Group Blog
 
All blogs
 

ว่าด้วยเรื่องของปันปัน

เด็กที่เห็นในรูปข้างล่างนี้เป็นเด็กที่ไหนก็ไม่รู้ค่ะ เอ๊ย ไม่ใช่ค่ะ ไม่ใช่ เป็นหลานฉันเองค่า




ปันปันเป็นหลานคนแรกของครอบครัวฉัน ล่าสุดปันปันไปฉีดยา พ่อและแม่เค้าพาไป ปันปันแหกปากร้องตั้งแต่ยังไม่เข้าห้องตรวจ จนตรวจแล้ว ต้องฉีดยาแล้ว ปันปันก็ยังไม่เลิกแหกปากร้องไห้ ร้องเสียงดังมาก เป็นที่ประหลาดใจของทุกคน เพราะปกติปันปันเป็นเด็กไม่กลัวหมอ เคยมาคางฉีกที่บ้านฉันที่อเมริกา ต้องพบเจอหมอแต่ละคนที่พูดภาษาต่างด้าวอเมริกา แต่ปันปันมีสติดีมาก ถามฉันทุกขั้นตอนที่หมอพูดเลยว่า หมอว่าไงๆๆ ฉันเป็นคนพาปันปันเข้าไปข้างในห้องตรวจไปเย็บแผล ซึ่งฉันเห็นเหตุการณ์ทุกขั้นตอน เห็นเอง เสียวเอง จะไม่ให้เสียวได้ยังไง ก็คางมันฉีก แล้วม้วนต้วนหลบเข้าข้างใน เห็นเนื้อเลย โอ๊ย จะเป็นลม แต่ฉันต้องมีสติกว่าหลาน และต้องบอกปันปันแนวแนะนำว่า ไม่เจ็บเท่าไหร่หรอก ลูก และนึกนิทานสดเพื่อให้เค้าหันเห จากการถูกเย็บต่อหน้าต่อตา

แต่คราวนี้แค่ฉีดยาประจำปี ทำไมปันปันร้องซะดังขนาดนั้น แม่ปันปันเล่าให้ฉันฟังว่า พอออกมาจากร้านหมอแล้ว ปันปันยังไม่เลิกร้องเลยนะ ครั้นพอเงียบเสียงได้ พ่อเค้าถามว่าปันปันร้องไห้ทำไม เจ็บมากเลยเหรอ ปันปันตอบเสียงดังฟังชัดว่า "ไม่เจ็บ" ทั้งพ่อและแม่ทีนี้ แหกปากถามพร้อมกัน แต่ฉันว่าคงดังไม่เท่าตอนปันปันร้องตอนแรกหรอกนะว่า "แล้วปันปันร้องไห้ทำไมเนี่ย" ปันปันตอบว่า "ก็ปันปันนึกว่าจะเจ็บ"

ทำเป็นเล่นไป อย่าว่าแต่เด็กห้าขวบอย่างปันปันเลย ที่กลัว กังวลไปล่วงหน้า ฉันว่าอย่างเราๆ ท่านๆ ที่ผ่านร้อนกันมา ยี่สิบ สามสิบหนาว ก็เป็น จริงมั๊ยค่ะ
แต่ที่แน่ๆ ฉันอ่ะเป็น มันทำให้เห็นชัดว่า จิตคนเราปรุงแต่งไปเอง อย่างปันปัน ไม่มีใครสอนให้เค้ากลัว แต่เค้าก็กลัว แถมกลัวเลยเถิด ไปขนาดว่าร้องไห้ไม่เลิก ทั้งๆ ที่ไม่เจ็บเลยสักนิด หรือปันปันจะกลัวเสียฟอร์มเด็ก ก็ไม่รู้ อิ อิ

แต่ที่แน่ๆ เริ่มต้นครั้งใหม่ ก่อนที่เราจะกังวลหรือกลัวอะไรเกินไป ตั้งสติสักนิด หรือถ้าเจ๋งหน่อย ก็รู้สึกตัวไปเลยดีกว่าว่า กลัว บางทีสิ่งที่เรากลัว มันอาจไม่ได้น่ากลัวแบบที่เราคิดไปใหญ่โตว่ามันจะเป็นก็ได้ จริงมั๊ย




 

Create Date : 08 กันยายน 2552    
Last Update : 8 กันยายน 2552 13:08:23 น.
Counter : 612 Pageviews.  

