วันนี้ ทุกจอคอมพิวเตอร์ ในบ้านคุณ

รีวิวหนัง : Bastille Day จลาจลวันชาติ




แม้ว่าหนังแนววินาศกรรมจะเริ่มเสื่อมความนิยมลงแล้วในฮอลลีวู้ด แต่โปรเจกต์ดังกล่าวก็ยังคงถูกสร้างมาเรื่อยๆ ช่วงต้นปีเป็น London Has Fallen หนังภาคต่อที่นำแสดงโดย เจอราร์ด บัตเลอร์ เข้ากลางปีก็มี Bastille Day หนังแอ็คชั่นสืบสวนซึ่งคราวนี้ย้ายกันไปถล่มที่ปารีสแทน โดยถ่ายทอดเหตุการณ์จลาจลที่เกิดขึ้นในวันที่ 14 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันชาติของฝรั่งเศส

หนังนำแสดงโดย ไอดริส เอลบาร์ จาก Beasts of No Nation ,The Gunman , No Good Deed กับ ริชาร์ด แมดเดน นักแสดงหนุ่มสุดฮ็อตจากซีรี่ย์ยอดฮิต Game of Thrones และผู้รับบทเจ้าชายใน Cinderella กำกับการแสดงโดย เจมส์ วัตกินส์ เจ้าของผลงานหนังสยองขวัญเรื่อง The Woman in Black 

เรื่องราวในหนังเกี่ยวกับ ไมเคิล เมสัน 18 มงกุฎชาวอเมริกันที่มาแฝงตัวหากินด้วยการล้วงกระเป๋าที่กรุงปารีสนานหลายปี กระทั่งวันหนึ่งเขาดันไปพัวพันกับเหตุวินาศกรรม เมื่อกระเป๋าที่เขาทิ้งไว้หลังขโมยมาจากเหยื่อสาวดันเกิดระเบิดขึ้น ฌอน ไบรอาร์ สายลับผิวสีมือพระกาฬของ CIA ที่มีนิสัยสุดมุทะลุจับตัว ไมเคิล ไว้ได้ เขาพบว่าหนุ่มเพื่อนร่วมชาติไม่ใช่กลุ่มก่อการร้าย แต่ยังไม่ยอมปล่อยตัว เพราะมีคนร้ายต้องการชีวิตเขา

ฌอน ให้ ไมเคิล ใช้วิชามือเบาช่วยในการสืบหาข้อมูลจนพบตัว โซอี้ หญิงสาวเจ้าของกระเป๋า ซึ่งเธอก็กำลังหนีการตามล่าของคนร้ายเช่นเดียวกัน ขณะที่ในเมืองปารีสก็กำลังวุ่นวายในช่วงก่อนการเฉลิมฉลองวันชาติ มีผู้ไม่หวังดีปล่อยคลิปที่ทำให้เกิดความเกลียดชังระหว่างตำรวจกับประชาชน โดย ฌอน สงสัยว่าสถานการณ์โกลาหลทั้งหมดมีเบื้องหลังมาจากกลุ่มคนกลุ่้มเดียวกัน

Bastille Day เป็นภาพยนตร์แอ็คชั่นแนวคู่หูต่างสีผิวคล้ายกับ Die Hard 3 เพียงแต่เรื่องนี้มีคนผิวดำเป็นตัวหลัก หนังมีกลิ่นอายสายลับหน่อยๆ บรรยากาศรวมๆทำให้นึกถึงหนังวินาศกรรมลอนดอนปีที่แล้วอย่าง Survivor (คนร้ายแฝงตัวอยู่ในหน่วยงานรัฐเหมือนกัน) ซึ่ง Bastille Day ดูดีกว่าในแง่ความแข็งแรงของคาแร็กเตอร์ตัวละครนำ รวมถึงบทภาพยนตร์ที่มีความเข้มข้นกว่า โดยเฉพาะการนำเหตุประท้วง ปัญหาเชื้อชาติศาสนา การก่อการร้าย ภัยของสื่อโซเชี่ยล มาใช้ได้อย่างลงตัว เข้ากับสถานการณ์โลกในปัจจุบัน แถมยังเสียดสีประเด็น การล้วงข้อมูลในต่างแดน กับ การคอรัปชั่นของเจ้าหน้าที่ ได้เจ็บแสบ

