วันนี้ ทุกจอคอมพิวเตอร์ ในบ้านคุณ

วิจารณ์หนัง : Divergent สังคมแบ่งกลุ่ม



ในช่วง3-4ปีที่ผ่านมา ภาพยนตร์ที่สร้างมาจากหนังสือขายดีกำลังเป็นเทรนด์ใหม่ของฮอลลีวู้ด นัยว่าอย่างน้อยก็ได้กลุ่มคนอ่านหนังสือยืนพื้นที่รอตีตั๋วเข้าชมแน่ๆ หากกระแสจุดติดก็กลายเป็นหนังบล็อกบัสเตอร์ได้ไม่ยาก ดังเช่นหนังที่มาจากนิยายเรื่องล่าสุดอย่าง Divergent

นอกจาก Divergent กับ The hunger games จะมีนักเขียนเป็นผู้หญิงเหมือนกัน (เวโรนิก้า รอทห์ กับ ซูซาน คอลลินส์) ตัวละครนำของทั้งสองเรื่องยังเป็นผู้หญิงเหมือนกัน แถมเนื้อหาในหนังสือที่แบ่งมนุษย์เป็นกลุ่มคล้ายกันซะอีก ถึงไม่ตั้งใจยังไงก็ต้องมีคนเอาสองเรื่องนี้มาเปรียบเทียบกันแน่ๆ ซึ่งสื่อในสหรัฐฯบางแห่งยกให้ Divergent เป็นหนังที่จะดำเนินรอยตามความสำเร็จของ The hunger games

ตัวหนังเล่าถึงโลกอนาคตที่มนุษย์อาศัยอยู่ในเมืองที่มีกำแพงสูงล้อมรอบ สังคมถูกแบ่งเป็น5กลุ่มคือ 1. Abnegation กลุ่มผู้ปกครอง หรือกลุ่มเสียสละ ทำทุกอย่างเพื่อส่วนรวม ได้เป็นรัฐบาลของห้ากลุ่ม 2.Dauntless กลุ่มผู้กล้า ชอบความท้าทายอันตรายเป็นตำรวจและทหาร 3.Erudite กลุ่มทรงปัญญา คนฉลาดเท่านั้นที่จะรอด เป็นนักวิทยาศาสตร์ 4.Candor กลุ่มผู้คุมกฏ ทุกคนเกิดมาเท่าเทียม ซื่อสัตย์ เป็นนักกฏหมาย 5.Amity กลุ่มรักสันติ สงครามคือความผิดพลาด อยู่กับธรรมชาติ ทำการเกษตร

ทุกปีจะมี1วันที่เด็กชายหญิงซึ่งอายุครบ16ปีจะเข้าพิธีเลือกกลุ่มที่ตัวเองอยากใช้ชีวิตอยู่ โดยก่อนหน้านั้น1วัน จะมีการทดสอบทางจิตวิทยาเป็นแนวทางว่าใครเหมาะกับกลุ่มไหน ในการทดสอบ บีทริซ(เชลลีน วู้ดลีย์) ลูกสาวของหัวหน้ากลุ่มผู้ปกครองสามารถเข้าได้ถึง3กลุ่ม ซึ่งเรียกคนเหล่านี้ว่า ไดเวอร์เจนท์ ตัวอันตรายของทุกกลุ่ม บีทริซ ต้องเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ เธอเลือกอยู่กลุ่มผู้กล้าในวันถัดมา พร้อมเปลี่ยนชื่อเป็น ทริส ในกลุ่มใหม่เธอต้องฝึกฝนอย่างหนักเพื่อให้ผ่านการทดสอบ มิเช่นนั้นจะถูกขับออกไปเป็นคนไร้กลุ่ม ต้องเร่ร่อนข้างถนน ด้วยความช่วยเหลือของ โฟร์(ธีโอ เจมส์) ครูฝึกมาดเข้ม ทำให้เธอพัฒนาตัวเองขึ้นมาก รวมถึงได้รู้ถึงแผนการชั่วร้ายของบางกลุ่มที่ต้องการกวาดล้างกลุ่มผู้ปกครองขึ้นเป็นรัฐบาลเสียเอง

บทของหนังใช้เวลาเล่าพื้นหลังตัวละครค่อนข้างมาก เนื่องจากรายละเอียดสำคัญยิบย่อยในหนังสือมีเยอะ ตัวหนังจึงดูอืด ไม่ค่อยกระชับ ทั้งนี้ก็เพื่อให้เข้าใจระบบสังคมในหนัง การเลือกกลุ่มนั้นคล้ายกับเด็กม.ปลายเลือกคณะในมหาลัย เพียงแต่ว่าในหนังเลือกแล้วเลือกเลยเปลี่ยนไม่ได้ จุดนี้ต่างกับ The hunger games ที่เปลี่ยนกลุ่มไม่ได้เลย เกิดมากลุ่มไหนก็อยู่กลุ่มนั้น และแบ่งคนตามชนชั้นฐานะ ผิดกับ Divergent ที่แบ่งคนตามความสามารถหรือความชอบ อีกจุดที่ต่างคือ เรื่องหนึ่งเด็กๆรอถูกเลือก แต่อีกเรื่องเด็กๆเป็นผู้เลือกเอง

