Group Blog
 
All blogs
 

สวัสดีปีเสือค่า

สังสรรค์วันปีใหม่ คงหนีไม่พ้นคำถามว่า "ไปเค้าน์ดาวน์กันที่ไหน" ใช่มั๊ยค่ะ แต่เมื่อคุณถามคำถามนั้นกับเด็กห้าขวบอย่างปันปันหลานฉัน

คุณจะได้รับคำตอบว่า "เค้าน์ดาวน์แปลว่าอะไร"

คุณก็อาจจะบอกว่า "เอออออ ก็แบบนับถอยหลังไง"
ปันปันก็จะบอกว่า " ห้า สี่ สาม สอง หนึ่ง แล้วไงคร้าบ"

แล้วคุณก็จะได้แต่ ค่ะ มันเป็นสิ่งสมมติหรือคำถามสามัญมากๆ ที่เราจะนับถอยหลังกัน (ทำไมก็ไม่รู้อ่ะ) เหอะ เหอะ คือฉันก็เพิ่งมานึกเอะใจว่า แบบว่า ทำไมนะ จริงๆ เราคนไทยรับเอากำหนดวันปีใหม่มาหลายแบบนะคะ ปีใหม่ฝรั่ง ก็เริ่ม 1 มกรา ปีใหม่ไทย ก็ 13 เมษา ปีใหม่จีน ก็ประมาณปลายมกราต่อกุมภา แล้วแต่ปฏิทินจีนจะว่าไป

ปีนี้ฉันไม่ได้ไปเค้าน์ดาวน์ที่ไหน เพราะฉันทำงานรวดติดกันแปดวันเลย เอาให้บ้ากันไปข้าง เปล่าหรอกค่ะ ฉันทำงานร้านอาหารเป็นพาร์ทไทม์ ตอนนี้ปิดเทอม เวลาว่างเท่าไหร่ ฉันทุ่มให้งานหมด แล้วช่วงเทศกาลหรือวันหยุดสำหรับฉันคือวันทำงาน เพราะงั้นฉันแทบจะไม่ได้ไปเคาน์ดาวน์หรูหราที่ไหนมานานแล้ว อ๋อ มีอยู่ปีนึงฉันไปเคาน์ดาวน์กับครอบครัวที่ Lake Tahoe ค่ะ เราไปเล่น Snowboard ที่นั่น ไปแล้วประทับใจมาก เพราะหิมะเยอะ นิ่มมาก ล้มยังไงก็ไม่เจ็บ ยกเว้นจะเป็นอุบัติเหตุชนกันแรงจริงๆ ปีนี้กะว่าจะไปช่วงคริสต์มาส แต่พอดีพี่สาวฉันท้องแก่มากแล้ว ตอนนี้เจ็ดเดือนแล้วค่ะ ถ้าจะไป ขับรถไกลไป อันตรายต่อหลานตัวน้อยๆ ของฉัน ส่วนจะให้บินไป ก็ประหยัดไว้จะดีกว่าค่ะ อิ อิ เราเลยเลือกไปฉลองคริสต์มาสกันที่ Big Bear แทน เอาไว้ฉันจะมาแหลเรื่องสโนว์บอร์ดวันหลังนะคะ

ในเมื่อเรามีปีใหม่กันได้หลายช่วงวาระ ก็แล้วแต่บุคคลว่าใครจะเอาวันไหนเป็นที่กำหนดของใจว่า เอาหล่ะ ฉันจะทำอะไรใหม่ๆ ให้กับตัวเอง เริ่มแล้ว ณ บัดนี้ หรือว่า เอาหล่ะ ปีนี้ฉันจะไม่ทำอะไรที่แย่ๆ เหมือนที่ผ่านมาบ้าง รับรองว่า ต้องมีหลายคนถือเอาวันปีใหม่เป็นวันเอาฤกษ์เอาชัยใช่มั๊ยค่ะ ฉันก็ด้วยค่ะ

หนึ่งในหลายๆ อย่างที่อยู่ในลิสต์ของฉันคือ ฉันจะดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงค่ะ มันก็ต้องมีเหตุผลแอบซ่อนกันบ้าง อย่างนึงคืออยากลดความอ้วนค่ะ คือไม่ได้ลดเพื่อความวัยรุ่นหรืออะไร เพราะฉันเลยวัยนั้นมาหลายวันแล้ว แต่ฉันอยากให้ตัวเองผอมกว่านี้อีกสักหน่อย บางทีมันยากแสนยากนะคะ กะอีแค่ไม่กี่โล ทำไมมันไม่ลงซะที ได้ยินบางคนบอกว่าลดไปห้าโลแล้วนะ โห ฉันแอบคิดว่า ถ้าฉันลดได้ห้าโลบ้าง ก็ผอมเพรียวเลยนะเนี่ย แต่บางทีอีกแหละค่ะ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับน้ำหนัก เพราะบางทีน้ำหนักเท่าเดิม แต่รูปร่างเราบางลง แปลกแต่จริง อิ อิ และอีกอย่างหนึ่งคือ อายุมากขึ้น ระบบเผาผลาญมันทำงานช้าลงอ่ะค่ะ อันนี้แล้วแต่คนหรือเปล่าไม่รู้ แต่ฉันเป็นค่ะ กินได้น้อยลง ระบบย่อยทำงานได้ช้าลง และ ลดน้ำหนักได้ยากขึ้น เกี่ยวกันมั๊ยเนี่ย แหะ แหะ