จุดเด่นของหนังเป็นฉากแอ็คชั่นที่นำเสนอออกมาได้น่าสนใจ มีความ ดิบเถื่อน ดุเดือด แข็งแรง สมจริง ซึ่งไม่ได้เห็นมานาน ส่วนหนึ่งต้องยกความดีความชอบให้ทีมนักแสดง ไอดริส เอลบาร์ กับบทสายลับจุดเดือดตํ่า เรื่องนี้เขาดูเท่เอามากๆ ไม่น่าแปลกใจหากเขาจะมีชื่อเป็น 1 ในว่าที่ เจมส์ บอนด์ คนใหม่ ด้าน ริชาร์ด แมดเดน เปลี่ยนลุคจนหลายคนจำแทบไม่ได้กับบท ไมเคิล เสน่ห์ของเขามัดใจคนดูสาวๆได้ไม่ยากเลย ในพาร์ทคู่หูสองคนนี้ก็เข้าขากันได้ดีแบบกวนๆ อีกคนที่น่าชื่นชมคือ ชาร์ล็อต เลอ บอน นักแสดงลูกครึ่งแคนาดาจาก The Hundred Foot Journey เธอเหมาะสมทุกครั้งกับบทสาวชาวฝรั่งเศส

Bastille Day คือหนังที่ย่อยง่าย ดูสนุกแบบเพลินๆ ถึงพล็อตจะคาดเดาได้ ขาดจุดพีคจนน่าประทับใจ และมีความไม่สมเหตุผลอยู่บ้าง แต่ก็มีของชวนให้ติดตามอยู่พอสมควร เป็นโปรเจกต์ที่ถ้าปิดตัวลงแค่ภาคเดียวคงน่าเสียดาย

คะแนน 7/10

โดย นกไซเบอร์

ตัวอย่างหนัง //movie.bugaboo.tv/watch/253855/?link=4




 

Create Date : 31 พฤษภาคม 2559    
Last Update : 31 พฤษภาคม 2559 18:52:20 น.
Counter : 609 Pageviews.  

รีวิวหนัง : If Cats Disappeared From the World ความสัมพันธ์ในความทรงจำ




เกนกิ คาวามูระ โปรดิวเซอร์มือทองของค่ายหนังชื่อดังจากญี่ปุ่นอย่าง Toho ที่เคยโปรดิวเซอร์หนังฮิตอย่าง Confessions , The Boy and the Beast , Parasyte Part 1-2 และ Wolf Children เป็นต้น มีผลงานใหม่ออกมาอีกแล้ว แต่ที่พิเศษกว่าเรื่องอื่นๆคือ ที่ผ่านมาเขามักจะนำนิยายหรือมังงะของญี่ปุ่นมาสร้างเป็นหนัง ซึ่งกับเรื่องล่าสุดก็เป็นเช่นนั้น เพียงแต่นิยายเรื่องนี้เป็นผลงานของเขาเองที่แต่งลงเป็นตอนๆในแอพลิเคชั่นไลน์เมื่อปีก่อน If Cats Disappeared From the World ถูกตีพิมพ์เป็นหนังสือ (ขายได้เกิน1ล้านเล่ม) ก่อนจะถูกนำมาสร้างเป็นหนังโดยตัวผู้เขียนเอง

หนังกำกับโดย อากิระ นากาอิ เจ้าของผลงานหนังตลกเพี้ยนๆเกี่ยวกับคนในวงการโฆษณา Jajji (Judge) นำแสดงโดย ทาเครุ ซาโต้ นักแสดงหนุ่มสุดฮ็อตจาก Bakuman มาจับคู่กัย อาโออิ มิยาซากิ นักแสดงสาวที่เคยรับบท นานะ ใน Nana 1-2 ในญี่ปุ่นหนังเรื่อง If Cats Disappeared From the World ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก สามารถเรียกนํ้าตาจากผู้ชมได้เกือบทั้งโรง

ตัวหนังเล่าถึงบุรุษไปรษณีย์คนหนึ่งที่ใช้ชีวิตอย่างสงบอยู่ในเมืองเล็กๆกับแมวของเขา จนกระทั่งวันหนึ่งเขาพบว่าตัวเองป่วยเป็นโรคร้าย มีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน เมื่อกลับมาบ้านเขาได้รับข้อเสนอจากปีศาจที่มีหน้าตาและรูปร่างเหมือนกับเขา กับข้อเสนอที่เขาต้องยอมให้สิ่งของ 1 ชิ้นหายไปจากชีวิตเพื่อแลกกับการมีชีวิตต่ออีก 1 วัน ซึ่งปีศาจจะเป็นคนเลือกสิ่งของเอง และสิ่งของแต่ละอย่างที่ปีศาจเลือกก็หนักข้อขึ้นเรื่อยๆ เพราะทุกชิ้นล้วนเชื่อมโยงกับความทรงจำเกี่ยวกับผู้คนรอบตัวบุรุษไปรษณีย์

