วันนี้ ทุกจอคอมพิวเตอร์ ในบ้านคุณ

รีวิวหนัง : แม่เบี้ย ที่ของคุณ


แม่เบี้ย เป็นนิยายพิศวาสปนสยองขวัญของ วาณิช จรุงกิจอนันต์ นักเขียนรางวัลซีไรต์ เคยถูกทำเป็นภาพยนตร์มาแล้วสองครั้ง และครั้งล่าสุดคือครั้งที่สามถูกนำมาปัดฝุ่นใหม่โดย หม่อมน้อย ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล ผู้กำกับภาพยนตร์ที่ช่วงหลังเน้นถ่ายทอดงานในรูปแบบอีโรติกหรือ วิจิตรกามา ตามที่ท่านให้คำนิยาม

หนังเล่าเรื่องราวของ ชนะชล (ชาคริต แย้มนาม) นักธุรกิจหนุ่มผู้ประสบความสำเร็จในแทบทุกด้านของชีวิต แต่กลับไม่มีความสุข เขารู้สึกว่าคฤหาสน์ราคาหลายสิบล้านไม่ใช่ที่ของเขา จนต่อมา ชนะชล ได้พบกับ เมขลา (อ้อม กานต์พิสชา) สาวสวยสุดมั่นเจ้าของบริษัททัวร์และเรือนไทยในอำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี ตามคำแนะนำของ ภาคภูมิ (ฮัท จิรวิชญ์) นักธุรกิจหนุ่มหล่อรุ่นน้องที่เป็นผู้ช่วยของเขา

นอกจาก ชนะชล จะหลงไหลในตัว เมขลา อย่างมากแล้ว เขายังรู้สึกผูกพันกับเรือนไทยหลังนั้นอย่างประหลาด ต่อมา ชนะชล พบว่าที่นั่นมีงูตัวใหญ่ยักษ์คอยวนเวียนอยู่ ลุงทิม (ศักราช ฤกษ์ธำรงค์) คนเก่าคนแก่ผู้ดูแลบ้านเตือนไม่ให้เขามากลับมาอีก แต่ ชนะชล ไม่เชื่อ เขาสงสัยว่าสถานที่ดังกล่าวมีส่วนเชื่อมโยงกับอดีตอันลึกลับดำมืดของเขา

บทภาพยนตร์ แม่เบี้ย มีความเป็นนิยายสูง ด้วยการแบ่งหนังเป็นองค์ต่างๆ การเล่าผ่านเสียงในหัวของตัวละคร ผู้กำกับเลือกที่จะใช้ยุคปัจจุบันในการถ่ายทอดเรื่อง ไม่ทำเป็นหนังพีเรียด ทำให้เกิดความกํ่ากึ่ง กลางเก่ากลางใหม่ บทสนทนาจึงออกมาค่อนข้างเชย กรุงเทพฯถูกวางให้เป็นตัวแทนของโลกปัจจุบัน สุพรรณบุรีถูกวางให้เป็นตัวแทนของโลกอดีต 

งานภาพใช้กล้องถ่ายโฆษณา ยอมรับว่าสวยก็จริงแต่หลายช็อตสโลว์ดูไม่ค่อยลื่นไหล หลายฉากดูประดิษฐ์จนเกินงาน ไม่เป็นธรรมชาติ  การพากย์เสียงทีหลังเป็นจุดอ่อนมากกว่าจุดแข็ง เพราะทำให้คำพูดของตัวละครขาดอารมณ์ร่วม ขาดความสดใหม่ มันจึงออกมาราบเรียบราวกับเรากำลังฟังละครทางวิทยุกันอยู่ ประเด็นการตีความใหม่ หม่อมน้อย กล้าที่จะนำเสนอดี งู แม่เบี้ย 2015 จึงดูมีตัวตน มีบทบาทมากกว่าเวอร์ชั่นก่อนๆ มองได้ว่าเป็นทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และ ญาติผู้ใหญ่ ที่คอยมาดูแลเรื่องศีลธรรมของลูกหลาน รวมถึงคอยลงโทษคนชั่ว กระนั้นการใช้คำว่า คุณ เรียก งู ก็ดูแปลกพิลึก ด้านความคลุมเครือของเนื้อหาซึ่งเป็นจุดเด่นของนิยายดันหายไป เนื่องจากหนังมีการคลี่คลายจนกระจ่างซะเกือบทุกปม 