อีกเหตุผลนึงคือ ฉันจะไปบริจาคเลือดค่ะ ปีที่แล้วที่ฉันกลับไปเมืองไทย ฉันได้บริจาคเลือดครั้งแรกในชีวิต แม่เจ้า ชอบมากค่ะ ขอบอก ฉันตั้งใจไว้ว่า จะบริจาคเลือดอีกตอนกลับมาอเมริกา แต่ฉันก็ไม่ได้ทำ แย่จริงๆ ตอนที่ครบสามเดือนของการบริจาคเลือดได้ เป็นช่วงที่ฉันสอบไฟนอล ฉันเลยคิดว่า เลื่อนไปก่อน รอให้ฉันสอบเสร็จ สุขภาพดี จิตใจร่าเริง เลือดฉันที่จะเอาไปช่วยคนอื่นจะได้ไม่ตึงเครียด เดี๋ยวคนเอาเลือดฉันไป กลายเป็นคนเครียด ฉันจะบาปซะเปล่าๆ ฉันเลยผลัดมาปีใหม่นี้แหละค่ะ ปีนี้ฉันเลยตั้งใจว่า จะบริจาคเลือดทุกสามเดือน หย่อนนิด หย่อนหน่อยไม่เป็นไร ตั้งใจเข้าว่า ฉันจะทำ แค่นั้นก็โอแหละ

พูดเรื่องร่างกายไปแล้ว ก็มาพูดเรื่องจิตใจกันบ้าง ฉันพยายาม "รู้สึกตัว" หรือ "มีสติ" ในชีวิตประจำวัน ต้องขอบอกว่า ฉันเป็นพวกขี้เกียจโคตรๆ เลยค่ะ แบบว่า เผลอไป หลงไปกับโลก จนบางทีแทบไม่มีสติหรือไม่สมประกอบเลย เหอะ เหอะ ก็กิเลสมันหลอกให้หลงอ่ะค่ะ แล้วฉันก็โง่หลงเชื่อกิเลสบ่อยมากๆ ปีนี้ฉันเลยตั้งใจใหม่ว่า ฉันจะดูใจ และดูแลใจ ในเมื่ออาบน้ำร่างกายทุกวัน แล้วจะไม่อาบน้ำ ล้างใจ เดี๋ยวใจเค้าจะน้อยใจเอา ว่ามั๊ยค่ะ

จริงๆ ฉันว่าไม่ต้องรอฤกษ์ผา โมงยามอะไร ที่จะตั้งใจทำสิ่งดีๆ หรอกค่ะ ขอเพียงมีใจที่มุ่งมั่นว่าจะเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ ดีๆ ก็เริ่มได้เลย แต่แอบบอกนิดนึงว่า วันก่อนฉันยังหลงไปเล่นเกมในเฟสบุ๊คตั้งนานแน่ะค่ะ อิ อิ ก็แหม ตอนเปิดเทอม ฉันไม่เล่นเกมเลย กลัวติด เพราะรู้ว่าฉันต้องติดเกมแน่ๆ ฉันเลยเล่นแต่ควิซง่อยๆ แค่นั้นพี่ฉันยังว่า เอ้า ไม่ไปอ่านหนังสือเหรอ ถ้าเล่นเกมให้เห็น พี่ฉันคงเอาตาลปัตรมาสวดฉันยับ แต่มีพี่สาวฉันคอยเตือนก็ดีนะคะ แปลว่าเค้าห่วง ถ้าเค้าไม่ห่วง เค้าคงปล่อยฉันไปตามยถากรรมไปแล้ว อย่างเมื่อคืนนี้ที่ฉันหลงไปกับกิเลสความอยากเล่นเกม และความโลภว่าอยากได้คะแนนมากกว่านี้ อยากผ่านด่านนี้ให้ได้ก่อน ก็ล่อไปตีสองแน่ะค่ะ เสียงพี่สาวฉันก็ลอยลมมาว่า เอ้า เล่นเข้าไป ตายไปแล้วเอาไปได้หรือเปล่า ฉันก็ได้แต่ เง้ออออออ จริงด้วย ปิดก็ได้ เดี๋ยวเล่นใหม่ พรุ่งนี้




 

Create Date : 04 มกราคม 2553    
Last Update : 4 มกราคม 2553 16:29:01 น.
Counter : 205 Pageviews.  

Avatar ในมุมมองของฉัน

หลายคนคงได้ไปดูหนังเรื่อง Avatar กันมาแล้ว หลังดูจบ ต่างคนก็ต่างความคิด ส่วนฉันขอบอกว่าประทับใจหนังเรื่องนี้จังเลยค่ะ ฉันได้ดู Trailer ครั้งเดียว และไม่ได้ชิงดูว่าหนังเรื่องนี้เกี่ยวกับอะไรบ้าง เลยไปดูหนังแบบไม่ได้มีไอเดียเลยว่าหนังเกี่ยวกับอะไร รู้แค่ว่าเป็นหนัง Sci-fi ภาพสวย แค่นั้น

หนังสามชั่วโมง แต่ฉันรู้สึกว่าเวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก รู้สึกเหมือนหนังแค่ชม. เดียวเอง จริงๆ นะคะ หลังดูจบ ต้องบอกว่าหนังเค้าดีจริงๆ (ในมุมมองของฉัน) บางคนอาจจะบอกว่า พล๊อตเรื่องก็งั้นๆ แต่ฉันว่าไอ้งั้นๆ เนี่ย ถ้ามองให้ดี มันไม่ธรรมดาเลยจริงๆ หรือฉันจะอินมากไป

