วันนี้ ทุกจอคอมพิวเตอร์ ในบ้านคุณ

รีวิวหนัง : Deadpool ซุปเปอร์ ไม่ฮีโร่


Deadpool เป็นหนังฮีโร่เรื่องแรกที่เข้าฉายประเดิมปี 2016 ถือเป็นหน่วยกล้าตายทีเดียว เพราะแม้จะมีตรามาร์เวล แต่ผลิดโดยค่ายทเวนตี้เซ็นทูรีฟ็อกซ์ เจ้าของผลงานหนังยอดแย่ปี 2015 อย่าง Fantastic Four ซึ่งโปรเจกต์นี้ก็วุ่นวายไม่แพ้กัน มีการเปลี่ยนตัวผู้กำกับมาหลายคน แก้บทมาหลายรอบ สุดท้ายมาลงเอยที่ ทิม มิลเลอร์ ผู้กำกับหน้าใหม่

ขณะที่บท เดดพูล คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก ไรอัน เรย์โนลด์ส เจ้าของบทเดิมที่เคยไปขโมยซีนในหนัง X Men Origins Wolverine แม้หลังจากนั้นในปี 2011 เจ้าตัวจะแสดงเป็น Green Lantern ของค่ายคู่แข่งมาร์เเวลอย่างดีซี แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการถอดชุดเขียวมาสวมชุดแดงแทน

หนังเป็นเรื่องราวในยุคปัจจุบัน อดีตทหารรับจ้าง เวด วิลสัน รับงานใช้กำลังไปเรื่อยเปื่อย จนกระทั่งได้พบกับ วาเนสซา คาไลส์ล สาวในบาร์ ทั้งคู่คบหากันอย่างหวานชื่นจนกระทั่งต่อมา เวด พบข่าวร้ายว่าตัวเขาเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ระหว่างจมอยู่ในความทุกข์จู่ๆก็มีชายในสูทสีดำโผล่มายื่นนามบัตรให้ พร้อมกับบอกว่ามีทางรักษาเขาได้

เวด จำใจเสี่ยงรับการทดลองเพราะหวังว่าจะได้มีชีวิตต่อ แต่เขากลับกลายเป็นคนที่มีผิวหนังพุพอง หน้าตาน่าเกลียด แลกมากับพลังพิเศษเมื่อร่างกายของเขาสามารถรักษาตัวเองได้ตลอด เรียกว่าเกือบจะเป็นอมตะเลยทีเดียว ต่อมา เวด ตัดชุดหนังสีแดงมาใส่ ตั้งชื่อใหม่ให้ตัวเองว่า Deadpool พร้อมกับออกล่าตัวคนที่ทำให้เขาเป็นแบบนี้

Deadpool ไม่ใช่หนัง ซุปเปอร์ฮีโร่ แต่เป็น แอนตี้ฮีโร่ ดังที่เจ้าตัวออกปากปฏิเสธบ่อยๆในหนังว่า ผมไม่ใช่ฮีโร่ เนื้อหาของหนังดาร์คแบบกั๊กๆ ไม่สุด ภาพรวมเต็มไปด้วยคำหบายคาย ความรุนแรง ฉากเซ็กส์ล่อแหลม เกรียนกว่า Kickass กวนกว่า Antman มีความเป็นหนังตลกมากกว่าแอ็คชั่น ความสนุกอยู่ที่การนั่งฟังการต่อปากต่อคำของตัวละคร มุขต่างๆฮาใช้ได้ ทว่าค่อนข้างเถื่อนถ่อยไปหน่อย มี Dirty Jokes และ Bad Jokes ประปราย

น่าเสียดายที่ความทีเล่นทีจริงของตัวละครทำให้หนังขาดความเข้มข้น ซีนต่อสู้คนดูแทบไม่มีอาการลุ้นหรือการเอาใจช่วยแบบหนังฮีโร่ทั่วไป หลายฉากพอเดาทางได้ สิ่งที่แปลกใหม่ไม่ใช่พล็อต(ค่อนข้างสูตรสำเร็จ) แต่เป็นคาแร็กเตอร์ห่ามๆ พูดเยอะ กวนทีน ของตัวเอก จุดนี้สร้างความภาพจำให้ผู้ชมได้ไม่ยาก(น่าจดจำหรือไม่อีกเรื่องหนึ่ง) ชอบการนำกิมมิกพูดกับคนดูมาใช้ในหนังเช่นเดียวกับฉบับการ์ตูนที่เดดพูลเป็นฮีโร่คนเดียวที่สามารถคุยกับคนอ่านได้โดยตรง เพลงประกอบมีทั้งเก่าใหม่ผสมกัน สร้างสีสันได้ดี