สำหรับการแสดงน่าจะเป็นส่วนที่แย่ที่สุดของหนัง มีเพียง ศักราช , ชาคริต และ แม็กกี้ อาภา เท่านั้นที่ทำได้ดีตามมาตรฐาน นักแสดงที่เหลือในเรื่อง การพูดจา การเคลื่อนไหว ไม่มีความพอดีเลย ไม่น้อยไป ก็มากเกิน ฮัท จิรวิชญ์ น่าเสียดาย บทส่งแต่กลับไม่สามารถคว้าโอกาสที่ถูกผลักดันได้ ขณะที่ อ้อม กานต์พิสชา ขาดเสน่ห์ในการดึงดูสายตาผู้ชมให้หยุดที่ตัวเธอ

การใส่เวลาในแต่ละช่วงของหนัง มองยังไงก็ไม่เห็นประโยชน์ เช่นเดียวกับฉากอีโรติกควาโลกีย์มายมายจนคนดูเอียนกับเรือนร่างนักแสดง บางซีนนอกจากจะไม่เป็นศิลปะ ไม่ปลุกเร้าความรู้สึกแล้ว ยังขยับเข้าใกล้คำว่าอนาจารมากๆ ซํ้าร้ายบทสรุปของ แม่เบี้ย ยังไม่นำพาให้หนังไปไกลจากตอนเริ่มต้นเลย

คะแนน 6/10

โดย นกไซเบอร์

ตัวอย่างหนัง //movie.bugaboo.tv/watch/198662/?link=4




 

Create Date : 17 กันยายน 2558    
Last Update : 17 กันยายน 2558 18:10:01 น.
Counter : 1566 Pageviews.  

รีวิวหนัง : SPL 2 การต่อสู้อย่างมีศิลปะ


SPL 2 ll หรือชื่อเต็ม SPL 2 A Time For Consequences เป็นหนังแอ็คชั่นภาคต่อที่ถูกนำมารีเมคแล้วเปลี่ยนนักแสดงนำเป็นจา พนม (โทนี่ จา) ยอดนักบู๊ชาวไทยแทนที่ ดอนนี่ เยน ประกับกับ อู๋จิง เจ้าของฉายา แจ็คกี้ วู นักแสดงจีนผู้เชี่ยวชาญศิลปะการป้องกันตัวไม่แพ้ โทนี่ จา เลย เขากับ เยิ่นต๊ะหัว คือสองคนที่มาจาก SPL 1 Saat po long ซึ่งเคยออกฉายเมื่อปี 2005 อู๋จิง ย้ายฟากมาเป็นตำรวจ เยิ่นต๊ะหัว รับบทเดิม ส่วนผู้กำกับเป็น เจิ้งป๋อไช่ ที่มารับไม้ต่อจาก วิลสัน ยิป ในภาคแรก

SPL 2 บอกเล่าเรื่องราวการตามล่าแก๊งค้าอวัยวะมนุษย์ในประเทศจีนของ คิท(อู๋จิง) นายตำรวจนอกเครื่องแบบที่ทุ่มเทกับงานนี้มาก แต่เขาพลาดท่าถูกคนร้ายจับได้ และถูกส่งไปอยู่ในคุกเมืองไทย ชัย (จา พนม) หนึ่งในผู้คุมเรือนจำกำลังลำบากใจเรื่องลูกสาว(น้องอันดา)ที่กำลังป่วยหนักจากโรคลูคีเมีย เขาต้องหาคนมาบริจาคเกล็ดเลือดให้ลูกสาวก่อนจะสายเกินไป

ด้าน ฮุง (กู่เทียนเล่อ) มาเฟียที่ถูกคิทจับก็กำลังป่วยหนัก เขาต้องการหาหัวใจใหม่ จึงร่วมมือกับพัศดีคุก (จางจิง) หัวหน้าของชัยใช้เรือนจำในเมืองไทยทำธุรกิจค้าอวัยวะมนุษย์ หวา (เยิ่นต๊ะหัว) รู้ว่า คิท ติดคุกอยู่ที่ไทยจึงเดินทางมาช่วย พวกเขาสองคนถูกพัศดีจับตัวส่งไปให้แก๊งเกาหลีสุดโหดชำแหละร่าง ชัย ที่ได้รับข้อเสนอจากพัศดีในการช่วยชีวิตลูกสาวแลกกับการเอาหูไปนาเอาตาไปไร่เริ่มทนอยู่เฉยไม่ไหว เขาเลยแท็กทีมกับคิทต่อสู้เพื่อล้างบางองค์กรร้ายข้ามชาติเหล่านี้

แม้ว่าบทของหนังจะไม่ค่อยไหลลื่น ติดๆขัดๆ และมีช่องโหว่อยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วนี่คือภาพยนตร์ที่มีบทดีที่สุดของ จา พนม(ไม่นับ Fasy 7 ที่เขาสมทบ) ทั้งความเข้มข้นและความสมจริงของเนื้อหา เสียตรงที่หนังไม่เลือกจะใช้ภาษาใดภาษาหนึ่งเป็นภาษาหลัก จึงมีความแปลกแปร่งของตัวละคร ทั้งการที่ตัวละครจีนพูดไทย ตัวละครไทยพูดจีน ปนเปกันจนสับสน ซึ่งการใช้แอพในสมาร์ทโฟนแนววุ้นแปลภาษาในการสื่อสารไม่ใช่ทางออกที่ดีนัก