ที่ฉันชอบอาจเป็นเพราะฉันได้ความหมายในทางพุทธจากหนังฝรั่งก็เป็นได้ ซึ่งฉันก็แอบคิดเหมือนกันว่า ตูบ้าไปแล้วหรือไร แหะ แหะ ก็อย่างที่เค้าบอกว่า จะให้สอนได้ยังไง ถ้าทำตัวเหมือนชาล้นถ้วย ฉันได้ยินแล้ว ร้อง เอ๋ง เอ๊ย อ๋ออเลยค่ะ ว่านี่มันเป็นคติธรรมจริงๆ นา ส่วนไอ้ที่ฉันอินสุดใจและคิดว่าหนังถ่ายทอดได้ดี แต่บางคนอาจจะรู้สึกว่าก็งั้นๆ คือ การที่เราไปบุกรุกดินแดนคนอื่นเพื่อสนองความต้องการของตัวเองนี่แหละค่ะ ขึ้นชื่อว่าคน ก็ทำลายมันซะทุกอย่าง เพราะถือว่าตัวเองมีอาวุธ เปล่าหรอกค่ะ ฉันก็ยังเป็นคนธรรมดานี่แหละค่ะ แต่อาจจะต่างจากพวกที่ชอบความรุนแรงมากหน่อยเท่านั้นเอง หนังทำให้ฉันคิดว่า จริงๆ เลยนะ บางทีคนเราก็ต้องการสิ่งที่ไม่ใช่ของตัวเอง ไม่เคยคิดคำนึงเลยว่า คนอื่นจะเป็นยังไง ขอให้ตัวเองได้ดั่งใจเป็นพอ เหมือนตอนเด็กๆ ที่เรียนวิชาสังคม (หรือเปล่า) จำไม่ได้ชัด ที่ว่า โคลัมบัสเป็นผู้ค้นพบอเมริกาไงค่ะ แล้วมีคนบอกว่า อ้าว แล้วไอ้คนที่มันอยู่ดินแดนอเมริกามาก่อนอย่างพวกอินเดียนแดง มันเป็นไผหล่ะเนี่ย ถ้าโคลัมบัสเป็นผู้ค้นพบอเมริกา

หนังแสดงให้เห็นว่าอำนาจถ้าอยู่ในมือคนชั่ว ก็ไปกันใหญ่ เห็นเหยงๆ ว่าคนอื่นเค้าเดือดร้อน ก็ไม่พอใจ ยังต้องการเอาชนะ แต่ไม่เคยย้อนดูว่า ถ้าคนที่เดือดร้อนเป็นเราซะเองหล่ะ จะเป็นยังไง ดูหนังแล้วสะท้อนให้เศร้าค่ะ

หนังยังบอกอีกว่าให้เชื่อมั่นในการสร้างความสมดุลของชีวิต ซึ่งฉันเห็นด้วยเต็มเปี่ยม ไอ้ฉันก็ย้อนมองตัวเองอีกว่า เอ็งเอ๋ย ไม่ค่อยจะสมดุลอะไรกับใครเค้าเลยฉัน แหะ แหะ แต่ฉันก็แอบรู้สึกผิดนะคะ อย่างเวลาฉันเปิดเทอมอ่ะค่ะ ฉันมักทุ่มเวลาให้การเรียน เพราะฉันเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย ยิ่งช่วงใกล้สอบ เจ้าประคุณเอ๋ย ไม่ค่อยเงยหน้าคุยกับใคร กลัวความรู้จะกระฉอกออกจากสมองก่อนถึงห้องสอบ แต่โชคดีพี่สาวฉันเข้าใจ ประคบประหนมฉันอย่างดี ฉันเลยรอดมาได้ ท้องอิ่ม สมองพร้อม เตรียมสอบทุกครั้ง

หนังยังบอกอีกว่าให้ฟังเสียงธรรมชาติ ซึ่งฉันแปลเอาเอง จากการที่ตัวละครเอกต้องฟังเสียงธรรมชาติและสัตว์รอบๆ ตัวพวกเค้า และทำตัวให้กลมกลืนกับธรรมชาติ เพราะธรรมะก็คือธรรมชาตินี่เอง และหนังก็ยังบอกอีกว่า ทุกอย่างวันนึงเราต้องคืนให้กับธรรมชาติไป โอ๊ย ฉันฟังแล้วแปลกใจอย่างยิ่งว่านี่คือหนังฝรั่งหรือเนี่ย ช่างให้แง่คิดจริงๆ ส่วนที่กระตุกใจฉันจริงๆ ก็ตรงที่บอกว่า วันนึงคุณต้องตื่นขึ้นมาจากความฝัน อันนี้ฉันแปลเอาเองจากภาษาง่อยๆ ของฉันว่าอย่างงั้นนะ ซึ่งฉันก็ว่า จริง เพราะทุกวันนี้ที่เราบอกว่าเราตื่นๆ เราไม่ได้ตื่นหรอกค่ะ เราตื่นแค่ตัวตนบนโลก แต่จริงๆ จิตเรายังไม่ตื่นเลยจริงๆ แต่วันไหนที่เราตื่นจริงๆ เราจะอุทานเลยว่า โอ แม่เจ้า นี่ฉันหลับทั้งๆ ที่ลืมตามาตลอดชีวิตเลยหรือนี่