ไปค่ะ ไปทำความดีที่ไม่เคยทำกัน

อ่าน Blog ฉันคราวที่แล้ว อาจดูเหมือนฉันติติงเมืองไทยที่รักซะเหลือเกิน แต่เปล่าเลยค่ะ ฉันหมายถึงทุกประเทศ คงเหมือนๆ กัน มีทั้งข้อดีและไม่ดีในการอยู่ในประเทศนั้นๆ แต่ขอบคุณมากมายค่ะ ป้ากุ๊กไก่ที่เตือนสติว่า ที่ฉันเขียน อ่านแล้ว เหมือนติติงสยามเมืองยิ้มของเราทุกคน หนูเปล่าน๊า

กลับไปคราวนี้ ฉันได้แวะเวียนทำบุญหลายที่เหมือนกัน ซึ่งส่วนใหญ่ ในบุญกิริยาวัตถุ 10 นั้น เราๆ ท่านๆ คงรู้กันดีว่ามีอะไรบ้าง หรือ พื้นฐานแล้ว เราๆ ท่านๆ ก็คงถือศีล ทำทาน และภาวนากันเป็นกิจวัตร แต่ค่ะ แต่ กลับไทยคราวนี้ ฉันได้ทำอะไรที่ฉันใฝ่ฝันว่าฉันจะทำในวันหนึ่ง และฉันก็ได้ทำค่ะ เปล่าค่ะ ฉันไม่ได้ไปกระโดดบันจี้จัมพ์หรอก และคิดว่า ชาตินี้คงไม่กระโดดแล้วหล่ะ เพราะกลัวตายก่อนวัยอันควรค่ะ

ฉันไปอ่านหนังสือเสียงให้คนตาบอดมาค่ะ หลายคนคงเคยไปมาแล้ว แต่สำหรับฉัน ครั้งแรกเลยค่า ขอบอก ที่ๆ ฉันไปนี้อยู่แถวสามเหลี่ยมดินแดง ก็ประมาณสามเหลี่ยมทองคำแหละค่ะ ไม่ใช่ค่ะ ไม่ใช่ ก็พอฉันได้ยิน ก็เอ อยู่ตรงไหนของประเทศหล่ะเนี่ย อิ อิ แต่ถ้ารู้จักแถวๆ ดินแดงกันดีอยู่แล้ว ก็ไม่ยากค่ะ ให้หาข้อมูลจากในเน็ทว่า สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ก็จะมีที่อยู่ แต่ค่ะแต่ อย่าเข้าทางซอยบุญอยู่ตามที่อยู่ที่บอกไว้เลยนะคะ เชื่อฉันเถอะ เพราะฉันไปมาแล้ว เข้าซอยผิด อาจเปลี่ยนใจไม่ทำความดีซะก็ได้ เชื่อฉันว่าไปจอดซอยบุญชูศรี ซอยที่อยู่ก่อนหน้าซอยนึงจะเริ่ดกว่ามากค่ะ ทั้งสองซอยเป็นซอยตัน เพราะงั้น เข้าซอยไปแล้ว ไม่ต้องกลัวหลงนะคะ เพราะมันตันค่า

ที่ให้เข้าซอยบุญชูศรี เพราะมีที่จอดรถได้กว้างขวางกว่ามาก เจ้าหน้าที่แนะนำให้จอดในศาลเจ้าค่ะ ส่วนซอยบุญอยู่ก็มีศาลเจ้าเหมือนกัน ฉันไปจอดมาแล้ว เจ้าหน้าที่ประจำศาลเจ้าโมโหนิดหน่อยที่คนชอบเข้าใจผิด ไปจอดที่ศาลเจ้าเค้า ซึ่งจริงๆ ถ้าเข้าทางซอยบุญอยู่ ให้เลยศาลเจ้าขวามือไปหน่อย ไปเข้าประตูสีน้ำตาลเอียงๆ ด้านซ้ายมือนะคะ ก็จะเจออีกศาลเจ้านึงซึ่งทะลุกับซอยบุญชูศรีค่ะ แต่ถ้าเข้าซอยบุญชูศรี ทางเข้าก็จะใหญ่กว่าเยอะค่ะ

หน้าสมาคมมีที่ให้จอดน้อยมากค่ะ ประมาณ 4 คันได้ และมีรถของสมาคมจอดอยู่ด้วย เพราะงั้นไม่แนะนำค่ะ มาถึงแล้วก็เดินขึ้นไปชั้นสองกันเลยค่ะ บันไดอยู่ขวามือ หรือถ้าอยากขายล๊อตเตอรี่ก็ติดต่อชั้นล่างเลยนะคะ ที่ชั้นสอง จะมีห้องอยู่ด้านใน ติดแอร์เย็นฉ่ำ ห้องไม่ใหญ่ แต่เล็กค่ะ แหะ แหะ มีคอมพิวเตอร์ไม่มากนัก แต่ก็พอสมควรให้อาสาสมัครทั้งหลายได้ใช้อัดเสียงกัน