ไฮไลต์ของหนังคือการใช้ศิลปะการต่อสู้ของสองประเทศมาผสมผสานกัน ซึ่งถ่ายทอดออกมาได้งดงาม ซีนแอ็คชั่นดุเดือดแต่เอาเพลงช้าๆแนวบัลลาดมาเปิดคลอแล้วฉายภาพสโลว์ดูสวยมากๆ เรียกว่าเป็นการต่อสู้อย่างมีศิลปะจริงๆ ฉากที่ชอบที่สุดคือตอนที่ ชัย บุกกลับมาช่วย คิท ที่โกดัง จุดนี้ลองเทคเจ๋งๆก็มี แต่ตามสไตล์ของหนังต่อสู้จีนที่นิยมการใช้สลิง ส่วนนี้มีทั้งสร้างเอกลักษณ์ ทว่าก็เป็นจุดอ่อนในแง่ของความสมจริงด้วยเช่นกัน

การแสดง อู๋จิง ทำได้ดีทั้งพาร์ทแอ็คชั่นดราม่า เป็นตัวละครนำที่น่าเอาใจช่วย จา พนม หายห่วงเรื่องฉากต่อสู้ แต่การแสดงอารมณ์ยังคงเป็นปัญหาอยู่เหมือนเดิม นอกจากจะดูเล่นใหญ่กว่าคนอื่นแล้ว คำพูดของเขาก็ดูไม่เป็นธรรมชาติเอาเสียเลย ตัวร้ายทั้ง จางจิง กับ กู่เทียนเล่อ แสดงได้เยี่ยมทั้งคู่ กับการสร้างความเกลียดชังในใจคนดูได้ เหมาะที่จะเป็นบอสใหญ่และรองบอส

SPL 2 เป็นหนังบู๊ที่ดูสนุกพอสมควร มีหลายตอนที่ทำให้นึกถึงภาพยนตร์แอ็คชั่นชื่อดังของอินโดนีเซียอย่าง The Raid ซึ่งเมื่อนำมาเปรียบเทียบกันดูพบว่า SPL 2 ก็ยังคงเป็นรองอยู่

คะแนน 6.5/10

โดย นกไซเบอร์

ตัวอย่างหนัง //movie.bugaboo.tv/watch/185297/?link=4




 

Create Date : 16 กันยายน 2558    
Last Update : 17 กันยายน 2558 16:05:36 น.
Counter : 798 Pageviews.  

รีวิว : No Escape ใจกลางความขัดแย้ง


หากเอ่ยถึงสวรรค์ของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ น่าจะเป็นตัวเลือกต้นๆในจุดหมายการเดินทาง ด้วยสภาพอากาศที่สดใส ทะเลสวย วัฒนธรรมงดงาม อาหารอร่อย สินค้าราคาไม่แพง ผู้คน(ส่วนใหญ่)เป็นมิตร กระนั้นอาเซียนที่กำลังจะรวมเป็นประชาคมเศรษฐกิจในต้นปีหน้า หลายประเทศมีปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองเรื้อรังมายาวนานหลายปี จอห์น อีริค ดาวเดิ้ล ผู้กำกับ No Escape ตัดสินใจไม่ล้มเลิกทริปมาไทยกับพ่อเขาในปี2006 เขาบินถึงหลังวันรัฐประหาร19กันยา1วัน ก่อนจะพบว่าสามารถท่องเที่ยวได้ตามปกติ ไม่มีอันตรายใดๆอย่างที่เขาและครอบครัววิตกกังวล

แต่หากเกิดความวุ่นวายขึ้นในช่วงที่เขาอยู่ในเมืองไทยหละ? จอห์น ซึ่งชํ่าชองในการพาตัวละครไปติดในพื้นที่ต่างๆจึงลงมือเขียนบททันที หลังจากเคยทำหนังติดในสุสานใต้ดิน (As Above, So Below) ติดในลิฟท์ (Devil) ติดในตึก (Quarantine) มาแล้ว โดยครั้งนี้เขาดึง โอเว่น วิลสัน มารับบทหัวหน้าครอบครัวที่ต้องพาภรรยากับลูกสาวสองคนหนีออกจากใจกลางความขัดแย้ง 