แอบชอบอีกอย่างค่ะ เวลาเค้าเลือกสัตว์ประจำตัว ฉันแอบคิดเปรียบเทียบเหมือนการเลือกคู่ อิ อิ ก็เค้าบอกว่าเราเลือกเค้าแล้ว เค้าต้องเลือกเราด้วย แหม ช่างเหมือน ก็ถ้าเค้าไม่เลือกเรา เราก็อกหักซิค่ะ จริงมั๊ย

ฉันไม่รู้ว่าหนังเรื่องนี้ทำรายได้เท่าไหร่ หรือมีใครไม่ชอบหนังเรื่องนี้เยอะมั๊ย เมื่อเทียบกับหนังเรื่องอื่น แต่ฉันว่าหนังเรื่องนี้ให้อะไรมากกว่าที่คิดนะคะ ประทับใจจริงๆ




 

Create Date : 28 ธันวาคม 2552    
Last Update : 28 ธันวาคม 2552 14:26:35 น.
Counter : 232 Pageviews.  

วันพ่อ....

เมื่อพูดถึงวันพ่อ ทุกคนก็จะนึกถึงพ่อของตัวเองและพ่อหลวงของเราคนไทยทั้งชาติ ฉันก็เป็นคนนึงที่มีจิตสำนึกรักแผ่นดินเกิดของตัวเอง และรักในหลวงของเรา พ่อของแผ่นดิน ในวันที่ 5 ธันวาคมนี้ ฉันขอ..

ขอให้พระองค์ทรงพระเจริญ มีพระพลานามัยแข็งแรง พระชนมายุยิ่งยืนนาน ทรงอยู่เป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยตลอดไป...

เมื่อพูดถึงพ่อของฉัน เรียกได้ว่าฉันไม่มีค่ะ เง้ออ ไม่ใช่ค่ะ ฉันไม่ได้เกิดจากกระบอกไม้ไผ่หรอกค่ะ แหม พ่อฉันเสียไปตั้งแต่ฉันยังเล็ก เล็กมากขนาดที่ว่า ฉันจำไม่ได้อ่ะค่ะ เพราะฉันแค่ขวบครึ่งเอง แล้วฉันจะมีอะไรมาเล่าใช่ม้า แต่แปลกมั๊ยค่ะว่าฉันไม่มีพ่อตั้งแต่เล็ก แต่ความรักและผูกพันของฉันกับพ่อดูมากจนฉันแปลกใจ คนรอบข้างฉันพูดให้ฉันฟังตอนฉันเล็กๆ ว่าพ่อฉันเป็นคนยังไง และเกิดอะไรขึ้นบ้างช่วงก่อนฉันเกิดและในวันที่พ่อฉันเสีย ตอนเด็กๆ ฉันเคยอยากมีพ่อเหมือนคนอื่นนะคะ ฉันเคยน้อยใจว่าทำไมพ่อฉันด่วนมาทิ้งฉันไปซะงั้นหล่ะเนี่ย ฉันเคยคิดว่าถ้าฉันมีพ่อ พ่อจะสอนฉันทำการบ้าน สอนฉันในหลายๆ เรื่องที่พ่อคนนึงจะสอนลูก นี่ฉันคงดูทีวีมากไป พวกจินตนาการเริ่ดเรอมันเลยฝังจิตฝังใจฉัน จนเมื่อสองสามปีที่แล้วนี้เองค่ะ ที่ฉันบอกพี่สาวฉันว่า ฉันรู้สึกยังไง ฉันก็ร่ายเหมือนที่ฉันเขียนไปก่อนหน้านี้แหละค่ะว่า ถ้าฉันมีพ่อนะ ฉันก็จะ..... ไปเรื่อยๆๆๆ

แต่พี่สาวฉันกลับบอกฉันว่า แจ้ไม่เคยคิดที่จะมีพ่อเลยนะ ก็เราไม่มี แล้วอะไรที่เราไม่มี จะไปตามหามันทำไม....ทำไมไม่ให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรามีหล่ะ ค่ะ พี่สาวฉันสนิทกับฉันมาก เรามีกันสองคนพี่น้องในแง่ของพ่อเดียวกัน แปลว่าฉันยังมีพี่น้องคนละพ่ออีก ซึ่งเราพี่น้องคนละพ่อก็รักกันดีเช่นเดียวกัน วันที่พี่สาวฉันพูดกับฉันแบบนั้น ฉันก็ได้คติของชีวิตค่ะว่า อะไรที่ขึ้นต้นว่าถ้า....แล้วเนี่ย ไม่มีจริง อย่าไปตามหาเลย อยู่กับสิ่งที่เรามีดีกว่า เหมือนอย่างที่ฉันมีแม่ พี่สาว และญาติพี่น้องที่ฉันรักพวเค้าและพวกเค้าก็รักฉันไงหล่ะคะ

