คนเกิดวันพุธ ความทุกข์โถมทับทวี
เวลาไม่ใช่วารี

ต้องการพื้นฐานความรู้ฟิสิกส์ระดับมัธยมปลาย (ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ เทอร์โมไดนามิกส์ กลศาสตร์ควอนตัม) และโปรดวางสามัญสำนึกไว้ข้างคอมพิวเตอร์ก่อนเริ่มอ่าน

ตาม สามัญสำนึกของเรา เป็นการง่ายที่จะเปรียบเทียบเวลาเหมือนดั่งวารี เพราะความทรงจำและความรู้สึกของเราบอกว่าเวลาไหลเลื่อนไป อดีตมีความแน่นอนจีรังไม่เปลี่ยนแปลง อนาคตยังไม่ถูกกำหนดแน่ชัด และความเป็นจริงอยู่ในปัจจุบันอันคงที่และเป็นสากล หากแต่เราเชื่อใจในสามัญสำนึกของเราได้มากน้อยเพียงใด เป็นไปได้ไหมว่าการไหลผ่านของเวลานั้นเป็นเพียงภาพลวงตา จิตสำนึกอาจประกอบด้วยการกระบวนการทางเทอร์โมไดนามิกส์และควอนตัม ซึ่งทำให้เรารู้สึกเหมือนว่าดำรงอยู่จากขณะหนึ่งไปยังขณะหนึ่ง






ภาพประกอบ: La Persistencia de la Memoria. 1931, Salvador Dali.



นักบุญออกุสตินแห่งฮิปโป (354-430) กล่าวไว้ว่า ข้าพเจ้าทราบว่าเวลาคืออะไรเมื่อยังไม่มีใครถามถึง แต่เมื่อข้าพเจ้าจะอธิบายให้ใครสักคนที่ถามถึง ข้าพเจ้ากลับไม่ทราบ ไม่ใช่เพียงนักบุญออกุสตินที่ประสบปัญหากับคำนิยามของเวลา เราทุกคนก็เช่นกัน เรารับรู้เวลาทางจิตวิทยา การผ่านไปของเวลาเป็นกระบวนการรับรู้พื้นฐานของจิตใจของเรา จากอดีตมายังปัจจุบันและไปต่อยังอนาคตอย่างไม่มีหยุดยั้ง แม้ว่าภาพพจน์ดังกล่าวจะดูเด่นชัด แต่มันกลับมีความขัดแย้งภายในตนเองอย่างลึกซึ้ง ไม่มีการไหลผ่านของเวลาในเชิงฟิสิกส์ และนักปรัชญาส่วนใหญ่ก็เห็นพ้องว่าการไหลผ่านของเวลานั้นไม่มีความหมาย การเปรียบเวลาเป็นดั่งวารีนั้นอยู่พื้นฐานของความเข้าใจผิด การหลอกลวงโดยจิตสำนึกของเราเอง





เมื่อเราพูดถึงเหตุการณ์ใดๆ เรามีวิธีอ้างอิงเวลาที่แตกต่างกัน บางครั้งเรากล่าวเจาะจงว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในอดีต ปัจจุบันหรืออนาคต เช่น สงครามโลกครั้งที่หนึ่งเกิดขึ้นในอดีต นาซ่าส่งมนุษย์อวกาศไปดาวอังคารในอนาคต หรือบางครั้งเราอ้างอิงเหตุการณ์หนึ่งเทียบกับอีกเหตุการณ์หนึ่งว่ามาก่อน หรือหลัง เช่น สงครามโลกครั้งที่หนึ่งเกิดขึ้นก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง นาซ่าส่งมนุษย์อวกาศไปดาวอังคารหลังจากส่งไปดวงจันทร์ หากลองพิจารณาอย่างถี่ถ้วน การอ้างอิงแบบที่หนึ่งเป็นบอกเวลาที่เป็นจุดตายตัวบนสายกาลเวลา ส่วนการอ้างอิงแบบที่สองบอกเวลาสัมพันธ์กับอีกเวลาหนึ่ง