หากไม่เอา Divergent ไปเปรียบกับหนังเรื่องไหนก็ถือว่าดูสนุกใช้ได้ เนื้อเรื่องอาจจะไม่เข้มข้นมาก แต่ก็ไม่น่าเบื่อ ได้ลุ้นตลอด มีครบรสทั้ง แอ็คชั่น โรแมนติกและดราม่า แม้ช่วงท้ายจะมีซันไม่เมกเซนต์ นางเอกเลือกที่จะหนีทั้งที่มีโอกาสสังหารหัวหน้าผู้ร้ายตัวแสบ เสียดายอีก2กลุ่มไม่ค่อยมีบทบาทนัก ประเด็นการแบ่งกลุ่ม เมื่อนำคนที่มีนิสัยคล้ายกันมาอยู่ด้วยกันแล้วเกิดปัญหาสะท้อนสภาพสังคมปัจจุบันในอีกรูปแบบ น่าสนใจไม่แพ้การแบ่งสังคมตามฐานะ หนังจบแบบมีภาคต่อแน่ๆ

การแสดง เชลลีน วู้ดลีย์ ในบท ทริส มีสเน่ห์พอสมควร แรกๆคนดูอาจจะเฉยๆไปจนถึงรำคาญกับบุคลิกกํ้ากึ่งของเธอ แต่เมื่อผ่านไปครึ่งทางคุณจะเริ่มหลงรักเธอ ทำให้ ทริส เป็นตัวละครที่น่าเอาใจช่วยมากที่สุดในหนัง จุดนี้ต้องยกความดีให้ Jai Courtney และ Miles Teller ที่คอยแกล้งนางเอกของเราทั้งเรื่อง ด้าน ธีโอ เจมส์ ที่แสดงเป็น โฟร์ คืออีกคนที่ผู้ชมจะไต่ละดับความชื่นชอบ กระทั่งพี่แกถอดเสื้อโชว์กล้ามและรอยสักงามๆเท่านั้นแหละ สาวๆกรี๊ดสลบในความเทห์ จนผมต้องไปหาข้อมูลว่าไอ้หนุ่มหน้าละม้าย เจมส์ ฟรังโก้ นี่เป็นใคร ได้ความว่าเขาเคยแสดงเป็นแวมไพร์หนุ่มใน Underworld: Awakening นี่เอง อีกอย่างเคมีของทั้งคู่เข้ากันดีมากๆ ช่วยขับเรื่องรักๆไคร่ๆในหนังให้เด่นขึ้นมา

ส่วนตัวชอบฉากการฝึกของกลุ่มผู้กล้าโดยเฉพาะฉากในที่สูง ทำออกมาได้ดีขนาดว่าเรานั่งอยู่ในโรงยังเสียวแทนตัวละคร ดูจบหลายคนอาจเป็นเหมือนกันนอกจากจะอยากหาหนังสือมาอ่าน แถมยังอยากไปสักลายเท่ๆแบบตัวละครในเรื่องนี้ด้วย ว่าแต่หากมีสังคมแบบนี้จริง คุณคิดว่าคุณอยู่กลุ่มไหน?

คะแนน 8/10

โดย นกไซเบอร์

ดูตัวอย่างหนังได้ที่ //movie.bugaboo.tv/watch/93840/?link=4




 

Create Date : 26 มีนาคม 2557    
Last Update : 26 มีนาคม 2557 18:39:18 น.
Counter : 1060 Pageviews.  

วิจารณ์หนัง : คิดถึงวิทยา ไดอารี่ แทนค่า ความเหงา



หลังจากเฉลิมฉลองไปกับความสำเร็จของ พี่มากพระโขนง ที่สร้างประวัติศาสตร์เป็นหนังไทยที่ทำรายได้สูงสุดกว่า1พันล้านบาท ผ่านไปเกือบๆ1ปีเต็ม GTH ค่ายหนังฟีลกู้ดก็ส่ง คิดถึงวิทยา เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของปี 2557

