยุดหายใจได้โดยที่ไม่ตาย และยังสั่งให้วัตถุไม่ว่าจะชิ้นเล็กหรือใหญ่ แม้กระทั่งสิ่งมีชีวิตหรือมนุษย์ด้วยกัน ‘หาย’ ไปได้ด้วยอำนาจจิต Smiley เมื่อเขา ‘grok in fullness’ ว่าสิ่งนั้น ‘full of wrongness’

พยาบาลหญิงถูกสั่งห้ามโดยเด็ดขาดไม่ให้เข้าไปในห้องผู้ป่วยของ ‘The Man from Mars’ แต่จิล หญิงสาวผู้อยากรู้อยากเห็นใช้เสน่ห์สาวแพรวพราวบวกกับความโชคดีของเธอแอบลักลอบเข้าไปในห้องนั้นและได้พบกับไมค์ ไมค์สนอกสนใจในตัวเธอและกระตือรือร้นที่จะพูดคุยกับเธอด้วยภาษาอังกฤษที่เขากำลังเรียนอยู่เนื่องจากเขาไม่เคยพบผู้หญิงมาก่อนเลย เธอกับเขาจึงกลายเป็นเพื่อนกัน หลังจากนั้น จิลทราบข่าวลือจากเพื่อนนักข่าวของเธอว่ารัฐบาลมีแผนจะทำอะไรกับไมค์ เธอจึงวางแผนร่วมกับเขาลักลอบพาไมค์หนีออกไปจากที่นี่

การผจญภัยของ Valentine Micheal Smith ชายหนุ่มที่แม้จะมีรูปร่างหน้าตาเป็นมนุษย์แต่จิตวิญญาณไม่ใช่จึงเริ่มขึ้นบนดินแดนแสนประหลาดที่เราเรียกว่า ‘โลก’ ตั้งแต่บัดนี้



นิยายไซไฟเรื่องที่เรียกได้ว่าโด่งดังที่สุดของ Heinlein เล่มนี้ชนะรางวัล Hugo สาขา Best Novel ในปี 1962  หนังสือเล่นประเด็นเกี่ยวกับศาสนาคริสต์เยอะมากๆ ซึ่งขอบอกว่าในฐานะชาวพุทธอ่านแล้วไม่อินเอาเลย ไมค์ตั้งคำถามกับทุกสิ่ง หลักๆได้แก่ เรื่องพระเจ้า, การแต่งงาน และการยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นของตน เราอ่านแล้วรู้สึก disturbing เล็กน้อยถึงปานกลางเมื่อถึงฉากที่ผู้หญิงแต่ละคนเสนอตัวให้ไมค์หรือผู้ชายทุกคนในเรื่องหน้าตาเฉย Smiley ซึ่งเราคิดว่ามันคือจุดประสงค์ของผู้เขียนที่คอยกระทุ้งให้ผู้อ่านตั้งคำถามกับ Monogamy และความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของซึ่งนำไปสู่ความหึงหวงและ ‘wrongness’ ในเวลาต่อมาว่ามันเป็นสิ่งที่ 'ใช่' แล้วหรือ? เพราะแนวคิดของ Martian คือการแบ่งปัน

หนังสือเล่มนี้บัญญัติศัพท์ขึ้นมาในกลุ่มชาว geek คำหนึ่งคือ ‘grok’ ค่ะ เราลองเปิดดิกดูก็เห็นว่ามีด้วย ความหมายของ 'grok' เป็นดังนี้ค่ะ



หลังจากอ่านจบแล้วเราก็พอจะเข้าใจได้ (ยังไม่ถึงกับ grok) ว่าทำไมหนังสือเล่มนี้ถึงได้รับการยกย่องจากหลายสำนัก สำหรับเรา ในบรรดา Big Three of Science Fiction (Isaac Asimov, Arthur C. Clarke และ Robert A. Heinlein) เรายังชอบงานของ Asimov มากที่สุดอยู่ดี (รองลงมาคือ Clarke และตามด้วย Heinlein ตามลำดับเลยค่ะ) ว่าแล้วก็สำนึกได้ว่าไม่เคยรีวิวงานของ Asimov หรือ Clarke บนบล็อกนี้เลยทั้งๆที่เราอ่านงานของ 2 ท่านนี้เยอะมากๆ เดี๋ยวคงต้องไปขุดขึ้นมารีวิวสักเรื่องสองเรื่องซะแล้ว Smiley