ถ้าไม่เคยมาเลย จะมีเจ้าหน้าที่ใจดีแนะนำวิธีใช้โปรแกรมสำหรับอัดเสียงค่ะ ควรจะตั้งใจฟังให้ดี และทำตัวเป็นแก้วไม่มีน้ำนะคะ เพราะถ้าฟังไม่ดี จำพลาดว่าใช้โปรแกรมยังไง ไอ้ที่คุณตั้งใจพูดและอัดเสียงไว้ จะหายไปยิ่งกว่าโดนเสกอีกค่ะ ถึงตอนนั้นจะหาว่าฉันไม่เตือนไม่ได้นะ

เอาหล่ะ วันนั้นฉันนั่งร่าย อ่านไปตั้งแต่บ่ายโมงถึงสี่โมงเย็น อ๋อ มีห้องน้ำให้เข้านะคะ สะอาดใช้ได้ค่ะ มีข้อความในห้องน้ำที่อ่านแล้วให้นึกเอ็นดูคนเขียน ใครอยากรู้ ก็ไปลองเข้าดูนะคะ
หลังจากฉันใช้เวลา 3 ชม. ในภาคบ่าย อ่านและทวนที่เราอัดเสียงไป ว่ามีผิดพลาดตรงไหนหรือเปล่า เพราะสิ่งสำคัญเจ้าหน้าที่บอกไว้เลยว่า ให้อ่านให้ถูกต้อง ส่วนคำควบกล้ำทั้งหลายนั้น อ่านออกเสียงไปแล้ว เราจะปรับเองโดยอัตโนมัติ

หลังจากฉันเฮ้อ 3 ชม. แหละ อ่านไป ดื่มน้ำไป ให้เสียงไม่แห้งผาก นับดู ต๊าย ฉันอ่านไปได้แค่ 20 หน้าเองอ่ะ ฉันจะบ้าตาย อะไรกัน ไม่อยากจะเชื่อ ทำไมได้น้อยอย่างงี้อ่ะ พี่เจ้าหน้าที่บอกว่า ไม่ต้องตกใจไป ปกติธรรมดานะน้อง ค่ะ หนูก็ว่าธรรมดา แต่ยังดีกว่าไม่ได้สักหน้าเลยเนอะ

ทำให้ฉันคิดถึงความโชคดีของฉันเองจริงๆ ฉันเป็นคนชอบอ่านหนังสือมากๆๆๆๆๆๆ ไม่รู้จะใส่ไม้ยมกกี่ตัวดี ถึงจะสาสมกับความชอบอ่านหนังสือของฉัน และเมื่อฉันอยากได้หนังสือใหม่ หรืออยากอ่านหนังสือเมื่อไหร่ ฉันก็แค่ไปร้านหนังสือ ซื้อหนังสือใหม่ หรือ หยิบมาจากชั้น แล้วก็อ่าน ทุกคนก็คงเป็นแบบนั้น แต่ไม่ใช่สำหรับคนตาบอดค่ะ คนตาบอดเค้าจะมา request ไว้ว่า เค้าต้องการหนังสือเล่มนี้ เมื่อไหร่ เวลาอาสาสมัครไปอ่าน จะได้อ่านให้ทันเวลากับที่ผู้ขอเค้าขอมา เช่นบางคนต้องการหนังสืออ่านสอบเพื่อไปบรรจุเป็นครู หนังสือกฎหมาย หรือ กระทั่งหนังสือเรียน หรือ สอบต่างๆ ค่ะ

ฉันไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากใครทั้งนั้น แต่คนตาบอดต้องรอค่ะ และหนังสือที่ฉันอ่านวันนั้น ฉันพลิกดูแล้ว อ่านมากันตั้งแต่ ปลายมิถุนาแน่ะคะ ซึ่งตอนที่ฉันไปอ่าน ก็ประมาณต้นสิงหา โห ใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะได้หนังสือหนึ่งเล่ม ถ้าไม่รีบจริงๆ นะคะ แต่ถ้าด่วนมากๆ เจ้าหน้าที่จะรีบจัดให้อาสาสมัครอ่านก่อน หรือ เจ้าหน้าที่อัดให้เอง ตามเวลาที่เหมาะสมค่ะ

