วันนี้ ทุกจอคอมพิวเตอร์ ในบ้านคุณ

วิจารณ์หนัง : Lone Survivor วิถีของชายชาติทหาร


Red wing หรือ ยุทธการปีกแดง เป็นหนังสือเกี่ยวกับสงครามชื่อดัง บอกเล่าถึงปฏิบัติการที่เป็นที่จดจำของชาวอเมริกัน เป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของกองทัพสหรัฐเมื่อปี2005 เขียนโดย มาร์คัส รัทเทรล ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว 

ภารกิจนี้ถูกตั้งชื่อว่า Red wing เพื่อตามล่าตัว อามัด ชาห์ หัวหน้าคนสำคัญของกลุ่มก่อการร้ายตาลีบันที่สังหารนาวิกโยธินสหรัฐไปมากมาย ในพื้นที่ประเทศอัฟกานิสถาน นายทหารสี่นายถูกส่งให้เป็นแนวหน้าไปสำรวจพื้นที่และสืบข่าว แต่กลับติดอยู่ในวงล้อมของกลุ่มตอลีบันจนเกิดการยิงต่อสู้อย่างดุเดือด นำมาซึ่งการสูญเสียหน่วยซีล11นายและหน่วยไนท์สโตลเกอร์อีก8นายของฝ่ายสหรัฐ

เมื่อถูกมาทำเป็นหนัง ปีเตอร์ เบิร์ก ผู้กำกับทำให้ Lone Survivor เป็นภาพยนตร์แอ็คชั่นดราม่า ที่เน้นเล่าเรื่องราวความผูกพันธ์และความกล้าหาญของนาวีซีลสหรัฐฯ และไม่ไปแตะต้องประเด็นทางการเมืองมากนัก โดยอีกนัยหนึ่งก็เพื่อเชิดชูเกียรติของผู้เสียชีวิตอุทิศให้กับครอบครัวของพวกเขา

ดังนั้นสโคปของหนังหนังจึงลดลงมาโฟกัสที่ นาวีซีล4นาย หน่วยแรกของปฏิบัติการณ์เรดวิงค์ที่เข้าไปในหุบเขา Sawtalo Sar  เรือเอก ไมเคิล เมอร์ฟี่ (เทเลอร์ คิทซ์) หัวหน้าทีม, จ่าแดนนี่ ดีซท์ (เอมิล เฮิร์ทซ) ดูแลเรื่องการสื่อสาร , จ่าแมธธิว เอ็กเซลสัน คุ้มกันความปลอดภัย (เบน ฟอสเตอร์) และ มาร์คัส รัทเทรล (มาร์ก วอลห์เบิร์ก) พยาบาลเสนารักษ์ ซึ่งระหว่างที่พวกเขากำลังสอดแนมหมู่บ้านของกลุ่มตาลีบันอยู่บนเขาและติดต่อกับฐานทัพไม่ได้ บัญเอิญมีชายชรากับเด็กสองคนพาแพะมากินหญ้าบนเขาจึงมาพบพวกเขาเข้า

ทั้งสามเป็นชาวตาลีบันจึงถูก4นายทหารกักตัวไว้ แมธธิว เถียงกับ มาร์คัส เรื่องทางออก เขาเสนอให้ฆ่าปิดปากเพื่อความปลอดภัย แต่ มาร์คัส ค้านว่าเป็นสิ่งที่ไม่ยุติธรรมหากต้องสังหารคนแก่กับเด็กที่ไม่มีอาวุธ แม้จะมัดไว้สามคนนี้ก็คงตายจากอากาศหนาวหรือหมาป่า สุดท้าย ไมเคิล หัวหน้าทีมตัดสินใจปล่อยทั้ง3ไป โดยพวกเขามีเวลาเพียงครึ่งชั่วโมงในการออกจากพื้นที่ ก่อนที่คนเลี้ยงแพะจะเอาเรื่องนี้ไปบอกกลุ่มตาลีบันให้ขนกองกำลังนับร้อยมาตามล่าพวกเขา แม้ได้ทำความดี แต่โชคไม่เข้าข้างทั้งสี่เลย นอกจากจะติดต่อขอความช่วยเหลือไม่ได้ กลุ่มตาลีบันที่ชำนาญพื้นที่กว่าใช้เวลาไม่นานก็ตามหาพวกเขาเจอ

