daclub :: The Club

เรือนไม้สีเบจ (นิยายไทย)

สำนักพิมพ์เพื่อนดี พิมพ์ครั้งที่ ๕ มีนาคม ๒๕๔๗
ผู้แต่ง ว.วินิจฉัยกุล


ละครเรื่องเรือนไม้สีเบจ ตอนนั้นฉายชนกับแม่อายสะอื้น
ผู้กำกับเรื่องเรือนไม้คุณสุประวัติ กับนายแม่ แม่จุ๊ โผล่ที่เรื่องแม่อายด้วย น่าดูทั้งสองเรื่องค่ะ แต่เราติดเรือนไม้

ติดละครก่อน แล้วก็ทำให้อยากรู้ว่าหนังสือจะเป็นยังไง

เรื่องเรือนไม้สีเบจมีความแปลกอยู่สองอย่าง
๑. เรื่องราวไม่จบแค่การแต่งงาน แต่ยาวไปถึงพระเอก นางเอกมีลูก และพบอุปสรรคที่ต้องฟันฝ่ากันไปอีก
๒. ดำเนินเรื่องผ่านบันทึกมุมมองความคิดของตัวละครหลากหลายทั้งพระเอก (อาร์ม) นางเอก (มุก) แม่นางเอก (ชัญญา) ตัวร้าย (จุลศก)

คนแต่งได้ให้เหตุผลไว้ว่า

“…ในเมื่อผู้เขียนผ่านวัยนั้นมานาน ได้รู้เห็นชีวิตช่วงหลังจากนั้นมากพอสมควร ก็เกิดคำถามกับตัวเองว่า ถ้าเขาและเธอในวัยหวานยังดำเนินชีวิตต่อไปหลังหน้ากระดาษนั้นจบลง ทั้งสองย่อมจะค้นพบต่อไปว่าชีวิตไม่ได้หยุดแค่ช่วงโรยกลีบกุหลาบไว้เท่านั้น แต่ยังมีช่วงขวากหนามรออยู่อีกมากมายในชีวิตคู่…”
“…เรื่องนี้มีรูปแบบแตกต่างจากเรื่องอื่นๆของผู้เขียนอยู่บ้าง คือแทนที่จะแบ่งเป็นบท ก็แบ่งตามมุมมองของตัวละครสำคัญแต่ละตัว และเพื่อไม่ให้คนอ่านสับสบว่า ผม หรือ ฉัน ที่เล่าเรื่องเป็นใครกันแน่ ก็ได้ใส่ชื่อผู้เล่าแต่ละตอนเอาไว้ในตอนต้นของแต่ละคนในการมองชีวิตและเหตุการณ์ที่ตัวเองมีส่วนเกี่ยวพันด้วย มากกว่าจะมองเห็นผ่านทางผู้เขียนเรื่องเป็นคนถ่ายทอดเพียงฝ่ายเดียว…”