ฉันรู้สึกโชคดีกับการที่ฉันสายตาดี และยังมีสายตาให้ใช้มากมาย ส่วนที่ยิ่งใหญ่ ก็ต้องขอบคุณแม่ฉันนะ แม่ฉันพร่ำบอกตั้งแต่ฉันยังเด็กว่า ผักบุ้งกินเข้าไปเยอะๆ แล้วสายตาจะดี ตอนนั้นฉันไม่ได้วิจัย หรือไปพิสูจน์หรอกว่าสิ่งที่แม่ฉันพูดหนะมันจริงมั๊ย แต่ฉันเชื่อว่าแม่ฉันคงไม่ให้ฉันกินอะไรที่ไม่ดีหรอก ฉันกับพี่สาวโซ้ยผักบุ้งหมดจานทุกครั้งที่แม่ฉันผัด แล้วกระไรได้ ฉันกับพี่สาวฉันสายตาดีมาก ขอบอก ไม่มีใส่แว่นกันเลยสักคน ทั้งๆ ที่พ่อฉันใส่แว่นหนามาก อีกอย่างที่แม่ฉันปากเปียก ปากแฉะบอกอีก ก็เช่น อย่าอ่านหนังสือบนรถ เดี๋ยวสายตาเสีย... เอ้า อย่านอนดูทีวี ใกล้ขนาดนั้น เดี๋ยวสายตาเสีย... เอ้า อย่านอนกิน เป็นงูหรือไง..เอ๊ะ เกี่ยวกันมั๊ย กับสายตา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ขอบคุณมากค่ะ ม่าม้า ขอบคุณ ขอบคุณ และขอบคุณค่ะ




 

Create Date : 03 กันยายน 2552    
Last Update : 3 กันยายน 2552 6:21:17 น.
Counter : 409 Pageviews.  

พักร้อน

ฉันไม่ได้เขียน Blog นานมาก นานจนฉันเองก็ลืมว่าฉันเคยเขียน (หรือเปล่า) ฉันลาพักร้อนกลับเมืองไทยซะหนึ่งเดือน จริงๆ เรียกว่าลาพักร้อนเปรี้ยงปร้าง ไปเจอร้อนแบบชื้นช้านจะดีกว่า ก็แค่ล้อเครื่องบินแตะรันเวย์ ฉันเตรียมพร้อมรอที่บ้านมารับ เดินออกสนามบินสุวรรณภูมิ ลมร้อนชื้นก็มาปะทะหน้าฉันเต็มๆ แต่ให้ความรู้สึกว่า นี่แหละบ้าน

แปลกมากสำหรับฉัน จะเรียกว่ากระแดะก็ไม่เชิง ครั้งแรกที่ฉันกลับเมืองไทย ฉันนั่งเครื่องที่ต้องแวะพักที่ญี่ปุ่น ระยะทางจากญี่ปุ่นถึงเมืองไทย ฉันร้องไห้ไม่หยุด เปล่าหรอก ฉันไม่ได้อกหัก รักสลาย แต่ฉันคิดถึงเมืองไทย ต้องเรียกว่าคิดถึงแผ่นดินเกิดจะดีกว่า ตอนที่กัปตันประกาศว่าขณะนี้เรากำลังบินอยู่เหนือประเทศไทย ที่ระดับเท่าไหร่ก็ไม่รู้นั่นหนะ ฉันก็ร้องไห้ดีใจเป็นวรรค เป็นเวร นัยว่าเพื่อนผู้โดยสารคนอื่นๆ คงคิดว่า อีนี่สงสัยโดนทิ้งมาซะหล่ะมั๊ง ฮะ ฮะ ฮะ

แต่สิ่งที่เกิดหลังจากนั้นคือว่า ฉันคิดถึงอเมริกาที่เหมือนเป็นบ้านหลังที่สองของฉันซะงั้น ตลอดระยะเวลาที่ฉันพักร้อนที่เมืองไทยครั้งแรก กลับมาแล้วฉันก็ไม่กล้าเล่าให้ใครฟังในตอนแรก แต่หลังจากได้เปิดใจคุยกับพี่และเพื่อนที่สนิท ต่างก็บอกว่า เออ แปลก รู้สึกเหมือนกันเลย ฉันคิดว่าอาจเป็นเพราะเราจากเมืองไทยไปนาน แต่พอกลับไป เรากลับไปแบบนักท่องเที่ยว คือ เราไม่มีที่มีทางเป็นของตัวเอง เพราะเรากลับไปพักแค่เดือนเดียว เพื่อนๆ ทั้งหลายก็ทำงานกัน ส่วนเราก็ตะลอนๆ เที่ยวไป ให้ใจสะดิ้งว่า เออหนอ อาหารไทย กินที่เมืองไทยนี่มันอร่อยหลายจริงๆ ให้ดิ้นตาย