หนังเล่าถึง แจ็ค ไดเยอร์ (โอเว่น วิลสัน) ซึ่งต้องเดินทางมาประเทศหนึ่งในเอเชียเพื่อทำงาน เขาพาภรรยากับลูกสาวสองคนย้ายมาด้วย บนเครื่องบินพวกเขาพบกับ แฮมมอนด์ (เพียร์ซ บอสแนน) ชายลึกลับที่กำลังมาเที่ยวในประเทศเดียวกัน เขาชวน แจ็ค กับครอบครัวโดยสารรถจากสนามบินไปโรงแรมด้วยกัน พวกเขาเริ่มเห็นเหตุการณ์แปลกๆหลายอย่างในคืนนั้น แต่ยังไม่มีใครพูดอะไร วันรุ่งขึ้นเกิดม็อบประท้วงที่กลายเป็นจลาจลและไปสู่การก่อกบฏในประเทศอย่างรวดเร็ว แจ็ค ติดต่อใครที่ทำงานไม่ได้ เขาติดอยู่ระหว่างการปะทะกันของผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่รัฐตอนออกมาซื้อหนังสือพิมพ์ รัฐบาลควบคุมสถานการณ์ไม่อยู่ เมืองดังกล่าวแปรสภาพเป็นแดนมิคสัญญี  แจ็ค รอดตายกลับไปถึงโรงแรม เขาพบว่าชาวต่างชาติเป็นเป้าหมายหลักในการถูกสังหาร แจ็ค จึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อพาครอบครัวหนีออกจากประเทศนี้ให้เร็วที่สุด

No Escape จัดเป็นหนังอื้อฉาวพอสมควร โดยก่อนหน้านี้เคยเป็นข่าวกองถ่ายไฟไหม้จนโด่งดัง ต่อมาก็มีข่าวว่าหนังอาจโดนแบบในไทย หลังมีการถ่ายทอดภาพผู้ชุมนุมในทางเลวร้ายสุดๆ บทภาพยนตร์ค่อนข้างเป็นหนังทริลเลอร์สูตรสำเร็จ แต่ จอห์น ผู้กำกับทำออกมาให้ดูง่าย ไม่ยัดเยียดประเด็นการเมือง ทำให้หนังดูสนุกกว่าที่คิด ชวนเอาใจช่วยตัวละครในการหนีออกจากพื้นที่สเกลใหญ่ขึ้นกว่าหนังเรื่องก่อนๆของเขา(แม้ตัวละครลูกสาวในเรื่องจะน่ารำคาญมากก็ตาม)

จอห์น เลือกสร้างประเทศใหม่ขึ้นมาด้วยการนำตัวอังษร เครื่องแต่งกาย ภาษา สภาพบ้านเมือง อาหาร ของหลายๆชาติในเอเชียมาผสมกัน แน่นอนว่าเขาพยายามจะไม่รับว่ากำลังพูดถึงประเทศไทย ทว่าสิ่งที่น่าตลกคือเกือบทุกอย่างในหนังมันเป็นประเทศอื่นใดไม่ได้นอกจาก ไทยแลนด์ หนังไม่ได้เสียดสีปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ สังคมในเอเชียหรือไทยแบบตรงๆ มีการจับบางสิ่งบางอย่างมาล้อเลียนพอเป็นพิธี(รูปปั้นผู้นำสีทองเหมือนพระพุทธรูป แท็กซี่ขี้โกงในสนามบิน ขอทานข้างถนน ชาวบ้านที่ชอบเอาเปรียบต่างชาติ) แต่ก็มีฉากที่ทำให้นึกถึงคนเสื้อแดงกับรัฐบาลทหารชัดเจนไม่ว่าจะเป็น การสู้กันบนถนนที่เหมือนกับซอยข้าวสาร การบุกเข้าโรงแรมของม็อบ การนำยางรถยนตร์กับไม้ไผ่เป็นบังเกอร์ สไนเปอร์ตามอาคาร เป็นต้น  

