วันนี้ ทุกจอคอมพิวเตอร์ ในบ้านคุณ

วิจารณ์หนัง : Last Vegas วัยทองรำลึก



ช่วง5-10ปีมานี้ หลายประเทศกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เมื่อวิวัฒนาการด้านการแพทย์เจริญก้าวหน้าขึ้น คนเฒ่าคนแก่ เริ่มมีจำนวนมากขึ้น พวกเขามีโลกใบเล็กๆของเขา ตื่นเช้ามากๆ ออกกำลังกาย นั่งร้านกาแฟ ออกไปเล่นหมากรุกกับเพื่อน เข้าคอร์สเรียนวิชาต่างๆ ไปโรงพยาบาล ฯ ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่พวกเราตีกรอบว่าเป็นกิจกรรมของคนแก่ โดยไม่เคยเข้าใจหรอกว่าพวกเขาอยากใช้ชีวิตซํ้าๆแบบนั้นไปจนตายหรือไม่ 

Last Vegas คือหนังที่ท้าทายสังขารทั้งปวง เมื่อบิลลี่ชายรุ่นใหญ่วัยคุณปู่ที่ใช้ชีวิตหนุ่มเจ้าสำราญมาตลอด ตัดสินใจแต่งงานสาวรุ่นลูกที่อายุน้อยกว่าเขาเกินครึ่ง เขานัดแนะเพื่อนซี้แกงค์เดียวกัน3คน มาจัดปาร์ตี้สละโสดให้เขาที่ลาสเวกัส เพื่อรำลึกความหลังเมื่อหลายสิบปีก่อน 

ทว่าแก๊งค์คุณปู่สุดเปรี้ยวเที่ยวเวกัสไม่ได้สมานฉันท์กันเท่าไหร่ แพดดี้ (โรเบิร์ต เดอนิโร) ยังคงโกรธที่ บิลลี่ (ไมเคิล ดักลาส)ไม่ยอมมางานศพภรรยาของเขา ร้อนถึง อาร์ชี่ย์ (มอร์แกน ฟรีแมน) กับ แซม (เควิน ไคลน์) ที่ต้องคอยห้ามปรามตลอดเวลา เรื่องมาวุ่นเข้าไปอีกเมื่อ แพดดี้ กับ บิลลี่ ดันไปหลงรักสาวนักร้องสูงวัยมากเสน่ห์พร้อมกัน  

หนังเรื่องนี้ถือเป็นคืนกำไรให้ผู้ชมจริงๆ แค่เราได้เห็น ไมเคิล ดักลาส , โรเบิร์ต เดอนิโร ,  มอร์แกน ฟรีแมน และ เควิน ไคลน์ 4ดารามากฝีมือของฮอลลีวู้ดมาอยู่ในซีนเดียวก็คุ้มแล้ว บทของหนังมีอะไรมากกว่าหน้าหนังที่ดูเหมือนเป็นแค่แฮงค์โอเวอร์เวอร์ชั่นผู้ใหญ่ หนังไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาตลกโปกฮาแบบไม่เอาสาระ นอกจากความสนุกสนาน มีอะไรดีๆหลายอย่างแฝงอยู่ในคำพูดของตัวละคร 

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นตัวแทนความรู้สึกของคนชราทั่วโลกในการเรียกร้องสิทธิ์ที่จะได้ใช้ชีวิตตามแบบที่เขาต้องการ มีตัวตน มีพื้นที่ เนื้อเรื่องลื่นไหล โทนหนังมีหลายอารมณ์ทั้งหัวเราะนํ้าตาไหลไปจนถึงซึ้งนํ้าตาร่วง แถมยังพูดถึงความสัมพันธ์ในคลายแง่ ทั้งมิตรภาพของเพื่อนฝูง พ่อกับลูก ชายกับหญิง  สามีกับภรรยา  

ด้านการแสดงเรียกว่าไม่มีใครยอมใครเลยทีเดียว โรเบิร์ต เดอนิโร โดดเด่นในบทชายผู้อ้างว้าง มีปมจากการเสียภรรยาที่รักไป รวมถึงไม่เข้าใจเพื่อนรักที่ไม่มางานศพ ไมเคิล ดักลาส เป็นคนแก่ที่ดูดีมาก แต่เราก็รู้สึกได้ถึงสภาพร่างกายอันเจ็บป่วยของเขา กระนั้นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการแสดงเลยสักนิด ฉากที่เขาเล่นเครื่องเล่นหวาดเสียวบนยอดตึกนี่แทบไม่อยากเชื่อเลยว่าอายุเขาจะมากขนาดนั้นแล้ว  