ถึงตอนนี้ เราจะเข้าสู่ทฤษฎีเวลาสองทฤษฎีที่ทำให้นักปรัชญาถกเถียงกันมาอย่างยาวนานนับศตวรรษ ทฤษฎีเวลาแบบเทียบลำดับ (Tenseless time) และทฤษฎีเวลาแบบไร้ลำดับ (Tensed time)

ทฤษฎีเวลาแบบเทียบลำดับถือ ว่าเวลาเป็นเช่นเดียวกับตำแหน่ง คือการอ้างอิงแบบที่หนึ่ง ซึ่งเป็นกล่าวถึงเวลาที่ไม่สัมพันธ์กับเวลาอื่น ลักษณะเดียวกับการบอกว่า นมอยู่ในตู้เย็นหรือไม่อยู่ในตู้เย็น ดังนั้นนมจะไม่สามารถที่อยู่ในตู้เย็นเมื่อเทียบกับสิ่งหนึ่ง และไม่อยู่ในตู้เย็นเมื่อเทียบกับอีกสิ่งหนึ่ง-เหตุการณ์หนึ่งๆจะเป็นอดีต ปัจจุบันหรืออนาคตอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่เป็นอดีต ปัจจุบันหรืออนาคตโดยเปรียบเทียบกับอีกเหตุการณ์หนึ่ง

ทฤษฎีเวลาแบบไร้ลำดับถือ ว่าเวลาไหลผ่านและแปรผัน คือการอ้างอิงแบบที่สอง อันเป็นการกล่าวถึงเวลาสัมพันธ์กับเวลาอื่น เช่นเดียวกับการบอกว่า มานีนั่งทางขวาของชูใจ และนั่งทางซ้ายของปิติ เหตุการณ์หนึ่งๆเป็นได้ทั้งอดีต ปัจจุบันหรืออนาคต ขึ้นกับว่าเราเทียบมันกับเหตุการณ์อื่นใดที่เกิดขึ้นก่อนหน้าหรือหลังจากมัน ความแตกต่างของสองทฤษฎีนี้ถูกเสนอแนะโดยอริสโตเติล นักบุญออกุสตินและนักปรัชญาอื่นๆอีกจำนวนมาก แต่ข้อยุติของการถกเถียง ณ ปัจจุบันเกิดจากการโต้แย้งระหว่างนักปรัชญา เมื่อช่วงต้นถึงกลางศตวรรษที่ 20 นี้เอง

ทฤษฎีเวลาแบบไร้ลำดับเป็นทฤษฎีที่สอดคล้องกับคำ เปรียบเปรยที่ว่า เวลาเหมือนดั่งวารี และเป็นทฤษฎีที่สอดคล้องกับสามัญสำนึกของคนส่วนใหญ่ ทฤษฎีนี้กล่าวว่า อนาคตเป็นสิ่งไม่จริงแท้และยังมาไม่ถึง เหตุการณ์ที่แน่นอนหลังจากคุณอ่านข้อความนี้จบไม่มีอยู่ (อีกนัยหนึ่ง หลังจากอ่านข้อความนี้จบ คุณอาจจะอ่านต่อไปด้วยใคร่รู้ คุณอาจจะปิดหน้าจอนี้เพราะเริ่มปวดหัว คุณอาจจะถูกขัดจังหวะด้วยเสียงกริ่งหน้าบ้าน ไม่มีใครรู้และไม่มีใครกำหนด) อนาคตคือความเป็นไปได้อันไม่รู้จบ และเมื่อเวลาผ่านไปข้างหน้าเอกภพจะเลือกเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งจาก เหตุการณ์อันมากมายมหาศาล ส่วนอดีตนั้นเป็นสิ่งที่ผ่านไปแล้ว มีความแน่นอนคงที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้อีก นอกจากเวลาจะเปรียบดั่งวารีแล้ว แบบแผนของเวลาก็เหมือนต้นไม้ใหญ่ที่แตกกิ่งก้านสาขาอันไม่รู้จบ

