วันนี้ ทุกจอคอมพิวเตอร์ ในบ้านคุณ

รีวิวหนัง : Parasyte 2 สิ่งมีชีวิตน่ารังเกียจ


เข้าสู่ภาคจบแล้วในส่วนของภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่สร้างมาจากการ์ตูนมังงะชื่อดังอย่าง Parasyte หรือ ปรสิต ของอาจารย์ ฮิโตชิ อิวาอากิ โดยภาคนี้หนังยังได้นักแสดงนำชุดเดิมกลับมาครบครันทั้ง โชตะ โซเมะตานิ,ไอ ฮาชิโมโตะ,เอริ ฟูคัตสึ และ ทาดาโนบุ อาซาโน่ 

เนื้อหาของภาคนี้ว่าด้วยภัยคุกคามของเหล่าปรสิตที่เริ่มขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ มีการจัดตั้งองค์กรลับในที่ทำการผู้ว่าฯ ขณะที่ ชินอิจิ (โชตะ โซเมะตานิ) กับ มิกกี้ ก็ต้องหลบหนีการตามล่าของพวกปรสิต หลังจากที่พวกเขาลงมือฆ่าปรสิตหลายตัวซึ่งกำลังไล่กินมนุษย์อยู่ในเมือง ด้าน เรียวโกะ ทามิยะ หนึ่งในผู้นำของปรสิต การคลอดลูกทำให้อำนาจของเธอลดลงจากความหวาดระแวงของพวกพ้อง

ในที่สุดกองกำลังปราบปรามปรสิตของรัฐบาลก็บุกจู่โจมที่ทำการใหญ่ พวกเขาสังหารปรสิตจนเกือบหมด แต่ก็ต้องพลาดท่าให้กับ ปรสิตสุดแข็งแกร่งที่รวมห้าตัวไว้ในร่างเดียว มันจัดการกำลังของมนุษย์จนเกลี้ยงก่อนจะออกตามล่า ชินอิจิ เขากับมิกกี้หนีออกไปนอกเมืองเพื่อต่อสู้ชี้ชะตากับมัน โดยมี ซาโตมิ มุราโนะ เพื่อนนักเรียนสาวของ ชินอิจิ แอบตามมาช่วย
Parasyte 2 มีความเข้มข้นสูสีกับภาคแรก แต่การนำเสนอค่อนข้างซีเรียสกว่า การให้ปรสิตก่นด่าความเลวร้ายของสิ่งที่มนุษย์ทำแบบตรงไปตรงมาเกินไปหน่อย คนดูอาจรู้สึกเหมือนกำลังถูกสอนสั่งหรือด่า แน่นอนว่าแม้ส่วนใหญ่มันจะเป็นความจริง ทว่าการไม่เปิดโอกาสให้ฝ่ายมนุษย์โต้แย้งก็สร้างความอึดอัดพอสมควร 

กระนั้นหนังยังมีแนวคิดทางบวกที่น่าสนใจอย่างการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขของทุกชีวิต ซึ่งมันไม่เคยเกินขึ้นไม่ว่าจะในหนังหรือชีวิตจริง ปรัชญา กับ คำพูด ต่างๆของตัวละครจึงดูเป็นอุดมคติ สิ่งที่ผู้กำกับทำได้ดีคือประเด็นการสำรวจพฤติกรรมต่างๆของมนุษย์ ว่าพื้นฐานเราเป็นสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอก็จริง แต่ด้วยสัญชาติญาณต่างๆทำให้มนุษย์น่ากลัวและเป็นตัวอันตรายกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆขึ้น อาทิ ความกลัว ความรัก ความเศร้า ความโกรธ และ ความแค้น 