สำหรับ มอร์แกน ฟรีแมน กับ เควิน ไคลน์ พวกเขาเป็นตัวแทนของผู้ใหญ่อารมณ์ดีที่ไม่ยอมแก่ พร้อมจะทำอะไรที่ห่ามๆ บ้าบอ สุดเพี้ยน แบบไม่ห่วงสุขภาพ แต่อีกแง่หนึ่งในใจของเขาก็มีลิมิตที่จะหยุดความสนุกสนานไว้ในระดับที่สมกับวัยพวกเขา นั่งเองที่ทำให้พวกคนดูผู้ชายอย่างเราๆเริ่มเข้าใจในตัวผู้หญิงที่ชื่นชอบชายสูงวัย เพราะพวกเขาคือสิ่งมีชีวิตที่มีความอบอุ่นในตัวมากมายซึ่งพร้อมจะแบ่งปันให้คนรอบข้าง ทั้งสี่แสดงเป็นเพื่อนซี้ที่เข้าขากันจนเราเชื่อว่าพวกเขาสนิทสนมกันมานมนานจริงๆ 

ส่วนตัวชอบการเรียนรู้ การทำสิ่งถูก สิ่งผิด ของตัวละครในวัยสูงอายุ มันแสดงให้เห็นว่าคนแก่ก็เหมือนคนหนุ่มสาว พวกเขาไม่ได้สุขุมหรือตัดสินใจทุกอย่างถูกต้องเสมอ เขายังคงเป็นมนุษย์เหมือนคนวัยอื่นๆ หากเราเรียกหนังที่ได้ตัวละครในวัยรุ่นเรียนรู้อะไรบางอย่างก่อนจะเป็นผู้ใหญ่ว่า Coming of age กับหนังเรื่องนี้ ตัวละครในวัยชราได้เรียนรู้บางสิ่งบางอย่างก่อนที่จะจากโลกนี้ไป ผมขอเรียกมันว่าหนัง Coming of life 

Last Vegas จึงเป็นมากกว่าหนังรวมดาราแก่วัยทองมารำลึกความหลัง แต่เป็นภาพยนตร์ที่ให้ทั้งความบันเทิงและข้อคิดดีๆมากมาย สอนให้เรารู้ว่าควรจะแก่ตัวลงไปแบบไหนจึงจะมีความสุข เป็นการรำลึกถึงอดีตในห้วงของอนาคต คำพูดของคนแก่นั้น น่าฟังก็เพราะว่ากว่าพวกเขาจะมาเล่าอะไรให้คุณฟังในวันนี้ ชีวิตของพวกเขาผ่านอะไรมามาก มากเกินกว่าที่คนหนุ่มสาวจะจินตนาการได้ 

คะแนน 7.5/10 

โดย นกไซเบอร์

ชมตัวอย่างหนังได้ที่ //movie.bugaboo.tv/watch/89810




 

Create Date : 24 ธันวาคม 2556    
Last Update : 21 พฤษภาคม 2558 12:33:54 น.
Counter : 1127 Pageviews.  

วิจารณ์หนัง : Frozen ดิสนีย์ออนไอซ์



 หลังจากหลงทางไปนาน ในที่สุดก็หาทางกลับบ้านได้ น่าจะเป็นคำพูดที่เหมาะกับค่ายหนังดิสนีย์ในปี2013มากที่สุด โควต้าหนังปีละเรื่องหากลองไล่เรียงดูตลอด 10 ปีหลัง ค่ายการ์ตูนเก่าแก่ของโลกดูจะไม่ค่อยมีผลงานน่าพูดถึงเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับค่ายแอเนเมชั่นรุ่นหลังอย่าง พิกซาร์ ยูนิเวอร์แซล และ โซนี่พิกเจอร์ ที่ล้วนมีหนังทำเงินและได้รางวัลทุกปี 