If Cats Disappeared From the World เป็นหนังที่เน้นบอกเล่าถึงความสัมพันธ์ต่างๆ ทั้งความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว จุดนี้ทำได้ดีที่สุด ใครอินอยู่มีร้องไห้แน่นอน รองมาเป็น ความรักแบบหนุ่มสาว และ มิตรภาพระหว่างเพื่อน สองอย่างหนังนำเสนอออกมาได้ดีพอๆกัน สิ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้สะท้อนออกมาได้ยอดเยี่ยมที่สุดก็คือเรื่อง สิ่งสำคัญในชีวิต ค่อนข้างได้ลึกซึ้งมาก โดยใช้สิ่งของมาเป็นตัวแทนผู้คน

ถ้าโลกนี้ไม่มีแมว เป็นชื่อที่น่าสนใจมาก(ทั้งหนังสือและหนัง) มีการตั้งคำถามได้สะดุดใจ พล็อตแข็งแรง แมวเป็นแค่กิมมิก บรรยากาศของหนังค่อนข้างออกไปทางหม่นเศร้า มีมุขตลกขื่นๆแทรกเป็นระยะ หนังจับประเด็นหนักๆอย่างการเผชิญหน้ากับความตาย แต่ถ่ายทอดออกมาได้ดี ไม่หดหู่อมทุกข์ซะทีเดียว ตัวละครในหนังมิได้ครํ่าครวญ ทว่าเขามีโอกาสไคร่ครวญถึงชีวิตที่ผ่านมา 

ชอบการดัดแปลงมาเป็นหนังโดยมีการเปลี่ยนความโหดของเงื่อนไขปีศาจจากในหนังสือที่หาก บุรุษไปรษณีย์ ถูกทำให้หนังสือหายไปจากชีวิต เขาแค่ไม่มีหนังสืออ่าน แต่ในฉบับภาพยนตร์หนังสือจะไม่เคยมีอยู่บนโลกนี้เลย ขณะที่ช่วงชีวิตของบุรุษไปรษณีย์ที่ถูกนำมาใช้ก็เลือกได้ดี ไม่ว่าจะ สัตว์เลี้ยงตัวแรก รักแรก เพื่อนสนิทคนแรก แถมยังนำมาเชื่อมโยงร้อยเรียงเข้าหากันได้ลงตัวมากๆ สำหรับการแสดง ซาโต้ กับ มิยาซากิ คือการประกบคู่ที่เพอร์เฟ็กต์ สองคนนี้มีพลังในการแสดงสูง ซีนดารม่าของทั้งคู่จึงปล่อยอารมณ์ออกมาได้สุดจริงๆ อีกคนที่เด่นไม่แพ้กันคือ กากุ ฮามาดะ ที่รับบทเป็นเพื่อนของบุรุษไปรษณีย์ หนังพยายามไม่บอกชื่อตัวละครเลย มีเพียง ตัวละครนี้ , หนุ่มญี่ปุ่นที่สเปน และ แมว ที่มีชื่อปรากฏ

If Cats Disappeared From the World ชวนให้ผู้ชมทบทวนถึงช่วงชีวิตที่ผ่านมา หนังเรื่องนี้จะทำให้คุณเข้าใจถึงความหมายของการมีชีวิตอยู่มากขึ้น จากปรัชญาที่แฝงอยู่ในเนื้อหา รวมถึงทำให้เรารู้ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่แท้จริงในชีวิต ซึ่งบางทีมันอาจไม่ใช่ทั้ง สิ่งของ หรือ ผู้คน แต่อาจเป็น เวลา

คะแนน 8/10

โดย นกไซเบอร์

ตัวอย่างหนัง //movie.bugaboo.tv/watch/227917/?link=4




 

Create Date : 30 พฤษภาคม 2559    
Last Update : 30 พฤษภาคม 2559 19:10:45 น.
Counter : 484 Pageviews.  

รีวิวหนัง : Warcraft The Beginning สงครามข้ามมิติ







Warcraft คือหนึ่งในเกมส์คอมพิวเตอร์แนววางแผนยอดฮิตในยุค90 ได้รับความนิยมไม่แพ้ Red Alert , Starcraft และ  Age of Empire ส่วนโปรเจกต์ภาพยนตร์เป็นการร่วมมือกันระหว่าง Legendary Picture ค่ายหนังชื่อดังกับ Blizzard Entertainment ค่ายเกมเจ้าของลิขสิทธิ์ โดยได้ ดันแคน โจนส์ เจ้าของผลงาน Source Code มารับหน้าที่กำกับ พ่วงเขียนบท 