Stranger in a Strange Land มีฉบับแปลเป็นภาษาไทยด้วยนะคะ ในชื่อว่า ‘เขามาจากดาวอังคาร’ โดยคุณวีรยศ ฉัตรภูติ (ขอบ่นหน่อยได้ไหมคะว่าตั้งชื่อเรื่องได้ไม่มีศิลปะเลยค่ะ Smiley) ตีพิมพ์เมื่อปี พ.ศ.2523 ก่อนเราเกิดอีกค่ะ และคาดว่าไม่เคยตีพิมพ์ใหม่เพราะเราลองเสิร์ชใน Google แล้วมีแต่ปกแบบเก่า ขอบอกว่าเรามีเล่มนี้อยู่ที่บ้านด้วยค่ะเพราะพ่อแม่เราอ่านนิยายไซไฟ (เราเลยได้อานิสงส์ ชอบอ่านแนวนี้เพราะมีนิยายไซไฟเต็มบ้านนี่แหละค่ะ Smiley) แต่ด้วยชื่อเรื่องและหน้าปกที่ไม่ดึงดูดเราเอาซะเลย (เอากล้ามผู้ชายมาล่อชั้นเหรอ? ไม่ได้ผลหรอกนะยะบอกไว้ก่อน! Smiley) เราก็เลยแทบไม่เคยหยิบมันขึ้นมาและก็ไม่รู้ว่ามันแปลมาจากเรื่องอะไร เราจึงดันไปสอยฉบับภาษาอังกฤษมาซะงั้นค่ะ Smiley ที่เพิ่งอ่านจบไปเป็นฉบับภาษาอังกฤษ แต่ก็แอบอยากรู้นะคะว่าฉบับภาษาไทยแปลคำว่า ‘grok’ ว่าอะไร ถ้าว่างว่าจะลองอ่านฉบับภาษาไทยดูเหมือนกันค่ะ Smiley




ปกเวอร์ชั่นอื่นๆค่ะ คือมันมีเยอะมากค่ะ Smiley





 

Create Date : 04 ตุลาคม 2558    
Last Update : 4 ตุลาคม 2558 0:05:40 น.
Counter : 388 Pageviews.  

The Three-Body Problem: Liu Cixin – นี่เราไม่รักกันแล้วหรือ?

Remembrance of Earth’s Past




The Three-Body Problem – ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 2008 (ฉบับภาษาอังกฤษ เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2014)
The Dark Forest – ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 2008 (ฉบับภาษาอังกฤษ เดือนสิงหาคม ค.ศ. 2015)
Death’s End – ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 2010 (ฉบับภาษาอังกฤษ กำหนดวางจำหน่าย ค.ศ. 2016)






ชื่อ: The Three-Body Problem
ผู้แต่ง: Liu Cixin
Series: Remembrance of Earth’s Past – Book 1
Genre: Science Fiction
Original language: Chinese
(ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 2008)



Wang Miao นักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญ nanotechnology อาศัยอยู่ในกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน วันหนึ่งมีทหารและตำรวจมาหาเขาที่บ้านและเชิญเขาให้เข้าร่วมการประชุมที่สำคัญมากอันหนึ่งโดยแจ้งเพียงแค่ว่ามีนักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์หลายท่านได้รับเชิญให้เข้าร่วม โดยเฉพาะผู้ที่เป็นสมาชิกขององค์กรที่เรียกตัวเองว่า ‘The Frontiers of Science’