ที่ผ่านมา Tangled กับ Wreck-It Ralph เป็นสองเรื่องที่ใกล้เคียงกับคำว่าความสำเร็จ กระทั่งปลายปีนี้ Frozen ได้ร่ายเวทมนต์สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับดิสนีย์ด้วยรายได้เปิดตัวสูงกว่าหนังเรื่องใดๆในรอบหลายปีของค่าย และขึ้นอันดับ1หนังทำเงินในหลายประเทศ ยิ่งได้ข่าวว่าพากย์ไทยของหนังเรื่องนี้สนุกไม่แพ้เสียงต้นฉบับ เลยขอลองชมแบบเสียงภาษาไทยดูสักที

เรื่องย่อ Frozen เล่าถึง เอลซ่า สาวน้อยที่ถูกคำสาปให้มีเวทมนต์เสกสิ่งรอบตัวให้กลายเป็นนํ้าแข็งได้ ยิ่งโตเธอก็ยิ่งควบคุมพลังไม่ได้ ที่สุดจึงหนีออกไปสร้างปราสาทนํ้าแข็งอยู่บนภูเขาหิมะอันหนาวเย็น อันนา น้องสาวของเธอจึงออกเดินทางตามหาพี่สาว เพื่อหยุดฤดูหนาวอันยาวนานของอาณาจักร

พล็อตของหนังแตกต่างไปจากหนังเดิมๆของดิสนีย์ที่เนื้อหาเข้าใกล้ละครหลังข่าวของบางประเทศ ซึ่งแต่เดิมมีแค่เจ้าหญิงแสนสวยนํ้าใจงาม เจ้าชายรูปงามมากความกล้า แม่มดใจทรามน่ากลัว แต่ Frozen มีเนื้อเรื่องที่ซับซ้อน หักมุม ไม่ได้โลกสวยเหมือนเทพนิยายอื่นๆ เดินเรื่องโดยตัวละครผู้หญิงสองตัว มองประเด็นความรักในมุมโลความเป็นจริงมากว่าความฝัน มีมุขตลกชวนยิ้มประปราย 

การดำเนินเรื่องเป็นแบบกึ่งมิวสิคอล โดยเพลงประกอบหลายเพลงไพเราะน่าฟัง ทำให้นึกถึงหนังการ์ตูนเก่าๆของค่ายดิสนีย์อย่าง ลิตเติ้ลเมอเมด โพคาฮอนทัส มู่หลาน หรือ ซินเดอเรล่า ทีมพากย์ภาษาไทยทำได้ดี โชว์พลังเสียงกันแบบไม่มีใครยอมใคร หนูนา ที่ให้เสียง อันนา พากย์ได้น่ารักดี ส่วน แก้มThe Star นํ้าเสียงเธอมีพลัง โดยเฉพาะเพลงปล่อยมันไปที่เป็นที่พูดถึงอย่างมาก ฮาน เจ้าชายสุดหล่อได้เสียงทุ้มนุ่มลึกของ คิว วงฟลัวร์ เข้าไปอีกยิ่งเพอร์เฟ็กซ์ใหญ่ ด้าน อาร์ม kpn frozen ในบท โอลาฟ ได้ร้องเพลง ฤดูร้อน เพราะไม่แพ้กัน 

สำหรับเรื่องภาพของหนังก็สวยงามอลังการที่สุด ยิ่งช่วงอากาศหนาวแบบนี้ ระหว่างชมจะเหมือนอยู่ท่ามกลางพายุหิมะ พลอยรู้สึกหนาวไปกับตัวละคร ทีมงานเก็บรายละเอียดของฉากได้ดี ตัวละครอย่าง โอลาฟ มนุษย์หิมะจอมกวน ถึงจะไม่ได้ขนาดเป็นขวัญใจคนดู ทว่าได้สร้างสีสันให้กับภาพยนตร์ได้เป็นอย่างดี เสียดายบทน้อยไปนิด รวมถึงกลุ่ม ตัวโทรล ที่ถูกตีความใหม่ให้เป็นภูตก้อนหินตัวเล็กๆน่ารัก เป็นคนดี แสดงถึงการไม่ยึดติดกับตำนานเก่าๆอีกต่อไปของดิสนีย์