พูดถึงพระเอก นางเอกกันก่อน
ศัสตรา คะเนสรรค์ --พระเอกเป็นนักกีฬาบาสเก็ตบอลทีมชาติเชียวนะคะ สูง ๑๘๐ หน้าตาดี ลูกคนเดียว พ่อแม่แยกทางกัน อยู่กับยาย ต่อมายายตายก็อยู่คนเดียว พอเรียนจบก็ไปเรียนต่อโทที่อเมริกา ไปอยู่กับพ่อ
ปมในใจของอาร์มคงเป็นเรื่องของฐานะที่ต่างจากน้องมุก
ตอนที่อาร์มจบกลับมาแล้วมาหามุกที่บ้าน
เธอหยิบออกมาให้ผมดู
ข้อความว่า ‘รัก’ ผมส่งมาให้เธอเป็นครั้งแรก
เวลาผมดีใจจนท่วมท้นหัวใจ ผมมักจะนึกหาคำพูดไม่ถูก แล้วที่ร้ายที่สุด ผมมักพูดเชยๆอะไรก็ได้ออกไปตอนนั้นเพื่อปิดบังความรู้สึกของผม มันเป็นสันดานความเก็บกดชนิดแก้ไม่หาย
อย่างตอนนี้ ผมกลับพูดเป็นคนละเรื่อง
“พี่มีของมาฝากมุกด้วยนะ”
“อะไรเหรอคะ?”
มันเป็นจี้ห้อยคอทำจากปะการังสีแสด สลักเป็นรูปกุหลาบตูมดอกเล็กๆ ผมซื้อมาจากร้ายขายของที่ระลึกในฮอโนลูลู บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไม เห็นของสิ่งนี้แล้ว แวบแรกนึกถึงมุก
มีอะไรบางอย่างคล้ายกันระหว่างสาวน้อยร่างบางผิวสีน้ำผึ้ง กับกุหลาบตูมสีแสดจัด สดใส บอบบาง แต่ไม่ชอกช้ำง่ายดอกนี้
แต่เมื่อเปิดกล่องออก ท่ามกลางความสวยสะอาดมีราคาของสิ่งแวดล้อม มันถูกข่มให้เป็นของราคาถูกอย่างน่าใจหาย ผมมองมุกด้วยความรู้สึกไม่สบายใจวูบขึ้นมา
“เอ้อ…พี่ซื้อของไม่เป็นนะ แล้วไม่ค่อยมีเวลาด้วย ถ้ามุกไม่ชอบก็เก็บไว้เฉยๆ…”
แทนคำตอบ มุกยกข้อมือให้ดู
สร้อยข้อมือห้อยตะกร้อทับทิมลูกนิดๆของคุณยาย คล้องอยู่รอบข้อมือเรียวกลม
ผมเลื่อนสายตาจากสร้อยข้อมือขึ้นสู่ดวงหน้าของมุก เธอยิ้มให้ผม นัยน์ตาดำยาวเป็นประกายหล่อรื้นด้วยหยาดน้ำตา
“ของที่พี่อาร์มให้ มีความหมายสำหรับมุกเสมอ” เธอตอบเสียงเบา
ทันใดนั้น ความรู้สึกไม่มั่นใจ ก็หายวับเหมือนฟองสบู่แตก ผมไม่แคร์ว่าสิ่งที่ผมมี มันจะต่ำต้อยน้อยค่าแค่ไหนเมื่อเทียบกับทุกอย่างที่มุกได้รับมาตั้งแต่เกิด
ผมแคร์อย่างเดียว คือผมจะทำยังไง ให้มุกมั่นใจว่าเธอมีความหมายมากที่สุดในโลกสำหรับผม
ผมสวมกอดมุกไว้…เป็นครั้งแรกระกว่างเรา กอดไว้หลวมๆเหมือนพี่ชายกอดน้องสาว
ผมไม่อยากทำอะไรมากกว่านั้น ความหรูหรารอบตัวมุกเตือนผมเป็นเชิงคุกคามอยู่ในทีว่า…ผมเป็นเพียงคนแปลกหน้าพลัดเข้ามา ผมไม่ใช่เจ้าของบ้าน…ผมไม่มีสิทธิ์ในตัวมุก
ต้องรอ จนกว่าผมจะยืนอยู่ ณ ที่หนึ่งอย่างภาคภูมิ เหยียบเต็มสองขาเสียก่อน แล้วผมจะแสดงความรักต่อมุกอย่างคนรัก และอย่างเจ้าของ
ผมจะทำได้ ในเรือนไม้สีเบจของเราสองคน
หน้า ๑๖๗–๑๖๙






ฉากนี้ในละครออกแนวน่ารัก ไม่ใช่ซึ้ง พระเอกไม่ได้ให้จี้ นางเอกไม่มีน้ำตาคลอ และไม่มีการกอด