แต่ Wang Miao ไม่ได้เป็นสมาชิกขององค์กรนี้และก็ไม่เข้าใจว่าตัวเขาเกี่ยวอะไรด้วย แต่กระนั้นเขาก็ถูกบังคับให้ไป เมื่อไปถึง Wang ต้องประหลาดใจมากขึ้นไปอีกเมื่อพบว่าผู้เข้าร่วมการประชุมนี้รวมไปถึง Major-general ของกองทัพจีน, นายพันจากกองทัพอากาศสหรัฐ, พันเอกจากกองทัพของสหราชอาณาจักร และเจ้าหน้าที่ CIA อีก 2 นาย ในห้องประชุมมีบุคลากรจากทั้งฝ่ายทหารและตำรวจ รวมทั้งนักวิทยาศาสตร์อีกหลายราย และพวกเขาเรียกที่นี่ว่า ‘Battle Command Center’

สงครามอะไรที่พวกเขากำลังเตรียมรับมือ? ศัตรูของพวกเขาคือใคร? พวกเขาจะสู้ได้จริงหรือ?

การประชุมนี้ทำให้ชีวิตอับราบรื่นของ Wang Miao เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังเท้า เขาได้ทำความรู้จักกับเกมคอมพิวเตอร์ ‘Three Body’ ซึ่งเป็นเกมที่ต้องใช้ V-suit เล่นเท่านั้นเพื่อให้ผู้เล่นได้รับประสบการณ์เสมือนจริง Three Body เป็นเกมที่ซ่อนปริศนาลึกลับซับซ้อนเอาไว้ภายใต้ความเรียบง่ายของฉากและการเดินเกม ปริศนาที่ต้องอาศัยความรู้ทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงในการไขเพื่อให้สามารถเอาชนะธรรมชาติอันแสนพิสดารชวนพิศวงงงงวยของเกมให้ได้ มิเช่นนั้นอารยธรรมในเกมก็จะล่มสลายอยู่ร่ำไป มันจึงไม่ใช่เกมสำหรับคนธรรมดาทั่วไป และเมื่อยิ่งไขปริศนาได้มากเท่าไหร่ Wang ก็เข้าใกล้ความจริงที่น่าตกใจมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ...

นอกจากเกมคอมพิวเตอร์แสนลึกลับนี้แล้ว Wang ยังต้องเผชิญกับเหตุการณ์ประหลาดหลายอย่างที่ไม่สามารถอธิบายด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ได้ ในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ นักวิทยาศาสตร์จากสาขาวิชาต่างๆหลายคนพากันฆ่าตัวตายอย่างไม่รู้สาเหตุ และตอนนี้ Wang ก็กำลังเผชิญกับเหตุการณ์ที่เขาคาดว่านำไปสู่การอัตวินิบาตกรรมหมู่นั้น

แล้วเขาจะรอดไหม?

ด้วยความเครียดถึงขีดสุด Wang ได้รับคำแนะนำให้ไปพบแม่ของนักวิทยาศาสตร์หญิงคนหนึ่งที่เพิ่งฆ่าตัวตายไปเมื่อ 2 อาทิตย์ก่อนเพื่อปรึกษาหาสาเหตุการฆ่าตัวตายของลูกสาวเธอ แต่การไปพบกับเธอทำให้เขาล่วงรู้ถึงความจริงอันน่าสะพรึงยิ่งกว่า เธอเองก็เป็นนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ผู้โด่งดังในแนวหน้าของแวดวงวิชาการจีน ช่วงที่เกิดการปฏิวัติวัฒนธรรม (1966-1976) และแผ่นดินจีนลุกเป็นไฟ นักวิชาการทุกแขนงถูกกวาดล้างและเธอถูกส่งตัวไปทำงานที่ Red Coast Base ศูนย์วิจัยเพื่อการป้องกันตนเองในมองโกเลียในอันห่างไกล

แต่ Red Coast Base ไม่ได้เป็นเพียงแค่ศูนย์วิจัยธรรมดาน่ะสิ...