ขณะที่อีกด้านของหนังเป็นการเอาคืนของคนโลกที่3กลายๆ ทั้งการที่กลุ่มม็อบคลั่งหมายละเมิดทางเพศเมียของแจ็ค น่าจะเป็นการตอบโต้ที่ผู้หญิงในประเทศของเขาถูกตาแก่ชาวต่างชาติ (แฮมมอนด์) ใช้เงินซื้อเหมือนสินค้า นอกจากนั้นการไล่ฆ่าชาวต่างชาติยังเป็นการแก้แค้นประเทศตะวันตกที่เข้ามาทำธุรกิจสีเทาเอาเปรียบ กอบโกยทรัพยากรจากผืนดินของพวกเขา หรือการที่ภรรยาของแจ็คซึ่งเคยทำท่าเหยียดโสเภณีท้องถิ่นตอนที่ได้ยินสามีคุยกับแฮมมอนด์จำใจเข้าไปหลบภัยในซ่อง เจอหลอกให้กินเนื้อหมา เหล่านี้คือการจงใจตอกหน้าชาวตะวันตกส่วนหนึ่งที่มีความคิดคอยตั้งแง่รังเกียจชาวเอเชีย เพียงแต่การนำเสนอไร้ชั้นเชิงไปหน่อย ช่วงท้ายของหนังตัวละครอเมริกันต้องหนีตายไปขอพึ่งพาประเทศเวียดนาม จุดนี้จิกกัดสหรัฐฯเต็มๆ 
ส่วนที่แย่ของหนังน่าจะเป็นความย้อนแย้งของประเทศสมมติ ไม่ว่าจะเป็น สภาพบ้านเมือง ภูมิศาสตร์ ภาษา ที่ทำออกมาได้มั่วซั่วสุดๆ หมิ่นเหม่ต่อการสร้างความเข้าใจผิด หากคนไทยหรือชาวต่างชาติที่เคยมาเมืองไทยดูอาจจะมีความรู้สึกขัดใจมาก แต่ก็คงมีขำขันกับมันเป็นระยะ ด้านการแสดง โอเว่น วิลสัน ดันทำได้ดีในบท แจ็ค เขาทิ้งอารมณ์ขันที่ติดตัวออกไปได้เกือบหมด อย่างน้อยๆคนดูก็เชื่อว่าเขาเป็นพ่อผู้ยึดคติตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ส่วน เพียร์ซ บอสแนน เป็นอีกครั้งที่เขารับบทรองซึ่งไม่ค่อยน่าจดจำนัก 

No Escape เป็นหนังครอบครัวมากกว่าแอ็คชั่น ถ้ามองข้ามความไม่สมบูรณ์ของผู้คนกับสถานที่ในเรื่อง ก็พอที่จะเพลิดเพลิน ลุ้นระทึกไปกับการเอาตัวรอดของตัวละครที่ติดอยู่ในต่างแดนได้ หวังเพียงว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะไม่ทำให้คนดูทั่วโลกมีภาพจำร้ายๆต่อ อาเซียน และ ไทย

คะแนน 7/10

โดย นกไซเบอร์

ตัวอย่างหนัง //movie.bugaboo.tv/watch/203323/?link=4




 

Create Date : 10 กันยายน 2558    
Last Update : 11 กันยายน 2558 9:54:28 น.
Counter : 1027 Pageviews.  

รีวิว : The Transporter Refueled ผู้โดยสารสาวไฟแรง


น่าสนใจที่เดียวกับการยอมทิ้งบทดีๆในซีรี่ย์ฮิตติดลมบนอย่าง Game of Thrones ของนักแสดงหนุ่ม เอ็ด สไครน์ เพื่อมารับบท แฟรงค์ มาร์ติน คนใหม่ใน The Transporter Refueled หรือ The Transporter ภาครีเมค ซึ่งไม่มี เจสัน สเตทแธม ผู้ที่เคยโด่งดังจากบท แฟรงค์ คนแรกร่วมแสดง

เนื้อเรื่องเล่าถึง แฟรงค์ มาร์ติน จูเนียร์ (เอ็ด สไครน์) ที่เป็นที่รู้จักในนาม The Transporter สุดยอดคนขับรถที่รับขนส่งทุกอย่างเพื่อแลกกับเงิน โดยเขามีกฏ 3 ข้อคือ ห้ามคนจ้างบอกชื่อ ห้ามเปลี่ยนเงื่อนไขกลางคัน และห้ามบอกว่าสินค้าคืออะไร ช่วงเวลาเดียวกับที่ พ่อของเขา (เรย์ สตีเวนสัน) มาเยี่ยม แอนนา (โลน ชาบาโนล) ผู้ว่าจ้างรายใหม่ได้โทรหาเขา

แฟรงค์ ตกลงรับงานก่อนจะพบว่าถูกแก๊งผู้โดยสารสาวไฟแรงลากเข้าไปพัวพันกับการแก้แค้นส่วนตัว พวกเธอต้องการโค่นล้มแก๊งค์มาเฟียรัสเซียขาโหด ซึ่งสาวๆได้จับพ่อของแฟรงค์เป็นตัวประกันแล้วบังคับให้เขาร่วมมือด้วย งานนี้ แฟรงค์ จึงต้องทุ่มสุดตัวในการลุยกับเจ้าพ่อพร้อมสนุนมากมายเพื่อช่วยพ่อเขา