เมนกา เพ็ญชีพ--นางเอกเป็นลูกเศรษฐี เป็นลูกคนเล็กที่คุณย่าเลี้ยง สูง ๑๕๙ (พระเอกบรรยายว่าเด็กกระป๋อง) ใครๆมองว่าเป็นเด็กเรียน หัวอ่อน แต่จริงๆแล้วเข็มแข็งมาก และเป็นตัวของตัวเองสูง

“ถ้าไม่มีเสียงหัวเราะของมุก ชีวิตจะเงียบมาก”
ฉันหัวเราะอีก โอบแขนไปรอบเอวเขา แนบหน้าลงบนแผ่นอกใต้เสื้อเชิ้ตเนื้อบางรีดเรียบ วันนี้พี่อาร์มจะออกไปสมัครงานอีก เขาไม่ได้บอกว่าที่ไหน ฉันก็ไม่กล้าถาม ไม่อยากทำลายความหวังของเขา
เขาเลื่อนมือมากอดเอวฉันไว้เช่นกัน
เราแสดงความรักกันได้เสมอ เพราะในช่วงเช้า บ้านไม่มีใครอื่น ลุงช่วงก็อยู่ห่างออกไปในที่พักของแก ซึ่งแบ่งกันอยู่กับลุงน้อม
พี่อาร์มผอมลงเท่ากับตอนที่เราพบกัน ผิวขาวนวลบัดนี้เริ่มเกรียมแดงจากการตระเวนฝ่าแดดและฝุ่นควันพิษในกรุงเทพ ผมตัดสั้น ทำให้เขาดูเป็นผู้ใหญ่กว่าอายุ ๒๖ เกือบจะเหมือน ๓๐ ประกอบกับการแต่งกายอย่างเรียบร้อยเป็นหลักเป็นฐาน และสีหน้าค่อนข้างขรึม จะยิ้มก็เมื่อตอนอยู่กันตามลำพังเท่านั้น
แต่แก่นแท้ของเขา…ก็คือเขา
เมื่อเขาปล่อยมือ ฉันก็พูดเล่นๆกับเขา
“กอดเราไม่เคยได้นานซักที หิวแล้วใช่ไหมล่ะ?.
“ไม่เป็นไร กลับมาบ้านจะชดเชยเวลาให้ครบ” เขาก้มลงจูบหน้าผากฉันอีกครั้ง “เฮ้อ! เมียตัวนิดเดียว ก้มแทบแย่”
ฉันทุบอกเขาเบาๆ ยังเขินกับคำว่า ‘เมีย’ ที่เขาพูดเต็มปาก ทั้งที่ฉันเองเป็นฝ่ายกระดากอยู่จนวันนี้ เขาก็เลยยึดมือฉันไว้แน่น
“ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น เราอย่าปล่อยมือกันนะจ๊ะ”

อย่าปล่อยมือฉันได้ไหม
ไม่ว่าอะไรก็ตาม
เจ็บปวดชอกช้ำแค่ไหน
จับมือฉันไว้ตลอดเวลา
อย่าปล่อยมือฉันได้ไหม
ถึงฉันจะมีน้ำตา
ก็จะขอยืนยัน
ว่าฉันจะอยู่กับเธอ
หน้า ๒๔๗–๒๔๘


และไอ้การจับมือนี่แหละที่เป็นโลโก้ของเรื่องเรือนไม้สีเบจฉบับละคร ไม่มีกอดจูบกันมากมายเหมือนในหนังสือ จะใช้การจับมือแทน ตอนแต่งงานก็ใช้การจับมือเพื่อส่งกำลังใจให้กัน ตอนพระเอกไปหาจีแล้วเกิดเรื่องก็ยังใช้การนอนจับมือนางเอกบนเตียงแทนคำสัญญาว่า “พี่อาร์ม จะไม่ทำอย่างนั้นอีก” ทั้งที่น้องมุกไม่รู้เรื่องอะไรหรอก
เพลงประกอบละครเพราะมีสองเราก็สื่อเรื่องการจับมือ และเพลงประกอบละครทุกเพลงตรงกับเนื้อหาในละครมาก ทั้งเพลงบ้านหลังนี้ และโลกใบใหม่ คิดถูกแล้วที่ไม่เอาเพลงที่หนังสือใช้ เพราะเวลาฟังเพลงเพราะมีสองเราแล้วมันรู้สึกสนิทใจที่จะพูดว่า “เพลงเรื่องเรือนไม้สีเบจไง”