คิดถึงวิทยา ได้แรงบันดาลใจจากเพื่อนของ เก้ง จิระ ผู้บริหารGTHที่เข้าทำงานในบริษัทใหม่ เขาพบไดอารี่เล่มหนึ่งอยู่ที่โต๊ะของเขา ไดอารี่เล่ม ดังกล่าวเป็นของพนักงานหญิงที่เพิ่งลาออกไป ต่อมาพวกเขาได้มาพบกันและแต่งงานกันในที่สุด ขณะเดียวกัน จินา โอสถศิลป์ ผู้บริหารอีกคนได้ไป ทราบเรื่องราวของโรงเรียนบ้านก้อจัดสรร สาขาห้องเรียนเรือนแพ จังหวัดลำพูน โรงเรียนที่มีบรรยากาศสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในไทย สองไอเดียจึงถูกนำมาผนวกกัน

ตัวหนัง คิดถึงวิทยา เล่าถึง ครูสอง อดีตนักกีฬามวยปล้ำทีมชาติที่ผันตัวมาเป็นครู เขาถูกส่งมาอยู่ โรงเรียนบ้านแก่งวิทยาสาขาเรือนแพ โรงเรียนที่ตั้งอยู่กลางเขื่อน ห่างไกลความเจริญและสัญญาณโทรศัพท์ อยู่ที่นั่นจึงเหมือนถูกปล่อยเกาะ นักเรียนวัยซน4คนสร้างปัญหาให้ ครูสอง ตั้งแต่วันแรก ขณะที่เขากำลังท้อใจกับการรับมือเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้น ครูสอง ก็ได้พบกับไดอารี่ของ ครูแอน ครูสาวที่เคยสอนที่นี่มาก่อนหน้า สมุดบันทึกดังกล่าวเป็นคู่มือที่ให้ทั้งแนวทางและกำลังใจต่อชีวิตเขา จนกระทั่ง ครูสอง เริ่มหลงรัก ครูแอน จึงตัดสินใจออกตามหาเธอ

พล็อตของหนังน่าสนใจ แม้จะมาในแนวทางเดิมๆของค่ายนี้ แต่ก็มีลูกเล่นกับรายละเอียดที่ต่างไป บทมีกลิ่นอายทั้ง รักโรแมนติก ตลก และดราม่า ประเด็นการชอบใครสักคนโดยที่ยังไม่เคยพบหน้า เห็นกันแต่ตัวหนังสือ นำเสนอออกมาได้ดี ถึงจะติดเพ้อฝันไปนิดก็ตาม การถ่ายภาพสวยงามมาจากการหาโลเคชั่นถ่ายทำที่เข้ากับโทนของหนัง เพลงประกอบไพเราะเหมาะกับบรรยากาศในเรื่อง

หนังเข้าใจง่ายแม้จะเล่าเรื่องตัดสลับระหว่างอดีตกับปัจจุบัน การดำเนินเรื่องสนุก ต้น นิธิวัฒน์ พยายามสอดแทรกมุขตลกพร้อมกับสร้างความเหงาผสมความคิดถึงโดยใช้สถานการณ์เป็นตัวช่วย จึงมีครบทุกรสทั้ง อบอุ่น ขำขัน และซาบซึ้ง เสียดายที่ช่วงท้ายยืดไปหน่อย ด้วยความที่ผู้กำกับจงใจทำให้ตัวละครสองตัวคลาดกันไปมาบ่อยเกิน ไม่นานก็ถูกคนดูเดาทางได้

แน่นอนว่าความฟีลกู้ดที่เป็นลายเซ็นต์ของค่ายยังมีอยู่เต็มเปี่ยม หากใครไม่ใช่แฟนประจำหรือไม่นิยมหนังประเภทนี้อาจจะเบือนหน้าหนีด้วยความเลี่ยน เพราะสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นบางอย่างมันช่างดูประดิษฐ์ ห่างไกลโลกแห่งความเป็นจริง ทว่าแฟนๆ GTH บี้ พลอย คงอมยิ้มนํ้าตาซึมมีความสุขไปกับหนัง ฉากลองเทคที่ พลอย เดินหนี เวียร์ จากห้องเรียนจนมาขึ้นรถหลังจากทะเลาะกัน กล้องไม่ค่อยนิ่งแต่ก็ทำออกมาได้เข้าถึงอารมณ์ เป็นท่ายากที่คาดว่าผู้กำกับต้องการจะใส่เข้าไป

การแสดงของ พลอย เฌอมาลย์ ในบท ครูแอน จัดว่าอยู่ในขั้นดี ทำเอาเราลืมภาพร้ายๆของเธอในละครไปเลย หลายฉากบนโรงเรียนเรือนแพทำให้เราได้รู้ว่าเธอเป็นดาราที่ลุยกว่าที่คิด สำหรับ บี้ สุกฤษฎิ์ ที่เล่นเป็น ครูสอง ไม่เลวเลยทีเดียวกับหนังใหญ่จริงๆเรื่องแรก เขาสามารถทำลายภาพซุปเปอร์สตาร์แล้วกลายมาเป็นครูบ้านนอกได้สมบทบาท