Warcraft The Beginning ทุ่มทุนไปกับการสร้างเทคนิคภาพพิเศษ ฝั่งนักแสดงจึงไม่มีดาราแม่เหล็กเท่าไหร่ ที่พอคุ้นหูคุ้นตาก็มี ดอมินิค คูเปอร์ , เบน ฟอสเตอร์,โทบี้ เค็บเบลล์ หนังเล่าถึงอาเซร็อธอาณาจักรอันเงียบสงบที่ถูกเผ่าพันธุ์จากโลกอื่นบุกมารุกราน นำโดย กุลดาน ออร์คจอมขมังเวทย์ผู้ชั่วร้ายที่สูบกินชีวิตโลกใบเดิมจนตายซาก เขาจึงสร้างประตูมิติข้ามมาโผล่ที่อีกโลกหนึ่ง พร้อมปลุกระดมให้ออร์คเผ่าต่างๆยึดครองดินแดนใหม่อันอุดมสมบูรณ์ มีเพียง ดูโรธัน หัวหน้าเผ่าฟรอสต์วูลฟ์ที่คิดต่อต้าน

ฟากปราสาทสตอร์มวินด์หัวใจของอาณาจักรอาเซร็อธก็กำลังเตรียมการรับมือกับสงครามที่กำลังจะเกิด ราชาเลน รินน์ ต้องการรวบรวมทุกเผ่าพันธุ์คือ มนุษย์ คนแคระ เอลฟ์ และ พ่อมด ให้เป็นหนึ่งเดียว ซึ่งมันคือเรื่องยาก โชคดีที่เขามี เมดิฟห์ ผู้พิทักษ์ และ อันดูอิน โลธาร์ พี่เขยยอดนักรบ คอยช่วยเหลือ กระนั้นทั้งสองคนกลับพบกับช่วงยากลำบากในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน อนาคตของอาเซร็อธจึงถึงคราววิกฤติ

Warcraft the beginning มีความเป็นแฟนตาซีสูงมาก หน้าหนังเหมือนจะมาทางเดียวกับ The Lord of the Rings (มีเวทย์มนต์ สัตว์แปลกๆ อาวุธสวยๆ) ทว่าทำได้ไม่ถึง แม้จะหมดเงินไปกับการสร้างภาพ CG มหาศาล แต่ก็ไม่ถึงขั้นทำให้คนดูร้องว้าวออกมา อยู่ในระดับโอเคเท่านั้น หลายครั้งหนังพยายามถ่ายกล้องมุมสูงแบบเดียวกับในเกม ซึ่งภาพที่ออกมามันค่อนข้างจะยุ่งเหยิงมากกว่าสวยงาม เช่นเดียวกับฉากแอ็คชั่นที่ดูแสนจะวุ่นวาย

เนื้อหาของหนังถึงจะซับซ้อนไปบ้าง แต่ไม่ใช่คอเกมก็ดูได้รู้เรื่อง เสียตรงบทภาพยนตร์ค่อนข้างแย่ ยัดข้อมูลเยอะไป (ขนาดหนังยาว2ชั่วโมงยังไม่มีเวลาพูดถึงสภา คิรินทอร์)  ปูพื้นตัวละครไม่ดี การเดินเรื่องไม่ลื่นไหล แถมพล็อตยังเดาทางได้ง่ายมาก ขาดสิ่งแปลกใหม่ การตัดต่อพังสุดๆ ทำให้หลายซีนขาดความต่อเนื่อง ตัวละครบินไปโน้น วาร์ฟมานี่ ยังกะหนัง Star Trek ขณะเดียวกันสิ่งที่เป็นจุดอ่อนจริงๆน่าจะอยู่ที่ทีมนักแสดง ขาดพลังมาก เล่นได้ไม่ดีทำให้ตัวละครไร้เสน่ห์ ดราม่ามนุษย์ก็น่ารำคาญ ผู้ชมจึงไม่อินสักพาร์ทไม่ว่าจะ ความรัก มิตรภาพ หรือ ครอบครัว จะมีที่น่าสนใจบ้างก็เรื่องราวการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อการอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ฝั่งออร์ค ที่ทำไปทำมาเรากลับเห็นใจยักษ์มากกว่าคน 

ข้อนี้ต้องยกความดีความชอบให้ ดูโรธัน ตัวละครที่ดูดีที่สุด รับบทโดย โทบี้ เค็บเบลล์ ขณะที่นักแสดงน่าผิดหวังมีเพียบไม่ว่าจะเป็น ทราวิส ฟิมเมล กับ พอลลา แพ็ทตัน ในบท โลธาร์ และ กาโรน่า สองคนนี้จิ้นยังไงก็ไม่ขึ้น ความรักข้ามสายพันธุ์จึงออกมาสยองมากกว่าสยิว ด้าน เบน ฟอสเตอร์ ที่แสดงเป็น เมดิฟห์ เล่นได้แบนราบไร้มิติ ซํ้าฉากการวาร์ปของเขาแต่ละทีก็ดูน่าขันมาก ส่วนตัวรู้สึกว่าผู้กำกับต้องการจะปั้น แค็ดการ์ ตัวละครของ เบน ชเนทเซอร์ ซึ่งก็ล้มเหลวอีก