Frozen เป็นหนังที่เด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูดี คุณผู้ชายอาจจะตั้งแง่ว่าเป็นหนังที่ไม่แมนหรืออะไรก็แล้วแต่ อยากให้ลองเปิดใจไปดู เพราะในความอ่อนไหวของเรื่องราวยังมีความเข้มแข็งแฝงอยู่ เช่นเดียวกับนํ้าซึ่งเป็นของเหลวที่อะไรก็ผ่านได้ เมื่อถูกความเย็นจนแข็ง ค้อนหนาๆยังทำลายได้ยากเลย
ปล.อย่าพลาดก่อนหนังฉายมี Get a horse การ์ตูนสั้นมิกกี้เมาส์ให้ดูโปะหัว และ ตอนจบเรื่องท้ายเครดิตมีตัวละครใหม่ปรากฏตัว

คะแนน 8.5/10 

โดย นกไซเบอร์

ชมตัวอย่างหนังได้ที่ //movie.bugaboo.tv/watch/97173




 

Create Date : 23 ธันวาคม 2556    
Last Update : 23 ธันวาคม 2556 17:09:08 น.
Counter : 1029 Pageviews.  

วิจารณ์หนัง : Romeo & Juliet ชีวิตสั้น ความรักยืนยาว


หากจะเอ่ยถึงวรรณกรรมรักอมตะที่อยู่ในใจคนทั่วโลก แน่นอนว่าคงไม่มีใครไม่พูดถึง Romeo & Juliet ผลงานชิ้นโบว์แดงของ วิลเลี่ยม เชคเสปียร์ ในโลกภาพยนตร์เองมีการนำเรื่องนี้มาดัดแปลงทำเป็นเวอร์ชั่นต่างๆมากมาย แต่ที่เห็นชัดๆคงเป็นเวอร์ชั่น ปี 1968 กับ ปี 1996 ซึ่งโด่งดังและได้รับคำชื่นชมพอสมควร

จนมาถึงเวอร์ชั่น ปี 2013เป็นผลงานการกำกับของ คาโล่ คาร์ไล เขียนบทโดย จูเลี่ยน เฟลโลส์ ซึ่งวางโครงเรื่องใกล้เคียงกับต้นฉบับของ เชคเสปียร์ นำแสดงโดย ดักลาส บูธ รับบท โรมิโอ และ เฮลี่ สไตน์ รับบท จูเลียต

เรื่องย่อ มอนเตคิวและคาปูเล็ต สองตระกูลคู่ขัดแย้งแห่งเมืองเวโรนาประเทศอิตาลีต่อสู้ฟาดฟันกันมาหลายปี กระทั้ง โรมิโอแห่งมอนเตคิว พบรักกับ จูเลียตแห่งคาปูเล็ต ทั้งสองแอบคบหากันลับๆ ท่ามกลางความเกลียดชังของคนสองตระกูลที่ไม่มีวี่แววจะยุติ

หนังดำเนินเรื่องตามบทกั้งเดิมของ เชคเสปียร์ แบบแทบจะไม่ผิดเพี้ยนเลยสักนิด เนื้อหาดูซํ้าซาก ค่อนข้างจะยํ่าอยู่กับที่ มีแปลกบ้างก็ตรงบทสนทนาของตัวละคร ที่พูดกันเป็นบทกลอน เปรียบเปรยกันแทบจะตลอดเวลา รวมถึงมีการนำบทกวีผลงานของ เชคเสปียร์ จากเรื่องอื่นๆเข้ามาอยู่ในบทสนทนาด้วย ซึ่งจุดนี้ทำให้ตัวละครแต่ละตัวดูพรํ่าเพ้อมากๆ การนำเสนอมีกลิ่นอายของรูปแบบละครเวทีนิดๆ

โปรดักชั่น เสื้อผ้าหน้าผม เครื่องแต่งกาย ฉาก จัดเต็มแบบอิงตามเวลาและสถานที่จริง ต่างกับวอร์ชั่นปี 1996 ที่มีความแฟนตาซีมากกว่า การถ่ายภาพสวยงามพอใช้ได้ บรรยากาศเป็นแนววินเทจย้อนยุคมีการโหยหาอดีตพอสมควร โดยเฉพาะ โบสถ์ อาคาร ปราสาท แบบโบราณที่หาดูไม่ได้ง่ายๆแล้วในสมัยนี้ ดนตรีประกอบขับให้หนังออกแนวเทพนิยายชวนฝัน 