เสียแต่ว่าเคมีทั้งสองยังดูไม่ค่อยเข้ากัน แน่นอนว่า เวียร์ ที่แสดงเป็น หนุ่ย แฟนหนุ่มของครูแอนก็มีส่วน เขาดูหล่อ ลํ้า เก่งจนอดเอามาเปรียบกับพระเอกไม่ได้ แถมกลับกลายเป็นว่าคู่ พลอย กับ เวียร์ ยังดูเข้ากันมากกว่าซะอย่างนั้น ความสัมพันธของครูแอนกับครูสองจึงดูไม่น่าเชื่อถือ ฉากที่ทางรถไฟซึ่งผู้กำกับหวังจะใช้การก้าวข้ามอะไรบ้างอย่างมาเป็นสัญลักษณ์จึงดูบางเบาไร้นํ้าหนัก ด้านนักแสดงประกอบในเรื่องน่าชื่นชมทุกคน โดยเฉพาะ ครูจีจี้ และ เด็กนักเรียนทั้งหลาย แสดงได้น่ารักมากจนอดนึกถึงแก๊งค์แฟนฉันไม่ได้

สาระที่ถูกแฝงลงไปในหนังเกี่ยวกับเรื่อง จิตวิญญาณความเป็นครู ถือว่าความตั้งใจดี แต่ถ่ายทอดออกมาได้ค่อนข้างผิวเผิน ไม่ได้สะท้องปัญหาการศึกษาในบ้านเราเท่าไหร่ มีอารมณ์ของการโหยหาอดีต( Nostalgia) เล็กน้อย ทำให้ผู้ชมคิดถึงวิชาเลขที่เคยเรียนกับคุณครูในชีวิตจริงของเรา ขณะที่การหยิบเอาสเน่ห์ของการสื่อสารที่ล้าสมัยอย่างตัวหนังสือบนกระดาษมาเป็นธีมหลักของหนัง ส่วนตัวชอบ ไดอารี่ ของ คิดถึงวิทยา มากกว่า จดหมาย ใน Timeline 

คะแนน 7.5/10

โดย นกไซเบอร์

ดูตัวอย่างหนังได้ที่ //movie.bugaboo.tv/watch/107179//?link=4




 

Create Date : 25 มีนาคม 2557    
Last Update : 25 มีนาคม 2557 17:27:53 น.
Counter : 882 Pageviews.  

วิจารณ์หนัง : Non Stop ฆาตกรรมบนเครื่องบิน



เลียม นีสัน เป็นดาราหนังที่มาโด่งดังเอาในช่วงที่อายุค่อนข้างมากสักหน่อย แต่ก็ยังไม่สายเกินไป ในช่วงหลังหนังแนวแอ็คชั่นและทริลเลอร์ที่เขาเล่นสร้างชื่อเสียงให้เขาอย่างมาก ค่ายหนังก็ได้รายได้ไปมากมายจากต้นทุนสร้างที่ไม่สูงเหมือนหนังใหญ่ที่โดยมากมักหมดเงินไปกับค่าตัวดาราดังๆ

ภาพยนตร์ที่ เลียม นีสัน เล่นในช่วง10ปีมานี้มีลายเซ็นต์เฉพาะทาง ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับแอ็คชั่นสืบสวน ล่าสุดกับ Non Stop ของผู้กำกับ โจเม่ โคเลต-เซอร่า เจ้าของผลงานเรื่อง Unknown ที่ เลียม เคยแสดง ก็เรียกเขากับมารับบทนำอีกครั้ง หนังบังเอิญเข้าฉายในช่วงที่ เกิดเหตุการณ์ MH370 เที่ยวบินที่หายไปพอดี ทำให้ได้รับกระแสตอบรับเพิ่มขึ้นแบบอ้อมๆ

เนื้อหาของหนังเกี่ยวกับ บิลล์ มาร์ค ตำรวจอากาศที่พบว่าเที่ยวบินนิวยอร์ก-ลอนดอนที่เขากำลังโดยสารอยู่ถูกคนร้ายขู่ว่าจะฆ่าผู้โดยสารบนเครื่องทุกๆ20นาที หากไม่โอนเงินให้พวกเขา 150 ล้านเหรียญ ต่อมาบนเครื่องบินกลางอากาศมีคนถูกฆ่าตายจริง บิล ต้องตามหาตัวฆาตกรให้ได้ ขณะที่ขาก็ไม่สามารถไว้ใจใครได้เลย แม้แต่ตัวเอง