พล่ามยาวไปไหมคะ? จขบ. proudly present เรื่องนี้มากๆเลย เพราะมันเป็นนิยายไซไฟจากซีกโลกตะวันออกเรื่องแรกที่ชนะรางวัล Hugo Award สาขา Best Novel ประจำปี 2015 ซึ่งเพิ่งประกาศไปหมาดๆ (22 ส.ค. 2015) แม้จะไม่สามารถแย่งรางวัล Nebula มาจาก Annihilation ของ Jeff VanderMeer ได้ก็ตาม The Three-Body Problem ยังได้รางวัล Chinese Science Fiction Galaxy Award ในปี 2006 ซึ่งเทียบเท่ากับ Hugo Award ของประเทศจีน อย่าเพิ่งท้วงค่ะว่าหนังสือตีพิมพ์ครั้งแรกปี 2008 แล้วจะได้รางวัลในปี 2006 ได้ยังไง Liu Cixin เขียนนิยายเรื่องนี้ลงเป็นตอนๆในนิตยสาร Science Fiction World ของจีนตั้งแต่ปี 2006 แล้วค่อยตีพิมพ์รวมเล่มในปี 2008 ส่วนที่เพิ่งมาได้รางวัล Hugo Award และเข้าชิง Nebula Award ในปี 2015 เนื่องจากหนังสือเพิ่งได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษโดย Ken Liu และตีพิมพ์เมื่อเดือน พ.ย. 2014 นี่เอง

ได้เวลาเข้าช่วงความเห็นส่วนตัวแล้ว นิยายเรื่องนี้ ขอบอกเลยว่า สนุกมากๆๆๆๆๆค่ะ เป็นหนังสือ 400 หน้าที่เราอ่านจบภายในเวลาไม่ถึงอาทิตย์ ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆหลังจากเราเรียนจบเนื่องจากจะไม่มีเวลาอ่านอยู่ร่ำไป หรือถึงมีก็จะเลือกทำอย่างอื่นเสียมากกว่า ปกติก็เลยจะอ่านไปแล้วก็พักบ้างแล้วค่อยหันมาหยิบใหม่ แต่เรื่องนี้นี่ไม่ได้เลยค่ะ ติดงอมแงมค่ะ ว่างเป็นต้องหยิบขึ้นมาอ่าน ส่วนที่เราชอบที่สุดของเรื่องคงจะหนีไม่พ้นเกม Three Body กับการพยายามทำความเข้าใจและเอาชนะธรรมชาติของแต่ละอารยธรรมซึ่งก็มี approach ต่างๆกันไปและพัฒนาขึ้นเรื่อยๆเมื่อมีการสะสมประสบการณ์และองค์ความรู้ ด้วยความที่เราเป็นคนชอบประวัติศาสตร์อยู่แล้วก็เลยอ่านสนุกมากๆค่ะ ธรรมชาติในเกมมันประหลาดมากจนเราต้องคอยลุ้นว่าเมื่อไหร่จะมีใครแก้ปริศนาได้ หนังสือเน้นฟิสิกส์หนักมากๆๆๆๆๆ ขนมากันทั้งตระกูลเลยค่ะตั้งแต่ Solar Radiation ยัน String Theory ยัน Quantum Entanglement และอย่าลืมชื่อเรื่องนะคะ นั่นแหละคีย์สำคัญเลย อ่านไปก็เปิด Wikipedia หาอภิธานศัพท์ฟิสิกส์มือเป็นระวิงเลยค่ะ เราว่าเรื่องที่เพี้ยนที่สุดคงไม่พ้นการสร้าง Artificial Intelligence จาก...จาก...ไม่บอกดีกว่า เดี๋ยวสปอยล์ Smiley แต่ไม่ต้องกลัวว่าจะอ่านไม่รู้เรื่องเพราะไม่เก่งฟิสิกส์นะคะ ขอบอกเลยว่าถ้าเราอ่านรู้เรื่อง คนอื่นก็อ่านรู้เรื่องค่ะ จขบ.ไม่ได้เรียนสายวิทย์ด้วยซ้ำไปค่ะ และก็ไม่ใช่ว่าหนังสือจะเน้น hard science จนละทิ้งฝั่ง soft science นะคะ ผิดถนัดค่ะ เพราะแก่นจริงๆที่เรื่องต้องการจะสื่อคือ มนุษย์เป็นศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของมนุษย์เองค่ะ ส่วน hard science นี่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นองค์ประกอบที่ถูกนำมาสร้างมิติให้เรื่องสนุกไปเลย แม้องค์ประกอบจะเยอะมากๆก็ตาม โดยรวมแล้ว หนังสือพูดถึงการปฏิวัติวัฒนธรรมของจีน การเกิดขึ้นและล่มสลายของอารยธรรมและสิ่งที่ผลักดันให้มันเกิดขึ้นมาใหม่เป็นวัฏจักร การกระทำอันมักง่ายไร้ความรับผิดชอบของมนุษย์ต่อธรรมชาติ ลัทธิเกลียดชังมนุษย์ ปัญญาประดิษฐ์จากมิติที่ 11 และเอเลี่ยน Smiley