ส่วนความผูกพันของฉันกับพ่อก็ใช่ว่าจะหายไปทันทีที่พ่อฉันตาย เปล่าเลยอ่ะค่ะ แปลกมาก พ่อฉันเป็นครูค่ะ และฉันกับพี่สาวก็รักการอ่านมากมาย เราสองคนใส่ใจกับการเรียนแบบเด็กเรียน แต่กิจกรรมก็ทำนะคะ และที่ฉันมารู้สึกผูกพันกับพ่อฉันมากมายก็เมื่อไม่นานมานี้เองค่ะ เรื่องมีอยู่ว่าตอนฉันเป็นวัยรุ่นมั๊งค่ะ จำไม่ได้ซะทีเดียว แม่ฉันให้แบงก์บาทสมัยก่อนกับฉันและพี่สาว บอกว่าเป็นของพ่อ ตอนที่ฉันได้มา ฉันเห็นมีตัวหนังสือเขียนอยู่บนแบงก์หลายจุดเลยทีเดียว แม่บอกฉันว่าพ่อฉันเป็นคนชอบจด ขีดๆ เขียนๆ ชอบเรียนหนังสือ เรียนเก่ง และสมัยก่อนก็จนมาก พ่อฉันบวชเณรและบวชเป็นพระค่ะ จนตอนหลังสึกออกมาเป็นครู พ่อฉันจะจดเกี่ยวกับตำรับ ตำราต่างๆ นาๆ บนกระดาษทุกอย่างที่หาได้ เช่นถุงกระดาษเวลาซื้อของ ฉันได้ยินแล้วแอบด่าตัวเองนิดนึงว่าฉันนี่เกิดในช่วงที่เจริญโคตร กระดาษโน้ตซื้อหามาสำหรับจดบันทึกโดยเฉพาะยังมี เง้ออออ ฟังดูแล้วฉันรู้สึกเลยว่าพ่อฉันเป็นคนพากเพียร อุตส่าหะมาก ท่านพยายามที่จะเล่าเรียนจริงๆ

อ๋อออ ออกนอกเรื่องไปซะไกล ก็แบงก์ที่ฉันได้มานี่แหละค่ะ ฉันจำได้ว่า ข้อความบนแบงก์หลากหลายนั้น ฉันไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ ก็เป็นพวกคำบาลีต่างๆ อ่ะค่ะ จนล่าสุดนี้ ฉันเปิดกรุที่ฉันเก็บพระต่างๆ ออกมาดู ประหนึ่งเป็นสมบัติทองคำ
แล้วฉันก็ได้หยิบแบงก์บาทหลายใบของฉันออกมาดู อ่านตัวหนังสือที่เขียนอยู่บนนั่น ฉันอ่านแล้วเข้าใจแบบที่ฉันไม่เคยเข้าใจมาก่อน คำเหล่านั้น ก็อย่างเช่น ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ที่ฉันเข้าใจไม่ใช่ฉันบรรลุอะไรหรอกค่ะ คือฉันแค่เข้าใจว่ามันเป็นหลักธรรมต่างๆ นาๆ นี่เอง ฉันรู้สึกว่าฉันได้อะไรๆ จากพ่อฉันมากมายจริงๆ

ฉันกับพี่สาวสนใจศึกษาธรรมะ... ตอนเด็กๆ เราจะทำกับข้าวใส่บาตรตอนเช้า และเป็นคนดีคนนึงของสังคมเท่าที่เราจะเป็นได้ ไม่ได้ศึกษาเรื่องการมีสติ หรือ นั่งสมาธิจนเห็นอะไรต่างๆ นาๆ นะคะ แค่ว่าพื้นฐานเป็นคนใฝ่ทางบุญ ซึ่งฉันคิดว่าเป็นเพราะแม่ฉันปลูกฝังพวกเรามา จนมาช่วงใกล้สามสิบที่ผ่านมานี่แหละค่ะ ที่เราสองคนได้มีโอกาสศึกษาธรรมะในแบบปฏิบัตินอกเหนือจากการทำความดี ได้บุญโดยทั่วไป ฉันคิดว่า คำว่าลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นนี่ใช้ได้จริงๆ และถึงแม้ว่าบุคคลตัวอย่างนั้นอาจไม่ได้อยู่ให้เราเห็นว่าเค้าเป็นหรือใช้ชีวิตยังไง แต่บางครั้งมันมาจากสายเลือดจริงๆ ค่ะ ฉันรู้ว่าฉันไม่มีโอกาสได้กราบเท้าพ่อในวันพ่อ และฉันก็ไม่มีพ่อคอยสอนในเรื่องต่างๆ เหมือนคนอื่น แต่ฉันคิดว่าชีวิตที่พ่อให้ฉันมา มีคุณค่าและความหมายมากจนฉันรู้สึกว่า จริงๆ แล้ว พ่อไม่ได้จากฉันไปไหนเลย พ่ออยู่กับฉันเสมอ และฉันก็ขอบคุณพ่อกับแม่ของฉันค่ะ ที่ทำให้ฉันเกิดมา...

สุขสันต์วันพ่อค่ะ




 

Create Date : 06 ธันวาคม 2552    
Last Update : 6 ธันวาคม 2552 16:01:21 น.
Counter : 230 Pageviews.  

มาออกกำลังกายกันเต๊อะ

ปัจจุบันคนหันมาสนใจการออกกำลังกันเยอะ ฉันว่าเป็นสิ่งที่ดีนะ เพียงแต่ต้องเลือกชนิดของการออกกำลังให้เหมาะกับตัวเอง อย่างฉันเป็นคนไม่ชอบไป gym เลย เคยนะ ไม่ใช่ไม่เคยไป ตั้งแต่อยู่เมืองไทยก็ไป มานี่ก็ไป ฉันหนะ อดีตสมาชิก 24hrs fitness เชียวนะ เปล่าค่ะ ไม่ได้ไปออกยี่สิบสี่ชม. หรอกนะ ไปไม่รู้ถึงยี่สิบสี่ชม. หรือยัง ตอนสมัครครั้งกระนู้นอ่ะ แหะ แหะ แต่ฉันพวกชอบของถูกค่ะ เลยเสียค่าสมาชิกรายเดือนต่ำมาก เพราะพี่เขยฉันไปต่อรองอยู่นาน สมัครกันทั้งบ้าน แต่ไปน้อยมากกกกก