ด้านการแสดง ดักลาส บูธ หล่อเหลาละลายใจสาวที่นิยมผู้ชายหน้าใส แต่การพูดของเขายังดูติดขัดยังไงพิกล เหมือนท่องไปตามสคิปต์ ผิดกับ เฮลี่ สไตน์ ที่ดูมีความสดใสร่าเริงมากกว่า แน่นอนว่านักแสดงที่เล่นเป็น จูเลียต เกือบทุกคนไม่อาจรอดปากเหนี่ยวปากกาเรื่องความสวยที่ไม่คู่ควรโรมิโอรูปงาม เธอก็เป็นหนึ่งในนั้น อย่างไรก็ตามเคมีการแสดงของทั้งคู่ก็ไปด้วยกันได้ดี

ส่วนสาวคนไหนชอบผู้ชายแนวนักสู้ผู้ก้าวร้าวจะหลงไหล Christian Cooke ในบท เมอร์คิวชิโอ มากกว่า หรือชอบแบบดิบเถือนแบดบอยก็มี Ed Westwick ที่เล่นเป็น ทิบอลท์ ซึ่งทำเอาโรมิโอของเราดูจืดไปเลย สำหรับ เคานท์ปารีส ไม่ขอพูดถึงเพราะบทน้อยมาก น่าจะแบ่งฉากจาก เบนโวลิโอ ไปสักหน่อย แต่โดยร่วมผู้ที่เข้าถึงอารมณ์และบทบาทที่สุดคือ พอล จิอาแมตติ ในบท บาทหลวง

ด้วยความที่หนังไม่ได้แหวกแนวออกจากเดิมเลย ความซาบซึ่งจึงอยู่ในระนาบธรรมดา ไม่ได้มีซีนบีบคั้นมาก เพราะเป็นรสชาติที่คนดูส่วนใหญ่คุ้นเคยอยู่แล้ว ความอินจึงขึ้นกับความชื่นชอบส่วนตัวของแต่ละคน ความสำเร็จเล็กๆของหนังคือการทำให้คนดูอดลุ้นไม่ได้ว่าว่าจะมีปาฏิหาริย์ในช่วงท้ายหรือไม่ 

โรมิโอ แอนด์ จูเลียต ฉบับนี้จึงเหมาะกับคนที่ไม่เคยทราบเรื่องราวของโศกนาฏกรรมเรื่องนี้มาก่อน นักเรียนนักศึกษาที่อยากได้แนวทางไปปรับใช้ในการเล่นละครเวทีโรงเรียนและมหาลัย หรือคอหนังพีเรียดที่ชื่นชอบภาพยนตร์แนวเก่าแก่คลาสสิก

ตราบใดที่ความรักอันบริสุทธิ์ของคนสองคนถูกขัดขวางโดยคนอื่น ตำนานบทนี้ก็ยังจะถูกเล่าขานต่อไป หนุ่มสาวเอย จงมีความรักให้เหมือนกับ โรมิโอ จูเลียต แต่อย่ามีชีวิตเหมือนกับ โรมิโอ จูเลียต และขอให้ชีวิตของพวกเธอ สั้นกว่าความรักที่มีให้กัน

คะแนน Romeo & Juliet : 7/10 

บทวิจารณ์โดย นกไซเบอร์

ชมตัวอย่างหนังได้ที่ //movie.bugaboo.tv/watch/96352




 

Create Date : 18 ธันวาคม 2556    
Last Update : 18 ธันวาคม 2556 19:43:15 น.
Counter : 1782 Pageviews.  

วิจารณ์หนัง : Like Father,Like Son พ่อ ลูก แตกต่างเหมือนกัน



ส่วนตัวไม่อาจประกาศได้ว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้ ฮิโรคาซู โคริเอดะ ผู้กำกับมากฝีมือชาวญี่ปุ่น แต่เขาเป็นผู้กำกับจากแดนปลาดิบที่คุ้นเคยที่สุด หนังของเขามีไม่เยอะ ไม่น่าเชื่อ เมื่อไล่เรียงดูทั้ง Nobody Knows, Still Walking และ I Wish ผมล้วนเคยดูมาแล้วหมดทั้งสิ้น