การดำเนินเรื่องสนุกตรงลุ้นไปกับชาตากรรมของหลายๆตัวละคร มีครบรสทั้ง แอ็คชั่น ดราม่า และ โรแมนติก เอริ ฟุคัตสึ ในบท เรียวโกะ ทามิยะ ยังเป็นตัวชูโรงเช่นเคย เธอทำให้คนดูเชื่อว่าเป็นปรสิต ไม่ใช่คน แถมยังถ่ายทอดความรู้สึกของแม่ออกมาอย่างลึกซึ้ง โชตะ โซเมะตานิ ที่แสดงเป็น ชินอิจิ สอบผ่าน ทำได้ดีตามาตรฐาน เขาปรับสีหน้าสลับไปมาได้เก่ง เคมีกับ ไอ ฮาชิโมโตะ ที่เล่นเป็น ซาโตมิ มุราโนะ ก็ดูเข้ากัน น่าเสียดายที่ฉากทั้งคู่มีเซ็กส์กันดันออกมาตลกมากกว่าเร้าอารมณ์ ด้วยอาการประดัดประเดิกขวยเขินของนักแสดง รวมถึงการใช้เวลาเยอะเกินไป(โดยเฉพาะซีนถอดเสื้อ) ปิดท้ายที่ ทาดาโนบุ อาซาโน่ นักแสดงรุ่นใหม่ที่รับบทคนที่มีปรสิตอยู่ในอวัยวะต่างๆถึงห้าตัว ภาคแรกออกน้อย แต่ภาคนี้มาเต็ม ถือว่าเป็นบอสใหญ่ที่น่าเกรงขาม สร้างสีสันได้มาก

ปรสิต ในหนังฆ่าคนเพราะต้องการกินเป็นอาหาร ซึ่งบางตัวมีความพยายามที่จะเลิกไปกินอย่างอื่นแทน ขณะที่แต่ไหนแต่ไรมา มนุษย์ เราต่างก็ฆ่าเผ่าพันธุ์กันเองอย่างเห็นแก่ตัวและไร้เหตุผลมานานนับพันปี ดังนั้นคนบางคนอาจเป็นสิ่งมีชีวิตน่ารังเกียจยิ่งกว่าปรสิตซะอีก

คะแนน 7.5/10

โดย นกไซเบอร์

ตัวอย่างหนัง //movie.bugaboo.tv/watch/?link=4




 

Create Date : 20 สิงหาคม 2558    
Last Update : 20 สิงหาคม 2558 18:06:29 น.
Counter : 642 Pageviews.  

รีวิวหนัง : DARK PLACES คดีในความทรงจำ



หลังจากโปรเจกต์นำนิยายสืบสวนของ กิลเลียน ฟลินน์ เรื่อง Gone Girl มาสร้างเป็นภาพยนตร์ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โปรเจกต์ทำหนังจากหนังสืออีกเรื่องของ กิลเลียน จึงถูกเข็นออกมาต่อทันทีกับ DARK PLACES นิยายสืบสวนสอบสวนที่เกี่ยวกับคดีฆาตกรรมในครอบครัวอันโด่งดัง

25 ให้หลัง ลิบบี้ เดย์ (ชาร์ลิซ เธอรอน) เด็กสาวที่รอดชีวิตในคืนที่แม่กับพี่สาวของเธออีกสองคนถูกฆ่าตายในบ้าน และผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรมครั้งนั้นคือ เบน (ไท เชอริเดน) พี่ชายแท้ๆของเธอ เหล่านี้เป็นการให้ปากคำของ ลิบบี้ ตั้งแต่ปี1985 ทว่าปัจจุบันเธอเริ่มไม่แน่ใจเท่าไหร่ เมื่อชีวิตอยู่ไปแบบวันๆจากเงินบริจาคในกองทุนของเธอเริ่มร่อยหรอ ลิบบี้ ที่กำลังถังแตกจึงยอมเดินทางไปยัง The Kill Club คลับแปลกประหลาดที่รวมคนบ้าคดีสืบสวนตามคำชวนของ ไรลี่ย์ (นิโคลัส ฮอลท์) หนุ่มแปลกหน้าเจ้าของร้านซักรีดที่ชื่นชอบการไขคดีความ

ที่นั่นมีหลายคนพยายามบอกว่า เบน เป็นผู้บริสุทธิ์ เรื่องนี้ทำให้ ลิบบี้ โกรธ แต่ ไรลี่ย์ ก็เกลี่ยกล่อมจนเธอยอมรื้อฟื้นคดีในความทรงจำที่ตัวเองอยากจะลืมขึ้นมาอีกครั้งในช่วงสองสัปดาห์สุดท้ายก่อนที่คดีดังกล่าวจะหมดอายุความ ต่อมาเธอได้พบกับคนหลายคนที่เธอไม่อยากเจอ และได้พบกับความจริงหลายอย่างที่เธอไม่อยากรู้ 