ไรอัน แสบจริง บทพูดด่าทอ จิกกัด เสียดสี เขาไปทั่วทั้งในและนอกจอ ล้อซะแทบจะหมดวงการฮอลลีวู้ด บุคคลิกของเขาเหมาะสมกับบทเดดพูลมาก จะพูดว่าเกิดมาเพื่อรับบทนี้ก็ได้ โมรีน่า แบคคาริน โดดเด่นไม่น้อยกับบท วาเนสซา เธอไม่ใช่สาวฮ็อตพิมพ์นิยมสไตล์ฮอลลีวู้ด แต่ก็มีเสน่ห์เหลือหลายซ่อนอยู่ และค่อยๆเผยออกมาเรื่อยๆ (ตัวละครนี้ในการ์ตูนคือ ก๊อปปี้แคท) เอ็ด สครีน ที่แสดงเป็น เอแจ็กซ์ หลายอย่างในตัวเขาพอจะเป็นคู่ปรับ เดดพูล ได้สมนํ้าสมเนื้อ ด้าน เอลลี่ ฟิมิสเตอร์ ในบท เนกาโซนิก ทีนเอจ วอร์เฮด กับ สเตฟาน คาพิซิค ผู้พากย์เสียง โคลอสซัส ตัวละครสองคู่หูจากทีม X Men ออกน้อยจนแทบไม่มีอะไรให้พูดถึง

Deadpool ไม่ใช่ตัวละครที่จะได้ใจทุกคน ตัดเด็กๆออกไปได้เลย ดังนั้นนี่คือจุดหนึ่งที่พิสูจน์ได้ว่าความนิยมของหนังแนวซุปเปอร์ฮีโร่มาถึงจุดเสื่อมหรือยัง ในปีที่มีหนังฮีโร่สองค่ายต่อคิวเข้าฉายเกือบ10เรื่อง วันที่ตัวเลือกมีมากมาย แฟนบอย แฟนเกิร์ล ทั้งหลายจะชื่นชอบ นักฆ่าชุดแดง ไหม เดดพูลอาจมีหนังของตัวเองภาค 2 รออยู่ก็จริง แต่น่าสนใจว่าหลังจากนั้น เขาจะยังได้ไปต่ออีกรึเปล่า 

ปล.เอนเครดิต รอดูก็ได้ ไม่รอดูก็ไม่พลาดอะไร

คะแนน 7.5/10

โดย นกไซเบอร์

ตัวอย่างหนัง //movie.bugaboo.tv/watch/202288/?link=4




 

Create Date : 11 กุมภาพันธ์ 2559    
Last Update : 12 กุมภาพันธ์ 2559 9:32:23 น.
Counter : 484 Pageviews.  

รีวิวหนัง : The Danish Girl คนรักเปลี่ยนแปลง ความรักคงเดิม


The Danish Girl ภาพยนตร์จากบทประพันธ์ของ เดวิด อีเบอร์ชอฟฟ์ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องจริงของ ไอนาร์ เวเกเนอร์ ศิลปินชาวเดนมาร์ก กับการแปลงเพศเป็น ลิลี่ เอลบี ในยุคปี20 ซึ่งถือเป็นการผ่าตัดทางเพศครั้งแรกๆของโลก แน่นอนว่ามันคือเรื่องที่อันตรายมาก หนังกำกับโดย ทอม ฮูเปอร์ เจ้าของผลงาน The King’s Speech และ Les Misérables และได้ เอ็ดดี้ เรดเมย์น กับ อลิเชีย วิกันเดอร์ มารับบทนำ

หนังเล่าถึงปี 1926 ในกรุงโคเปนเฮเกน ไอนาร์ เวเกเนอร์  (เอ็ดดี้ เรดเมย์น) ศิลปินหนุ่มนักวาดภาพที่กำลังโด่งดัง อาศัยอยู่อย่างสงบกับภรรยา เกอร์ด้า เวเกเนอร์ (อลิเชีย วิกันเดอร์) ศิลปินสาวผู้ร่าเริง จนกระทั่ง เกอร์ด้า ขอให้ ไอนาร์ เป็นแบบวาดเท้าผู้หญิงแทนเพื่อนของเธอที่ไม่ว่าง ไอนาร์ รู้สึกขวยเขินในช่วงแรก ก่อนที่จะรู้สึกชอบในใจ 