เพื่อ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจน เราจะลองยกตัวอย่างอนาคตอันผันแปรของอดอล์ฟ ฮิตเล่อร์ (1889-1945) ผู้นำนาซีผู้มีบทบาทสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์โลก เราทราบกันดีว่าจุดพลิกผันสำคัญของชีวิตฮิตเล่อร์เกิดขึ้นในวัยเด็ก เขาชอบวิชาศิลปะและอยากเป็นจิตรกรแต่บิดาของเขาไม่สนับสนุน อะไรจะเกิดขึ้นหากฮิตเล่อร์เลือกทางเดินชีวิตเป็นจิตรกรแทนที่จะเป็นผู้นำ ทหาร ขณะที่เขายังเป็นเด็กนั้น อนาคตช่างไม่แน่นอนและเป็นไปได้หลายเส้นทาง แต่เมื่อเขาเลือกเส้นทางใดเส้นทางหนึ่งแล้ว สิ่งที่ผ่านมาก็เป็นอดีตที่แน่นอนและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้





ทฤษฎีเวลาแบบเทียบลำดับนั้นสอดคล้องกับสามัญสำนึก น้อยกว่า แต่เป็นที่ชื่นชอบสำหรับนักวิทยาศาสตร์และนักปรัชญาส่วนใหญ่มากกว่า หลักการของทฤษฎีนี้คือ ไม่มีการไหลผ่านของเวลา ไม่มีการแปรผันกลับกลาย ไม่มีการแตกกิ่งก้านสาขาของเหตุการณ์ เวลาดำรงอยู่ของมันอย่างนั้น การแสดงเวลาเหมือนกับการแสดงตำแหน่ง เหมือนกับการระบุตำแหน่งมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทั้งหมดนี้ล้วนมีอยู่จริงแต่ไม่ได้อยู่ตำแหน่งเดียวกัน เหตุการณ์การเกิดของคุณ การที่คุณอ่านประโยคนี้ และการตายของคุณ ต่างมีอยู่จริงแท้ทั้งสิ้นและไม่มีการเปลี่ยนแปลง

เพื่อขยายภาพของ ทฤษฎีนี้ มิติที่สี่จึงเข้ามาเกี่ยวข้อง (ซึ่งถูกพูดถึงครั้งแรกหลังจากศตวรรษที่ 19) เรารู้จักมิติทั้งสามที่เป็นสถานที่และมิติที่สี่ซึ่งคือเวลา ดังนั้นทฤษฎีเวลาแบบเทียบลำดับจึงไม่ใช่เรื่องลึกลับซับซ้อน หากเราระบุถึงเหตุการณ์สักอย่างหนึ่งนอกจากระบุตำแหน่งในพิกัดสามมิติแล้ว ก็ระบุเวลาที่แน่นอนชัดเจนเพิ่มขึ้นไปอีกหนึ่งมิติ





การโต้แย้งของแมคแทกการ์ต

จอห์น แมคแทกการ์ต (1866-1925) ได้เสนอข้อโต้แย้งอันเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักปรัชญาในบทความ “ความไม่จริงแท้ของเวลา” (The Unreality of Time, 1908) ในข้อโต้แย้งดังกล่าว แมคแทกการ์ตได้กล่าวถึงเวลาทั้งในรูปแบบที่สอดคล้องกับทฤษฎีเวลาแบบไร้ลำดับ และแบบเทียบลำดับ เขาคิดว่า ทฤษฎีเวลาแบบไร้ลำดับนั้นสอดคล้องกับความคุ้นเคยของเรามากที่สุด อย่างไรก็ตาม เขาชี้ให้เห็นว่ามีความไม่สอดคล้องกันเองในทฤษฎีดังกล่าว ดังนั้นทฤษฎีเวลาแบบไร้ลำดับจะต้องผิด แต่ในเมื่อมันเป็นทฤษฎีที่ดีที่สุด (ในความคิดของแมคแทกการ์ต) ที่มีอยู่ เขาจึงสรุปว่า เวลาเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง!