Warcraft The Beginning ภาพรวมของหนังถือว่าพอใช้ มีความสนุกอยู่แม้จะไม่สุด แต่คงต้องยอมรับว่าภาพยนตร์เรื่องนี้หนีอาถรรพ์หนังเกมไม่พ้น อาจจะเพราะตั้งใจเกินไปจึงจัดการกับวัตถุดิบทั้งหลายไม่ค่อยลงตัว ช่วงต้นถึงกลางเรื่องราวเดินหน้าฉับไวมาก ครั้นพอผ่านช่วงกลางมาถึงท้ายกลับดูอืดๆยืดๆซะงั้น ก่อนที่จะจบลงแบบห้วนๆชนิดไม่ให้คนดูทันตั้งตัว

คะแนน 6.5/10

โดย นกไซเบอร์

ตัวอย่างหนัง //movie.bugaboo.tv/watch/218347/?link=4




 

Create Date : 26 พฤษภาคม 2559    
Last Update : 29 พฤษภาคม 2559 8:42:04 น.
Counter : 1000 Pageviews.  

รีวิวหนัง : The man who knew infinity อัจฉริยะ สมการ ความรัก






วิชาคณิตศาสตร์น่าจะเป็น 1 ในวิชาต้นๆที่เด็กจำนวนมากในโลกเกลียด ด้วยความซับซ้อนเข้าใจยากของมัน ซํ้าหลายคนยังตั้งข้อสังเกตว่าหากเราไม่เป็นเป็น หมอ หรือ วิศวกร แล้ว คณิตศาสตร์ ก็ไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ใดๆเลยในชีวิตประจำวัน แต่ก็ยังมีคนบางกลุ่มที่ชื่นชอบวิชานี้ ซํ้ายังหลงไหลในคณิตศาสตร์ชนิดถอนตัวไม่ขึ้น พวกเขาใช้ชีวิตอยู่กับตัวเลข การแก้สมการจนสามารถทำเป็นอาชีพ (ครู อาจารย์ นักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์) ศรีนิวาสะ รามานุจัน คือหนึ่งในนั้น

น่าเสียดายที่ รามานุจัน เป็นอัจฉริยะที่ถูกลืม มิได้โด่งดังเหมือน จอห์น แนช , อลัน ทัวริง และ สตีเฟน ฮอว์คิง ที่ต่อมามีหนังชีวประวัติเป็นของตนเอง และได้รับเสียงตอบรับดี ต่างจาก The man who knew infinity โปรเจกต์หนังชีวประวัติ รามานุจัน ซึ่งเต็มไปด้วยคำถามมากมายว่าเขาเป็นใคร ทั้งที่ความสามารถของเขาไม่ได้แพ้นักคณิตศาสตร์คนอื่นๆเลย อายุ 10 ขวบ ท่องตรีโกณได้ทั้งเล่ม อายุ 12 สร้างทฤษฎีคณิตของตัวเอง อายุ 20 ถูกไล่ออกจากมหาลัยเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเรียน แต่ยังเรียนเลขด้วยตัวเอง อายุ 30 เขาถูกเชิญร่วมกลุ่ม ทรินิตี้คอลเลจ หรือ เป็นราชบัณฑิตสาขาคณิตศาสตร์แห่งลอนดอน-ศาสตราจารย์ทางคณิตศาสตร์มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ชาวอินเดียคนแรก ปัจจุบันสมการของเขาถูกนำมาใช้ในการอธิบายทฤษฎีหลุมดำ ความเก่งกาจของเขาเทียบเท่า เซอร์ ไอแซค นิวตัน , คาร์ล ฟรีดริช เกาส์ , เลออนฮาร์ด ออยเลอร์ รวมถึง อาร์คิมีดีส เลยทีเดียว

กว่าภาพยนตร์ชีวประวัติเรื่องนี้จะได้ถ่ายทำต้องมีการระดมทุนจากหลายแหล่ง ด้วยความที่หน้าหนังแนวชีวประวัติบวกกับเรื่องคณิตศาสตร์เป็นเหมือนยาขมของคอหนัง ผู้ที่มารับหน้าที่กำกับคือ แมตต์ บราวน์ ที่พ่วงตำแหน่งโปรดิวเซอร์กับเขียนบทด้วย ส่วนผู้ที่มารับบท รามานุจัน ได้แก่ เดฟ พาเทล นักแสดงหนุ่มลูกครึ่งอินเดียจาก Slumdog Millionaire โดยเล่าถึง ปี 1913 ก่อนสงครามโลกครั้งที่1 รามานุจัน เด็กหนุ่มชาวอินเดียจากวรรณะพราหมณ์ผู้ยากจน เขาได้รับทุนจากมหาลัยรัฐในเมืองคัมบาโคนัม แต่ก็ต้องออกมาเป็นเสมียนที่สำนักงานบัญชีเพราะผลการเรียนวิชาอื่นนอกจากเลขยํ่าแย่