ฟังดูซับซ้อนซ่อนเงื่อนดีไหมคะ? มันมาเกี่ยวกันได้ยังไง? ติดตามอ่านได้ใน The Three-Body Problem ค่ะ! Smiley แล้วก็ไม่ต้องงงกับชื่อหัวข้อบล็อกนะคะ เพราะอ่านจบแล้วเรารู้สึกอย่างงั้นจริงๆค่ะ Smiley

The Three-Body Problem เล่มแรกกำลังถูกสร้างเป็นภาพยนตร์จีนอยู่นะคะ กำหนดฉายกลางปี 2016 ภาพ Still ตามด้านล่างค่ะ



อ้อ ลืมบอกไป Remembrance of Earth’s Past หรือที่แฟนๆเรียกกันง่ายๆว่า Three-Body Trilogy (หรือที่ที่จีนเรียกว่า The Santi Trilogy) มีทั้งหมด 3 เล่มนะคะ ปกตามที่แปะไว้ด้านบน ตอนนี้มีแปลเป็นภาษาอังกฤษออกมาแล้ว 2 เล่ม เล่มสุดท้ายออกปีหน้าค่ะ หรือถ้าใครอ่านภาษาจีนได้ ก็ลุยเลยค่ะ เล่มสุดท้ายวางจำหน่ายไปตั้งแต่ปี 2010 นู่นแล้วค่ะ

แล้วจะมารีวิว The Dark Forest ในเวลาไม่นานแน่นอนค่ะ เพราะทุกคนที่อ่านแล้วพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามันสนุกกว่าเล่มแรกมากๆๆ อ่านแล้วจะ blow your mind ไปเลยค่ะ Smiley




 

Create Date : 05 กันยายน 2558    
Last Update : 14 ตุลาคม 2558 17:34:39 น.
Counter : 1107 Pageviews.  

The Martian: Andy Weir - เมื่อ Apollo 13 พบกับ Cast Away




ชื่อ: The Martian
ผู้แต่ง: Andy Weir
Genre: Science Fiction
(ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 2011 (self-published))



Ares 3 เป็นภารกิจบนดาวอังคารระยะเวลา 31 sols (1 sol คือ 1 วันบนดาวอังคาร ระยะเวลายาวกว่า 1 วันบนโลก 39 นาที) นักบินอวกาศ 6 รายเข้าร่วมภารกิจนี้โดยมีเป้าหมายคือศึกษาสภาพแวดล้อมของดาวอังคารเพื่อพิจารณาว่าเหมาะสมกับสร้างอาณานิคมหรือไม่ ภารกิจผ่านไปอย่างราบรื่นเพียงแค่ 5 sols  ใน sol ที่ 6 ฐานปฏิบัติภารกิจของ Ares 3 ถูกโจมตีด้วยพายุทรายความเร็วลม 175 kph ซึ่งสูงกว่าความเร็วลมสูงสุดที่ยาน MAV (Mars Ascent Vehicle) ซึ่งเป็นยานลำเดียวที่จะนำพวกเขากลับขึ้นไปในอวกาศได้จะต้านทานได้ Ares 3 จึงมีความจำเป็นที่จะต้องยกเลิกภารกิจในทันที

ในระหว่างที่นักบินอวกาศทุกคนหนีตายจากฐาน (The Hab) ไปขึ้นยาน MAV เพื่อจะหนีออกไปจากดาวอังคารนั้น จานดาวเทียมที่ Ares 3 ใช้ติดต่อกับโลกถูกพายุทรายพัดกระเด็นมากวาดนาย Mark Watney หายไป