เขามาสับสนเข้าไปอีกเมื่อถูกภรรยาจับเแต่งเป็นหญิงไปงานเลี้ยงด้วยความรู้สึกสนุก โดย เกอร์ด้า ตั้งชื่อเขาว่า ลิลี่ แต่ดันมีผู้ชายในงานเดินเข้ามาจีบจริงๆ ขณะเดียวกันภาพวาดของ เกอร์ด้า ที่วาด ไอนาร์ ตอนแต่งหญิงกลับได้รับความนิยมในหมู่นักสะสมศิลปะอย่างไม่น่าเชื่อ นั่นเองคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตของทั้งคู่

บทภาพยนตร์ของ The Danish Girl ค่อนข้างน่าสนใจทีเดียวกับการเผยให้เห็นความยากลำบากในการใช้ชีวิตของผู้เบี่ยงเบนทางเพศในอดีต นอกจากสังคมไม่ยอมรับ ทางการแพทย์ยังมองว่าพวกเขาป่วยทางจิตอีก โชคดีที่ ไอนาร์ มีภรรยาประเสริฐมาก แม้เธอจะยอมรับตัวตนของเขาไม่ได้ทั้งหมด แต่ ไอนาร์ ก็พยายามเข้าใจในความเปลี่ยนแปลงของสามี และเลือกที่จะยืนหยัดเคียงข้างเขา ซึ่งใครที่ทำแบบนี้ได้จิตใจต้องเข้มแข็งมาก

ส่วน ไอนาร์ น่าชื่นชมในความกล้าหาญที่จะต่อสู้เพื่อให้ได้ใช้ชีวิตในตัวตนที่แท้ คือการเป็น ลิลี่ เอลบี ที่เขามีความสุขกว่าตอนเป็นผู้ชาย กระนั้นมันก็อาจต้องแลกมากับทุกอย่างในชีวิตที่เขามี สำหรับสิ่งที่งดงามที่สุดในเรื่องคือความสัมพันธ์ของ ไอนาร์ กับ เกอร์ด้า และ ลิลี่ กับ ไอนาร์ สถานะของทั้งสองอาจผันแปรจากคนรักเป็นเพื่อนรัก ทว่าความรักที่มีให้กันยังคงเดิม

อลิเซีย แสดงได้เด่นมาก ถ่ายทอดอารมณ์ดี อันที่จริงตัวละคร เกอร์ด้า ก็น่าสงสารไม่แพ้ ลิลี่ ใครเลยจะทำใจได้เมื่อจู่ๆสามีกลายเป็นผู้หญิง แย่งชุดนอนของเธอไปใส่ เอาเครื่องสำอางค์ของเธอไปใช้ มันเป็นความทุกข์ตรมที่สาวๆหลายคนอาจขอเลือกให้สามีตัวเองไปเจ้าชู้มีเมียน้อยยังดีซะกว่า น่าเห็นใจกว่าคือหลายคนอาจรู้สึกโทษตัวเอง ทั้งๆที่ไม่ใช่ความผิดพวกเธอเลย ด้าน เอ็ดดี้ เข้าถึงตัวละครได้แนบเนียน จริตจะก้านแบบสาวแตกมาเต็ม พูดภาษาบ้านๆก็ต้องบอกว่า แรดได้อีก เป็นอีกครั้งที่เขามาพร้อมกับคาแร็กเตอร์น่าจดจำ มาทิอัส โชนาร์ท กับบทเพื่อนวัยเด็กของ ไอนาร์ เขามีความสำคัญในแง่ของการเป็นตัวละครชายแมนเต็มขั้นไม่กี่คนในเรื่อง ช่วงดึงให้โทนหนังไม่อ่อนหวานเกินไป อีกคนที่อยากน่าพูดถึงคือ เบน วิสชอว์ ซึ่งแสดงเป็นชายรักร่วมเพศซึ่งชอบ ลิลี่ ไม่แปลกที่ฉากเลิฟซีนต่างๆจะสมจริง เพราะ เบน เองก็เป็นชายรักร่วมเพศ