บทของหนังซ่อนความลับได้ดี ทำให้คนดูลุ้นไปกับการตามหาตัวคนร้ายบนเครื่องบินหนึ่งลำ รวมถึงวิธีการที่ฆาตกรใช้ ซึ่งคนดูไม่อาจเดาได้เลยเนื่องจากบุคคลต้องสงสัยมีมากมาย วิธีการก็ซับซ้อนสุดๆ ผู้กำกับทั้งปั่นหัวและล่อหลอกคนดูจนเกิดข้อสงสัยมากมาย ก่อนจะค่อยๆคลายปมที่ขมวดกันจนยุ่งออกมาได้อย่างน่าสนใจ

ดนตรีประกอบระทึกใจเข้ากับบรรยากาศ ฉากเครื่องบินสมจริง ทำให้คนดูเหมือนหลุดเข้าไปเป็นหนึ่งในผู้โดยสาร ซีนการต่อสู้ในที่แคบทำได้สนุก ใช้ประโยชน์จากสิ่งของต่างๆบนเครื่องบินได้ดี การเฉลยตัวคนร้ายสร้างความแปลกใจได้นิดหน่อย กระนั้น วิธีการลงมือฆาตกรรมของคนร้ายยังมีช่องโหว่หลายจุด อธิบายได้ไม่ค่อยกระจ่าง โดยเฉพาะการสังหารนักบิน

การแสดงของ เลียม นีสัน อาจจะไม่เท่า Taken 1 แต่ดีกว่า Unknown และ Taken 2 แน่นอน ไม่ว่าจะบทแอ็คชั่นหรือดราม่า เขาจึงกลายเป็นคนที่ผู้ชมพร้อมจะเอาใจช่วย แม้จะยังแคลงใจบางอย่าง และผลงานเรื่องนี้ก็เข้าชั้นหนึ่งในผลงานที่ดีที่สุดของเขา ช็อตลอยตัวยิงปืนในสภาวะไร้นํ้าหนังนี่เป็นไฮไลต์ที่สุดยอดมาก

ส่วน จูเลี่ยน มัวร์ เป็นตัวละครกึ่งนำ อันที่จริงบทของเธอมีพอๆกับนักแสดงบางคน แต่ด้วยฝีมือการแสดงทำให้เธอดูโดดเด่นขึ้นมา จะว่าไปเคมีของ จูเลี่ยน กับ เลียม ก็เข้ากันได้พอสมควร ด้าน มิเชล ด็อคเคอรี่ ที่เล่นเป็น แนนซี่ แม้ชุดจะโดดเด่นทว่าเธอกลับดูจืดชืด ไม่ค่อยเหมาะกับบทแอร์โฮสเตสสักเท่าไหร่

ช่วงท้ายหนังพยายามจับประเด็นความปลอดภัยทางอากาศ ความเหมาะสมของการอนุญาตให้มีตำรวจถือปืนบนเครื่อง  รวมถึงพยายามโยงกับเหตุการณ์911 ซึ่งดูจะใหญ่เกินตัวไปหน่อย ทำให้เครื่องบินลำนี้แลนดิ้งลงอย่างไม่ค่อยสมูทนัก แต่สำหรับใครที่เป็นคอหนังสืบสวนและแฟนหนังป๋าเลียม บอกได้คำเดียวว่าไม่ควรพลาด

คะแนน 7.5/10 

โดย นกไซเบอร์ 

ดูตัวอย่างหนัง //movie.bugaboo.tv/watch/95377/?link=4




 

Create Date : 24 มีนาคม 2557    
Last Update : 24 มีนาคม 2557 16:38:13 น.
Counter : 1184 Pageviews.  

วิจารณ์หนัง : Vampire Academy เรื่องเมาธ์สาวแวมไพร์



Vampire Academy เป็นภาพยนตร์อีกเรื่องที่สร้างจากวรรณกรรมเยาวชนชื่อดัง ผลงานของ Richelle Mead นักเขียนและครูสาวชาวสหรัฐฯ ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี2007 ติดอันดับหนังสือขายดีตามรอย ล่าสุดความสำเร็จ Vampire twilight ของ Stephenie Meyer นิยายรักแวมไพร์ที่เมื่อถูกสร้างเป็นหนังก็กวาดรายได้ถล่มทลาย สวนกับเสียงวิจารณ์ในแง่ลบจากสื่อต่างๆ

ในส่วนของ Vampire Academy ได้ มาร์ค วอเตอร์ เจ้าของผลงานหนังวัยรุ่นชื่อดังอย่าง Mean Girls มารับหน้าที่กำกับ และมีสองสาวอย่าง ซาร่าห์ ไฮย์แลนด์ กับ ซูอี้ ดัช มาแสดงนำ แน่นอนว่าทีมงานคงกดดันเล็กๆทั้งเรื่องความคาดหวังจากแฟนๆหนังสือ รวมถึงการถูกเอาไปเปรียบกับหนังสือแนวคล้ายๆกันที่ถูกเอามาทำเป็นหนังไปก่อนหน้า