ชาวเอเชียอาจจะคุ้นหูและชื่นชมผลงานของเขา แต่เพิ่งจะมา Like Father,Like Son ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของเขานี่เองที่ทำให้ชาวโลกรับรู้ถึงความสามารถของเขา หนังเรื่องนี้กวาดรางวัลใหญ่ๆในหลายเวทีทั่วโลก รวมถึงรางวัลจูลี่ไพร์ซจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ ที่ สตีเว่น สปีลเบิร์ก ซึ่งเป็นกรรมการชื่นชอบจนขอซื้อลิขสิทธิ์หนังเรื่องนี้ไปรีเมกเป็นฉบับฮอลลีวู้ด ส่วนด้านรายได้แค่ในเกาะญี่ปุ่นก็กวาดไปหลายพันล้านเยนเลย

Like Father,Like Son เป็นเรื่องราวของ เรียวตะ หนุ่มออฟฟิศบ้างานหัวหน้าครอบครัวโนโนมิยะในเมืองหลวงที่ทราบข่าวร้ายว่า เคตะ เด็กชายที่เขากับภรรยาเลี้ยงดูมา6ปีไม่ใช่ลูกแท้ๆของเขา ขณะที่ลูกแท้ๆของเขาคือ  ริวเซ ถูกเลี้ยงดูอยู่กับครอบครัวไซกิ ครอบครัวใหญ่ในชนบท ทั้งสองครอบครัวตกลงว่าจะแลกตัวเด็กคืน ทว่าความผูกพันธ์จากการเลี้ยงดูและอยู่ด้วยกันทำให้ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ต่างก็ประสบภาวะสับสนในชีวิต

พล็อตเด็กสลับตัวถือว่าไม่ใหม่ซะทีเดียว(โดยเฉพาะในละครหลังข่าวบ้านเรา) แต่ก็มีความน่าสนใจ เพราะส่วนใหญ่กว่าจะรู้ความจริงก็โตแล้ว ผิดกับภาพยนตร์เรื่องนี้ที่เรื่องมาแดงเอาตอนเด็กกำลังจะเข้าเรียนชั้นประถม บทหนังดำเนินไปแบบราบเรียบตามสไตล์ผู้กำกับ บทสนทนาน้อยแต่กระทบใจ เน้นการถ่ายทอดอารมณ์ของนักแสดง นอกจากนี้ยังมีการแตะประเด็นความแตกต่างต่างทางชนชั้นบางๆ รวมถึงต้นเหตุของการสลับตัวก็ยังสะท้อนถึงปัญหาการป่วยไข้ทางสังคมของคนญี่ปุ่น

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคงเป็นการแสดงของเด็กๆในเรื่อง นับว่า โคริเอดะ เป็นผู้กำกับที่ถ่ายทอดมุมมองของเด็กออกมาได้ดีมาก สังเกตจากผลงานที่ผ่านมา ตัวละครหลักๆก็เป็นเด็ก (Nobody Knows,I Wish) เคตะ เด็กอ่อนแอ ขี้อาย หน้าตาน่าเอ็ดดู เป็นคนที่น่าสงสารที่สุดในเรื่อง ริวเซ ภายนอกเป็นเด็กร่าเริงแต่ข้างในใจก็เก็บความเศร้าไว้ไม่น้อย เคตะ มีส่วนคล้ายทั้งพ่อที่เลี้ยงดูและพ่อทางสายเลือด ขณะเดียวกันก็มีส่วนที่แตกต่างกับทั้งคู่พอๆกัน เช่นเดียวกับกรณีของ ริวเซ เราชอบคำพูดติดปากของ ริวเซที่ว่า โอ้มายก็อด มันมาถูกจังหวะตลอดจนทำให้คนดูยิ้มไม่หุบ อีกคนที่น่ารักแบบไร้เดียงสาคือ เด็กชายน้องสุดท้องของบ้านไซกิ การที่เอาเด็กเล็กมากๆมาเล่นหนังนี่ นับว่าเป็นการแสดงที่เหมือนไม่ได้แสดง มันธรรมชาติสุดๆจนผมสนใจทุกๆซีนที่มีเขาโผล่มา