บทหนังค่อนข้างเข้มข้น แอ็คชั่นดุเดือดเร้าใจสมจริงมาก น่าจะถูกใจคอหนังบู๊ ยิ่งคุณรู้เรื่องเกี่ยวกับภารกิจนี้น้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งลุ้นระลึกมากเท่านั้น แม้ว่าในช่วงกลางกับท้ายหนังจะเต็มไปด้วยความรุนแรง แต่ในช่วงแรก วีดีโอถ่ายทำการทดสอบร่ายกายและจิตใจของหน่วยซีล กับการเล่าเรื่องส่วนตัวของทหารหลายๆคนในแคมป์ฝึกก็เผยให้เห้นแง่มุมที่อ่อนโยนบางอย่าง ทำให้คนดูเข้าใจว่าพวกเขาก็เป็นคนธรรมดาเหมือนเรา มีครอบครัว มีคนรัก เพียงแต่พวกเขามีอาชีพเป็นทหาร

เมื่อเทียบกับ Zero Dark Thirty (ปฏิบัติการหอกของเนปจูน) ที่ถูกนำมาสร้างเป็นหนังเช่นกัน Lone Survivor เน้นการนำเสนอภารกิจภาคสนาม จึงดูสนุกกว่า ส่วนตัวคิดว่าหนังเรื่องนี้ดีไม่แพ้ The Hurt Locker เลย เพียงแต่เชิดชูทหารอเมริกันมากไปนิด มองในมุมของสหรัฐฯฝ่ายเดียว โอกาสที่จะได้รางวัลใหญ่ในเวทีต่างๆจึงไม่ง่าย รวมถึงในบทสนทนายังมีศัพท์ทางทหารที่เข้าใจยาก และการสบถด่าพร่ำเพรื่อเกินไปหน่อย (หรือว่าจริงๆทหารมะกันเขาหยาบใส่กันตลอดนะ)

ชอบความละเอียดของภาพ ในฉากที่4ทหารโดนปิดล้อมยิงถล่มด้วยกระสุนและระเบิดจากทุกทิศทุกทางจนต้องโดดจากที่สูงเอาตัวรอด การตกลงมากลิ้งกระแทกก้อนหินหรือต้นไม้แต่ละครั้งนี่สะเทือนจนทำให้หลายคนรู้สึกเจ็บปวดแทนเลยทีเดียว ทว่า ก็ยังมีฉากขัดใจคนดูอย่างตอนที่หนีการไล่ล่าแต่ มาร์คัส ดันตะโกนแหกปากเรียกชื่อเพื่อนนั้น แทบอยากจะเอามือไปตีปาก จะเรียกแขกมาทำไมไม่เข้าใจ

ด้านการแสดง มาร์ก วอลห์เบิร์ก เล่นเป็นทหารได้สมจริงดี ถ่ายทอดความรู้สึกหลากหลายอารมณ์ผ่านทางสีหน้าแววตาทะลุออกมาจากในสภาพหน้าตาที่แสนสะบักสะบอม เทเลอร์ คิทซ์ เท่มากๆในฉากเสียสละปืนขึ้นไปโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือบนเขา อีกคนที่ขอพูดถึงคือ เด็กชาย จากหมู่บ้านที่ต่อต้านกลุ่มตาลีบัน ดูไร้เดียงสาน่าสงสารดี 

ไม่ว่าจะสงครามไหน แน่นอนว่ามันต้องเต็มไปด้วยความเหี้ยมโหด การหํ่าหั่นเอาชีวิตกัน แต่ในอีกมุมหนึ่งยังมีมิตรภาพที่มนุษย์มอบให้แก่เพื่อนมนุษย์ ขณะเดียวกันในการต่อสู้ก็ไม่ใช่การเอาตัวตัวรอดเพื่อตัวเอง ไม่ใช่การฆ่าใครเพื่อครอบครัว ทหารที่อยู่ทั้งสองฝั่งต่างกำลังทำเพื่อประเทศของเขาด้วยกันทั้งนั้น และในช่วงที่สถานการณ์ขับขันที่สุด กลับไม่มีใครคิดหนี พวกเขาสู้จนกระสุนนัดสุดท้าย ยอมตายแบบมีเกียรติ กระทั้ง มาร์คัส รัทเทรล ผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียวจากปฏบัติการณ์นี้ก็ยังกล่าวว่า เขาได้ตายไปแล้ว ในหุบเขาแห่งนั้น นี่แหละคือวิถีของชายชาติทหาร 

คะแนน 8/10

ดูตัวอย่างหนังได้ที่ //movie.bugaboo.tv/watch/100048




 

Create Date : 03 กุมภาพันธ์ 2557    
Last Update : 3 กุมภาพันธ์ 2557 16:38:58 น.
Counter : 937 Pageviews.  