เนื้อเรื่องของหนังเล่าถึง ลิซซ่า เจ้าหญิงของแวมไพร์โมรอย กลุ่มแวมไพร์ที่กินเลือดเป็นอาหาร โดนแดดอ่อนๆได้ และมีความสามารถทางเวทย์มนต์ กับเพื่อนสาวสุดซี้ โรส ฮาร์ธอะเวย์ แวมไพร์แดมเพียร์ แวมไพร์ครึ่งมนุษย์ กินอาหารทั่วไปและเลือด โดนแดดได้ มีความสามารถทางการต่อสู้ หน้าที่คือเป็นผู้พิทักษ์คอยปกป้องโมรอยจากการโจมตีของ แวมไพร์สไตรกอย กลุ่มผีดิบกระหายเลือด ดุร้าย แข็งแกร่ง เป็นอมตะ มีเพียงแสงแดดกับเหล็กแหลมที่ฆ่าพวกมันได้ สองสาวหนีออกจากโรงเรียนแวมไพร์แต่ก็ถูกตามจับตัวกลับมา

ที่ เซนท์วลาดิเมียร์ วิทยาลัยแวมไพร์ ลิซซ่า โดนนักเรียนโมรอยกลุ่มหนึ่งคอยใส่ร้ายและแอบกลั่นแกล้ง โรส พยายามช่วยหาตัวคนทำมาลงโทษแต่ก็ไม่ค่อยได้รับความร่วมมือจากใครเท่าไหร่ ทั้งคู่มีจิตสัมผัสถึงกัน ระหว่างนั้นก็เกิดเรื่องยุ่งๆขึ้นอีกเมื่อ ลิซซ่า พบรักกับ คริสเตียน โอเซร่า นักเรียนหนุ่มผู้เย็นชาที่มีเชื้อสายแวมไพร์สไตรกอย ส่วน โรส ดันไปปิ๊งกับ ดิมิทรี หัวหน้าผู้พิทักษ์จอมขรึมซึ่งเป็นครูฝึกของเธอ 

บทหนังค่อนข้างวัยรุ่น ดำเนินเรื่องด้วยบทสนทนา ตัวละครคุยกันนํ้าไหลไฟดับ (ใครอ่านซับไม่เก่งนี่อาจตามเรื่องไม่ทัน) โดยเฉพาะตัวนำอย่าง โรส เนื้อหาไม่เข้มข้น เหมือนดู Harrypotter ผสม Twilight บวกหนังสืบสวน แต่นำเสนอออกมาได้ไม่สุดทาง จึงน่าเบื่อสำหรับหนุ่มๆที่ไม่ชอบฟังสาวๆเมาธ์กัน รายละเอียดของหนังค่อนข้างเยอะเพราะทำจากหนังสือ

ดูเหมือนผู้กำกับไม่กล้าดัดแปลงอะไรจากต้นฉบับ รวมถึงไม่กล้าที่จะตัดส่วนไหนออก ประกอบกับตัวละครที่มาก พอยัดทุกสิ่งที่มีลงมา ในเวลาที่จำกัดหลายฉากจึงดูรวบรัด ซีนต่อสู้มีน้อยและไม่ดุเดือดเท่าไหร่ หนังให้ความสำคัญกับเรื่องรักๆใคร่ๆมากเกินไป มุขตลกเป็นแบบตะวันตก จิกกัด เล่นคำ จึงเรียกเสียงฮาได้น้อย ปมต่างๆไม่ซับซ้อน พอคาดเดาได้ ตัวร้ายดูธรรมดาเกินไป

ซูอี้ ดัช ในบท โรส ฮาร์ธอะเวย์ ถือว่าเป็นคนที่เล่นได้ดีทีเดียว เป็นสาววัยรุ่นที่มีสเน่ห์ แอบโชว์ความเซ็กซี่ให้หนุ่มๆจินตนาการตลอดทั้งเรื่อง น่าเสียดายที่บทและนักแสดงรอบข้างไม่ช่วยส่งเสริมในการเป็นนักแสดงนำเรื่องแรกของเธอ ผิดกับ ซาร่าห์ ไฮย์แลนด์ ที่เล่นเป็น ลิซซ่า ตัวนำอีกคนซึ่งถ้าแสดงได้ค่อนข้างแห้งแล้ง ไร้อารมณ์ ในบรรดาตัวละครสาวด้วยกัน ครูใหญ่คิโรวา ที่แสดงโดย โอลกา คูรีเลนโก ดูจะเป็นจอมขโมยซีนที่สุด ทั้งการแต่งตัว ทรงผม ท่าทาง ผู้ชมล้วนอดสงสัยไม่ได้ว่ายัยสาวแสบนี่นะเหรอครูใหญ่ ทำเอา โจลี่ ริชาร์ดสัน ในบทราชินีทาทิน่าดูจืดไปเลย ส่วนตัวละครชายทั้ง ดานิล่า คอฟลอฟสกี้ ที่เล่นเป็น ดิมิทรี และ โดมินิก เชอร์วู้ด ในบท คริสเตียน โอเซร่า แค่ดูดีแต่ไม่ถึงกับหล่อจนสาวกรี๊ด เคมีของคู่พระนางยังดูขัดๆ ปูพื้นน้อยความสัมพันธ์จึงดูกํ้ากึ่ง ไม่ค่อยเสมกันพอให้คนดูจิ้น