ต่อมา รามานุจัน ส่งจดหมายถึงนักคณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ 3 คน มีเพียง ก็อดฟรีย์ ฮาร์ดี้ นักวิชาการชาวอังกฤษที่มองเห็นอัจฉริยภาพในงานของเขา จึงได้เชิญ รามานุจัน ให้มาร่วมงานกับเขาที่เคมบริดจ์ รามานุจัน ต้องเดินทางข้ามนํ้าข้ามทะเลมาใช้ชีวิตลำพังในต่างแดน โดยทิ้งภรรยาสาวกับแม่ไว้ที่อินเดีย ซึ่งที่อังกฤษเขาก็ต้องผจญกับอุปสรรคต่างๆนานาจากความต่างทางวัฒนธรรม กฏระเบียบ อาหารการกิน ไปจนถึงการกีดกัน กลั่นแกล้ง จากกลุ่มคนที่เหยียดเชื้อชาติ 

The man who knew infinity เป็นหนังดราม่าชีวประวัติอัจฉริยะที่น่าสนใจ อินเดีย กับ อังกฤษ เหมือนสองขั้วความต่างอย่าง ความเชื่อ กับ วิทยาศาสตร์ โดย รามานุจัน มีทั้งสองอยู่ในตัว บทหนังนำเสนอมิตรภาพของคนรักตัวเลขระหว่าง รามานุจัน กับ ก็อดฟรีย์ ฮาร์ดี้ สองตัวละครนี้มีเหมือนกันอยู่สองอย่างคือ บ้างาน และ รักตัวเลข แน่นอนว่าหนังหนีไม่พ้นการนำเสนอเรื่องประเด็นเหยียดผิว ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่หลายๆคนเชื่อว่าทำให้ รามานุจัน ไม่ได้มีชื่อเสียงอย่างที่ควรจะเป็น (บางคนบอกว่าถ้าเขาเกิดมาเป็นคนยุโรปคงกลายเป็นคนโด่งดังที่สุดในยุคนั้น) ชีวิตของเขาในลอนดอนจึงมีการต่อสู้ พิสูจน์ตัวเอง ที่เข้มข้น ขณะที่พาร์ทความรักทางไกลของ รามานุจัน ก็ถูกนำเสนอออกมาได้น่าเห็นใจ ถึงเขาจะเป็นคนแก้สมการได้ทุกรูปแบบ แต่เขาสอบตกกับสมการความรัก

ทฤษฎีทางคณิตศาสตร์ของ รามานุจัน ตลอดช่วงชีวิตกว่า 4,000 รายการ ครอบคลุมทั้ง สมการ ทฤษฎีจำนวน อนุกรมอนันต์ เศษส่วนต่อเนื่อง ฯ ถูกตั้งคำถามตลอด แม้แต่ตัว ฮาร์ดี้ เองก็ดูจะไม่ค่อยเชื่อถือเขา เนื่องจาก รามานุจัน ไม่สามารถอธิบายได้ว่าเขารู้สิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร คำอธิบายเดียวคืออยู่ๆมันก็โปผล่เข้ามา ชีวิตของ รามานุจัน น่าจะตรงกับนิยามของคำว่า พรสรรค์ ที่สุด ทว่าอัจฉริยภาพของเขาถูกบดบังด้วยรูปลักษณ์กับชาติกำเนิด นอกจากนี้เขายังอยู่ในผิดที่ผิดเวลาอีกต่างหาก ผลงานชิ้นยอดของเขาปรากฏขึ้นมาในห้วงที่ผู้คนกำลังอกสั่นขวัญแขวนต่อสงครามโลก โอกาสแจ้งเกิดของเขาในตอนนั้นจึงริบหรี่

เดฟ พาเทล ยอดเยี่ยมในบท รามานุจัน ภายนอกอาจดูไม่เหมือนตัวจริงนัก แต่ภายในเขาคือ รามานุจัน เดฟ ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดของตัวละครได้ดี แถมยังรับส่งบทกับ เจเรมี่ ไอรอนส์ ที่แสดงเป็น ฮาร์ดี้ ได้อย่างเข้าขา ทำให้บทนี้เป็นผลงานที่น่าจดจำที่สุดของ เจเรมี่ ในรอบหลายปี ด้าน โทบี โจนส์ นักแสดงร่างเล็กที่รับบทลิตเติ้ลวู้ดเป็นผู้สร้างสีสันให้กับหนังได้อย่างมาก เขาคือตัวละครที่เชื่อมโยง รามานุจัน กับ ฮาร์ดี้ เอาไว้