วิจารณ์หนัง : Jack Ryan: Shadow Recruit กำเนิดสายลับสมองเพชร


แจ็ค ไรอัน เป็นสายลับจากปลายปากกาของ ทอม แคลนซี่ นักเขียนชื่อดังผู้ล่วงลับ น่าเสียดายเขาเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว จึงไม่ได้ชม Jack Ryan : Shadow Recruit หนังสายลับภาคล่าสุดที่ดัดแปลงจากหนังสือนิยายชุดของเขา

สำหรับซีรี่ย์ แจ็ค ไรอัน เคยถูกนำมาสร้างเป็นหนังมาแล้ว 4 ภาค(หนังสือมีทั้งหมด6เล่ม) เป็นเรื่องราวของ แจ็ค ไรอัน CIAหนุ่มผู้เฉลียวฉลาด สายลับซึ่งเชี่ยวชาญด้านประเทศรัสเซีย คู่ปรับตัวฉกาจในยุคสงความเย็นของสหรัฐฯ

ในครั้งนี้ตัวหนังมีการดัดแปลงเนื้อเรื่องให้เข้ากับยุคสมัย รวมถึงปรับเปลี่ยนบุคลิกของตัวละครหลักอย่าง แจ็ค ที่ในหนังสือจะเน้นทำงานนั่งโต๊ะวางแผนต่างๆมากกว่า แต่ภาคนี้ แจ็ค จะลุกจากเก้าอี้มาจับปืนสู้กับเหล่าร้ายในภาคสนาม

หนังเล่าถึงที่มาที่ไปของ แจ็ค ไรอัน(คริส ไพน์) จากหนุ่มมหาลัยหัวดี อาสาไปรบจนได้รับบาดเจ็บขาเกือบพิการ ระหว่างทำกายภาพบำบัด เขาได้พบกับ แคธี่ (เคียร่า ไนท์ลี่ย์) นักศึกษาแพทย์สาวที่ช่วยให้เขากลับมาเดินได้อีกครั้ง และก่อนออกจากโรงพยาบาล โธมัส ฮาเปอร์  (เควิน คอสท์เนอร์) CIAรุ่นใหญ่ก็ได้มาทาบทามเขาให้กลับไปทำสิ่งที่ฝันอีกครั้ง คือการปกป้องชาติจากศัตรู

แรกทีเดียวเขาก็ทำงานแต่ด้านข้อมูล โดยแฝงตัวเข้าไปทำงานในบริษัทค้าหุ้นใหญ่ของสหรัฐฯ กระทั่งเขาพบความผิดปกติของการซื้อขายหุ้นจากบริษัทสัญชาติรัสเซีย ที่มี วิคเตอร์ เชเลอวิน (เคนเนธ บรานาห์) นักธุรกิจอดีตทหารรัสเซียเก่าเป็นเจ้าของ ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับการก่อการร้ายในอนาคต แจ็ค ไรอัน จึงได้รับภารกิจเดินทางไปรัสเซียเพื่อหยุดยั้งแผนการณ์ดังกล่าว

บทค่อนข้างทันสมัย เปลี่ยนจากยุคสงครามเย็นที่สหรัฐฯกับรัฐเซียใช้ข่าวสารและอาวุธมาต่อสู้กันมาเป็นการใช้ตลาดเงินตลาดทุนโจมตีกันแทน แต่แน่นอนว่าจุดนี้หากใครไม่มีหัวด้านเศรษฐกิจหรือพื้นฐานเรื่องตลาดหุ้นก็คงตามไม่ทันหรือหลุดจากเนื้อหาไปบ้าง การปูพื้นตัวละครเยอะส่งผลดีในแง่ความเข้าใจอารมณ์ในหลายๆมุม แต่กับหนังสายลับส่วนใหญ่ไม่นิยมบอกเล่าประวัติตัวละครเพื่อเพิ่มความลึกลับ ซึ่งต่างก็มีข้อดีข้อเสีย กับหนังเรื่องนี้มันทำให้ให้ แจ็ค ดูเป็นคนธรรมดา จับต้องได้

เดิมที แจ็ค ไรอัน เป็นสายลับที่ฉีกแนวจากสายลับขาบู๊อย่าง เจมส์ บอนด์ , เจสัน บอร์น หรือ แจ็ค รีชเชอร์ มาเป็นสายลับแนวบุ๋น ที่นั่งวางแผนรับมือศัตรูอย่างเดียวนั้น ในภาคนี้ได้เพิ่มบทแอ็คชั่นของ แจ็ค ไรอัน เข้ามาด้วย เพื่อสลัดภาพสายลับสมองเพชรที่ไม่เน้นต่อสู้ในหัวของนักอ่าน ซึ่งทำได้ดีพอสมควร