หนังจบลงพร้อมทิ้งท้ายว่ามีภาคต่อแน่ๆ ซึ่งทำท่าว่าจะดูสนุกกว่าภาคแรก แฟนประจำที่อ่านหนังสือคงไม่พลาดที่จะไปดูตัวละครที่ตัวเองชื่นชอบบนจอใหญ่ แต่กับแฟนขาจรที่หลงเข้ามาโดยหวังจะเจอหนังแวมไพร์บู๊เลือดสาดแบบ Underworld หรือ ซึ้งโรแมนติกแบบ Twilight แล้วพบกับ Gossip girl แทน หนังเรื่องนี้อาจจบลงแค่ภาคเดียว

คะแนน 6/10

โดย นกไซเบอร์

ดูตัวอย่างหนังได้ที่ //movie.bugaboo.tv/watch/92690/?link=4





 

Create Date : 19 มีนาคม 2557    
Last Update : 19 มีนาคม 2557 17:45:33 น.
Counter : 1312 Pageviews.  

วิจารณ์หนัง : 300 Rise of an Empire สงครามทะเลเลือด



300 เป็นภาพยนตร์แอ็คชั่นประวัติศาสตร์โบราณที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในปี 2006 ผู้คนทั่วโลกพากันให้ความสนใจกับความกล้าของชาวสปาตันและวีรกรรมของกษัตริย์ลีโอไนดัส ในการนำทหารชาวสปาร์ตันเพียง300นายไปต่อสู้กับทหารนับแสนของเปอร์เซีย (เมืองสปาร์ต้าติดเทศกาลคาร์เนี่ยนจึงมีผู้อาสาไปรบเพียง300 ) ที่เขาเธอร์โมไพลีพวกเขาทั้งหมดพลีชีพอย่างห้าวหาญจนกลายเป็นตำนาน

เวลาผ่านไปเกือบ10ปี 300 กลับมาอีกครั้งในชื่อ 300 Rise of an Empire ซึ่ง แซก ชไนเดอร์ ผู้กำกับคนเดิมได้ส่งไม้ต่อให้ นีล เมอร์โร ผู้กำกับไฟแรงรับหน้าที่กำกับ แต่ยังคงมาเขียนบทรวมถึงมาช่วยดูแลงานสร้างบางส่วนให้ ซึ่งมีทีมนักแสดงทั่งเก่าและใหม่ผสมกัน

เนื้อเรื่องของ 300 Rise of an Empire ไม่ใช่ภาคต่อ แต่เป็นเหตุการณ์คู่ขนานของ 300 โดยล่าถึงที่มาที่ไปของมหาสงครามเริ่มต้นจาก ธีมิสโทเคิลส์ (เธมิสโตคลิส) ทหารชาวกรีกยิงธนูสังหาร กษัตริย์ดาเรียส บิดาของ เซอร์ซิส ราชาเทพแห่งจักรวรรคิเปอร์เซีย ทำให้ เซอร์ซิส กลับไปยกทัพหลายแสนมาบดขยี้กรีกเพื่อแก้แค้น โดยมี อาร์ทีมีเซีย สาวจอมโหดที่มีความแค้นกับทหารกรีกเช่นกันเป็นแม่ทัพใหญ่

ธีมิสโทเคิลส์ รวบรวมชาวกรีกที่ล้วนไม่ได้เป็นนักรบมาฝึกให้เป็นทหารเพื่อรับมือกับกองทัพเรือเปอร์เซีย จำนวนคนที่ต่างกันทำให้เขาต้องใช้กลยุทธการศึกทางทะเลในการต่อสู้ ซึ่งก็ทำได้ดีจนสามารถเอาชนะเปอร์เซียได้หลายครั้ง อาร์ทีมีเซีย ที่กำลังโกรธจัดจึงสั่งกองทัพเรือจำนวนมหาศาลทั้งหมดโจมตีทัพเรือเล็กๆของชาวเอเธนส์ให้สิ้นซาก ความหวังของ ธีมิสโทเคิลส์ มีเพียงขอให้ ราชินีกอร์โก ภรรยาของ ลีโอไนดัส กษัตริย์แห่งสปาตันและเมืองอื่นๆในกรีกเปลี่ยนใจยอมเข้าร่วมเป็นพันธมิตรในการศึกแห่งอิสรภาพครั้งนี้