สรุปโดยรวมแล้วฉันไม่ชอบอ่ะค่ะ ไม่ชอบการที่ต้องไปวิ่งๆๆๆ วิ่งไปๆๆๆ บนลู่ หรือ เหยียบเครื่องขึ้นๆ ลงๆ หนืดๆๆๆ หนับๆๆๆ แล้วก็ ฮึดๆๆ ฮัดๆๆๆ ฮุย เล ฮุย กับเครื่องออกกำลังแขนต่างๆ นาๆ แค่ฉันเห็นเครื่อง ฉันก็เหนื่อยแล้ววว แล้วมีใครเคยสังเกตุสีหน้าคนที่ไปออกกำลังกายกันบ้างหรือเปล่าค่ะ อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวนะคะ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านและติเจ้าของบล๊อก คือ ฉันรู้สึกเหมือนว่าทุกคนเป็นหนูถีบจักร มีเป้าหมายในการออกกำลังกายก็จริง แต่ดูเคร่งเครียด เร่งๆ ทำ กดดันตัวเองยังไงไม่รู้

มาพูดการออกกำลังกายที่ฉันว่าเหมาะกับตัวฉันดีกว่า คือ โยคะและ kickboxing ค่ะ ฉันเคยเล่นโยคะธรรมดา แล้วก็ต่อด้วยโยคะร้อน อันหลังนี่ฉันชอบมาก เริ่มจากฉันกลับเมืองไทยเมื่อห้าหกปีที่แล้ว และโยคะร้อนเพิ่งเข้าเมืองไทยใหม่ๆ ค่าสมัครเลยยังไม่แพงเท่าไหร่ ฉันกลับไปเดือนนึงเลยสมัครแค่เดือนเดียว ฉันเล่นครั้งแรก โอ แม่เจ้า ฉันออกมานั่ง หน้าตาเหมือนแพ้ท้อง จะอ้วกให้ได้ และฉันไม่รู้ว่าตามกฎ กติกาเพื่อสุขภาพที่ดี ต้องนั่งหรือนอนราบในห้อง จนกว่าจะหมดเวลา และเพื่อเป็นการไม่เบียดบังสมาธิผู้อื่นด้วย ไม่ควรผลุบๆ โผล่ๆ จากห้อง แต่ฉันไม่รู้ ออกมาแล้ว ฉันก็มานั่งหน้าตาปางตายและคิดว่า ไม่เอาแล้ววววว แต่ จะทำยังไงดีกับเงินที่เสียไป ค่ารายเดือน เพิ่งจ่ายไปเลยด้วยยย เวรแล้วไง เฮ้อออออ แต่ไม่ใช่ฉันคนเดียวนะคะที่ออกมานั่งตาละห้อย ย้อยไปหมดทั้งตัว มีอีกหลายคน ฉันก็เริ่มปาฐกถากับคนข้างๆ เค้าบอกว่า เค้าไม่ได้กินข้าวเช้ามา ฉันก็ด้วย นี่แหละน๊า ไม่เจียม เค้าบอกว่าทุกทีเค้ากินนะ ก่อนมาเล่น เป็นอาหารเบาๆ แล้วจะไม่เป็น ฉันก็ "เอาว่ะ" พรุ่งนี้ลองดู ฉันทานอาหารเบาๆ มาก่อน และเล่นๆๆ ฉันเล่นได้ครบชม. และมีความสุขมากขึ้น ในวันต่อๆ ไป และจากนั้นฉันก็ติดงอมแงม

จนครบเดือนนึงฉันกลับมาอเมริกา เอาแล้วไง ต้องหาที่เล่น แต่ที่ใกล้บ้านฉัน ไม่ใช่สาขาของ bikram yoga จริงๆ เค้าเอาเหมือนหม้อทำไอน้ำสักอย่างมาเปิด ฉันว่ามันไม่เห็นจะร้อนเท่าที่เมืองไทยเลยอ่ะ เค้าบอกว่า อากาศที่นี่แห้งกว่าเยอะ ไม่สามารถทำให้ร้อนกว่านี้ได้ ฉันก็อ่ะนะ ไม่มีที่อื่นแล้วนี่ จากนั้นที่นั่นก็เจ๊งไป (เอ๊ะ ยังไง)

แล้วฉันก็เจออีกที่นึง ไกลบ้านหน่อย เป็นสาขาของ bikram yoga จริงๆ ฉันสมัครเป็นปีเลย ไปเล่นทุกครั้งที่มีเวลา จนฉันไม่มีเวลาให้เล่น และเลิกไปในที่สุด เฮ้ออออ เซ็งเป็ด แต่ฉันขอแนะนำว่าในห้องร้อน กล้ามเนื้อจะยืดได้มากขึ้น และเวลาเหงื่อออก จะให้ความรู้สึกที่เฮ้อออ สดชื่นนนนน ฉันเป็นคนเหงื่อออกน้อยมากๆ เคยไปปั่นจักรยานใน gym กับญาติ ปั่นไปห้านาทีพร้อมกัน ญาติฉันเอาผ้ามาเช็ดหน้า เช็ดตา แบบเหงื่อไหลเป็นปิ๊บ ฉันก็เอาผ้ามา แต่ไม่รู้จะเช็ดอะไร เหงื่อไม่มีสักหยด นึกว่าจะเท่ห์แบบ ปั่นไปๆๆ เหงื่อออกๆๆๆ ฮะ ฮะ ฮะ