ความที่เขาไม่ใช่จนท.CIAที่เก่งกาจ ต้องมีคนอื่นคอยช่วยเหลือ ไม่เหมือนสายลับในอดีตที่เก่งจนโอเวอร์ ข้อดีคือคนดูได้ลุ้น เอาใจช่วยไปกับการปฏิบัติภารกิจของเขา อีกทั้งยังมีเรื่องความสัมพันธ์กับ เคธี่ ภรรยาสาวสุดสวยที่ แจ็ค ต้องจัดการก็สร้างสีสันมีเนื้อเรื่องหลายส่วนให้น่าติดตาม

การเดินเรื่องในช่วงแรกก็ค่อนข้างอืด ผิดกับช่วงหลังที่เร็วเป็นรถไฟเหาะ หนังเลยดูขาดสมดุล คริส ไพน์ เป็นสายลับที่ดูเป็นผู้ดีมาก แต่ถ้าดูการแสดง ในภาคนี้เขายังคงเป็นแค่ สายลับฝึกหัดเท่านั้น เคียร่า ไนท์ลี่ย์ มาในลุคสวยฉลาด แสดงได้น่าประทับใจ โดยเธอได้พัฒนาตัวละครเมียสายลับมาเป็นผู้ช่วยสายลับได้แบบแนบเนียน ด้าน เคนเนธ บรานาห์ ตีบทผู้ร้ายแตก บุคลิกเคร่งขรึม น่าเกรงขาม ภาษาอังกฤษสำเนียงรัสเซียทำให้คนดูเชื่อได้ว่าเขาเป็นคนประเทศนั้นจริงๆ ทว่าบทกลับไม่ส่งในเรื่องความโหดเหี้ยม ทำให้เขาดูเป็นวายร้ายใจดีไปหน่อย

เสียดายที่ แจ็ค ยังไม่ได้แสดงความสามารถที่คนดูต้องทึ่งในความอัจฉริยะของเขาเท่าไหร่ การต่อสู้ก็แค่ระดับพอเอาตัวรอด ความกํ้ากึ่งระหว่างต่อสู้กับวางแผนนี้เองที่ลดสเน่ห์ของเขาลง เมื่อเทียบกับสายลับเรื่องอื่นๆ แจ็ค ไรอัน จึงเป็นสายลับที่ไม่โดดเด่นนัก

คะแนน 7/10

โดย นกไซเบอร์

ดูตัวอย่างหนังได้ที่ //movie.bugaboo.tv/watch/86180




 

Create Date : 29 มกราคม 2557    
Last Update : 26 กุมภาพันธ์ 2557 18:33:08 น.
Counter : 680 Pageviews.  

วิจารณ์หนัง : Inside Llewyn Davis ฤดูหนาวของศิลปินโฟล์คซองค์



ศิลปินไส้แห้ง คือคำพูดที่ถูกนำมาใช้ถากถางอาชีพซึ่งเกี่ยวกับงานศิลปะทั้ง นักแสดง นักดนตรี นักเขียน นักปั้น ช่างแกะสลัก และนักวาดภาพ บ่อยครั้งในยุคที่สภาพเศรษฐกิจฝืดเคือง ไม่เอื้ออำนวยให้ความคิดสร้างสรรค์ต่างๆมีมูลค่า บางคนเลือกที่จะหันหลังให้ความฝัน ทว่าบางคนเลือกที่จะเดินไปให้สุดทางฝันแม้ว่าหนทางมันอาจยากลำบาก และสุดท้ายชีวิตอาจไม่มีอะไรดีขึ้นกว่าจุดเริ่มต้นเลย

Dave Van Ronk เป็นหนึ่งในบุคคลอย่างหลัง เขาเป็นศิลปินโฟล์คในตำนานที่ประสบความล้มเหลวในอาชีพนักดนตรี ออกอัลบั๊มก็ขายไม่ดี ชื่อเสียงไม่โด่งดังเหมือน Bob Dylan เพื่อนของเขา แต่ พี่น้องโคเอน กลับสนใจนำช่วงชีวิตที่เลวร้ายที่สุดของเขามาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์

Inside Llewyn Davis หรือในชื่อไทย คน กีตาร์ แมว เล่าเรื่องในทศวรรษที่ 60 ในมหานครนิวยอร์ค ที่กรีนวิช วิลเลจ เมกกะของดนตรีโฟล์ค ลูวิน เดวิส (ออสการ์ ไอแซ็ค) นักดนตรีจากควีนส์ที่มีพรสวรรค์ทั้งการร้องและแต่งเพลง 

แต่ด้วยอความเย่อหยิ่งและนิสัยไม่ดีหลายๆอย่าง จนเขาไม่มีที่ซุกหัวนอน เงินติดตัวร่อยหรอ ทำเมียของเพื่อนท้อง ระหว่างที่ไปอาศัยห้องเพื่อนซึ่งเป็นอาจารย์ เขาทำแมวของเพื่อนหลุดออกมาจึงต้องกระเตงแมวสีส้มตัวใหญ่พเนจรไปกับเขาในช่วงฤดูหนาวอันแสนโหดร้ายของสหรัฐฯ