สัญญาณชีพของ Mark ดับไป แต่เพื่อนๆก็ช่วยกันค้นหาร่างเขาในความโหดร้่ายของดาวอังคารจนวินาทีสุดท้ายที่ยาน MAV จะสามารถต้านทานได้ นักบินอวกาศอีก 5 รายมองเก้าอี้อีกตัวที่ว่างเปล่าด้วยหัวใจที่หนักอึ้งเมื่อยาน MAV พุ่งขึ้นสู่ห้วงอวกาศโดยไม่มีเพื่อนอีกคนของพวกเขา

Mark Watney ตื่นขึ้นมาบนพื้นทราย เขายังไม่ตาย และรู้ตัวว่าซวยแล้ว



The Martian นวนิยายที่ Andy Weir ใช้เวลา 3 ปี (2009-2011) เขียน โดยลงเป็นตอนๆบนเวบไซต์ของเขาเองเนื่องจากถูกสำนักพิมพ์บอกปัด หลังจากลงจนจบ มีเสียงเรียกร้องจากผู้อ่านมากมายให้รวมเล่ม เขาจึงทำเป็น Kindle e-book ขายใน Amazon ในราคา 0.99 ดอลลาร์ (ราคาต่ำที่สุดที่ Amazon อนุญาตให้ตั้ง) ซึ่งขายได้มากกว่า 35,000 copies ในเวลาเพียงแค่ 3 เดือนจนได้ขึ้นอันดับนิยายไซไฟขายดีของ Amazon เรียกความสนใจจากผู้อ่านและสำนักพิมพ์ได้เป็นจำนวนมาก Podium Publishing จึงได้ติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์สำหรับทำ audiobook ไปในเดือน ม.ค. 2013 ต่อมา Crown Publishing ซื้อลิขสิทธิ์สำหรับตีพิมพ์ไปในเดือน มี.ค. 2013 ซึ่ง Andy ขายไปในราคากว่าแสนดอลลาร์ หนังสือ The Martian จึงได้รับการตีพิมพ์ในเดือน ก.พ. 2014 นอกจากนี้ ในเดือน มี.ค. 2013 เดียวกันนี้ Andy ก็ได้รับการติดต่อจาก 20th Century Fox ที่เจรจาขอซื้อลิขสิทธิ์ไปสร้างเป็นภาพยนตร์ ซึ่งกำลังจะเข้าฉายตอนต้นเดือน ต.ค. 2015 กำกับโดย Ridley Scott นำแสดงโดย Matt Damon และ Jessica Chastain สองนักแสดงจากภาพยนตร์ Interstellar (2014) ในชื่อภาษาไทยว่า "เดอะ มาร์เชี่ยน กู้ตาย 140 ล้านไมล์"

มันดังเป็นพลุแตกในเวลาอันรวดเร็วขนาดนั้นเลยแหละ Smiley

เสียงตอบรับจากผู้อ่านดีมากๆ สื่อชมเป็นกระบุงและทุกคนก็เฝ้ารอฉบับภาพยนตร์โดยคาดหวังว่ามันจะเป็นภาพยนตร์ไซไฟน้ำดีแห่งปี พอได้อ่านก็รู้เลยว่าทำไม เพราะนอกจากการเดินเรื่องจะมันส์สุดๆราวกับสคริปต์หนังแอ็คชั่นที่ไม่กะให้คนดูได้หยุดหายใจกับปัญหาร้อยแปดพันเก้าที่นายมาร์คจะต้องเผชิญบนดาวอังคารราวกับโชคชะตากลั่นแกล้ง ความที่นายมาร์คเป็น botanist (นักพฤกษศาสตร์) และ mechanical engineer (วิศวกรเครื่องกล) ประกอบกับมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ระดับพระกาฬและเป็นคนตลกอย่างร้ายกาจ ทำให้เขามองโลก(ในกรณีนี้คือดาวอังคาร)ในแง่ดีอยู่เสมอ เป็นคนสู้ชีวิตและเก่งเรื่องการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส จนผู้อ่านจะต้องคอยลุ้นไปกับเขาให้เขาสามารถเอาตัวรอดบนดาวหฤโหดดวงนี้ไปได้แม้จะมีอาหาร น้ำ หรือแม้แต่ออกซิเจนไม่เพียงพอ

แล้วเขาเอาตัวรอดไปได้อย่างไรกันล่ะ?