จากนั้นฉันก็กลับเมืองไทยอีกเป็นครั้งที่สองด้วยความรู้สึกของนักท่องเที่ยวอีกเช่นกัน ฉันถ่ายรูปทุกอย่าง ชนิดที่ว่าคนอื่นคิดว่าฉันเป็นนักท่องเที่ยวจริงๆ ก็ฉันกลับเมืองไทยที สี่ปีครั้งได้ แต่ฉันก็โก๋พอใช้นะ เพราะฉันกลับไปปั๊บ ฉันก็ขับรถเลย และมือชั้นนี้แล้วไม่มีชน ขอบอก เพื่อนต่างชาติของฉัน ทึ่งมาแล้วกับสายน้ำไหล พวกเค้าแทนให้กับพี่นักบิดมอเตอร์ไซด์บ้านเรา ที่เหมือนสายน้ำไหลจริงๆ ทะลุทะลวงไปทุกตรอก ซอก ซอยที่สามารถ จนไปประจันหน้ากันที่ไฟแดง แห่แหนกันเรียกได้ว่า อย่าได้กะพริบตาเวลาไฟเขียว เพราะอาจพลาดโอกาสชิงโชคทองกับซองมาม่า

ปีนี้ฉันก็เพิ่งกลับไป ทุบสถิติการกลับเมืองไทยของฉันถล่มทลาย เพราะปรกติ สี่ปีครั้ง แต่นี่ฉันเพิ่งกลับไปปีที่แล้วนี้เอง เพราะพี่สาวฉันแต่งงาน ญาติโกโหติกามากันทั่วฟ้าเมืองไทย หมายถึงญาติๆ ทั้งหลายที่อยู่ต่างประเทศมากันคับคั่ง จากนั้นก็กลับสู่ต่างแดนกันรวมทั้งพี่สาวฉันด้วย ที่กลับมาอยู่ที่อเมริกากับฉันดังเดิม แต่ที่ไม่เดิมคือ พี่ฉันแต่งงานแล้วและย้ายไปอยู่กับสามีเค้าที่ห้องตรงข้ามฉันนั่นเอง ฮะ ฮะ ฮะ

กลับเมืองไทยคราวนี้ ฉันรู้สึกว่าฉันคุ้นเค้ย คุ้นชินกับอากาศ รถราที่ติดได้ติดี แต่สิ่งที่ฉันไม่คุ้นเอาซะเลย คือ การขับรถของคนไทย ที่ขอติหน่อยเถอะว่า ไม่มีระเบียบวินัยเอามากๆ ไม่ใช่ว่าฉันกระแดะมาจากไหนหรอกนะ แต่ฉันคิดว่าคนไทยเห็นแก่ตัวกับการใช้ท้องถนนมากๆ เลย ซึ่งฉันคิดว่าเป็นข้อเสียนะ คนในรัฐที่ฉันอยู่มีระเบียบวินัยกว่ามาก ซึ่งฉันคิดว่าถ้าคนไทยพัฒนาวินัยของตัวเองขึ้นมา หลายๆ อย่างจะดีขึ้น โดยเฉพาะอารมณ์ในการขับรถ ไม่ต้องไปไหนไกล ก็ที่บ้านฉันนี่แหละ ขับรถไปด้วยกัน พอรถติดที ก็เอาแล้ว หงุดหงิดงุ่นง่านกันซะ ซึ่งฉันมาวิเคราะห์ด้วยตัวเองแล้วว่าสภาพแวดล้อมบวกอากาศร้อนๆ แบบนี้ ทำให้คนไทยส่วนใหญ่ใจร้อนกันได้ง่ายมากๆ

บวกกับการขับรถแบบขอไปอีกคันนะพี่นะ หรือ มีแค่สองเลนเองเหรอ เดี๋ยวจัดให้ให้สี่เลนเลยพี่ หรือ เอาน่าไม่เป็นจระเข้ก็ขวางคลองได้น่า ประมาณนั้น ทำให้ไอ้รถที่ติดอยู่แล้วเพราะรถที่เยอะขึ้นทุกวันก็ติดมากขึ้นไปอีก คิดแล้วปวดกะโหลก ...ทำไมเนี่ยยยย ฮะ ฮะ ฮะ

แต่ที่แปลกคือ หลังจากฉันกลับมาอเมริกาแล้ว ฉันรู้สึกแปลกๆ เหมือนใจหาย เพราะฉันไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ฉันถึงจะได้กลับไทยอีก แต่อะไรๆ ก็ไม่แน่นอน ความขลังมันคงอยู่ตรงที่ ความแน่นอนก็คือความไม่แน่นอนนั่นแหละ แล้วเราจะไปสำคัญมั่นหมายอะไรกับความไม่แน่นอน จริงมั๊ย




 

Create Date : 28 สิงหาคม 2552    
Last Update : 28 สิงหาคม 2552 14:52:09 น.
Counter : 229 Pageviews.  