บทของ DARK PLACES มีความซับซ้อนพอสมควร แต่ก็ไม่มากเท่า Gone Girl กิลเลียน ผู้เขียนยังคงนำประเด็นครอบครัวมาสอดแทรกกับคดีอาชญากรรมได้ยอดเยี่ยม การดำเนินเรื่องน่าติดตามในแง่ของการตัดสลับระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ผู้ชมอาจสับสนบ้างในช่วงแรก หนังเก็บความลับได้ดี ขุดหลุมพลางลวงคนดูให้ติดกับ ก่อนที่จะค่อยๆเผยข้อมูลต่างๆออกมา และเฉลยความจริงคลี่คลายปมในตอนท้ายตามสูตร

ตัวหนังมีความเป็นจิตวิทยานิดๆ เน้นถ่ายทอดความรู้สึกของเหยื่อที่ผ่านเหตุการณ์เลวร้ายในวัยเด็ก พร้อมกับเสียดสีสังคมอันเสื่อมโทรมในชนบท การล่มสลายของสถาบันครอบครัว และช่องโหว่ของกระบวนการยุติธรรมสหรัฐฯ เสียดายที่ จีลส์ พาเควท์ เบรนเนอร์ ผู้กำกับเล่าเรื่องไม่ค่อยสนุก เขาใส่ใจกับรายละเอียดมากเกินไปหน่อย ช่วงต้นของหนังจึงดูค่อนข้างอืดอาด ไม่เข้มข้น หนังมากระชับขึ้นในช่วงครึ่งหลัง

การแสดง ชาร์ลิซ เธอรอน ไม่ค่อยเหมาะกับบท ลิบบี้ เดย์ เท่าไหร่ ส่วนตัวคิดว่าเธอเล่นแบบมีมิติเดียว ทำให้ตัวละครแบนราบ คนดูจึงมองไม่เห็นเห็นมุมอ่อนแอหรือน่าสงสารของตัวละคร ขณะที่ นิโคลัส ฮอลท์ ที่เล่นเป็น ไรลี่ย์ บุคลิกโดดเด่นจนเราอดสงสัยไม่ได้ว่าเขามีส่วนเชื่อมโยงกับคดีนี้เองรึเปล่า กระนั้นจู่ๆตัวละครนี้กลับถูกกันออกจากเรื่องซะเฉยๆ ด้าน โคลอี้ เกรซ มอเรตซ์ ที่แสดงเป็นแฟนของ เบน วัยหนุ่ม แม้จะมีฉากออกน้อยแต่เธอก็ทำให้ผู้ชมจดจำได้ไม่ยาก อีกคนคือ ไท เชอริเดน ในบท เบน วัยปัจจุบัน เขาแสดงอารมณ์ออกมาได้น่าสนใจในช่วงเวลาจำกัด

ส่วนดีที่สุดของ DARK PLACES คือพาร์ทดราม่าการเสียสละของ แม่ กับ พ่อ รวมถึงชอบที่หนังนำเสนอตัวละครที่ต่างก็พูดคำโกหกใส่กันราวกับเป็นเรื่องปกติ เหล่านี้สะท้อนสัญชาติญาณการเอาตัวรอดของมนุษย์ และชอบอารมณ์การปลดปล่อยตัวละครจากพันธนาการความทรงจำในช่วงท้าย หนังสื่อว่าบางทีคนอยู่ในติดคุกอาจไม่ใช่คนที่ทำความผิดเสมอไป พวกเขาอาจทำเพื่อใครบางคน ทำเพื่อตัวเองเพราะรู้อยู่แก่ใจว่ามีส่วนในความเลวร้าย ขณะเดียวกันคนที่ไม่ติดคุกก็ไม่ได้แปลว่าว่าพวกเขา ไม่ผิด หรือ ไม่ได้รับโทษ

คะแนน 7/10

โดย นกไซเบอร์

ตัวอย่างหนัง //movie.bugaboo.tv/watch/200821/?link=4




 

Create Date : 17 สิงหาคม 2558    
Last Update : 17 สิงหาคม 2558 18:39:19 น.
Counter : 554 Pageviews.  