อินโทรของหนังเปิดด้วยเพลงโฟล์คซองค์ไพเราะ เนื้อหาตัดพ้อในโชคชีวิต จากปากของ ลูวิน เดวิส ก่อนที่เขาจะถูกชายแปลกหน้าทำร้าย จากนั้นหนังก็เล่าเรื่องราวชีวิตแสนยุ่งเหยิงของชายผู้นอกจากเล่นดนตรีแล้วไม่เคยทำอย่างอื่นได้ดีเลย ส่วนที่โดดเด่นคือการถ่ายภาพสวยงาม สีนวลสบายตา
โทนอบอุ่น ให้ความรู้สึกถึงอดีต เก่าแก่แต่คลาสสิก บางช่วงคล้ายกับภาพความฝันอันเรือนลาง

กระนั้น สิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดในหนังคือ เพลงโฟล์คเพราะๆที่ตัวละครหลายตัวผลัดกันมาเล่นให้คนดูฟัง บางเพลงเป็นเพลงเก่าของ บางเพลงถูกแต่งขึ้นใหม่ซึ่งล้วนแล้วแต่เข้ากับบรรยากาศเย็นชาในภาพยนตร์  ชอบเพลง 500 Miles ที่มากๆ นุ่มนวลฟังแล้วเหมือนตัวจะลอยได้ ส่วนเพลง Hang Me Oh Hang Me ของ Dave Van Ronk บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของเขาได้สวยงามมาก

การดำเนินเรื่องราบเรียบตามสไตล์ พี่น้องโคเอน หากคุณไม่ได้ชื่นชอบดนตรี ไม่ชอบดูหนังดราม่า มันคือยานอนหลับชั้นดี แต่หากคุณเป็นนักดนตรี และชอบดูหนังแนวดราม่าเบาๆ นี่คือผลงานสร้างแรงบันดาลใจชั้นดี ท่อนฮุกของหนังคือฉากที่ เลวิน เดวิส ดั้นด้นลำบากลำบนเดินทางไกล ไปถึงชิคาโก้ เพื่อเล่นเพลงไม่ถึง5นาทีให้เจ้าของค่ายเพลงฟัง

ลูวิน เดวิส เป็นตัวละครที่มีสเน่ห์ น่าเห็นใจและน่าหมั่นใส้ในเวลาเดียวกัน ออสการ์ ไอแซ็ค ถ่ายทอดมุมมองของนักดนตรีตกอับที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาได้ดี การเล่นกีตาร์ของเขาถือว่าไม่ธรรมดา ดูน่าเชื่อว่าเขาไม่ใช่แค่เล่นกีตาร์เป็น แต่มีฝีมือพอสมควร หวังว่าชื่อ ออสการ์ ของเขาจะนำพาเขาไปสู่รางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม

อีกคนที่โดดเด่นรองมาคือ แคร์รี่ มัลลิแกน ในบท จีน ดูเหมือนเธอจะเป็นตัวละครตัวเดียวที่ เลวิน เกรงใจที่สุด ขณะเดียวกันเธอก็เป็นคนที่คอยให้ความช่วย เหลือแก่เขามากกว่าใคร จัสติน ทิมเบอร์เลค ที่เล่นเป็น จิม ท่าทางการเล่นดนตรีของเขายังดูเก้ๆกังๆไปสักหน่อย ซีนที่คณะรวมตัวกันไปทำเลพงเกี่ยวกับนักการเมืองฟังแล้วขำดี

น่าเสียดายชีวิตของ ลูวิน เดวิส  ที่มุ่งมั่นทำตามความฝันโดยไม่สนไม่สนใจเรื่องอื่นในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว คนรัก มองได้สองอย่างว่า หากเขาไม่ใช่คนที่มีความตั้งใจสูง ก็เป็นคนที่ดื้อรั้นดันทุรังมาก 

สิ่งนี้ทำให้เขากลายเป็น แมวอิสระไร้เจ้าของเที่ยวร่อนเร่อย่างไม่มีอนาคต เมื่อไปไม่รอดก็กลับมาที่บ้านคนใจดีจำนวนหนึ่งที่เคยให้อาหารและที่พัก แต่พอหายเหนื่อยแล้ว มันก็ออกจะเดินทางต่อไป โดยไม่กล่าวคำลาแก่ใคร

คะแนน 8.5/10

โดย นกไซเบอร์

ดูตัวอย่างหนังได้ที่ //movie.bugaboo.tv/watch/95814




 

Create Date : 24 มกราคม 2557    
Last Update : 24 มกราคม 2557 17:46:20 น.
Counter : 844 Pageviews.  