ข้อ สรุปของแมคแทกการ์ตนั้นออกจะสุดขั้วเกินไป ภายหลังเมื่อมีความรู้เกี่ยวกับเอกภพของเรามากขึ้น นักฟิสิกส์ส่วนใหญ่จะสรุปว่า การไหลของเวลานั้นไม่มีอยู่จริง แต่เวลานั้นมีอยู่จริง ดังเช่นการมีอยู่ของอวกาศ





ข้อคัดค้านต่อทฤษฎีเวลาแบบไร้ลำดับที่มีชื่อเสียงมากอีกประการหนึ่งคือ บทความของดี ซี วิลเลียม (1899-1983) ที่ชื่อ “เรื่องลึกลับของเวลาที่ล่วงไป” (The Myth of Passage, 1951) จากคำถามที่ว่า เวลาไหลผ่านไปเร็วเท่าใด?

หาก เวลามีการไหลผ่าน มันจะต้องมีการเคลื่อนไหวเทียบกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นคืออะไร? เวลาไหลด้วยอัตราเร็วเท่าไร? นักทฤษฎีเวลาแบบไร้ลำดับอาจตอบว่า “หนึ่งวินาทีต่อหนึ่งวินาที” แต่มันเป็นคำกล่าวที่มีเหตุผลหรือไม่? และเวลามีทิศทางหรือไม่? เพราะในกรณีของอวกาศนั้นไม่มีทิศทางหนึ่งพิเศษไปกว่าทิศทางอื่น หากเวลามีทิศทางแล้วมันไหลไปในทิศทางใด? (อันที่จริงเวลาจะไหลหรือไม่ก็ตาม เราอาจกำหนดทิศทางของเวลาด้วยลูกศรเทอร์โมไดนามิกส์ ซึ่งเป็นประเด็นที่ซับซ้อนและไม่ขอกล่าวถึงอย่างละเอียดในที่นี้)





จะเห็นได้ว่า ทฤษฎีเวลาแบบไร้ลำดับนั้นถูกโจมตีเยอะเหลือเกิน แต่มันไม่ได้จบลงแค่นั้น

ในต้นศตวรรษที่ 20 อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ได้เปิดโลกทัศน์ใหม่เกี่ยวกับเวลาด้วย ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ ซึ่งปฏิเสธการมีอยู่ของเวลาปัจจุบันอันเป็นสิ่งสมบูรณ์สากล ไอน์สไตน์กล่าวว่า การพร้อมกันนั้นเป็นสิ่งสัมพัทธ์ไม่ใช่สิ่งสัมบูรณ์ เหตุการณ์สองเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้น ณ เวลาเดียวกัน หากสังเกตจากกรอบอ้างอิงหนึ่งอาจจะเกิด ณ เวลาต่างกันเมื่อมองจากกรอบอ้างอิงอีกอัน ไม่มีเวลาที่เป็นหนึ่งเดียวในเอกภพแบบสัมพัทธภาพ มีเวลาที่แตกต่างกันมากมาย หนึ่งเวลาสำหรับหนึ่งกรอบอ้างอิง โดยต่างเป็นเวลาที่ถูกต้องเท่าเทียมกันทั้งสิ้น (ดูคลิปประกอบ)





แน่นอนว่าทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษนั้นขัดแย้งกับสามัญ สำนึกของคนส่วนใหญ่อย่างรุนแรง (เหตุผลหนึ่งเป็นเพราะ เราไม่อาจสัมผัสมันได้ในชีวิตประจำวัน เราไม่มีโอกาสเคลื่อนที่ด้วยความเร็วใกล้ความเร็วแสง อีกนัยนะหนึ่ง กายภาพของเราไม่เอื้อให้เกิดโอกาสเช่นนั้นอีกด้วย) อย่างไรก็ตาม มันได้ขยายภาพทฤษฎีเวลาแบบเทียบลำดับให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เอกภพแบบท่อนเวลา (block time) เป็นภาพอธิบายที่ชัดเจน ทุกชั่วขณะต่างดำรงอยู่และจริงแท้โดยตัวของมัน อดีต ปัจจุบัน อนาคตต่างมีอยู่จริงและถูกแสดงได้ด้วยท่อนเวลาตราบนิรันดร์เหมือนแช่แข็งไว้ อย่างนั้น ความพร้อมกันของเหตุการณ์เปรียบเสมือนการตัดขวางท่อนเวลาเพื่อพิจารณาจุด เวลาหนึ่ง หากในแต่ละกรอบอ้างอิงจะมีการตัดท่อนเวลาในมุมที่แตกต่างกัน ความพร้อมกันของเหตุการณ์จึงแตกต่างกันแต่ละกรอบอ้างอิง