The Danish Girl คือโศกนาฏกรรมของคนรักร่วมเพศยุคบุกเบิก สื่อให้เห็นว่าการเป็นกระเทยไม่ใช่เรื่องผิดบาปอะไร เพียงแต่เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับตัวเองหรือคนรอบข้าง น่าเสียดายที่หนังไม่ได้นำเสนอออกมาให้เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย กลุ่มที่อินเป็นพิเศษน่าจะเป็นชาวรักร่วมเพศ รองมาคงเป็นผู้ชมผู้หญิง ส่วนคนดูผู้ชายหลายประเด็นพวกเขาอาจมองว่ามันไกลตัวไปสักหน่อย 

คะแนน 7.5/10

โดย นกไซเบอร์

ตัวอย่างหนัง //movie.bugaboo.tv/watch/207213/?link=4




 

Create Date : 10 กุมภาพันธ์ 2559    
Last Update : 10 กุมภาพันธ์ 2559 17:53:58 น.
Counter : 636 Pageviews.  

รีวิวหนัง : Room ห้องที่กว้างกว่าโลกทั้งใบ


Room เป็นภาพยนตร์ดราม่าที่ดัดแปลงมาจากนิยายของ Emma Donoghue นักเขียนสาวชาวไอร์แลนด์(เธอมาร่วมเขียนบทหนังด้วย) ฉบับลงจอเงินถ่ายทอดออกมาโดยฝีมือของ เลนนี่ อับราฮัมสัน ผู้กำกับชาวไอร์แลนด์เพื่อนร่วมชาติ นำแสดงโดย เจค็อบ เทรมเบลย์ เจ้าหนูมหัศจรรย์คนใหม่แห่งวงการภาพยนตร์โลก และ บรี ลาร์สัน ที่ถึงคราวได้แจ้งเกิดในฮอลลีวู้ดสักที

หนังเรื่องนี้เป็นม้ามืดที่กวาดรางวัลมาแล้วหลายเวที รวมถึงรางวัลใหญ่ของเวที ลูกโลกทองคำ อย่าง นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมประเภทดราม่า นอกจากนี้ยังมีลุ้นต่อใน ออสการ์ 2016 กับ 4 สาขาคือ ภาพยตร์ยอดเยี่ยม นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และ บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม น่าเสียดายที่โปร์ไฟล์ดีขนาดนี้แต่กลับไม่ค่อยมีกระแส แถมยังเข้าฉายแบบเจียมตัวจนโรงน้อยกว่าหนังอินดี้บางเรื่องซะอีก

Room เล่าถึงเรื่องราวของ แจ็ค เด็กชายวัย5ขวบ กับ แม่ ทั้งสองอาศัยอยู่ในห้องแคบๆมานานหลายปี เพราะถูกขังไว้โดยตาแก่นิคที่นานๆจะโผล่มาหาสักครั้ง แม่หลอกแจ็คว่าห้องเล็กๆแห่งนี้คือโลกทั้งใบ จนกระทั่งวันหนึ่งเธอตัดสินใจว่าจะหนีออกจากที่แห่งนั้น หลังวันเกิดของ แจ็ค ไม่นาน เด็กชายตัวน้อยต้องเผชิญกับการผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต กับการออกจากห้องสู่โลกภายนอกที่ทั้งหมดคือสิ่งใหม่สำหรับเขา

บทหนังสะเทือนอารมณ์มาก ถ่ายทอดความเศร้าของเหยื่อที่ถูกกักขังขาดอิสรภาพออกมาได้ลึกซึ้ง แต่ที่โดดเด่นยิ่งกว่าคือสายสัมพันธ์ความรักอันงดงามของคุณแม่ยังสาวกับลูกชายผู้เฉลียวฉลาด มันสมจริงจนเรานํ้าตาไหล สองนักแสดงแม่ลูกเล่นได้เป็นธรรมชาติมาก คนดูสามารถเชื่อได้สนิทใจเลยว่าทั้งสองเป็นแม่ลูกกันจริงๆ

ฉากที่ แจ็ค ลืมตาขึ้นมองท้องฟ้ากว้างแบบเต็มๆครั้งแรกทรงพลังที่สุด ดนตรีประกอบสอดรับจนผู้ชมหลายคนอดตื้นตันแทนเด็กชายไม่ได้ แต่มันก็เป็นช่วงไม่กี่วินาที ถัดมาไม่นานเราก็ต้องกดดันพร้อมลุ้นระทึกเอาใจช่วยเขาให้รอดพ้นจากการถูกจับตัวกลับเข้าไปขังอีกรอบ จุดนี้คือไคล์เม็กซ์ของหนังที่สร้างความตื่นเต้นยิ่งกว่าภาพยนตร์แนวสืบสวนหลายเรื่องๆซะอีก