บทหนังค่อนข้างมีปัญหา กลวงและเวอร์มาก ขาดความสมจริงในทุกส่วน ช่วงแรกเหมือนนั่งดูโฆษณาขายรถ หนังเน้นขายฉากแอ็คชั่นมากจนลืมให้ความสำคัญกับพล็อต เดินเรื่องน่าเบื่อ เดาทางได้หมด ไปไม่สุดสักทาง คามิลล์ เดลาแมร์ ผู้กำกับน่าจะมือไม่ถึงจริงๆกับโปรเจกรีเมคหนังหลังจากที่เคยทำ Brick Mansions เวอร์ชั่นฮอลลีวู้ดพังมาแล้ว กับ The Transporter Refueled ก็แทบไม่ต่างกัน 

การใส่ตัวละครพ่อเข้ามาใน The Transporter ดูจะเป็นผลเสียมากกว่า เพราะคาแร็กเตอร์ตัวละครพ่อลูกดันแย่งซีนกันเอง ขณะที่ตัวละครสาวๆโดดเด่นเกินไป แม้หนังคล้ายจะมีความเป็นเฟมินิสต์ สร้างให้ผู้หญิงแข็งแกร่ง เอาคืนผู้ชายเลวๆ แต่การที่จู่ๆสาวๆซึ่งไม่เคยฝึกอะไรเลยลุกขึ้นมาจับปืนสู้กับผู้ชายได้ก็เป็นอะไรที่ยากจะเชื่อ ซํ้ายังดูย้อนแย่งมากที่ต่อมา4สาวดันกลายมาเป็นฮาเร็มให้สองพ่อลูกซะงั้น กระนั้นที่เชยสะบัดคงหนีไม่พ้นการอุปโลกตัวเองเป็นสามทหารเสือของพวกเธอ

ส่วนที่ตลกคือ ลุค เบซอง กลัวผู้ชมไม่รู้ว่าในหนังมีทีมเขียนบทเดียวกับ Taken ไตรภาคหรืออย่างไร ถึงได้จัดให้ตัวละครตัวเดียวโดนลักพาตัวแบบโง่ๆกลางประเทศโมนาโกถึงสองรอบ อันที่จริง The Transporter น่าจะยึดแนวทางของ Taken ที่ไม่ดันทุรังสร้างภาคต่อโดยเปลี่ยนนักแสดง เอ็ด สไครน์ ไม่ได้เป็นตัวเลือกที่แย่ ทว่าก็ไม่มีทางเป็น แฟรงค์ มาร์ติน คนใหม่ได้ เขาดูดี หล่อ เท่ เป็น The Transporter ที่หนุ่มกว่า เจสัน ก็จริง แต่กลับไม่สามารถฉายสเน่ห์จนทำให้คนดูลืม แฟรงค์ มาร์ติน ในภาคก่อนๆได้ ซํ้ายังทำให้คิดถึง เจสัน มากขึ้นอีก ฉากต่อสู้-ไล่ล่าดีไซน์ออกมามาเดิมๆและซํ้ากับหนังหลายเรื่อง ครีเอตที่สุดมีแค่ตอนที่ แฟรงค์ ปล่อยรถไหล ก่อนจะเดินลงมาซัดกับผู้ร้าย

เรย์ สตีเวนสัน ในบท แฟรงค์ มาร์ติน คนพ่อ สร้างสีสันและการจดจำได้ดี เป็นคู่หูผู้ช่วยที่เข้าขากับลูก ทำเอาเราลืมภาพคุณพ่อจอมติ๋มใน Insurgent ไปเลย เขาดูเป็นเพลย์บอยวัยเกษียณซึ่งฟิตปั๋งจนคนหนุ่มหลายคนแอบอิจฉา ด้าน โลน ชาบาโนล ที่เล่นเป็น แอนนา หัวหน้าทีมผู้โดยสารสาว ถือว่าไม่เลวทีเดียวกับการแสดงนำในหนังใหญ่ครั้งแรก น่าเสียดายที่ตัวละครไม่สมบูรณ์พอจะส่งให้เธอครองใจคนดูได้ 

เมื่อเทียบกับ Hitman Agent 47 หนังแอ็คชั่นผู้ชายใส่สูทที่เข้าฉายใกล้เคียงกันซึ่งใครต่อใครบ่นว่าแย่นั้น The Transporter Refueled กลับไม่ได้สนุกไปกว่ากันเลย ซํ้ายังด้อยกว่านิดๆด้วย 

คะแนน 5.5/10

โดย นกไซเบอร์

ตัวอย่างหนัง //movie.bugaboo.tv/watch/195327/?link=4




 

Create Date : 07 กันยายน 2558    
Last Update : 8 กันยายน 2558 10:21:04 น.
Counter : 1060 Pageviews.  