ตอนนี้ฉันกลับมาเล่นโยคะอีกครั้ง รวมแบบฤาษีดัดตนด้วย ต้องบอกว่า ตัวแข็งโป๊ก ป๊ากมากๆ เลย แต่ความรู้สึกเดิมกลับมาอีกครั้ง ความรู้สึกของการได้ทำอะไรที่ถูกใจ ความรู้สึกของความคุ้นเคย เพิ่งเริ่มเล่น ฉันก็รู้สึกว่าร่างกายฉันปรับได้เร็ว แต่ยังค่ะ ตัวฉันยังไม่ยืดหยุ่นขนาดนั้น ครูถือศีลเคยบอกในวีซีดีว่า ทำได้เท่าไหร่ เอาเท่านั้น อย่าคิดว่าต้องให้ได้เหมือนครู ฉันฟังแล้ว ช๊อบ ชอบ แต่ไม่ได้หมายความว่า เราต้องหยุดความพยายามไว้แค่นั้น การเล่นโยคะเหมือนกับการเรียนรู้ความสามารถทางกายของตัวเองมากกว่าที่จะไปเปรียบเทียบกับคนรอบข้าง เราทำได้เท่านี้ วันพรุ่งนี้ ลองดูซิว่าเราจะทำได้แค่ไหน ไม่ต้องรีบร้อน แต่ทำไปเรื่อยๆ อีกอย่างเป็นการทำสมาธิอย่างนึงนะ เพราะฉันลืมทุกอย่าง จดจ่ออยู่กับท่าและความสงบ ดีจริงๆ ค่ะ ขอบอก

ส่วน kickboxing หรือ tae bo นั้น ฉันฝึกตามวีซีดีของ Billy Blanks อันนี้ดูตรงข้ามกับโยคะโดยสิ้นเชิง แต่ฉันก็ชอบนะ อันนี้เหมือนฝึกความแข็งแรงของร่างกายด้วยความแข็งแรงภายนอก แต่โยคะเหมือนฝึกความแข็งแรงของร่างกายจากภายใน อันนี้ก็เป็นสมมติฐานของฉันเอง จากประสบการณ์ส่วนตัว

ฉันว่าการได้กลับมาทำอะไรที่เคยทำและคุ้นเคย ก็เหมือนการภาวนาอย่างนึงนะ จริงๆ จะบอกว่าฉันอ่ะ ขี้เกียจ คือ หลงไปตามกิเลสทุกวันเลย แต่วันไหน เวลาไหน รู้สึกตัวในชีวิตประจำวัน ความรู้สึกจะบอกว่า นี่ไง เคยทำ ไม่ว่าจะร้างราไปนานแค่ไหน ขอเพียงได้ทำอีกครั้ง ความรู้สึกมันจะบอกว่านี่แหละ และถ้าฉันไม่ขี้เกียจอีก ความก้าวหน้าก็จะบังเกิดดดด เหมือนที่ครูบาอาจารย์ของฉันจะบอกลูกศิษย์ที่ภาวนาเป็นแล้ว แต่ไม่ค่อยจะขยันว่า ...อย่าขี้เกียจนะ... แหะ แหะ เจ้าค่ะ




 

Create Date : 11 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 11 พฤศจิกายน 2552 5:05:47 น.
Counter : 332 Pageviews.  

นิทานก่อนนอน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว...



นี่คงเป็นคำขึ้นต้นคลาสิกมากๆ ที่ไม่ว่ายุคไหน สมัยใดก็จะได้ยินคนเล่า เริ่มต้นด้วยประโยคนี้ เวลาเล่านิทาน ใช่แล้วค่ะ ฉันเล่านิทานในปันปันฟังในบางคืนที่ฉันมีโอกาส

ตอนฉันเป็นเด็ก ฉันจำไม่ได้ว่าแม่ฉันเล่านิทานให้ฟังก่อนนอนหรือเปล่า แต่ฉันจำได้แม่นยำว่าแม่ฉันชอบซื้อนิทานให้ฉันกับพี่สาว เรามีนิทานหลายเล่มมากเลย ก็บอกแล้วว่าฉันหนะ หนอนหนังสือแต่เด็ก ของเล่นเราไม่ค่อยจะมี นัยว่าจนค่ะ แต่ถ้าเป็นหนังสือขอให้บอก แม่ฉันซื้อให้ และที่จำได้แม่นคือ พวกฉันจะอ่านกันเอง ฉันกับพี่สาวเรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างจากนิทานเล่มเล็กนั่นแหละค่ะ พวกนิทานอีสปก็นับว่าคลาสสิกมาก นิทานที่ฮิตๆ ก็กระต่ายกับเต่า หนูน้อยหมวกแดง หมูสามตัว และลูกหมีฟันผุ เรื่องลูกหมีนี้แม่ฉันชอบหลอกว่า ถ้าไม่แปรงฟันจะเป็นเหมือนลูกหมีที่พวกฉันอ่าน แมงกินฟันกินฟันลูกหมีเป็นรูหมดเลย ประมาณนั้น ทำให้ฉันกับพี่สาวฟันดีมากๆ