ปัจจัยที่ห้า..หรือเปล่า



ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา ฉันไม่มีอินเตอร์เน็ทแบบง่ายดายให้เล่น เรื่องของเรื่องคือ ฉันยกเลิกผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ทอันเก่า ซึ่งก็คือ AT&T และเปิดใช้บริการใหม่กับ Time Warner ซึ่งมีหลายคนบอกกับฉันว่า Time Warner เครือข่ายอินเตอร์เน็ทเค้าเจ๋งกว่าเยอะมาก ไม่มีสะดุด ไม่มีปัญหาสัญญาณตกหล่น แม้จะวาง router กับพรม ทั้งๆ ที่บ้านฉันไม่มีพรมก็เหอะ

ปัญหาอยู่ที่ว่า มีเวลาคาบเกี่ยวกันที่ทำให้บ้านฉันเล่นอินเตอร์เน็ทไม่ได้เลย เพราะสายเคเบิลของหมู่บ้านลากมาหยุดอยู่หน้าบ้านฉันเท่านั้น ไม่ยอมลากลามเลียเข้ามาในบ้าน ทำให้ฉันแทบจะแดดิ้นเพราะขาดปัจจัยที่ห้าไป โชคของฉันยังดีที่ช่วงนี้ฉันปิดเทอมซัมเมอร์ เลยไม่ต้องใช้อินเตอร์เน็ทในการทำการบ้านและรายงาน

จริงๆ แล้ว อินเตอร์เน็ทเป็นเหมือนอุปกรณ์สื่อสารสำหรับฉันเลยก็ว่าได้ เพราะฉันแชทกับเพื่อนทั้งที่อยู่ด้วยกันที่อเมริกานี้ และเพื่อนๆ หรือแม้กระทั่งแม่ฉันที่เมืองไทย พูดแล้วจะหาว่าคุย ก่อนหน้านี้แม่ฉันออนไลน์ ตั้งกล้องแชทคุยกับฉันเลยนะ แต่ตอนหลัง ด้วยความที่งานเยอะ ทำให้แม่ฉันไม่มีเวลาคุยกันผ่านกล้องเหมือนเคย และแม่ฉันก็ลืมเลือนไปแล้วว่าวิธีแชทมันต้องทำยังไงบ้าง

ฉันรู้สึกว่าฉันติดอินเตอร์เน็ทมากใช้ได้เลยหล่ะ เพราะบ้านฉันมีทีวีก็จริง แต่ไม่ได้ติดเคเบิลสำหรับทีวี ไม่ใช่ว่างกหรอกนะ เคยติดแล้ว แต่ไม่มีใครอยู่บ้านได้ดูกันเลย ทุกคนทำงานและเรียนหนังสือกันหมด บ้านฉันเลยดูเหมือนตัดขาดจากโลกภายนอกที่เค้ามีโทรทัศน์จอแบน มีบลูเรย์อะไรเริ่ดๆ กัน ซึ่งบ้านฉันขอบาย พวกเราดูข่าว ดูหนังผ่านเน็ทแทน ถ้าอยู่เมืองไทยก็คงแปลกพิลึก แต่นี่อยู่อเมริกา ฉันว่ามันเลยดูปกติ ดีเสียอีกที่ดูผ่านเน็ท ไม่มีโฆษณามาคั่นนานๆ แต่ฉันก็อดคิดถึงโฆษณาที่เมืองไทยไม่ได้นะ เพราะฉันว่าโฆษณาเมืองไทยครีเอทีฟดีใช้ได้ ฉันเคยดูบางอันผ่านยูทูป ฮาก๊อกแตกไปเลย

สรุปแล้วตอนที่ฉันไม่มีอินเตอร์เน็ทใช้นั้น ฉันรู้สึกว่าใจฉันมันดิ้นๆๆๆๆ นี่ถ้าฉันอายุน้อยกว่านี้สักเยอะๆ ฉันก็คงจะลงไปดิ้นๆๆๆ แถมกรี๊ดๆๆ เหมือนเด็กสามขวบแล้วบอกว่า จะเอาๆๆๆ ไปแล้ว แต่นี่ด้วยวัยวุฒิ ทำไปก็อายเด็กข้างบ้าน เดี๋ยวเค้าจะหาว่าคนไทยนี่ พอโตแล้วบ๊องๆ ทำอะไรเหมือนเด็กๆ ฉันเลยสงบเสงี่ยมเรียบร้อย