รีวิวหนัง : Inside Out การเดินทางของความรู้สึก



Inside Out คือโปรเจกต์ภาพยนตร์อนิเมชั่นที่มีพล็อตน่าสนใจที่สุดในรอบหลายปีของพิกซาร์ หลังจากที่พวกเขาฟอร์มตกลงไปในช่วงหลัง การทำแต่หนังภาคต่อ หาบทดีๆไม่ได้ทำให้หนังของพิกซาร์ประสบความสำเร็จน้อยลงเมื่อเทียบกับยุคเฟื่องฟูในปี2000-2010ซึ่งหนังทุกเรื่องทำรายได้และกวาดรางวัลเป็นกอบเป็นกำ แถมล่าสุดพวกเขายังมีสตูโออนิเมชั่นหน้าใหม่อย่าง ดรีมเวิร์กสแอนิเมชัน กับ อิลลูมิเนชั่นเอ็นเตอร์เทนเมนต์ รวมถึงค่ายเก่าในเครือเดียวกันอย่าง วอลต์ดิสนีย์ดิสนีย์ เป็นคู่แข่งที่ต่างก็อยากก้าวขึ้นเป็นเบอร์1ค่ายหนังอนิเมชั่นเช่นกัน

หนังความหวังของพิกซาร์ในปีนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับอารมณ์ 5 ชนิดในตัว ไรลีย์ เด็กสาวร่าเริงสดใสที่ชีวิตถึงคราวพลิกผันเมื่อเธอต้องย้ายบ้านตามพ่อแม่จากรัฐมินนิโซตาอันสงบสุขมาอยู่ในเมืองใหญ่สุดวุ่นวายอย่างซานฟรานซิสโก บนฐานบัญชาการในหัวสมองของ ไรลีย์ ความสุข มีบทบาทที่สุดในการควบคุมอารมณ์ของเธอ โดยมี ความกลัว , ความโกรธ , ความน่ารังเกียจ และ ความเศร้า เป็นลูกมือ

ต่อมาเกิดปัญหาขึ้นเมื่อ ความเศร้า เผลอไปสัมผัสก้อนความรู้สึกจนเกิดเหตุวุ่นวาย ความสุข กับ ความเศร้า หลุดออกมาจากฐานบัญชาการสมอง เมื่อแผงควบคุมไปอยู่ในมือ ความโกรธ ความกลัว และ  ความน่ารังเกียจ บุคลิกของ ไรลีย์ จึงเปลี่ยนแปลงไปในทางเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ ความสุข และ ความเศร้า จึงต้องรีบเดินทางกลับไปแก้ไขสถานการณ์ก่อนที่จะสายเกินไป

บทของ Inside Out ยอดเยี่ยมที่สุด จินตนาการโลกในสมองของเราออกมาได้สร้างสรรค์มากๆ นำเสนอมุมมองของอารมณ์มนุษย์ในแง่มุมที่แปลกใหม่ ส่วนตัวชอบรายละเอียดหลายอย่างทั้ง ก้อนความรู้สึก ความทรงจำหลัก เพื่อนในจินตนาการ และ เกาะความสัมพันธ์ เหล่านี้คือไอเดียเจ๋งๆที่มีดีเอ็นเอของหนังพิกซาร์ยุคต้นๆอยู่เต็มเปี่ยม ทำให้คิดถึงการสร้างโลกของรถในหนัง Car ชีวิตของสัตว์ประหลาดอย่าง Monsters, Inc. และ การถ่ายทอดความรู้สึกของ ของเล่น ใน Toy Story

ที่น่าชื่นชมคือหนังสามารถย่อยเรื่องจิตวิทยาในตัวมนุษย์ออกมาให้เข้าใจได้ง่าย แถมยังสร้างอารมณ์ร่วมได้ดี เชื่อมโยงหนังให้เข้ากับชีวิตจริงของผู้ชมอย่างแนบเนียน พลอยให้เรานึกภาพว่าในหัวก็มีตัวละครความรู้สึก5ตัวอยู่เหมือนกัน โดยรวมหนังดูจะเหมาะกับผู้ใหม่มากกว่าเด็กด้วยซํ้า