The man who knew infinity ไม่ใช่หนังวิทยาศาสตร์ตัวเลขที่ดูยากเลย หนังมีความเป็นดราม่าชีวประวัติสูงกว่า แม้เนื้อหาจะค่อนข้างราบเรียบ ไม่ได้หวือหวาเช่นหนังอัจฉริยะเรื่องอื่นๆ แต่ภาพรวมถือว่าน่าประทับใจ ในแง่สามารถสร้างแรงบันดาลใจดีๆกับผู้ชมเกี่ยวกับความพยายามและความอดทนได้ดี ดังนั้น เชื่อว่าคงไม่สายเกินไปที่โลกจะได้ทำความรู้จักกับอัจฉริยะทางคณิตศาสตร์จากยุค สงครามโลกครั้งที่ 1 ศรีนิวาสะ รามานุจัน 

คะแนน 7.5/10

โดย นกไซเบอร์

ตัวอย่างหนัง //movie.bugaboo.tv/watch/251846/?link=4




 

Create Date : 25 พฤษภาคม 2559    
Last Update : 26 พฤษภาคม 2559 11:20:54 น.
Counter : 589 Pageviews.  

X Men Apocalypse มนุษย์กลายพันธุ์ในวันสิ้นโลก




X Men Apocalypse คือตอนจบของไตรภาคยุคใหม่จากหนังตระกูล X Men โดยเหตุการณ์ส่วนใหญ่ในหนังเกิดขึ้นในช่วงยุคปี 80 เริ่มต้นที่ Firstclass ต่อด้วย Day of Future Past ก่อนจะปิดท้ายที่ Apocalypse ภายใต้การกำกับของ ไบรอัน ซิงเกอร์ ซึ่งในปีนี้จะเป็นวาระครบรอบ 10 ปีของ X Men The Last Stand พอดิบพอดี

ภาคนี้เล่าย้อนไปถึงมนุษย์กลายพันธุ์คนแรกของโลกนาม อะพอคาลิปส์ ที่เคยเป็นพระเจ้าปกครองโลกอยู่ในสมัยบรรพกาลที่อียิปต์ (มีการโยงว่าพีระมิดสร้างขึ้นโดยมนุษย์กลายพันธุ์) เขาโดนมนุษย์กลุ่มหนึ่งทรยศจนต้องหลับไหลอยู่ใต้พื้นโลกนานนับพันปี ก่อนจะถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง อะพอคาลิปส์ พบว่าโลกปกครองโดยมนุษย์ผู้อ่อนแอ ซึ่งมีความหวาดระแวงมิวเทนท์ตลอดเวลา เขาจึงตัดสินใจรวบรวมกลุ่มมนุษย์กลายพันธุ์ 4 คนมาเป็น สี่จตุรัสอาชารุ่นใหม่ ความตาย ความอดอยาก โรคระบาด สงคราม เพื่อรับใช้ในภารกิจวันสิ้นโลก

ขณะเดียวกัน ชาร์ลส์ เซเวียร์ หรือ โปรเฟสเซอร์เอ็กซ์ กำลังไปได้สวยกับการเปิดคฤหาสน์เป็นโรงเรียนสอนผู้มีพรสวรรค์ที่คล้ายกับชุมชนมนุษย์กลายพันธุ์ขนาดย่อม อเล็กซ์ ซัมเมอร์ พา สก็อต ซัมเมอร์ น้องชายเข้ามาเป็นนักเรียนใหม่ เขาจึงได้พบกับ จีน เกรย์ ที่นี่ ส่วน มิสทีค หรือ เรเวน ก็พา เคิร์ท แว็กเนอร์ ฉายา ไนท์ครอว์เลอร์ มนุษย์กลายพันธุ์ชาวเยอรมันที่มีความสามารถในการเทเลพอร์ทมาฝากศาสตราจารย์กับ แฮงค์ แม็คคอย ด้าน เอริค ที่พยายามปิดบังความลับเรื่อง แม็กนีโต้ หวังใช้ชีวิตอย่างสงบก็มีเหตุให้ต้องกลับมาใช้พลังสังหารมนุษย์อีกครั้ง อะพอคาลิปส์ จึงถือโอกาสนี้เกลี้ยกล่อมเขามาเป็นสมุนคนที่ 4 ร่วมกับ สตอร์ม ไซล็อค และ แองเจิ้ล