ชอบความย้อนแย้งของตัวละครที่ ตอนอยู่ในห้องแม่ดูแข็งแกร่ง ขณะที่เด็กชายดูขี้กลัว ทว่าเมื่อก้าวสู่โลกภายนอก แม่กลับอ่อนแอลง ส่วนลูกชายพลิกมาเข้มแข็งขึ้นแทน การเรียนรู้กับสิ่งต่างๆของ แจ็ค น่ารักมากโดยเฉพาะตอนที่เขาได้เจอสุนัขตัวเป็นๆ อย่างไรก็ตามแม้อุปสรรคจะทยอยถาโถมเข้ามาสองแม่ลูกก็จับมือเหนียวแน่น ช่วยดูแลกันและกันจนผ่านพ้นความทุกข์ต่างๆมาได้ ซีนที่แม่ขอโทษแจ็คว่าเธอเป็นแม่ที่ไม่ดี กระนั้นคำตอบของแจ็คที่ว่า แต่แม่ก็คือแม่ของผม เป็นประโยคสั้นๆซึ่งให้กำลังใจจนผู้ชมปลื้มปริ่มตาม สะท้อนถึงความเติบโตทางวุฒิภาวะของเขา

เจค็อบ เทรมเบลย์ ไม่ธรรมดาเลยกับการแสดงที่ยอดเยี่ยมระดับนี้สำหรับเด็กอายุเพียง7ขวบ(6ขวบตอนเขาเริ่มแสดง) เขามีความไร้เดียงสาแบบเด็กๆ แต่ก็มีบุคลิกหลายอย่างที่โตเกินวัยจนเหมือนผู้ใหญ่ เด็กผู้ชายไว้ผมยาวลุคเหมือนเด็กผู้หญิงเป็นกิมมิกที่น่าสนใจของผู้กำกับ เคมีแม่ลูกของ เจค็อบ กับ บรี ลาร์สัน เข้ากันดีจนหาที่ติไม่ได้ หาก บรี คว้ารางวัลออสการ์ กุญแจสำคัญส่วนหนึ่งก็มาจาก เจค็อบ

Room มิได้มุ่งตั้งคำถามถึงภัยอาชญากรรมใดๆ เท่ากับการขุดลึกเข้าไปสำรวจความรู้สึกแสนทรมานของสองแม่ลูกหลังจากถูกกระทำยํ่ายีโดยคนชาติเดียวกัน(ซึ่งเขาแทบไม่เหลือความเป็นมนุษย์ในตัวแล้ว) ต่อมายังโดนซํ้าเติมจาก คนในครอบครัว สังคม ไปจนถึงสื่อมวลชนอีก โลกที่แท้จริงจึงอาจโหดร้ายกว่าโลกในห้องเล็กๆที่พวกเขาเคยอยู่ และบางทีโลกทั้งใบของแจ็คไม่ใช่ห้องๆนั้น แต่เป็นแม่ของเขา เช่นเดียวกับที่ แจ็คเองก็เป็นโลกทั้งใบของแม่

คะแนน 8.5/10

โดย นกไซเบอร์

ตัวอย่างหนัง //movie.bugaboo.tv/watch/228188/?link=4




 

Create Date : 09 กุมภาพันธ์ 2559    
Last Update : 10 กุมภาพันธ์ 2559 10:15:58 น.
Counter : 455 Pageviews.  

รีวิวหนัง : The Revenant ชายผู้ฟื้นจากหลุม


เทรนด์การสร้างหนังจากเหตุการณ์จริงกำลังได้รับความนิยมในฮอลลีวู้ด โดยเมื่อดูจากรายชื่อภาพยนตร์ที่เข้าชิงรางวัล ออสการ์ 2016 สาขา Best Picture มีหนังที่ดัดแปลงมาจากเรื่องจริงกว่าครึ่งหนึ่ง (4เรื่อง) The Revenant คือ 1 ในนั้น แถมยังเป็นตัวเต็งอีกด้วย ขณะเดียวกันหลายคนจับตามองกันว่าหนังเรื่องนี้อาจส่งให้ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ นักแสดงนำได้สัมผัสตุ๊กตาทองครั้งแรก กับสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม

The Revenant เป็นภาพยนตร์ดราม่าที่อ้างอิงมาจากการสำรวจป่าสหรัฐอเมริกาที่ไม่ถูกบันทึกลงแผนที่ของ ฮิวจ์ กลาส ในช่วงปี 1820 ผลงานของผู้กำกับชาวเม็กซิโก อเลฮังโดร อินาร์ริตู เจ้าของรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมเวที ออสการ์ 2015 จาก Birdman โดยทีมกองถ่ายหนังเรื่องนี้ลำบากลำบนกันพอสมควร เพราะลงทุนไปถ่ายทำในสถานที่จริงทั้งหมด(ไม่มีการถ่ายในสตูดิโอ) ส่วนคิวถ่ายก็ไล่ตั้งแต่ฉากแรกไปฉากสุดท้ายไม่มีสลับจึงใช้เวลานาน8เดือน บางช่วงพวกเขาต้องเผชิญอากาศหนาวเหน็บ ติดลบกว่า25องศา ที่บ้ากว่านั้นคือ เอ็มมานูเอล ลูเบสกี้ ผู้กำกับภาพยืนยันจะใช้แสงธรรมชาติล้วนๆ

ตัวหนังเล่าถึง ฮิวจ์ กลาส พรานที่นำทางคณะสำรวจเข้ามาในป่าลึก ก่อนที่พวกเขาจะถูกโจมตีจากชนพื้นเมือง ระหว่างหลบหนี ฮิวจ์ พลาดท่าถูกหมีกริซลีจู่โจมจนบาดเจ็บสาหัส ต่อมา จอห์น ฟิตซ์เจอรัลด์ หนึ่งในคณะเดินทางจะปลิดชีพเขา แต่ ฮอร์ค ลูกชายเชื้อสายอินเดียนแดงมาขวางทำให้ถูกฆ่าตาย ฮิวจ์ ถูกดินกลบทิ้งไว้ในหลุม กระนั้นเขากลับสามารถฟื้นจากหลุมขึ้นมาได้ด้วยความเคียดแค้นเต็มเปี่ยมในอก

The Revenant คือหนังดราม่าเอาชีวิตรอดในอารมณ์หนักหน่วง เต็มไปด้วยความดิบเถื่อน รุนแรง ดุดัน ไปจนถึง หดหู่ ชะตากรรมของตัวละครนำโหดร้ายพอๆกับสภาพอากาศในหนัง บทเข้มข้นพอสมควรกับความทรหดอดทนของชายคนหนึ่ง เพียงแต่มันก็ไม่ได้แปลกใหม่หรือคาดเดายากนัก งานภาพสวยเด่นจนกลบทุกอย่าง แสงแดดในเรื่องงดงามคุ้มค่ากับการรอคอยของทีมงาน หนังพักสายตาคนดูบ่อยๆด้วยการถ่ายภาพมุมเงยกว้างๆ ช้อนจากพื้นขึ้นไปบนท้องฟ้า

ส่วนซาวน์ประกอบในหนังก็ดีไม่แพ้กัน การใช้ความเงียบทำให้เราได้ยินเสียงสิ่งต่างๆรอบตัวชัดเจน ทั้ง น้ำไหล กิ่งไม้หัก ลืมหวีด สัตว์ร้อง และฟืนไฟแตกปะทุ เข้ากับดนตรีประกอบบางๆฝีมือของ Ryuichi Sakamoto ด้าน อเลฮังโดร อินาร์ริตู ก็โชว์ฝีมือเต็มที่กับฉากลองเทคที่มาเป็นระยะเกือบตลอดเรื่อง ควบคู่ไปกับการถ่ายโคลสอัพใกล้ๆใบหน้านักแสดง เขานำเสนอสังคมอเมริกันยุคบุกเบิกด้วยสายตาคนนอก จึงเน้นเสียดสีคนขาว และเห็นอกเห็นใจชาวพื้นเมือง เจ้าของแผ่นดินเดิมซึ่งถูกพรากทุกอย่างไปจากชีวิต (ยิ่งกว่าที่ ฮิวจ์ กลาส โดน)

อีกครั้งที่เราได้เห็นการแสดงที่ดีของ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ คนดูน่าจะรับรู้ได้กับความทุ่มเทของเขาในบทบาทนี้ (ไว้ผมยาว หนวดเคราเฟิ้ม กินเนื้อดิบ คลานไปมาในป่า แก้ผ้ากลางหิมะ ฯ) แม้จะไม่ใช่การแสดงที่ดีที่สุดของเขา แต่ก็ถือว่าน่าจดจำไม่น้อย ข้อนี้ต้องให้เครดิต ทอม ฮาร์ดี้ ที่เล่นเป็น ฟิตซ์เจอรัลด์ การแสดงของเขาช่วยส่งเสริมตัวละครของ ลีโอ มาก 