ไม่เห็นจะยากตรงไหน มาร์คก็แค่เอา hydrazine (N2H4) ซึ่งเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงของ MDV (Mars Descent Vehicle) ที่เหลืออยู่มาผ่านตัวเร่งปฏิกิริยา iridium เพื่อแยก N2 และ H2 ออกจากกัน ก่อนจะเอา H2 ไปเผาให้รวมกับ O

แค่นี้ก็ได้น้ำดื่มแระ Smiley

คนที่ชอบวิชาเลขและเคมีและพฤกษศาสตร์และวิศวกรรมไฟฟ้าและสาขาวิชาอื่นๆอีกมากจะอ่านเรื่องนี้มันส์มากๆเพราะนายมาร์คขุดสติปัญญาและความรู้วิทยาศาสตร์ทั้งหมดที่ร่ำเรียนมามาใช้ในการเอาตัวรอดบนดาวบ้าๆดวงนี้ ที่สำคัญวิทยาศาสตร์ที่นายมาร์คใช้ถูกต้องตามหลักความเป็นจริงเสียด้วยสิ แต่ถึงจะไม่ได้เก่งวิทยาศาสตร์ก็สนุกกับหนังสือเล่มนี้ได้ค่ะ เพราะ Andy Weir เขียนด้วยภาษาที่อ่านง่ายมากและมาร์คก็จะคอยอธิบายวิธีการเวลาเขาจะทำอะไรสักอย่างอยู่เสมอทำให้ไม่ค่อยงง แม้จะมีบางส่วนที่เราต้องเปิด Wikipedia เพิ่มก็ตาม

ปกเวอร์ชั่นอื่นๆค่ะ แอบลุ้นมานานว่าจะมีฉบับแปลไทยทันก่อนหนังเข้าไหม แต่จนถึงบัดนี้ยงไม่เห็นเลย ก็คงไม่ทันแล้วล่ะค่ะ หลังจากหนังเข้าก็ไม่รู้จะมีใครแปลไหม แต่ทั้งนี้ ขอสนับสนุนใครที่สนใจให้อ่านภาษาอังกฤษไปเลยค่ะ เราว่าเรื่องนี้ศัพท์ง่ายมากๆแล้วค่ะถ้าไม่นับพวกศัพท์เฉพาะทางวิทยาศาสตร์ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการฝึกอ่านภาษาอังกฤษค่ะ Smiley



*แก้ไขค่ะ* คุณ pete แจ้งว่ามีฉบับแปลภาษาไทยแล้ว โดยคุณยุทธวีร์ ยุทธวงศ์ชัย น้ำพุสำนักพิมพ์ ตอนแรกเราหาไม่เจอ ขออภัยด้วยค่ะ Smiley เอาปกมาแปะรวมไว้ให้ดูกันนะคะ



ส่วนนี่คือ Still ของภาพยนตร์ที่กำลังจะเข้าฉายเดือนหน้านี้แล้วค่ะ



แถมด้วย Trailer ภาพยนตร์ค่ะ แต่ขอเตือนว่ามันแอบสปอยล์ ถ้าใครไม่อยากโดนสปอยล์ ก็รออ่านหนังสือหรือดูภาพยนตร์ไปทีเดียวเลยดีกว่าค่ะ Smiley





 

Create Date : 04 กันยายน 2558    
Last Update : 7 กันยายน 2558 18:20:04 น.
Counter : 1167 Pageviews.  