แต่นั่นก็ทำให้ฉันได้มีโอกาสหยิบดีวีดีหนังมาดูหลายเรื่องแทนการเล่นเน็ท แถมหยิบหนังสือนิยายในตู้มาอ่าน จบไปหลายเล่มเลยเช่นกัน นอนเช้าตาเป็นแพนด้ากันไปเลย ที่เจ๋งกว่าคือวันแรกที่ฉันรู้ว่า อ้าว ไม่มีเน็ทเหรอ หลังจากฉันสาแก่ใจเห็นใจตัวเองดิ้นเหมือนปลาโดนทุบหัวแล้ว ฉันก็นั่งสมาธิซะ แปลกดีที่ตอนแรกใจฉันเหมือนเต้นเบรคแด๊นซ์ได้ แต่ไม่นานใจฉันกลับสงบนิ่งอย่างประหลาด และฉันก็ได้เรียนรู้ว่า อะไรที่ฉันยึดติดว่า ฉันติดมันมากมายกระจายแด๊นซ์นั้น จริงๆ แล้วฉันไม่ได้ติดมันสักเท่าไหร่หรอก ฉันแค่รู้สึกว่า "ฉันต้องใช้มัน" เหมือนเป็นความเคยชินแค่นั้นเอง ซึ่งพอเราไม่ได้ทำเหมือนที่เราเคยทำ มันก็ไม่ได้หนักหนาสักเท่าไหร่

นึกๆ ไปก็เหมือนเรื่องนาฬิกาของฉัน เมื่อก่อนฉันติดนาฬิกาข้อมือมาก เรียกได้ว่าฉันขาดอะไรก็ได้ แต่ขาดนาฬิกาไม่ได้เลย วันไหนฉันไม่ใส่นาฬิกาข้อมือ ฉันก็มักจะชอบนักแล หยิบข้อมือคนข้างๆ ไม่ว่าใคร ถ้าเดินเข้ามาใกล้รัศมีการหยิบของฉัน ฉันจะหยิบๆๆๆ ข้อมือคนๆ นั้นมาดูเวลาทุกห้านาที ปกติฉันใส่นาฬิกาข้อมือเอง ฉันก็ไม่ใคร่จะดูเวลาเท่าไหร่ แต่พอไม่มีนี่ ฉันโหยหา อยากรู้เวลาแทบทุกนาทีเลย ให้ตายเหอะ แต่พอฉันเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง อยากรู้ว่าฉันจะขาดมันไม่ได้จริงๆ เหรอ ทำให้ทุกวันนี้ ฉันไม่ใส่นาฬิกาข้อมือเลย ยกเว้นตอนทำงานเพื่อดูเวลาสำหรับลูกค้าเข้าและออก นอกนั้นฉันไม่ใส่นาฬิกาเลย ก็แปลกดี ว่าแล้วก็ไปหยิบนาฬิกาข้อมือคนข้างๆ มาดูดีกว่าว่ากี่โมงแล้ววววววว




 

Create Date : 07 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 7 กรกฎาคม 2552 15:17:54 น.
Counter : 498 Pageviews.  

ควันหลง



หลายวันนี้ มีข่าวเกี่ยวกับสาวน้อย Colby Curtinให้ได้อ่านกัน เชื่อว่าหลายคนอาจได้ผ่านตาบ้างแล้ว Colby Curtin สาวน้อยวัย 10 ขวบที่ป่วยเป็น Vascular Cancer หรือมะเร็งเส้นเลือด ตรวจพบเมื่อปี 2005 หลังจากหมอตรวจพบเนื้องอกในตับของเธอ

Colby เป็นเด็กร่าเริง ชอบดูหนัง และมักจะทำให้คนอื่นหัวเราะอยู่เสมอๆ เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาเธอได้ไปดูหนังที่โรงและเห็นตัวอย่างหนังเรื่อง Up เธอบอกแม่ของเธอว่าเธออยากดูหนังเรื่องนี้มาก

ต้นเดือนมิถุนา อาการของ Colby แย่ลงมาก เธอไม่สามารถเดินทางไปดูหนังเรื่องนี้ตามที่เธอปรารถนาได้ ครอบครัวของเธอกลัวว่าเธออาจจะไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ เพราะดูเหมือนว่าเธอพร้อมที่จะจากพวกเค้าไปในไม่ช้า Orum-Moore ได้โทรศัพท์ไปที่ Disney และ Pixar เพื่อขอความช่วยเหลือ

Orum-Moore พยายามจนได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่คนนึงของ Pixar และเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟัง Pixarได้ส่งเจ้าหน้าที่มาพร้อม DVD ต้นฉบับของหนังเรื่องนี้ในวันรุ่งขึ้น

แม่ของ Colby ถามเธอว่า เธอจะทนไหวมั๊ย Colby ตอบแม่ของเธอว่า "I'm ready (to die), but I'm going to wait for the movie".