ด้วยความคาดหวังอันมากมายของผู้ชมทำให้ 300 Rise of an Empire ถูกนำไปเปรียบเทียบกับภาคแรก บทดูลดความเข้มข้นลงไปมาก ที่สานต่อจากภาคเก่ามีเพียงเทคนิคภาพที่สวยงามและฉากต่อสู้ดิบเถื่อนเลือดกระจาย ส่วนความแฟนตาซีก็ลดลง หันมาอิงประวัติศาสตร์มากขึ้นแทน ใครไม่ชอบหนังแนวนี้จึงอาจจะเบื่อถึงขั้นง่วงหงาวหาวนอน

ฉากแอ็คชั่น ด้วยการที่เป็นการรบทางทะเลซะส่วนใหญ่ แน่นอนว่าความสนุกของฉากต่อสู้ย่อมลดลง ซีจีเลือดพุ่งพอหลายๆซีนเข้าคนดูบางคนอาจจะเริ่มเอียนกับมัน(บางช็อตเลือดเยอะจนดูเวอร์) อีกทั้งทหารเปอร์เซียก็ดูไม่ได้เก่งกาจเหมือนในหนัง 300 ทำให้ขาดจุดให้คนดูลุ้นหรือเอาใจช่วย (ใน300ถึงรู้ว่าตอนจบต้องตายกันหมดแต่ก็ยังเชียร์) เนื้อเรื่องไม่ซับซ้อน พอเดาทางได้ว่าตอนจบจะเป็นอย่างไร

ตัวละครที่โดดเด่นที่สุดกลับกลายเป็น เอวา กรีน ในบท อาร์ทีมีเซีย แม่ทัพสาวสวยผู้ไร้ความปราณี เธอเป็นผู้หญิงที่เล่นบทร้ายได้มีสเน่ห์มากๆคนหนึ่ง แฟนหนังชาวไทยโดยเฉพาะหนุ่มๆจึงผิดหวังไปตามๆกันที่อดดูฉากเลิฟซีนของเธอกับ ซัลลิแวน ซึ่งถูกตัดทิ้งไปราวๆ2นาที ด้าน ซัลลิแวน สเตเพิลตัน ที่เล่นเป็น ธีมิสโทเคิลส์ แม่ทัพหนุ่มฝ่ายกรีก แน่นอนว่าต้องถูกนำมาเปรียบกับ เจอราร์ด บัตเลอร์ ใน 300 ภาคต้น

ส่วนตัวคิดว่าบทต่างกัน เอามาเทียบไม่ได้ ซัลลิแวน อาจมีบุคลิกที่ไม่โดดเด่น หน้าตาก็ธรรมดา แสดงอารมณ์ไม่ชัด แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะบทที่เขาได้รับ เหมือนการเอาทหารกรีกไปสู้กับทหารสปาร์ตัน ฝ่ายหนึ่งทำไร่ทำนาตั้งแต่เกิด อีกฝ่ายเกิดมาเพื่อเป็นนักรบ ตัวต่อตัวยังไงก็สู้ไม่ได้ ทว่าเมื่อหนังมาถึงช่วงท้ายคุณจะพบว่าการแสดงของเขาไม่ได้ด้อยกว่า เจอราร์ด เลย

บทสรุปของหนังอดโยงไปถึงเหตุการณ์ตอนสงครามโลกครั้งที่สองไม่ได้ ช่วงนั้นกองทัพนาซีของเยอรมันกำลังรุกคืบยึดครองยุโรป อังกฤษต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว เหมือนกับที่ กรีกเผชิญหน้ากับจักรวรรดิเปอร์เซียลำพัง คุณคงรู้นะว่าชาติใดที่อาจอ้างตัวได้ว่าเป็น กองทัพสปาร์ตัน อันแสนแข็งแกร่ง

คะแนน 7.5/10 

โดย นกไซเบอร์ 

ดูตัวอย่างหนังได้ที่ //movie.bugaboo.tv/watch/76599/?link=4




 

Create Date : 17 มีนาคม 2557    
Last Update : 17 มีนาคม 2557 16:38:07 น.
Counter : 979 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  

mninho
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 16 คน [?]




นกไซเบอร์ วิจารณ์หนัง
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add mninho's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.