พูดถึงคุณชัญญา แม่ของนางเอกบ้าง อ่านแล้วสงสาร ขำด้วย ในละครได้คุณภัสสรแสดง เหมาะมาก ไฮโซ รักหน้าตาตัวเอง ขี้น้อยใจ ลูกและสามีนี่แหละที่ทำให้น้อยใจ ช่างประชด
ดิฉันมองลูกสาวนิ่งอยู่อึดใจ
ไม่ได้เห็นเสียหลายเดือน ลูกสาวดิฉันดูเปลี่ยนไป ไม่ใช่เด็กสาวตัวเล็กๆอย่างเมื่อก่อนอีกแล้ว ดูอวบขึ้นจนหน้าอิ่ม หรือผมซอยสั้นทำให้เห็นอย่างนั้นก็ไม่ทราบ หน้าตาก็ไม่แต่ง มองดูมันๆไร้ความนวลลอออย่างที่ควรเป็น ดิฉันลดสายตาลงมองเสื้อผ้า ไม่ใช่เสื้อมียี่ห้อหรูหราอย่างที่เคยแต่งประจำ แต่เป็นเสื้อกระโปรงหลวมๆทรงตรงสีชมพูอ่อน สุดแสนจะธรรมดา
เออ! ลูกฉัน กลายเป็นคนเดินถนนไปได้ถึงขนาดนี้!
อยากจะสะบัดหน้าหนีด้วยความแค้นใจ แต่มันอ่อนเพลียจนทำอย่างนั้นไม่ได้ ได้แต่มองผ่านไปทางข้างหลัง อ้าว! เพิ่งเห็นว่าใครต่อใครแห่กันเข้ามาจนเต็มห้องไปหมด ไม่ใช่มีแต่มุกคนเดียวหรอก
แม่นิล แม่ผิว และนายน้อมนั่งเรียงหน้ากันสลอนบนพื้นห้อง พิงฝาอยู่ท่าทางเหมือนกำลังคุยกันเบาๆ ส่วนคนที่สี่คือผัวยายมุก เจ้าอาร์มที่ดิฉันไม่เคยยอมรับเป็นเขย อุตส่าห์กะโผลกกะเผลกเข้ามากับเขาด้วยนั่งอยู่บนเก้าอี้อีกตัว
ทุกครั้งเมื่อมีเหตุต้องเข้าโรงพยาบาล ดิฉันพักอยู่แต่เฉพาะห้องชุดพิเศษหรูเหมือนอพาร์ตเมนต์ชั้นดี นอกจากห้องนอนคนไข้แล้วยังมีห้องรับแขกและแพนทรีเล็กๆ สำหรับคนทางบ้านจัดเตรียมอาหารมาให้ เพราะอาหารในโรงอาหารยังไงก็ไม่เคยถูกปาก แต่มาครั้งนี้ ความจำเป็นทางการเงินทำให้ต้องเลือกแต่ห้องเดี่ยว …เรียกว่าห้องพิเศษแต่มันก็ไม่มีอะไรพิเศษ นอกจากได้นอนคนเดียว แต่ไม่มีห้องรับแขก ไม่มีแพนทรี มีแต่โซฟาหนึ่งตัวไว้ให้คนเฝ้าไข้หรือมาเยี่ยมไข้ อย่างดีก็มีเก้าอี้เสริมอีกตัวหนึ่ง…มันเป็นความต่ำต้อยน้อยหน้าหนึ่งในหลายๆที่โถมทุ่มเทเข้ามา
ดิฉันกลั้นสะอื้นไว้ในลำคอ ถามเสียงเครือ
“แล้วคนอื่นๆล่ะ ทำไมไม่มีใครมาเยี่ยมฉัน”
มีลูกกับเขาตั้ง ๗ คน ถึงบางคนอยู่เมืองนอกหลายคนก็อยู่ในกรุงเทพด้วยกันนี่ แม่ป่วยทั้งคนไม่มีใครมีแก่ใจมาคอยเฝ้าดูแลเลยหรือ
หน้า ๒๘๗–๒๘๘