ทว่าหนังก็มีข้อเสียตรงความยาวถึง 156 นาที ซึ่งถือว่าเป็นการเดินทางที่นานไปหน่อย เทคนิคการแช่ภาพถูกนำมาใช้มากเกินจนดูซํ้าๆ เช่นเดียวกับเหตุการณ์ร้ายๆที่ประดังประเดเข้าหา ฮิวจ์ เรื่อยๆ แรกทีเดียวก็ทำให้ผู้ชมลุ้นอยู่บ้าง แต่พอหลายๆครั้งเข้ามันก็ไม่ขลัง เมื่อเราแน่ใจว่ายังไงเขาต้องรอดมาได้อีก

The Revenant มีฉากหน้าเป็นการตามไล่ล่าล้างแค้นธรรมดา แต่มีฉากหลังตีแผ่ความเลวร้ายของมนุษย์ที่กระทำต่อคนต่างชาติต่างภาษา เคลือบแฝงด้วยประเด็นความเชื่อของชาวอินเดียน เกี่ยวกับความตายและการหลุดพ้นจากความเจ็บปวด ไม่ว่าจะทางกาย หรือ ทางใจ

คะแนน 8/10

โดย นกไซเบอร์

ตัวอย่างหนัง //movie.bugaboo.tv/watch/200055/?link=4




 

Create Date : 03 กุมภาพันธ์ 2559    
Last Update : 4 กุมภาพันธ์ 2559 10:08:37 น.
Counter : 494 Pageviews.  

รีวิวหนัง : Finding Calico แมวพเนจร


ญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกๆในโลกที่ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จึงไม่น่าแปลกใจที่เราเริ่มเห็นภาพยนตร์จากแดนปลาดิบที่มีตัวละครหลักเป็นคนชรา แต่ครันจะให้คนแก่รับบทนำตัวหนังคงน่าเบื่อเกินไป ล่าสุดใน Sensei to mayoi neko หรือชื่อที่เข้าฉายในไทยว่า Finding Calico จึงมีการนำ แมว เทนด์ฮิตอีกอย่างในยุคนี้มาร่วมแสดง (จะเรียกว่าเป็นมาสคอตก็ว่าได้) ช่วยเสริมความน่าสนใจของเนื้อหาให้น่าดูขึ้น

หนังกำกับโดย โยชิฮิโระ ฟุคางาวะ ผู้กำกับหนุ่มเจ้าของผลงาน Towairaito Sasara Saya และ Kamisama no karute 2 นำแสดงโดย อิสเซย์ โองาตะ ดารารุ่นใหญ่ กับ เจ้าดรอป แมวน้อยสุดน่ารักวัย4ปี ร่วมด้วย โชตะ โซเมะตานิ , คิเอะ คิตาโนะ , ซายุ คุโบตะ , ปิแอร์ ทาคิ และ คาโยโกะ คิชิโมโตะ 

Finding Calico เล่าถึงชีวิตอันโดดเดี่ยวของ เคียวอิจิ อดีตอาจารย์ใหญ่วัยเกษียณที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ลำพังหลังการจากไปของภรรยา ด้วยบุคลิกเข้มงวด เจ้าระเบียบ ดูไม่เป็นมิตร ทำให้เขาไม่มีสังคม มี่ แมวพเนจรสามสีเป็นสิ่งมีชีวิตไม่กี่อย่างที่แวะเวียนเข้ามาในบ้าน แต่วันหนึ่ง เคียวอิจิ ก็ไล่มันไปพร้อมปิดบ้านไม่ให้เข้า เนื่องจากแมวตัวนี้ทำให้เขานึกถึงภรรยา ต่อมาเมื่อเจ้าเหมียวได้หายตัวไปจริงๆ เขากลับรู้สึกว่าบางอย่างในชีวิตหายไป จึงออกมาหามัน ก่อนจะพบว่า มี่ เป็นที่รักของหลายคนในเมือง มันมีชื่อเรียกมากมาย ทั้ง โซระ ทามาโกะ ฮิจิโร่