The Demolished Man: Alfred Bester – Crime and Punishment ไซไฟเวอร์ชั่น

ทิ้งบลอกร้างเสียนาน ขอแวบมารีวิวนิยายไซไฟเรื่องที่เราดองข้ามปีข้ามชาติแม้เล่มมันจะบางเอามากๆ เพิ่งอ่านจบไปหมาดๆเมื่อตะกี๊นี้เองค่ะ




ชื่อ: The Demolished Man
ผู้แต่ง: Alfred Bester
Genre: Science Fiction, Crime Fiction
(ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1953)




Ben Reich เป็นเจ้าของกลุ่มสหพันธ์ธุรกิจ Monarch Utilities & Resources ซึ่งเป็นมรดกตกทอดของตระกูล Reich มารุ่นสู่รุ่นและกำลังจะล้มละลายเนื่องจากกลุ่มสหพันธ์ธุรกิจ D’Courtney ซึ่งเป็นคู่แข่งตัวฉกาจ Reich รู้สึกเคียดแค้นและวางแผนการบางอย่างขึ้นมา เขาติดต่อ D’Courtney และยื่นข้อเสนอขอ merge บริษัทเพื่อความอยู่รอดของ Monarch โดยคิดว่า D’Courtney ไม่มีทางยินยอมตามข้อตกลง แต่ D’Courtney กลับตอบตกลง กระนั้น Reich ก็ยังดำเนินการตามแผนการขั้นต่อไปของเขา นั่นคือเขาจะฆาตกรรม D’Courtney

เพราะอะไรกันเล่า?

แต่ในโลกอนาคตที่การสื่อสารทางโทรจิตเป็นเรื่องเกือบจะปกติและมนุษย์ส่วนหนึ่งมีความสามารถในการอ่านใจอีกฝ่าย โลกที่การฆาตกรรมไม่เคยเกิดขึ้นมาหลายชั่วอายุคนแล้วเนื่องจากการวางแผนโดยไม่ถูกจับได้เสียก่อนแทบจะเป็นไปไม่ได้  Reich จะสามารถซุกซ่อนแผนฆาตกรรมของเขาไว้จากการอ่านใจของกลุ่มคนเหล่านั้นได้หรือไม่? และหากแผนการของเขารอดพ้นจากการสำรวจของคนอื่นไปได้ เขาจะรอดพ้นจากจิตสำนึกของตัวเองได้หรือ?



The Demolished Man เป็นนิยายไซไฟเล่มบางๆความยาวไม่ถึง 200 หน้า ซึ่งเป็นนิยายเล่มแรกที่ชนะรางวัล Hugo ในปี 1953 ความที่มันเป็น detective fiction ประกอบกับการ display ตัวละครหญิงเหมือนเป็นวัตถุทางเพศทำให้ในความคิดเรามันเป็น pulp fiction สมบูรณ์แบบเรื่องหนึ่งเลย ลุง Bester มัก จะแทรกมุขตลกร้ายๆเสียดสีสังคม(โดยเฉพาะผู้หญิง)มาในเรื่องเสมอๆ และบทสนทนาทางโทรจิตบางตอนก็ตลกเอามากๆ แต่ไม่ว่าจะใส่องค์ประกอบของนิยายวิทยาศาสตร์มามากมายแค่ไหนก็ตาม สาระสำคัญของเรื่องนี้ อยู่ที่การก่อ ‘อาชญากรรม’ ของ Reich และ ‘การลงทัณฑ์’ ที่เกิดขึ้นในจิตใจของเขาเอง ทำให้อ่านๆไปแล้วอดนึกถึงนิยายคลาสสิคเรื่อง Crime and Punishment ของ Fyodor Dostoyevsky ขึ้นมาไม่ได้ค่ะ

ปกเวอร์ชั่นอื่นๆค่ะ





 

Create Date : 26 ตุลาคม 2557    
Last Update : 26 ตุลาคม 2557 0:50:51 น.
Counter : 374 Pageviews.  

1  2  3  

@Dakki_Chan@
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




@Dakki_Chan@'s currently-reading book montage

Social Crimes
The Martian
Stranger in a Strange Land
Love Is Not a Game:
DigiMarketing เปิดโลกนิวมีเดียและการตลาดดิจิทัล
The New Quantum Universe
หุบเขากินคน
Casting Moonshadows


Fernenanda's favorite books »
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add @Dakki_Chan@'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.