นอกจากนี้บางส่วนของหนังยังมีความเป็น Coming of age (การก้าวพ้นวัย) หน่อยๆในประเด็นการเรียนรู้ของตัวละครเด็กสาวกับตัวละครความสุข ซึ่งเป็นการเติบโตจากภายในมิใช่ภายนอก มีอารมณ์ Nostalgia (โหยหาอดีต) นิดๆเพราะหนังเล่นกับเรื่องความทรงจำคล้ายกับหนัง Toy Story 3 ขณะเดียวกันก็ยังให้ข้อคิดดีๆเกี่ยวกับการจัดการความรู้สึกตัวเอง และการเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นมากขึ้น 

ตัวละครในเรื่องน่ารักมาก แม้ว่าคาแร็กเตอร์ตัวอารมณ์ความรู้สึกดูจะนำมาขายได้ยากสักหน่อย ทว่า พีท ด็อกเตอร์ ผู้กำกับกลับทำให้คนดูหลงรักในทุกๆตัวละคร มากน้อยต่างกันไป ที่ผิดคาดมากคือ ความเศร้า ซึ่งเป็นตัวละครที่ดูติดลบตั้งแต่ชื่อ มันไม่เคยมีความหมาย ไม่เคยเป็นที่ชื่นชอบหรือต้องการมาโดยตลอด กระนั้นพีทได้หามุมมองที่หลายคนไม่เคยเห็นของความเศร้าออกมานำเสนอได้น่ารัก ลึกซึ้ง กินใจ จนในช่วงท้ายมันกลายเป็นตัวละครที่มีผู้ชมชื่นชอบไม่แพ้ ความสุข

Inside Out เล่าเรื่องสนุก มีครบทุกรสไม่ว่าจะ อมยิ้ม หัวเราะร่า ตื่นเต้น ลุ้นระทึก ไปจนถึง นํ้าตาซึม กล้าพูดได้เต็มปากว่าคือหนังอนิเมชั่นที่ดีที่สุดตลอดกาลเรื่องหนึ่งของพิกซาร์ และบางทีออสการ์อาจได้ชื่อเจ้าของรางวัลสาขาหนังอนิเมชั่นปีนี้แล้วก็ได้

คะแนน 8.5/10

โดย นกไซเบอร์

ตัวอย่างหนัง //movie.bugaboo.tv/watch/147435/?link=4




 

Create Date : 13 สิงหาคม 2558    
Last Update : 13 สิงหาคม 2558 17:47:50 น.
Counter : 1499 Pageviews.  

รีวิวหนัง : Our Little Sister สายใยรักสี่ใบเถา


Our little sister เป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์แดนปลาดิบที่สร้างมาจากมังงะ ซึ่งฉบับการ์ตูนชื่อ Umimachi Diary ผลงานของ โยชิดะ อาคิมิ ฉบับหนังใหญ่กำกับโดย โคเรเอดะ ฮิโรคาสุ ผู้กำกับมากฝีมือเจ้าหนังแนวดราม่าครอบครัวของญี่ปุ่น ผลงานเด่นๆที่ผ่านมา อาทิ Nobody Knows , Like Father Like Son , I Wish และ Still Walking

หนังเปิดด้วยการเสียชีวิตของ พ่อ ที่เคยทิ้ง ซาจิ (อายาเสะ) สาวผู้เข้มงวด โยชิโนะ (นางาซาวะ) สาวปาร์ตี้ และ จิกะ (คาโฮะ) สาวอารมณ์ศิลปิน ลูกสามคนไปนานกว่า15ปี พวกเธอตัดสินใจไปร่วมงานศพจึงได้รู้ว่ามี ซึสุ  (สึซึ ฮิโระเซะ) น้องสาวต่างมารดาอีกหนึ่งคน ตอนนี้ ซึสุ ไม่เหลือทั้งพ่อและแม่แล้ว ในนาทีสุดท้ายก่อนที่รถไฟจะออก ซาจิ พี่สาวคนโตก็เอ่ยปากชวนน้องสาวคนเล็กให้มาอยู่ด้วยกันที่จังหวัดคามาคุระ และเธอได้ตอบตกลงแทบจะในทันที พวกเธอสร้างครอบครัวขึ้นมาใหม่โดยปราศจาก พ่อ แม่ กระนั้นความสัมพันธ์ของพี่น้องสี่ใบเถาก็ไม่ได้เป็นไปด้วยความราบรื่นเสียทีเดียว นอกจากคำพูดของคนรอบตัว พวกเธอยังต้องเผชิญกับเรื่องราวที่ไม่สามารถควบคุมได้ทั้งในอดีต ปัจจุบัน ไปจนถึง อนาคต ชีวิตของสี่สาวในบ้านหลังเก่าจึงเต็มไปด้วยความรู้สึกมากมายไม่ว่าจะ สุข เศร้า เหงา และ รัก 