ฟูคูยาม่า มาชาฮารุ ที่รับบท เรียวตะ แสดงได้ยอดเยี่ยม เขาถ่ายทอดทั้งความเป็นพ่อและลูกในช่วงเวลาเดียวกัน ส่วน ลิลลี่ แฟรงค์กี้ ที่แสดงเป็นหนุ่มช่างไฟฟ้าบ้านนอก เขาดูเป็นคนไม่เอาไหนที่จิตใจดีมากๆ จูน ฟูบูกิ ซึ่งเล่นเป็นภรรยาของเรียวตะ ฉายภาพสาวเมืองกรุงหัวอ่อนที่ยอมสามีทุกอย่างได้ดี เพื่อให้นำมาเปรียบเทียบกับ มาชิโกะ โอโนะ ในบทสาวแม่ลูกสามที่เข้มแข็งและมีความเป็นผู้นำ 

ดนตรีประกอบเป็นเปียโนอ้อยอิ่งเขากับโทนหนังเนิบช้า การถ่ายภาพสวยงามเป็นธรรมชาติ ฉากประทับใจส่วนตัวชอบฉากที่ เคตะ แอบหลบหน้าพ่อแม่ที่เคยเลี้ยงมา และฉากที่ ริวเซ หนีออกจากบ้านพ่อแม่ร่วมสายเลือด มันบอกนัยอะไรได้หลายอย่าง เด็กบางคนหนีทั้งที่อยากเจอ กับเด็กอีกคน หนีเพราะอยากเจอ

Like Father,Like Son เป็นหนังครอบครัวคุณภาพอีกเรื่องจากแดนอาทิตย์อุทัย ไม่บีบคั้นอารมณ์ให้คนดูร้องไห้อย่างหนังดราม่าหลายๆเรื่อง แต่ปล่อยให้ผู้ชมค่อยๆซึมซับบรรยากาศ เรื่องราว และตัวละคร จนจุกอก เต็มตื้น นํ้าตาซึมโดยไม่รู้ตัว หนังไม่ได้ตัดสินหรือโน้มน้าวว่า ความผูกพันทางสายเลือด หรือ ความผูกพันทางการเลี้ยงดู แบบไหนสำคัญกว่า พร้อมกับการจบแบบปลายเปิดให้คนดูได้ครุ่นคิดถกเถียงกันต่อเอง

เคยมีหลายคนพูดว่า คนไม่รักกันอยู่ด้วยกันนานๆก็รักกันไปเอง กระนั้นก็มีหลายคนพูดอีกว่า ถึงสายเลือดจะต่างกัน แต่อยู่ด้วยกันไปนานๆรูปร่างหน้าตาก็จะเหมือนกันไปเอง ทั้งสองประโยคล้วนไร้ซึ่งเหตุผล แต่กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึก

คะแนน Like Father,Like Son : 8.5/10

บทวิจารณ์โดย นกไซเบอร์

ดูตัวอย่างหนังได้ที่ //movie.bugaboo.tv/watch/85280




 

Create Date : 13 ธันวาคม 2556    
Last Update : 13 ธันวาคม 2556 19:10:29 น.
Counter : 1223 Pageviews.  

วิจารณ์หนัง : Ain’t Them Bodies Saint ความรักกับการรอคอย


สำหรับ Ain’t Them Bodies Saint เป็นหนังแนวรักโรแมนติกดราม่า กำกับโดย เดวิด โลเวรี่ ที่เข้าฉายแบบจำกัดโรงเงียบๆ เข้ากับโทนของหนังที่บรรยากาศเป็นไปแบบเงียบเชียบ แต่แฝงความงดงาม 

ตัวหนังเล่าถึง บ็อบ (เคซี่ แอฟเฟล็ค) ไอ้เสือหนุ่มบ้านไร่ในชนบทยุคปี 1970 ของสหรัฐฯที่รอให้ตัวเองพ้นโทษไม่ไหว เลยแหกคุกและเดินทางข้ามรัฐเพื่อกลับมาหาคนรักทั้ง2คือ รูธ (รูนี่ มาร่า) ภรรยากับลูกสาวที่ไม่เคยพบหน้า ทว่า เมื่อเวลาล่วงเลยไปกว่า 4 ปี ทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงไปหมด ไม่เว้นกระทั่งหัวใจ รูธ มี แพทริค (เบน ฟอสเตอร์) ตำรวจท้องถิ่นเข้ามาติดพัน รวมถึงยังมองความปลอดภัยและอนาคตของลูกสาวเป็นหลัก 