วิจารณ์หนัง : 12 Years a Slave คน สัตว์ สิ่งของ


นับเป็นหนังดราม่าหดหูแห่งปีเลยก็ว่าได้สำหรับ 12 Years a Slave ภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริงยุค 1840 ของ โซโลมอน นอร์ธอัพ ชายผิวสีนักดนตรีที่มีความสุขอยู่กับภรรยาและลูกสองคน แต่แล้ววันหนึ่งเขากลับถูกจับไปเป็นทาสนานกว่า 12 ปี

สตีฟ แม็กควีน ผู้กำกับผิวสีได้รับหนังสือที่เขียนโดย โซโลมอน นอร์ธอัพ จากภรรยาของเขา เมื่ออ่านจบเขาไม่รีรอที่จะสร้างมันเป็นภาพเคลื่อนไหวเพื่อให้ชาวโลกได้รับรู้ถึงความโหดร้ายของระบบทาส

ตัวหนังเล่าเรื่องราวของ โซโลมอน นอร์ธอัพ ที่อาศัยอยู่ในเมืองอันเงียบสงบทางตอนเหนือของสหรัฐฯ ถูกชายแปลกหน้าสองคนหลอกวางยาและขายเขาให้ไปเป็นทาสในเมืองทางใต้ ซึ่งประชากรส่วนใหญ่ทำไร่เป็นอาชีพหลัก จึงต้องการแรงงานทาสจำนวนมาก
โซโลมอน พยายามดิ้นรน เรียกร้องอิสรภาพ และคิดจะหลบหนี ซึ่งแน่นอนว่าไม่สำเร็จ นายคนแรกที่ซื้อเขาเป็นคนมีเมตตา แต่ผู้คุมทาสคอยกลั่นแกล้งจนเขาทนไม่ไหวลงมือทำร้ายคนขาว เหตุนี้ทำให้ โซโลมอน ที่ถูกตั้งชื่อใหม่ว่า แพลท์  ถูกขายต่อไปให้ เอ๊พพ์ ชายผู้ชอบเฆี่ยนตีทาสของตัวเอง

บทหนังตึงเครียดและสร้างความหดหู่อย่างสูง ตีแผ่ความเลวร้ายของวัฒนธรรมการค้าทาส การใช้แรงงานทาส อย่างลึกถึงแก่นตัวละครที่เป็นทาสน่าสงสารจับใจ หนังดํ่าดิ่งไปสู่ความเศร้าหมอง คาดคั้นความรู้สึกคนดูมากๆ

ทว่าในความสิ้นหวังก็ยังมีแง่งามให้เห็นบ้าง คือนํ้าใจของคนขาวบางคน มิตรภาพของเพื่อนที่เป็นทาสด้วยกัน รวมถึงเพลงโซลเพราะๆที่ว่ากันว่าต้นกำเนิดมาจากการร้องเพลงของชาวผิวสีต่อประสบการณ์อันเลวร้ายในการตกเป็นทาส (และการเหยียดผิวในยุคต่อมา) โดยเฉพาะเพลง roll jordan roll ฟังติดหูดี ถ้า Inside llewyn davis คือตัวแทนของเพลงโฟล์กซอง 12 Years a Slave ก็คือตัวแทนของเพลงโซล
ชิวอิเทล เอจิโอฟอร์ ในบท โซโลมอน แสดงได้ยอดเยี่ยมไร้ที่ติ สื่ออารมณ์ความขมขื่นต่อโชคชะตาชีวิตได้ดี ขณะเดียวกันในแววตาของเขาก็มีความหวังเล็กๆสว่างอยู่ ว่าสักวันจะกลับไปเป็นอิสระอีกครั้ง ซึ่งต้องใช้ความอดทนและพยายามอย่างหนัก หลายคนเสียนํ้าตาให้ฉาก สบู่ของ แพทซี่ ที่แสดงโดย ลูพิต้า เอนยองโก้ แต่ผมกลับนํ้าตาซึมในฉากที่ โซโลมอน ได้กลับมาพบกับครอบครัวอีกครั้ง มันเหมือนมีก้อนความรู้สึกมากมายที่พรั่งพรูออกมา แต่ทุกคนก็จุกไปด้วยความสุขปนความเศร้าที่ประดังประเดเข้ามาจนพูดอะไรไม่ได้ จึงได้แต่ร้องไห้และกอดกัน