บทหนังมีความละเมียดละมัยมาก เล่าถึงความสัมพันธ์ที่หลากหลาย ไม่แต่เฉพาะครอบครัว ออกแนว Coming of age นิดๆ ประเด็นความรู้สึกของพี่น้องต่างแม่ที่ไม่เคยใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมาก่อนแต่ต้องปรับตัวเข้าหากันนั้นให้อารมณ์หวานอมขมกลืน จุดนี้กับคนดูที่มีพี่น้องต่างพ่อหรือต่างแม่คงอินได้ไม่ยาก จะว่าไปมันเป็นเรื่องราวใกล้ตัวที่ทุกคนสามารถสัมผัสถึง ในยุคที่สถาบันครอบครัวมีสถานะเปราะบาง การหย่าร้างแยกกันอยู่เป็นเรื่องปกติในสังคม บางคนอาจนำตัวละคร คำพูด เหตุการณ์ ในหนังไปเทียบเคียงกับชีวิตจริงของตัวเองหรือคนใกล้ตัว

ชอบตรงที่หนังไม่ได้ฟูมฟาย พรํ่าเพ้อ หรือจงใจมีฉากบิ้วให้คนดูต้องเสียนํ้าตา ผู้กำกับเพียงแต่ถ่ายทอดชีวิตประจำวันของผู้หญิงธรรมดา4คนในช่วงเวลาหนึ่งให้เราดู โดยมีการแฝงเรื่อง ประเพณี วัฒนธรรม อาหารและความเชื่อของญี่ปุ่นเอาไว้แบบกลมกลืน แน่นอนว่าตัวหนังมีความเป็นเฟมินิสค่อนข้างสูง ตัวละครนำส่วนใหญ่เป็นเพศแม่ ขณะเดียวกันตัวละครพ่อมีการพูดถึงก็จริงทว่าไร้ซึ่งบทบาทใดๆ(ไม่มีแม้แต่ชื่อ) เป็นเพียงจินตนาการกึ่งๆภาพฝันในความทรงจำของลูกสาวเท่านั้น

หนังให้คำนิยามของ บ้าน ได้ดี มันอาจไม่ได้หมายถึงครอบครัวเสมอไป แต่ บ้าน คือสถานที่ซึ่งเอื้อแก่การสานสัมพันธ์กันของคนในครอบครัว เพราะมันมีเรื่องราวซึ่งเราสามารถแบ่งปันและใช้เวลาเพื่อเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันได้ ซาจิ พี่สาวคนโตจึงพยายามรักษาบ้านเอาไว้ ในทางกลับกันบ้านก็เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจสำหรับเธอ มันให้ความรู้สึกที่มั่นคงได้มากกว่าผู้ชายบางคน แต่สำหรับ โยชิโนะ บ้านคือสถานที่หลบภัยจากความผิดหวังในชีวิต ขณะที่บ้านในสายตาของ จิกะ กลับเป็นเหมือนสถานตากอากาศ หรืออีกนัยหนึ่งมันอาจเป็นทั้งชีวิตใหม่และอนาคตของ ซึสุ

สิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดของภาพยนตร์เรื่องนี้คือการแสดงอันเป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะ 4 สาว ฮากุระ อายาเสะ ที่เล่นเป็น ซาจิ คือตัวแทนสาวแกร่งและเปรียบเสมือนแม่ของน้องๆ แม้จะเจ้าระเบียบไปบ้างแต่หากเรามีพี่สาวสักคนก็อยากได้คนแบบเธอนี่แหละ มาซามิ นากาซาวะ ในบท โยชิโนะ มีเสน่ห์สวยสดใส โดดเด่นที่สุดในบรรดา4พี่น้อง เธอคือตัวแทนของสาวหัวก้าวหน้านำสมัยประจำบ้าน