การปรากฏตัวของ บ็อบ จึงนำความลำบากใจมาให้เธอ เพราะนอกจากตำรวจที่ตามล่าตัว บ็อบ ศัตรูทั้งหลายในอดีตต่างก็ต้องการชีวิต บ็อบ เช่นกัน เขายื่นข้อเสนอให้เธอกับลูกหนีไปด้วยกันกับเขาเพื่อที่ครอบครัวจะได้กลับมาพร้อมหน้า รูธ ลังเล ไม่ใช่รัก บ็อบ น้อยลง แต่เป็นความรักในตัวลูกสาวที่เพิ่มมากขึ้น 

หนังดำเนินเรื่องราบเรียบและเนิบช้ามากในช่วงแรก ใครที่ไม่ชอบหนังแนวนี้ต้องบอกว่ามีหลับกันไปข้าง บทค่อนข้างเข้าใจยาก ต้องใช้การตีความจากทั้งคำพูดและภาพ ออกแนวเป็นหนังอาร์ทหน่อยๆ อารมณ์หม่นเศร้า สอดคล้องกับองค์ ประกอบอื่นๆในเรื่อง

กระนั้น เนื้อเรื่องที่ควรจะเน้นความรักแบบหนุ่มสาว กับกลายเป็นความรักของแม่ที่มีต่อลูกสาวมากกว่า ซึ่งก็ถ่ายทอดออกมาได้ดี แต่หน้าหนังทำให้คนดูเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องรักโรแมนติกชวนฝัน ความเศร้าจากการสูญเสียในช่วงท้ายจึงไม่พีคถึงขึ้นเรียกนํ้าตา

สิ่งที่โด่งเด่นมากที่สุดในหนังคงเป็นการถ่ายภาพที่งดงาม โดยเฉพาะบรรยากาศธรรมชาติในชนบท โดยมีพระอาทิตย์ตกเป็นแบคกราวด์หลัก สมกับที่ได้รางวัล Cinematography Award จากเทศกาลหนังซันแด๊นซ์ 2013  (อดนึกถึง The Tree of Life ไม่ได้) ช่วงเวลาในการถ่ายทำน่าจะเป็นตอนโพล้เพล้ซะส่วนใหญ่ มองในอีกแง่ก็ดูว่าผู้กำกับตั้งใจโชว์ของมากเกินไป ด้านเพลงประกอบแนวคันทรี่เข้ากับฉากวินเทจย้อนยุคในปี70ได้ดี

รูนี่ย์ มาร่า สวยโดดเด่นในบทคุณแม่ยังสาว เธอดูเหมาะกับตัวละครสาวแนวคาวบอยนิดๆอย่างมาก เราสามารถลืมภาพจากหนังเก่าๆที่เธอเคยเล่นได้เลย อีกคนที่น่าชื่นชมคือ เด็กที่เล่นเป็นลูกสาวของ รูนี่ย์ แสดงได้น่ารักน่าเอ็นดูมาก

ส่วน เคซี่ แอฟเฟล็ค ถ่ายทอดความรู้สึกได้ไม่ชัดเจน มาดของเขายังดูไม่เป็นไอ้เสือวายร้ายชื่อดังเท่าไหร่ คำพูดคำจาก็ดูไม่เป็นธรรมชาตินัก ขณะที่ เบน ฟอสเตอร์ ฉากเล่นกีตาร์เป็นซีนที่ดูดีที่สุดของเขา แต่ก็ยังไม่มีสเน่ห์มากพอจะเปลี่ยนใจคุณแม่ยังสาวได้

เหมือนว่าผู้กำกับจะต้องการให้แง่คิดเกี่ยวกับความรักและความถูกต้องว่า ทั้งสองอย่างต้องใช้เวลาในการรอทั้งสิ้น และไม่ว่าจะการให้อภัย หรือ การรักใครสักคน แต่เมื่อเวลาได้เปลี่ยนไป ทุกสิ่งก็เปลี่ยนแปลงได้ด้วยกันทั้งนั้น

คะแนน Ain’t Them Bodies Saint : 7/10

บทวิจารณ์โดย นกไซเบอร์

ที่มาจาก //movie.bugaboo.tv/watch/91870




 

Create Date : 20 พฤศจิกายน 2556    
Last Update : 20 พฤศจิกายน 2556 17:25:16 น.
Counter : 944 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  

BlogGang Popular Award#13


 
mninho
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 16 คน [?]




นกไซเบอร์ วิจารณ์หนัง
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add mninho's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.