ส่วน ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ ในบท เอ๊พพ์ นายทาสจอมโหดนั้น ต้องบอกว่าแกแสดงได้ชั่วถึงใจจริงๆ บางฉากนี่ถึงขั้นโรคจิต เขาเป็นตัวแทนของนายทาสที่ไม่เห็นว่าทาสเป็นคน เป็นเพื่อนมนุษย์ ไม่แม้แต่จะเป็นสัตว์เลี้ยง เขามองเห็นทาสเป็นสิ่งของเป็นทรัพย์สินที่จะทำอย่างไรก็ได้ ซีนที่ เอ๊พพ์ เมาแล้วไปปลุกทาสมาร้องรํ่าทำเพลงกลางดึกนั้น มันทารุณบังคับขืนใจกันที่สุด พอๆกับการลากไปโบยตีเพื่อรองรับอารมณ์

โชคดีที่มีตัวละครที่แสดงโดย แบรด พิตต์ มากู้หน้าให้คนขาว เขาคือพระเอกตัวจริง ฮีโร่ผู้ปลดปล่อย โซโลมอน แม้จะได้ออกน้อยไปนิด แต่สะใจซีนที่เขาหลอกด่า เอ๊พพ์ เรื่องไม่มีสำนึกความเห็นใจต่อเพื่อนร่วมโลก

สหรัฐอเมริกาเลิกทาสในปี 1863 หลายประเทศทั่วโลกทยอยเลิกทาสไปจนหมด กระนั้นปัจจุบันยังมีหลายคนทำเหมือนว่าทาสยังมีอยู่เห็นได้จากรอบตัวเรา ยังมีคนจิตใจตํ่าบางพวก มองเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเป็นสัตว์หรือสิ่งของ ใช้แรงงานคนต่างจังหวัด คนต่างด้าวอย่างหนัก ซํ้ายังเอารัดเอาเปรียบทุกวิถีทาง บ้างก็เอาพวกเขามาล้อเลียนเป็นเรื่องตลก โดยไม่คิดเลยว่างานที่พวกเขากำลังดูถูก รังเกียจ หากไม่มีผู้ใช้แรงงานคอยทำ พวกคุณนั้นแหละที่ต้องลงมือทำเอง

คะแนน 8.5/10

โดย นกไซเบอร์ 

ชมตัวอย่างหนังได้ที่ //movie.bugaboo.tv/watch/93666




 

Create Date : 23 มกราคม 2557    
Last Update : 23 มกราคม 2557 17:30:12 น.
Counter : 780 Pageviews.  

วิจารณ์หนัง : American hustle แก๊งค์อเมริโกง



American Hustle เป็นอีกหนึ่งหนังรวมดาวฮอลลีวู้ดแห่งปี เดิมชื่อ American Bullshit (อเมริกันตอเเหล) แต่คงเพราะกลัวว่ามันจะดูแรงไป จึงเปลี่ยนมาใช้คำว่า Hustle ที่แปลว่า รีบเร่ง แทน ซึ่งทำให้สื่อความหมายของหนังออกมาได้ไม่ค่อยตรงนัก

ตัวหนังสร้างจากเรื่องที่เกิดขึ้นใน พ.ศ. 2513 หรือ ค.ศ. 1980 เป็นเรื่องราวของหนุ่มนักต้มตุ๋นพยานปากเอกในคดีอาชญากรรมและแฟนสาวของเขา ทั้งคู่ถูกหน่วยงานที่ชื่อ แอ็บสแคม (Abscam) ของเอฟบีไอ จับกุมและบังคับให้ร่วมมือกับรัฐบาลในการวางแผนหาหลักฐานจับแก๊งค์มิจฉาชีพและนักการเมืองจอมทุจริต

เออร์วิน โรเซนฟิลด์ (คริสเตียน เบล) ชายผู้หากินกับการหลอกลวงชาวบ้าน ได้พบกับ ซิดนีย์ พรอสเซอร์ (เอมี่ อดัมส์) สาวจอมต้มตุ๋น พวกเขาใช้ความหวังกับคนจนตรอกจนโกงเงินไปได้จำนวนมาก เออร์วิน มีภรรยาอยู่แล้วคือ โรซาลิน (เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์) แต่เขาก็เดินหน้าสานความสัมพันธ์กับ ซิดนีย์ จนกลายเป็นรักสามเส้า

และเพิ่มมาอีกเส้าเมื่อ  ริชชี่ ดีมาโซ (แบรดลีย์ คูเปอร์) เจ้าหน้าที่เอฟบีไอจับกุมพวกเขา โดยยื่นข้อเสนอให้ร่วมมือกันเป็นแก๊งค์การวางแผนหลอกจับกุมนักการเมืองคอรัปชั่น ซึ่งเป้าหมายหลักคือ นายกเทศมนตรีของเมือง (เจเรมี เรนเนอร์)