ตอนนี้เรา เข้าใจเกี่ยวกับเวลามากขึ้นแล้ว เรารู้ว่าเวลาไม่ไหลผ่านเหมือนวารี ทฤษฎีที่ถูกต้องและเป็นไปได้มากกว่าคือทฤษฎีเวลาแบบเทียบลำดับ รูปแบบของเวลาแทนได้ด้วยท่อนเวลา เมื่ออดีต-ปัจจุบัน-อนาคตต่างจริงแท้เท่าเทียมกัน ไม่มีสิ่งไหนพิเศษเหนือกว่ากัน และแต่ละเหตุการณ์เกิดขึ้นในจุดหนึ่งของเวลาที่ตายตัว หากแต่ละความพร้อมของเหตุการณ์เป็นสิ่งสัมพัทธ์ที่ขึ้นอยู่กับแต่ละกรอบอ้างอิง…

ในการวิเคราะห์เชิงปรัชญาและฟิสิกส์กายภาพต่างชี้ให้ เห็นว่า เวลาไม่มีการเลื่อนไหล มาถึงปริศนาสุดท้าย แล้วทำไมจิตใจของเราจึงรู้สึกว่าเวลานั้นมีการเลื่อนไหล หากพิจารณาให้ถี่ถ้วนยิ่งขึ้น จริงๆแล้วเราไม่เคยรับรู้การผ่านไปของเวลา เรารับรู้ถึงความไม่สมมาตรของเวลา อนาคตนั้นมีความแตกต่างจากปัจจุบันและอดีต การไหลผ่านของเวลาอาจเป็นเพียงมายาเช่นเดียวกับเวลาที่เราหมุนตัวหลายรอบ แล้วหยุดกลางคัน เรารู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างรอบกายนั้นหมุนรอบตัวเราทั้งที่ไม่มีสิ่งใด เคลื่อนไหวเลย

ความไม่สมมาตรของเวลาทำให้เรารับรู้มายาการเลื่อนไหลของเวลา มีอยู่สองประการหลักคือ หนึ่ง ความแตกต่างทางเทอร์โมไดนามิกส์ระหว่างอดีตและอนาคต (ลูกศรของเอนโทรปี) การสร้างความทรงจำในสมองเป็นไปในทิศทางเดียวกับลูกศรของเอนโทรปี (การเพิ่มข้อมูล การเพิ่มความไม่ระเบียบในสมอง) ทำให้เรารับรู้ทิศทางของเวลาและหลงเข้าใจว่าเวลากำลังเลื่อนไหล





สอง กลศาสตร์ควอนตัมตามหลักความไม่แน่นอนของไฮเซนเบิร์ก บอกว่า ธรรมชาติโดยเนื้อแท้นั้นไม่สามารถกำหนดได้แน่นอน ทำให้อนาคต (หรือแม้แต่อดีต) เป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนซึ่งแสดงออกอย่างเด่นชัดในระดับซับอะตอมมิก ตัวอย่างเช่น อะตอมหนึ่งในก้อนกัมมันตรังสีจะสลายตัวหรือไม่ กลศาสตร์ควอนตัมให้ค่าความน่าจะเป็นของการสลายตัวแต่เป็นไปไม่ได้ที่จะทำนาย ผลล่วงหน้า แต่เมื่อผู้สังเกตตรวจวัดผลที่ได้จะมีเพียงหนึ่งเดียว ความเป็นไปได้อันหลากหลายจะสลายไปเหลือเพียงความจริงหนึ่งเดียว ภายในจิตใจของผู้สังเกต ความเป็นไปได้กลายเป็นสิ่งจริงแท้ จากอนาคตที่ไม่แน่นอนเปลี่ยนรูปไปเป็นอดีตที่ถูกกำหนด อันเป็นภาพลักษณ์ของการไหลเลื่อนของเวลา นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่า จิตสำนึกรับรู้การไหลเลื่อนของเวลาจากกระบวนการทางควอนตัมในสมอง





ทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงสมมติฐาน ปริศนาของจิตใจมนุษย์นั้นลึกลับที่สุดสำหรับคำตอบเกี่ยวกับเวลา ในอนาคตเราอาจจะค้นพบบริเวณรับรู้เวลาภายในสมองเช่นเดียวกับ บริเวณที่รับรู้ภาพ (visual cortex) รับรู้สัมผัส (somatosensory cortex) หากมันเกิดขึ้นจริงก็น่าลองจินตนาการดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเราทำการ กระตุ้นหรือยับยั้งสมองบริเวณดังกล่าว อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อจิตใจเราไม่รับรู้ถึงการเลื่อนไหลของเวลา ถึงตอนนั้น ทัศนคติต่อเวลาของมนุษย์จะเป็นอย่างไร เราจะยังเชื่อมั่นในปัจจุบัน โหยหาอดีตอันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ และไม่มั่นใจในอนาคตที่ยังไม่ถูกกำหนดหรือไม่…








เรียบเรียงจาก

Paul Devies, ผู้แปล ดร.ปิยบุตร บุรีคำ, ไหลเลื่อนอย่างลึกลับ, Scientific American special edition: A Matter of Time. 2551. สำนักพิมพ์มติชน.

Craig Callender, ผู้แปล สุจินต์ วังสุยะ, ปริศนากาลเวลา. 2552. สำนักพิมพ์มูลนิธิเด็ก.

Brian Greene, ผู้แปล ดร.อรรถกฤต ฉัตรภูติ, ทอถักจักรวาล (The Fabric of The Cosmos). 2551. สำนักพิมพ์มติชน.


เพิ่มลิงค์เนื้อหาปวดหัว(มาก) สำหรับคนที่ภาษาอังกฤษ excellent และชอบเสพย์ปรัชญา
คลิก



Create Date : 25 มกราคม 2553
Last Update : 25 มกราคม 2553 14:05:32 น. 1 comments
Counter : 3341 Pageviews.

 
ขอบคุณครับ


โดย: ศล วันที่: 3 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:0:31:13 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

มีชีวิตบนดาวอังคารหรือเปล่านะ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 17 คน [?]






....โลกมนุษย์นี้ไม่มีที่แน่นอน
ประเดี๋ยวเย็นประเดี๋ยวร้อนช่างแปรผัน
โชคหมุนเวียนเปลี่ยนไปได้ทุกวัน
สารพันหาอะไรไม่แน่นอน
ชีวิตเหมือนเรือน้อยล่องลอยอยู่
ต้องต่อสู้แรงลมประสมคลื่น
ต้องทนทานหวานสู้อมขมสู้กลืน
ต้องจำฝืนสู้ภัยไปทุกวัน
เป็นการง่ายยิ้มได้ไม่ต้องฝืน
เมื่อชีพชื่นเหมือนบรรเลงเพลงสวรรค์
แต่คนที่ควรชมนิยมกัน
ต้องใจมั่นยิ้มได้เมื่อภัยมา


พันตรีหลวงวิจิตรวาทการ





เขามีส่วนเลวบ้างช่างหัวเขา
จงเลือกเอาสิ่งที่ดีเขามีอยู่
เป็นประโยชน์โลกบ้างยังน่าดู
เรื่องที่ชั่วอย่าไปรู้ของเขาเลย
จะหาคนที่มีดีเพียงส่วนเดียว
อย่าเที่ยวเสาะหาสหายเอ๋ย
เหมือนเที่ยวหาหนวดเต่าตายเล่าเอย
ฝึกให้เคยมองแต่ดีมีคุณจริง

หลวงพุทธทาส





ชีวิตใกล้ปัจฉิมวัย ไม่เป็นไปตามแผนการเมื่อปฐมวัย อะไรที่ยิ่งใหญ่เมื่อเช้า เป็นของเล็กน้อยเมื่อเย็น อะไรที่เป็นสัจจะเมื่อแดดจ้า กลายเป็นมายาเมื่อยามพลบ

We cannot live the afternoon if life
according to the program on life’s morning; for what was great in the morning will be little at evening, and what in the morning was true will at evening have become a lie.



C.G. Jung.




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add มีชีวิตบนดาวอังคารหรือเปล่านะ's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.