ด้าน คาโฮ ซึ่งแสดงเป็น จิกะ น้องสาวคนรอง แม้จะมีรูปร่างหน้าตาน่าดึงดูดน้อยกว่าใคร แต่เธอเป็นคนที่มีบุคลิกน่าสนใจ มีความน่ารักแปลกๆที่ช่วยสร้างสีสันทำให้บรรยากาศของหนังไม่เครียดเกินไป ส่วนนักแสดงน้องเล็ก สึซึ ฮิโระเซะ ผู้รับบท ซึสุ ตัวละครคนสำคัญของเรื่อง เธอถ่ายทอดความรู้สึกของเด็กสาวที่มีปมในใจออกมาได้ลึกซึ้ง ทำให้คนดูสงสาร เห็นใจ ในความเป็นคนนอกผู้แปลกแยกในบ้าน นับว่าเป็นนักแสดงรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง อีกคนที่อยากพูดถึงคือ ลิลลี่ แฟรงกี้ ที่หลังๆแทบจะกลายเป็นนักแสดงคู่บุญของ โคเรเอดะ ไปแล้ว จากบทพ่อบ้านๆใน Like Father Like Son มาสู่บทเจ้าของร้านขนมปังใน Our little sister คำว่าน้อยแต่มากน่าจะแทนค่าฝีมือการแสดงของเขาได้ชัดเจนที่สุด

Our little sister เป็นหนังที่มีความงดงามทุกอย่าง ทั้ง บท ภาพ ดนตรี และ ตัวละคร สร้างความอิ่มเอมแบบกำลังพอดีให้ผู้ชม พาเราอมยิ้มน้ำตารื้นไปกับสายใยรักของสี่พี่น้องที่แสนอบอุ่นประทับใจ

คะแนน 8/10

โดย นกไซเบอร์

ตัวอย่างหนัง //movie.bugaboo.tv/watch/186221/?link=4




 

Create Date : 10 สิงหาคม 2558    
Last Update : 14 สิงหาคม 2558 10:06:50 น.
Counter : 793 Pageviews.  

รีวิวหนัง : Fantastic Four ฮีโร่ต่างมิติ


ลิขสิทธิ์ของ Fantastic Four ทีมฮีโร่4พลังวิเศษเวอร์ชั่นรีบูตยังคงอยู่ในมือของค่ายฟ็อกซ์ โดยดึงเอา จอช แทรงค์ มารับหน้าที่กำกับ และให้ ไซมอน คินเบิร์ก เป็นคนเขียนบท ภาพรวมของโปรเจกต์คงต้องใช้คำว่ายุ่งเหยิง มีทั้งข่าวการเลิกสร้าง ดาราถอนตัว แก้บทใหม่ ถ่ายทำเพิ่มเติม และอีกสารพัด

เนื้อหาของ Fantastic Four ฉบับล่าสุดยกเครื่องใหม่ทั้งหมด เล่าถึง รี้ด ริชาร์ดส์ เด็กชายอัจฉริยะพยายามสร้างเครื่องเคลื่อนย้ายมวลสาร (เทเลพอร์ต) แต่ครูกับเพื่อนๆที่โรงเรียนเห็นว่าเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ มีเพียง เบน กริมม์ เพื่อนสนิทคนเดียวที่เชื่อในตัวเขา และพร้อมให้ความช่วยเหลือ เวลาผ่านไปหลายปี รี้ด เอาเครื่องมือของเขาที่ผ่านการพัฒนาเข้าประกวดจนได้พบ ดร. แฟรงค์กริน สตอร์ม ผู้มอบทุนวิจัยให้เขาในทันที