รีวิว : Amy เพลงแจ๊สอันแสนเศร้า


เพลงของ เอมี ไวน์เฮ้าส์ เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก แต่กับตัวเธอ น้อยคนนักที่จะมีโอกาสได้รู้จักตัวตนที่แท้จริง ชีวิตของเอมี่ขึ้นสู่จุดสูงสุดก่อนจะลงสู่จุดตํ่าสุดอย่างรวดเร็วจนน่าใจหาย ปลายปี2007 เธอได้รับรางวัลแกรมมี่อวอร์ดส์ ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของอาชีพนักร้อง ต่อมาเดือนกรกฎาคมปี2011 เอมี่ เสียชีวิตในวัยเพียง 27 ปี จากไปโดยทิ้งผลงานระดับขึ้นหิ้งเอาไว้ เธอถูกจัดเข้า The 27 Club คลับที่รวบรวมศิลปินชายหญิงที่ตายตอนอายุ27 ร่วมกับตำนานหลายๆคนอย่าง จิมิ เฮนดริกซ์ , จิม มอริสัน และ เคิร์ท โคเบน เป็นต้น ส่วนตัวไม่ใช่แฟนเพลงของเธอ รู้จักอยู่เพลงเดียวคือ Valery ทราบเพียงว่าเธอเป็นศิลปินสาวเสียงดีแต่มีข่าวเสียหายเรื่องความรักกับเหล้ายาบ่อยๆ

Amy ภาพยนตร์สารคดีชีวิต เอมี ไวน์เฮ้าส์ นักร้องสาวชาวอังกฤษเชื้อสายยิวกำกับโดย อาซิฟ คาปาเดีย หนังเรื่องนี้จะทำให้คุณได้รู้จักเธอมากขึ้น เขานำฟุตเทจของผู้คนรอบตัวที่เคยถ่ายคลิปและภาพ เอมี่ มาร้อยเรียงเป็นหนัง ซึ่งเปิดเผยทุกแง่มุมในชีวิตของเธอละเอียดยิบชนิดที่บางเรื่องแฟนเพลงตัวยงของเธอก็อาจไม่รู้มาก่อน เอมี่ เป็นคนน่าสงสารมาก แน่นอนเธอเป็นเด็กมีปัญหา การหย่าร้างของพ่อแม่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ เอมี่ เริ่มมีอาการของโรคซึมเศร้า ตั้งแต่วัยรุ่นเธอก็ถูกห้อมล้อมไปด้วยผู้ชาย ซึ่งส่วนใหญ่จะเข้ามาหาประโยชน์จากพรสวรรค์ด้านการร้องเพลงของเธอ ผู้ชายคนแรกที่มีบทบาทในชีวิต เอมี่ คือ  Nick Shymansky ผู้จัดการส่วนตัว เขาดูเป็นคนที่หวังดีและจริงใจกับเธอมากกว่าใคร การแยกกับเขาจึงถือเป็นหายนะอย่างหนึ่ง

Raye Cosbert ผู้จัดการส่วนตัวคนที่สองมีส่วนกับปัญหาสุขภาพของเธอ เขาเป็นอดีตคนโปรโมตคอนเสิร์ต สองสิ่งที่เขามอบให้เธอจึงคือ คิวเดินสายเล่นคอนเสิร์ตน้อยใหญ่ตลอดปี และ การอยู่เฉยๆไม่เข้าไปยุ่มย่ามกับชีวิตของเธอ กับเขามันเป็นเรื่องธุรกิจล้านๆ (ต่างจาก Nick ที่คอยดูแล เอมี่ ทุกเรื่อง) ซึ่งเขาเข้าขากันดีกับ มิช ไวน์เฮาส์ พ่อตัวแสบเห็นแก่ได้ที่เอาแต่ฉกฉวยผลประโยชน์จากลูกสาว ไม่เคยห่วงใย ดูแล ปกป้อง เธออย่างพ่อที่ดีควรจะทำ (งานศพเธอเขายังพรํ่าถึงโปรเจกต์ต่างๆนานาในอนาคต) ส่วนคนสุดท้ายที่ทำลายชีวิต เอมี่ จนป่นปี้เป็น เบลค ฟิดเลอร์ สามีหนุ่มนิสัยเลวที่เธอรักสุดหัวใจขนาดยอมตายแทนได้ แมงดา เป็นคำนิยามสั้นๆซึ่งบอกตัวตนของเขาได้ชัดเจนที่สุด