บทหนังค่อนข้างราบเรียบตามสไตล์ญี่ปุ่น ดราม่าแฝงปรัชญาตะวันออก ถ่ายทอดวิถีชีวิตของชนบทในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเดิมทีบรรยากาศก็เงียบเหงาอยู่แล้ว ยิ่งมาเหงายกกำลังสองเข้าไปอีกเมื่อถูกถ่ายทอดผ่านมุมมองผู้สูงอายุที่ชีวิตประจำวันเต็มไปด้วยความว่างเปล่า ส่วนหนึ่งหนังน่าจะต้องการสื่อให้คนในชุมชมหันมาใส่ใจคนแก่ให้มากขึ้น และอยากสร้างความเข้าใจระหว่างคนต่างรุ่นต่างสมัย ด้วยสัญลักษณ์ ยุคกล้องดิจิตอล กับ ยุคกล้องฟิล์มโบราณ

ขณะที่ประเด็นการจัดการสัตว์จรจัดก็น่าสนใจ แรกทีเดียว เคียวอิจิ ต่อว่าแมวสามสีเรื่องหลายใจ ทำตัวเป็นที่รักของทุกคนในเมือง(รวมถึง ภรรยา กับ เคียวอิจิ) ก่อนที่จะถูกตอกกลับด้วยคำพูดของตัวละครช่างซ่อมรถที่ว่า คนรักแมวจรจัดเป็นพวกไม่มีความรับผิดชอบ พวกเขาเล่นกับมัน ให้อาหารมัน แต่กลับไม่ยอมนำมันไปเลี้ยงดู เรื่องนี้หากเป็นในเมืองหลวงอาจเข้าใจคนที่ชอบให้อาหารสัตว์จรจัดว่า คงอยากเลี้ยง ทว่าไม่สะดวกด้วยกำลังทรัพย์หรือสถานที่ ซึ่งผิดกับในหนังที่โลเคชั่นเป็นต่างจังหวัด ตัวละครหลายตัวมีกำลัง สามารถเลี้ยงสัตว์ได้ ถ้าพวกเขาคิดจะทำ แน่นอนว่าเหตุผลคือพวกเขาไม่พร้อมจะมีภาระนั่นเอง(เห็นแก่ตัว) เปรียบได้กับคนที่ชอบชีวิตรักแบบชั่วคราว ไม่พร้อมจะผูกพันธ์ แมวสามสีในเรื่องจึงโดนมองเป็นพวกเจ้าชู้ไปซะ

แมว ในหนังไม่ได้ถูกวางเป็นเพียงสัตว์เลี้ยง แต่ได้รับการยกย่องให้เป็นสมบัติของชุมชน นอกจากมันจะเป็นเครื่องเตือนความทรงจำสำหรับบางคนแล้ว พวกมันยังเป็นเครื่องบำบัดจิตเคลื่อนที่ คอยสร้างรอยยิ้มให้กลุ่มแม่บ้าน เป็นเพื่อนเล่นของเด็กๆ คอยรับฟังปัญหาของวัยรุ่น รวมถึงคลายเหงาให้ผู้สูงอายุ

อิสเซย์ โองาตะ ทำได้ดีพอสมควรกับบทมนุษย์ลุงผู้ว้าเหว่ เขาถ่ายทอดอารมณ์ผ่านทางสีหน้าท่าทางได้ดี มีปล่อยมุขตลกเป็นระยะ แต่ก็เป็นการขำแบบขมขื่นของคนดู โชตะ โซเมะตานิ กับ คิเอะ คิตาโนะ สร้างสีสันในฐานะเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ในหนัง อีกคนที่อยากพูดถึงคือ ปิแอร์ ทาคิ ออกไม่กี่ฉากกลับสร้างความจดจำได้ดี

Finding Calico ใช้แมวเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ของคนแก่กับชุมชน การออกตามหาเจ้าเหมียวอย่างจริงจังของ เคียวอิจิ ตีความได้หลายแบบ เขาอาจออกตามหาเพราะรักมัน เพราะคิดถึงภรรยา เพราะรู้สึกผิด เพราะอยากช่วยคนอื่นๆ หรือบางทีก็ไม่ได้มีอะไรลึกซึ้งไปกว่า การตามหามันแค่เพราะจะได้ไม่ต้องทนเหงาอยู่ในบ้านคนเดียว

คะแนน 7/10

โดย นกไซเบอร์

ตัวอย่างหนัง //movie.bugaboo.tv/watch/226229/?link=4




 

Create Date : 01 กุมภาพันธ์ 2559    
Last Update : 1 กุมภาพันธ์ 2559 18:27:09 น.
Counter : 663 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  

BlogGang Popular Award#13


 
mninho
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 16 คน [?]




นกไซเบอร์ วิจารณ์หนัง
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add mninho's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.