ในละครไม่มีแม่ผิวหรอกค่ะ

จุลศก
มุกถูกกันไปนั่งห่างจากผม ผมพบตัวเองถูกคั่นกลางด้วยเจ้าหยุนกับคนแปลกหน้าอีกสองคน ส่วนมุกนั่งอยู่ระหว่างเจ้าอาร์มกับเข็ม ไกลออกไปสุดโต๊ะ ไม่มีทางแม้แต่จะพูดกัน เว้นแต่จะตะโกนข้ามหัวคนอื่นไป
ผมเกือบไม่ได้แตะอาหารในจานแม้แต่อย่างเดียว ไวน์ช่วยให้ผมรู้สึกดีขึ้นบ้าง แต่มันก็ไม่ดีถึงขั้นที่ผมอยากจะหันไปพูดกับใคร ไม่ว่าซ้ายหรือขวา
ไอ้คนพวกนี้มันพูดกันแซดเหมือนนกกระจอกไม่มีผิด ผมฟังบ้างไม่ฟังบ้าง แต่ก็รู้สึกว่ามันพูดกันได้ทุกเรื่อง ต่างคนต่างพูด ต่างคนต่างไม่ฟัง พูดเรื่องนี้ยังไม่ทันจบก็เปลี่ยนเป็นพูดเรื่องโน้นต่อไปอีก เหมือนกับว่าถ้าหยุดปากเมื่อไหร่ฟ้าจะผ่าตาย
มีคนเดียวที่ไม่ค่อยพูดคือเจ้าอาร์ม
แต่เมื่อไหร่มันพูด มันจะพูดกับมุก
ผมเดือดพล่านหลายครั้งเมื่อเห็นมุกยิ้ม หรือหัวเราะสดใสให้มัน ผมทนเกือบไม่ได้เมื่อมันลุกขึ้นไปเติมอาหารบุฟเฟ่ต์ แล้วมุกก็ลุกไปด้วย เธอหยิบไม้เท้าส่งให้มัน ไม่มีอาการรังเกียจรังงอน
ผู้หญิงบางคนก็ไม่รู้หรอกว่า การทำตัวเป็นแม่พระ เห็นอกเห็นใจคนด้อยค่าในสังคม มันกลายเป็นการตัดโอกาสตัวเองไปเสียฉิบ มีอย่างหรือ แทนที่จะแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเอง ก็กลับสร้างความลำบากใส่ตัว ด้วยการไปเลือกสิ่งเลวๆจนตัวเองไม่มีวันได้ดีขึ้นมา
หน้า ๑๙๕