ราวกับบทหนัง มีคนเลวก็ต้องมีคนดีบ้าง สองครั้งที่รู้สึกว่า เอมี่ มีความสุขจริงๆคือ ตอนที่เธอหนีไปเที่ยวเกาะนานครึ่งปี กับตอนที่ เอมี่ ได้ร้องเพลงกับ โทนี่ เบนเน็ตต์ นักร้องเพลงแจ๊สรุ่นใหญ่ ไอดอลในใจเธอ ผู้ชายดีๆที่ผ่านเข้ามา ไม่กี่คนซึ่งเธอเอ่ยปากชื่นชม น่าจะเป็นครั้งเดียวที่เราได้เห็น เอมี่ มีอาการประหม่า แถมยังถ่อมตัวมากๆ ไม่น่าเชื่อว่าเธอจะเป็นคนเดียวกับที่เมาหนักขึ้นเวทีจนร้องไม่ได้ และทำให้คอนเสิร์ตต้องยกเลิกท่ามกลางเสียงก่นด่าของแฟนเพลงนับหมื่น 

หนังนำเสนอ เอมี่ ในมุมที่ดาร์คสุดๆ ไร้การปรุงแต่งสร้างภาพใดๆ ตีแผ่ศิลปินซึ่งล้มเหลวในการใช้ชีวิตออกมาได้น่าเศร้า ขณะที่อีกแง่นึงเธอก็เป็นเหยื่อของวงการบันเทิง สื่อรวมหัวกันรุมทึ้งจนนักร้องสาวแหว่งวิ้นเป็นชิ้นๆ หากผู้ชายในชีวิตเอมี่เปรียบได้กับหมาป่า นักข่าว พิธีกร และช่างภาพ ทั้งหลายก็คงเป็นอีแร้งที่น่ารังเกียจ กระนั้นเราก็ไม่อาจโทษทุกคนทั้งหมด เอมี่ น่าเห็นใจก็จริง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งต่างๆที่เข้ามา ส่วนหนึ่งมาจากการที่เธอเลือกเอง ยื่นมือออกไปหามันเองทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็น เซ็กส์ ยาเสพติด และ แอลกอฮอล์   

ก่อนดูหนังคุณอาจจะมองเธอในภาพ สาวกร้านโลก มั่นใจในตัวเอง ขี้เหล้าเมายา ออกเพี้ยนนิดๆ แต่เมื่อคุณดูหนังจบคุณจะพบว่า เอมี่ เป็นผู้หญิงที่เปราะบางที่สุดคนหนึ่งบนโลกใบนี้ เธอเป็นนักร้องสาวที่มีความสามารถ นํ้าเสียงไพเราะ เล่นดนตรีได้ แต่งเพลงเอง ขณะเดียวกันเธอก็ขี้อาย ขาดความมั่นใจ ไม่ภูมิใจในตัวเอง อ่อนแอ ขาดความอบอุ่น และบูชาความรักมากๆ 

ผู้กำกับใช้เทคนิคการถ่ายภาพมุมสูงของสถานที่ต่างๆที่ เอมี่ เคยไป มาตัดอารมณ์ผู้ชมไม่ให้เคร่งเครียดเกิน การนำเสียงของคนใกล้ตัวเธอมาบอกเล่าโดยไม่เปิดหน้าคล้ายกับการที่คนร้ายหรือพยานกำลังให้ปากคำตำรวจ บางครั้งผู้ชมอาจรู้สึกว่าพวกเขากำลัง แก้ตัว ไม่ก็ สารภาพบาป ชอบเพลงที่นำมาประกอบ เข้ากับช่วงชีวิตต่างๆของเธอสุดๆ เนื้อเพลงทุกตัว โน๊ตทุกโน๊ต จึงดูมีความหมายมากขึ้น หลอมรวมเป็นเพลงแจ๊สอันแสนเศร้าซึ่งบอกเล่าเรื่องราวได้ยอดเยี่ยมและทรงพลัง 

ชีวิตของ เอมี ไวน์เฮ้าส์ น่าจะเป็นบทเรียนให้ศิลปิน คนในครอบครัวดารา สื่อบันเทิง รวมถึงแฟนเพลงทุกคน เข้าใจความรู้สึกของคนดังที่ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากในสังคม พวกเขา พวกเธอ แทบจะไม่มีเวลากับพื้นที่ส่วนตัวเลย เอมี่ ไม่รู้วิธีรับมือกับชื่อเสียง ยาซซิน เบย์ เพื่อนศิลปินพูดเตือนเธอบ่อยๆ น่าเสียดายที่เธอไม่มีมีโอกาสได้ยินประโยควรรคทองของ เบนเน็ตต์ ที่ว่า ถ้าใช้ชิวิตให้นานกว่านี้ เธอก็จะเข้าใจชีวิตมากขึ้น

คะแนน 8.5/10

โดย นกไซเบอร์

ตัวอย่างหนัง //movie.bugaboo.tv/watch/200816/?link=4




 

Create Date : 04 กันยายน 2558    
Last Update : 4 กันยายน 2558 19:04:31 น.
Counter : 598 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  

mninho
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 16 คน [?]




นกไซเบอร์ วิจารณ์หนัง
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add mninho's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.