ปันปันเป็นเด็กชอบอ่านหนังสือเหมือนฉัน ชอบให้เล่านิทานให้ฟัง คืนก่อนนั้นเราผลัดกันเล่า ปันปันเล่านิทานเหมือนผู้ใหญ่เล่าให้เด็กฟังเลยนะ จะบอกให้ แต่ที่หนักอกหนักใจฉันก็คือ เวลาฉันเล่านิทานทีไร ปันปันจะตาโตแป๋วแหวว ไม่เห็นจะตาละเหี่ย เพลีย ง่วงนอนเลยอ่ะ พี่เขยฉันแอบเหน็บว่า ฉันเล่านิทานไม่ได้เรื่อง เล่ายังไงไม่รู้ ปันปันไม่หลับเลย ตาโตฟังนิทาน ไอ้คนเล่าอ่ะ จะหลับเอง เพราะฉันเล่าไป หลับตาจินตนาการไปด้วย

ฉันเป็นคนเล่านิทานแบบแต่งเอง ยืมเค้าโครงเรื่องมาจากนิทานหลายๆ เรื่อง อย่างปันปันเป็นเด็กที่ชอบรถมากกกกก ถึง มากกกกที่สุด โดยเฉพาะ แมคควีนนี่ขวัญใจเค้าเลยหล่ะ ฉันก็จะเอาแมคควีนมาวิ่งไปเรื่อยๆ แล้วตามทางก็เจอ สุนัขจิ้งจอกที่จะไปกินหมูสามตัว เจอรถไฟที่รูปร่างและลักษณะไม่เหมือนแมคควีนเอาซะเลย เจอเต่าที่มีความอดทนเดินไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ชนะกระต่าย วิ่งเข้าเส้นชัยไปพร้อมกับแมคควีน ก่อนที่แมคควีนจะบ๊าย บาย ขอเดินทางต่อไป ฉันเล่าแล้วต้องขอเบรคว่า เอาไว้ต่อวันพรุ่งนี้ เพราะนิทานฉันมันไม่มีจบ อิ อิ

แถมเด็กความจำดี บอกว่าวันก่อนบอกว่าจะเล่าเรื่องแมคควีนต่อไง ฉันก็ถามว่าถึงไหนแล้วววว แหม ปันปันเล่าได้เป็นฉากๆ ก็ตอนที่แมคควีนเจอรถไฟไง แล้วรถไฟก็ขบวนย๊าว ยาว แมคควีนรอตั้งนานกว่ารถไฟจะหมดขบวน

ปัญหาคือว่า ปันปันไม่มีทีท่าว่าจะง่วง แต่หลังจากเล่านิทานจบในตอนไปแล้ว ต้องบอกว่าค่อยต่อวันถัดไป ตอนนี้ถึงเวลานอนแล้วววว ไอ้ฉันก็นึกไปถึงภาพในทีวี ที่แบบเล่านิทานไป หันมาอีกที เด็กนอนหลับตาปุ๋ย ฮะ ฮะ ฮะ ปันปันหาเป็นเช่นนั้นไม่ บางทีหันมาถามฉันว่า ลูกหมีโดนหมอกรอฟัน กรอฟันแปลว่าอะไร แล้วแมงกินฟันอยู่ที่ไหนอ่ะ และอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้ฉันลืมไปว่า จริงๆ แล้ว เด็กๆ จินตนาการของเค้ากว้างไกล แต่คำศัพท์เค้ายังถูกจำกัดด้วยวัยที่เค้าเพิ่งเกิดมาบนโลกใบนี้ เลยต้องเลือกคำที่เข้าใจง่าย

ปันปันเคยถามฉันว่า เผลอแปลว่าอะไร ก็ตอนที่เค้าเล่นจั๊กกะจี้กับแม่เค้า แล้วฉันเป็นกรรมการนี่แหละ ฉันก็บอกว่า เย้ เย้ ปันปันสู้ๆ มา เดี๋ยวอี้จะบอกเคล็ดลับ เวลาม่าม้าเผลอก็จั๊กกะจี้เลยนะ ปันปันถามกลับหน้าตาซื่อมากว่า เผลอแปลว่าอะไร ตอนที่ฉันฟังหลวงพ่อปราโมทย์เทศน์ว่าเด็กสมัยนี้ไม่รู้จักหรอกว่าเผลอแปลว่าอะไร ฉันยังแอบคิด เอ ฉันก็รู้นะ ลืมคิดไปว่า ฉันหนะเลยวัยเด็กไปนานแล้ววว ปันปันนี่ซิ ของจริง เผลอแปลว่าอะไร ฮะ ฮะ ฮะ

ไม่ว่านิทานจะขึ้นต้นและลงท้ายว่ายังไง แต่ฉันเชื่อว่านิทานแต่ละเรื่องมีความสำคัญกับเด็ก เพราะบางครั้งนิทานนี่แหละสอนให้เราเป็นคนดี อาจเพียงเพราะเราประทับใจในสิ่งที่ตัวละครนั้นแสดงออก เราเลยจดจำว่าเราจะทำแบบในนิทานเรื่องนั้นๆ หรือถ้าทำไม่ดี เราก็จะจำไว้และบอกกับตัวเองว่า จะไม่ทำแบบตัวละครนั้นๆ แบบที่ปันปันมักชอบถามฉันว่า นี่ตัวดีหรือตัวร้าย




 

Create Date : 05 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 5 พฤศจิกายน 2552 16:01:03 น.
Counter : 584 Pageviews.  

1  2  3  4  5  

daisyntulip
Location :
California United States

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add daisyntulip's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.