จี (ขจีรัตน์)
ไม่เข้าใจเลยว่าอาร์มทนบ้านไม้เก่าๆนี้อยู่ได้ยังไง ต่อให้ทาสีใหม่ ติดแอร์ ทำบานหน้าต่างกระจก ขัดพื้นใหม่ มันก็ยังเป็นเรือนไม้ธรรมดาเหมือนอย่างที่เราเห็นมาหลายปี มีแม่บ้านแก่ๆ แต่งตัวสะอาดแบบเชยๆ เหมาะกับบ้านเหมือนถูกจัดมาเป็นชุด ไม่รู้ว่าอาร์มไปหามาได้จากไหน
แต่ด้วยมารยาทเราก็ต้องชมว่า
“อาร์มจัดบ้านเสียสวยผิดตาไปมากเลยนะคะ สมัยนี้บ้านไม้อย่างนี้หายากมาก ใครมีเก็บไว้ก็ถือว่าเก๋เสียอีก
มุกยิ้มน้อยๆ แต่สายตามีแววระแวงแคลงใจ เราดูออก เมื่อเทียบกันแล้วเรามองเห็นข้อแตกต่าง คิดว่ามุกก็รู้เหมือนกัน เธอลูบผมยุ่งๆด้วยท่าทางเก้อๆ แล้วก้มลงมองเสื้อกระโปรงตัวหลวมอย่างแม่ลูกอ่อน หุ่นของมุกไม่เหลือสาวน้อยเอวบางร่างน้อยที่เราจำได้ ต้นแขนและหน้าท้องยังหนาไม่กลับคืนสู่หุ่นเดิม ผิวหน้าก็มีรอยฝ้าจางๆจากการตั้งครรภ์ ไม่แต่งหน้าไม่ทาปาก ผิดกับเราซึ่งสวย เพรียว มีสง่าเหมือนนางแบบอยู่อย่างไรอย่างนั้น สูทชุดทำงานสีแดงแก่เหมาะกับเรามากเรารู้ ผิวหน้าเรายังนวล กลิ่นน้ำหอมกรุ่นรอบตัว
หน้า ๓๔๘


พอจะมองนิสัยใจคอของจุลศกกับขจีรัตน์ออกแล้วใช่ไหมคะ

เรือนไม้สีเบจในหนังสือไม่ได้เรียงตามลำดับเหตุการณ์ หรือเวลา จะกระโดดไปกระโดดมาแล้วแต่ว่าตอนนั้นใครเป็นคน’คิด’ ซึ่งละครทำออกมาได้ดี ส่วนที่เป็นความรู้สึกนึกคิดเด็ดๆก็ให้ออกมาในรูปของการให้ตัวละครพูดเองเลย และแสดงออกโดยให้พระเอก นางเอกเขียนบันทึกให้ดู แต่ไอ้ที่โดดคือพี่อาร์มที่เดี๋ยวผมสั้นผมยาว

เอาล่ะทีนี้มาพูดถึงความต่างของเนื้อเรื่องในละครกับหนังสือบ้าง
ความจริงส่วนรายละเอียดปลีกย่อยก็ต่างกันเยอะ แต่แหม จะให้เหมือนหนังสือเด๊ะก็ไม่ได้หรอก แต่ที่ขัดใจคนดูหน่อยจนเอามาแซวกันในพันทิปคือเรื่องฉากหวานๆที่ออกมาน้อยเหลือเกิน ถึงขนาดล้อพี่อาร์มว่า ‘เก่งมากแค่จับมือ น้องมุกก็ท้องได้’ ทั้งที่ในหนังสือหอมแก้ม จูบหน้าผาก กอด เยอะมาก ออกแนวโรแมนติก ในละครหนักไปทางดราม่า
เจอกันครั้งแรก
ละคร---งานรับน้อง
หนังสือ—น้องมุก น้องใหม่เดินเหมือนเด็กหลงทางอยู่ จีก็เลยชวนอาร์มให้ขับรถไปส่ง

ละคร --พี่อาร์มไปออสเตรเลีย ผู้จัดน่าจะประหยัดไปได้เยอะ อิอิ
หนังสือ -- พี่อาร์มไปเรียนโทที่อเมริกา

ละคร --ป้านิลช่วยงานทำกระเป๋าเลย
หนังสือ --ป้านิลขายโจ๊ก จนพี่อาร์มกับน้องมุกต้องกินโจ๊กทุกวัน