X Men Apocalypse เป็นหนังฮีโร่แนวรวมทีมที่สนุกดี ตัวละครเยอะแต่ก็มีการเกลี่ยบทได้อย่างลงตัวไม่แพ้ Captain America Civil War สำหรับไทม์ไลน์ของหนังที่มีส่วนโยงเข้ากับ X Men ภาคต่างๆที่อาจมึนๆ ไม่สมเหตุผลไปบ้าง กระนั้นการล้างไพ่ในภาคก่อนก็เปิดทางให้หนังได้เริ่มสร้างคาแร็กเตอร์ตัวละครขึ้นมาใหม่ ภายใต้การแสดงของนักแสดงรุ่นใหม่ รวมทั้งมีการอธิบายที่มาการหัวล้านของโปรเฟสเซอร์เอ็กซ์ได้อย่างแนบเนียน (เจมส์ แม็คอะวอย ลงทุนโกนหัวจริง) คล้ายๆกับตอนที่เขาถูกกระสุนจนต้องพิการใน Firstclass

สิ่งที่ชอบคือมิวเทนท์ในดวงใจแฟนๆกลับมากันครบครันไม่ว่าจะเป็น มิสทีค บิสต์ ฮาว็อค ไซคอร์ป จีน สตอร์ม ไนท์ครอว์เลอร์ ควิกซิลเวอร์ ไปจนถึง วูลฟ์เวอรีน แม้ว่าที่มาที่ไปของแต่ละคนอาจะไม่ตรงตามฉบับคอมมิกไปบ้าง ยอมรับว่าช่วงแรกจนถึงกลางหนังเดินเรื่องค่อนข้างช้าจนเกือบน่าเบื่อ เพราะต้องใช้เวลาไปกับการแนะนำตัวละครจำนวนมาก ทว่าก็ส่งผลดีต่อฉากการต่อสู้ช่วงท้ายที่เป็นไฮไลต์สำคัญ ความดาร์กของหนังยังมีไม่มาก ที่เยอะไม่แพ้พาร์ทแอ็คชั่นคือพาร์ทคอเมอดี้ มุขตลกต่างๆถูกปล่อยออกมาเป็นระยะเพื่อผ่อนคลายคนดู แนวเดียวกับหนังมาร์เวลฮีโร่ ซึ่งความฮาส่วนใหญ่อยู่ในฉากที่ ควิกซิลเวอร์ จอมขโมยซีนปรากฏตัว

หนังเน้นไปที่เรื่องความสัมพันธ์ของตัวละครไม่ว่าจะเป็น ชาร์ลส์ กับ เอริค , ชาร์ลส์ กับ มอยร่า , เรเวน กับ เอริค , เรเวน กับ ชาร์ลส์ , ไซคอร์ป กับ จีน , เอริค กับ ควิกซิลเวอร์ , ในส่วนของ เรเวน กับ แฮงค์ จบความสัมพันธ์ในจอไปแล้ว เช่นเดียวกับนอกจอ ฉากที่ นิโคลัส ฮอลท์ พบ เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ ครั้งแรกในฐานะคนรักเก่าจึงดูสมจริงเอามากๆ มีการพูดเหน็บแนมกันไปมา ต้องชมว่าทั้งคู่มืออาชีพจริงๆ บทมิสทีคของ เจนนิเฟอร์ โดดเด่นมาก เธอทำให้มิสทีคเป็นตัวละครพิเศษที่ X MEN ขาดไม่ได้ไปแล้ว ขณะที่นักแสดงรุ่นใหม่ก็เล่นได้ดีทุกคน โดยเฉพาะ โซพี เทอร์เนอร์ ผู้รับบท จีน เกรย์ มีเสน่ห์พอจะให้ผู้ชมจดจำ ตัวร้าย ออสการ์ ไอแซ็ค เมคอัพจนแทบดูไม่ออกว่าเป้นใคร แต่ถือว่าเป็นการเปิดตัวในหนังแนวฮีโร่ของเขาที่ไม่เลวทีเดียว

X Men Apocalypse นำเรื่องราวในหนังไปผูกกับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์โลกได้น่าสนใจ อารมณ์การเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ตัวละครใหม่ๆ ทำให้นึกถึง บรรยากาศในภาค Firstclass แถมหนังยังปูทางไปภาคต่อได้อีกในหลายรูปแบบไม่รู้จบ บางทีฉาก ชาร์ลส์ คืนความทรงจำให้ มอยร่า อาจสื่อได้ว่า ไบรอัน ต้องการ เรียกคืนความรู้สึกเก่าๆดีๆของแฟนๆที่มีต่อหนังตระกูลนี้ให้กลับมาอีกครั้ง

คะแนน 8/10

โดย นกไซเบอร์ 

ตัวอย่างหนัง //movie.bugaboo.tv/watch/225369/?link=4




 

Create Date : 20 พฤษภาคม 2559    
Last Update : 20 พฤษภาคม 2559 18:33:43 น.
Counter : 597 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  

BlogGang Popular Award#13


 
mninho
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 16 คน [?]




นกไซเบอร์ วิจารณ์หนัง
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add mninho's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.