รี้ด ถูกพาเข้ามาร่วมโครงการค้นหาโลกใบใหม่ร่วมกับ จอห์นนี่ สตอร์ม ลูกชายของ แฟรงค์กริน , ซู สตอร์ม ลูกสาวบุญธรรมของแฟรงค์กริน และ ดูม ด็อกเตอร์หนุ่มมากความสามารถแต่มีนิสัยประหลาด พวกเขาสามารถสร้างเครื่องเทเลพอร์ตไปยังโลกต่างมิติได้สำเร็จโดยใช้ลิงเป็นตัวทดลอง ทว่าต่อมาผู้ออกทุนต้องการจะส่งต่อโครงการนี้ให้นาซ่า รี้ด ดูม และ จอห์นนี่ ไม่พอใจจึงรวมตัวกันแอบใช้เครื่องย้ายมวลสาร โดย รี้ด ชวน เบน ไปด้วย พวกเขาเป็นมนุษย์กลุ่มแรกที่ไปถึงที่นั่น ทว่าก่อนที่จะเดินทางกลับก็เกิดสิ่งไม่คาดฝันขึ้น

มีปัญหามากจริงๆสำหรับ Fantastic Four 2015 ที่นอกจากจะทำออกมาได้ไม่ดีเท่าเวอร์ชั่นก่อนหน้าแล้ว ยังเป็นหนังฮีโร่ที่แย่ที่สุดในรอบหลายปี บทครึ่งแรกกับครึ่งหลังมีความแตกต่างราวกับใช้ผู้กำกับและคนเขียนบทคนละคนกัน หลายฉากที่เราเห็นในตัวอย่างกลับไม่มีอยู่ในฉบับฉายจริง

หนังใช้เวลาปูพื้นมากเกินไป เดินเรื่องช้า ยืดจนทำให้มีช่วงเบื่อ องค์หนึ่งให้ความรู้สึกเหมือนหนังไซไฟมนุษย์ต่างดาวยุคเก่า ความเป็นหนังฮีโร่มีน้อยพอๆกับฉากแอ็คชั่น ถ้าจะบอกว่าเป็นฮีโร่ก็คงมาทางสายเนิร์ดสุดๆ เทคนิคภาพก็ไม่ได้โดดเด่น ซีนความสามารถของมนุษย์ยืดยุ่น ออกแนวสยองหน่อยๆ ให้ความรู้สึกเหมือนเปรตบ้านเรา จุดเดียวที่ชอบคือแนวคิดเรื่องคนไม่จดจำผู้สร้างพาหนะไปสู่ดวงจันทร์ พวกเขาจดจำแต่คนที่ไปเหยียบดวงจันทร์คนแรก

ขณะที่การแสดงพังกันถ้วนหน้า ขนาด ไมเลส เทลเลอร์ ที่ช่วงหลังจับบทไหนก็ดังได้มาแป็กเอาในบท รี้ด บุคลิกหนุ่มบ้าวิทยาศาสตร์ดูจะไม่เหมาะกับเขา เคท มาร่า ซึ่งเล่นเป็น ซู เหมือนจะมีมีสเน่ห์แต่ก็ไม่สุดขนาดทำให้หนุ่มๆหลงใหล น่าเสียดายที่ไม่มีช็อตเด็ดๆให้เรานึกถึงเธอเลย ไมเคิล บี จอร์แดน ที่แสดงเป็น จอห์นนี่ ค่อนข้างน่ารำคาญ ส่วน เจมี่ เบลล์ ดับสนิทกับบท เบน น่าน้อยใจแทน เขาปรากฏตัวน้อยซะอย่างกับเป็นตัวประกอบ ทั้งที่เป็นคนในทีมแฟนแทสติก

Fantastic Four กลายเป็นภาพยนตร์ฮีโร่ที่ยํ่าแย่ที่สุดในซัมเมอร์นี้ ผู้กำกับ จอช แทรงค์ เอาชื่อมาทิ้งแท้ๆ หนังไม่มีการปล่อยของใดๆเลย แต่ดันกั๊กเนื้อหาไปภาคต่อซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะมีไหม 

คะแนน 5.5/10

โดย นกไซเบอร์

ดูตัวอย่างหนัง //movie.bugaboo.tv/watch/166304/?link=4




 

Create Date : 07 สิงหาคม 2558    
Last Update : 10 สิงหาคม 2558 9:25:10 น.
Counter : 610 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  

BlogGang Popular Award#13


 
mninho
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 16 คน [?]




นกไซเบอร์ วิจารณ์หนัง
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add mninho's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.