รูปเรือนไม้รวมมิตรค่ะ รูปน้องมุกเยอะหน่อยนะคะ
รูปพี่อาร์มหาได้ที่เว็บ AndrewClub อยู่แล้ว









สรุป เป็นหนังสือที่น่าสะสมอีกเรื่อง โดยเฉพาะหนุ่มๆสาวๆวัยเรียน กระแสละครเรื่องนี้ตอนนั้น ทำให้นักศึกษาหลายคู่อยากเป็นพี่อาร์มกับน้องมุก ที่รักกันมั่นคง เข้าตามตรอกออกตามประตู ฟันฝ่าอุปสรรคไปด้วยกัน

ข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องเรือนไม้สีเบจหาได้ที่นี่ค่ะ
ช่อง ๓
www.andrewclub.com รวมรูป เพลงประกอบละคร

กระทู้พันทิป พยายามแล้วนะ หาได้แค่นี้ เก่าเกินไปจนแม้แต่ในคลังกระทู้ก็หาไม่ได้
เรือนไม้สีเบจจะหนาวไหมเนี้ย
คำพูดของ แอนดริว ใน ตัวอย่างละคร "เรือนไม้สีเบจ"ประโยคเต็มๆ ว่ายังไงบ้างนะคับ
@@ ตกลง " เรือนไม้สีเบจ " เบจ ต้องออกเสียงยังไงแน่ พิธีกรสีสันฯวันนี้ออกเสียงเน้น ch ชัดจน.........@@



Create Date : 07 มกราคม 2550
Last Update : 11 พฤษภาคม 2550 12:59:06 น. 4 comments
Counter : 2282 Pageviews.  

 
ชอบหนังสือของ ว.วินิจฉัยกุลทุกเล่มเลยค่ะ
เล่มนี้ก็ชอบ แต่ไม่เคยดูละครแฮะ


โดย: BoOKend (BoOKend ) วันที่: 7 มกราคม 2550 เวลา:18:15:35 น.  

 
อ่านหนังสือก่อนดูละครค่ะ ชอบเรื่องนี้
ตัวละครไม่ทำให้ผิดหวังเลย


โดย: HoneyLemonSoda วันที่: 7 มกราคม 2550 เวลา:22:11:14 น.  

 
เรือนไม้สีเบจ อ่านแล้วได้ทั้งประโยชน์และความสนุกสนาน ใครที่ไม่เคยอ่านลองหามาอ่านดูนะ แล้วจะวางไม่ลง


โดย: FERN IP: 203.151.34.252 วันที่: 25 เมษายน 2550 เวลา:8:54:16 น.  

 
สวัสดีครับ...

แวะเข้ามาอ่านซีรีย์ครับ

เรือนไม้สีเบจ ก็เป็นอีกเรื่องที่ผมชอบมากๆๆเลยครับ

อ้อ...ถ้าว่างก็แวะไปเยี่ยมบล๊อกกันบ้างนะคร้าบ...


โดย: Love...Story วันที่: 22 พฤศจิกายน 2550 เวลา:13:58:45 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิกช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

mrguide
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




สวัสดีค่ะ
เคยเจอปัญหา อยากจะซื้อหนังสือนิยายมาอ่านซักเล่ม
แต่ก็ไม่รู้ว่า จะซื้อเรื่องอะไรดี หรือบางทีเรื่องที่ใครๆเขาว่าดี เรากลับเห็นว่าไม่เห็นจะสนุกตรงไหน ต่างจิตต่างใจนะคะ แต่อย่างน้อยถ้ามีใครมาเล่าเรื่องให้ฟังคร่าวๆ ประกอบการตัดสินใจซื้อ หรืออ่าน ก็น่าจะดี
ก็เลยเกิด blog นี้ขึ้นมาเพื่อบอกเล่าเรื่องที่เคยอ่านมา
และเป็นเวที แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสาคนรักนิยายค่ะ




ThaiBlog.info Webmasters Earn Money Here!
[Add mrguide's blog to your web]