แม่ของ Colby ต้องคอยบรรยายภาพทีละฉากให้เธอฟัง เพราะเธอเจ็บปวดมาก กับอาการของโรคและแทบไม่สามารถลืมตาได้ หลังการฉายหนังจบลง แม่ของเธอถามเธอว่าเธอชอบหนังเรื่องนี้มั๊ย เธอพยักหน้าแทนคำตอบ

หลังจากหนังจบ พ่อของเธอซึ่งหย่ากับแม่ของเธอได้เดินทางมาถึง และ Colby สิ้นใจโดยมีพ่อและแม่ของเธอเคียงข้างในช่วงสามทุ่มของวันนั้น หลังจากเธอดูหนังเสร็จเพียงแค่เจ็ดชั่วโมงเท่านั้น

ฉันอ่านข่าวนี้ด้วยความสะเทือนใจและน้ำตาซึม มันช่างต่างกันลิบลับ เมื่อฉันนึกย้อนไปตอนฉันอายุ 10 ขวบ ฉันเริงร่าไปตามวัย แต่ Colby เป็นเด็กที่กล้าหาญและอดทนมากกับโรคร้ายที่เธอต้องเผชิญ

ฉันนึกขอบคุณเจ้าหน้าที่ของ Pixar ที่ช่วยเหลือให้ฝันของสาวน้อยเป็นจริง และไม่ได้มองว่ามันเป็นความฝันไร้สาระและเพิกเฉย ความฝันของเด็กและผู้ใหญ่ช่างต่างกัน เด็กๆ บางคนฝันแค่อยากได้ของเล่นบางชิ้น ที่ไม่แพงซะจนต้องล้มละลายถึงจะซื้อได้ หรือ เด็กๆ บางคนฝันอยากเจอคนดังที่เค้าประทับใจ ซึ่งจริงๆ แล้วฉันว่าไม่ได้ยากเกินไป อย่าลืมว่าถ้าคุณเป็นเด็กและคุณกำลังจะตาย ความฝันเพียงแค่นี้ ฉันว่าไม่ได้หนักหนาอะไรเลยที่ผู้ใหญ่สามารถจะช่วยได้

เรื่องนี้ทำให้ฉันนึกถึงองค์กรที่มีชื่อว่า Make a wish foundation เป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นเพื่อทำความฝันสุดท้ายของเด็กที่ใกล้จะเสียชีวิตให้เป็นจริง อย่างที่ฉันบอก ด้วยความช่วยเหลือของผู้ใหญ่ใจดีหลายๆ ท่าน ความฝันทั้งหลายของเด็กเหล่านี้ก็เป็นจริงได้ และหลังจากนั้นไม่กี่วัน เด็กเหล่านั้นก็สิ้นลมพร้อมใบหน้าระบายยิ้ม หรือบางคนสิ้นใจในวันรุ่งขึ้นนั้นเอง

ข่าวนี้อีกเช่นกันที่ย้ำให้ชัดอีกครั้งว่า ความตายไม่ได้เลือก เพศ อายุหรือเวลา Colby อายุแค่ 10 ขวบเท่านั้นก็เสียชีวิตแล้ว แต่มันคงเป็นความรู้สึกที่ยากจะบรรยายมากสำหรับพ่อและแม่ของเธอที่ต้องมาทำพิธีฝังศพให้เธอ.. ลูกสาวคนเดียว แทนที่จะเป็นว่าลูกสาวอยู่เคียงข้างพ่อหรือแม่ตอนท่านสิ้นใจ จริงมั๊ย

ขอบคุณความพยายามและความช่วยเหลือของทุกๆ ฝ่าย ขอบคุณ Colby สำหรับความฝัน ความอดทน ความกล้าหาญ และอีกครั้งขอบคุณ Colby ที่สอนให้ฉันเห็นอะไรหลายๆ อย่างในชีวิต

ปล. ขอบคุณรูปภาพและเนื้อข่าวจาก OC Register




 

Create Date : 26 มิถุนายน 2552    
Last Update : 26 มิถุนายน 2552 2:32:09 น.
Counter : 343 Pageviews.  

1  2  3  4  5  

daisyntulip
Location :
California United States

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add daisyntulip's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.