บทของหนังไม่ได้เข้มข้นหักเหลี่ยมเฉือนคมกันเท่าไหร่ โดดเด่นที่การแสดงโดยเฉพาะสี่นักแสดงนำ คือ คริสเตียน เบล , เอมี่ อดัมส์ , เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ และ แบรดลีย์ คูเปอร์ เล่นกันจริงจังสมบทบาทชนิดไม่มีใครยอมใคร ส่วนตัวชอบการจับประเด็นความสัมพันธ์ของชายหญิง เล่าออกมาได้น่าสนใจ ปมรักสามถึงสี่เส้าที่คาราคาซังยุ่งเหยิงน่าติดตามว่าบทสรุปจะเป็นอย่างไร ช่วงหนึ่งให้ความรู้สึกเหมือนกำลังดูหนังรัก

เดวิด โอ รัสเซลล์ ผู้กำกับนำเสนอเรื่องคอรัปชั่นในมุมเสียดสีมากกว่าจะมุ่มมั่นหาคนผิด ซึ่งทำให้โทนหนังสนุกสนาน สร้างเสียงหัวเราะได้พอสมควร ฉากที่ นายกเทศมนตรี ประกาศว่าเขาทำผิดเพื่อให้คนในชุมชนมีงานทำ อีกทั้งชาวบ้านก็รักใคร่ ยกย่อง ชื่นชมในตัวเขา ทำให้เราไขว้เขวไปว่าสิ่งที่เขาทำเป็นเรื่องดีหรือไม่ดีกันแน่ รวมถึงจิกกัดชาติที่อ้างตัวว่ามีกฏหมายที่ศักดิ์สิทธิ์มากที่สุดชาติหนึ่งในโลก ทว่าครั้งนึงกลับมีช่องโหว่มากมายให้คนชั่วโกงเงินชาวบ้านอย่างเปิดเผย

คริสเตียน เบล แสดงได้ยอดเยี่ยม นอกจากรูปลักษณ์ภายนอกของเขาที่เปลี่ยนเป็นชายผมน้อยพุงพลุ้ยอย่างแนบเนียนแล้ว เขายังเข้าถึงในหลากหลายอารมณ์ เป็นคนเลวที่นอกจากคนดูจะไม่เกลียดแล้วยังเห็นอกเห็นใจอีกด้วย

ส่วน เอมี่ อดัมส์ ได้บทที่ดีช่วยส่งบวกกับการแสดงขั้นเทพทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นผลงานมาสเตอร์พีซแบบสบายๆ ต้องยกความดีความชอบส่วนหนึ่งให้ เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ สาวจอมขโมยซีนกับการเชือดเฉือนกันเพื่อแย่งชิงหัวใจของชายจอมโกหกอย่างสมนํ้าสมเนื้อ นอกจากนี้การแสดงที่เวิ้นเว้อบ้าบอสุดๆของเธอก็ช่วยสร้างสีสันได้ตลอดทั้งเรื่อง

สำหรับ แบรดลีย์ คูเปอร์ แม้ไม่ใช่การแสดงที่ดีที่สุดของเขา แต่ก็อยู่ในมาตรฐาน ลุคผมหยิดทั้งหัวดูกวนประสาทดี กระนั้นความเอนเตอร์เทนเฮฮาของตัวละครก็มากเกินไปจนดูล้น ไม่เหมาะกับบทเจ้าหน้าที่เอฟบีไอ อ้อ ช่วงท้ายๆ โรเบิร์ต เดอ นีโร มาแจมด้วย เสียดายบทน้อยไปหน่อย

American Hustle เป็นหนังที่ให้ความบันเทิง มีความเป็นอเมริกันสูง ใครที่ไม่ชอบแนวคิดแบบสหรัฐฯอเมริกาอาจขัดหูขัดตาในบางเรื่อง โดยเฉพาะ การให้คนทำผิดกฏหมาย หลอกคนทำผิดกฏหมาย ให้ทำผิดกฏหมาย เพื่อล้างการทำผิดกฏหมาย มองยังไงก็ไม่ใช่เรื่องที่ถูกกฏหมาย สิ่งเหล่านี้เคยเกิดขึ้นและอาจจะยังเกิดขึ้นอยู่บนดินแดนแห่งเสรีภาพ

คะแนน 8/10

โดย นกไซเบอร์

ดูตัวอย่างหนังได้ที่ //movie.bugaboo.tv/watch/77820




 

Create Date : 22 มกราคม 2557    
Last Update : 23 มกราคม 2557 9:22:44 น.
Counter : 961 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  

BlogGang Popular Award#13


 
mninho
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 16 คน [?]




นกไซเบอร์ วิจารณ์หนัง
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add mninho's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.