คนเกิดวันพุธ ความทุกข์โถมทับทวี
กำเนิดสิ่งมีชีวิต (Origin of life) - 2

กำเนิดสิ่งมีชีวิต (Origin of life) - 1

คำถามปริศนาที่อาจเป็นคำถามที่ยากที่สุดในวงการชีววิทยาคือ สิ่งมีชีวิตถือกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร จากหลักฐานทางพันธุศาสตร์และอณูชีววิทยา สิ่งมีชีวิตทุกชนิดในโลกใบนี้ล้วนมีจุดกำเนิดเริ่มต้นเดียวกัน หากนับเวลาย้อนหลังกลับไปเมื่อราว 3.7 พันล้านปีก่อน เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ที่เซลล์แรกสุดถือกำเนิด ณ จุดเวลานั้น และผ่านการวิวัฒนาการอันนับครั้งไม่ถ้วนจนก่อให้เกิดความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตอย่างที่เราเห็นในทุกวันนี้

เมื่อเรามองไปในธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต เราจะพบว่าสิ่งมีชีวิตอยู่ในรูปลักษณ์อันหลากหลาย ตั้งแต่ขนาดเล็กจนตามองไม่เห็นอย่างเช่นแบคทีเรียจนไปถึงขนาดมหึมาอย่างเช่นวาฬ หรือความซับซ้อนตั้งแต่ฟองน้ำที่เรียบง่ายไปจนถึงมนุษย์ที่มีสมองที่ทำให้เรามีสติสำนึกรู้และปัญญา ความหลากหลายทั้งหมดล้วนประกอบขึ้นมาหน่วยย่อยเหมือนกัน ซึ่งเป็นหน่วยย่อยที่ถือกำเนิดจากจุดเริ่มต้นเดียวกัน นั่นคือ เซลล์



ดังนั้น เพื่อที่จะตอบคำถามปริศนาดังกล่าว นักชีววิทยาจึงต้องศึกษาองค์ประกอบที่เป็นหน่วยย่อยเล็กสุดของชีวิตนั่นคือ เซลล์ เซลล์ในความหมายเชิงวัตถุก็คือถุงเมมเบรนที่บรรจุสารตั้งต้นและตัวเร่งปฏิกิริยาเคมีอยู่ภายใน เซลล์ในรูปแบบที่เรียบง่ายที่สุด อย่างน้อยต้องประกอบด้วยเยื่อหุ้มเซลล์(ไขมัน) สารพันธุกรรม(กรดนิวคลีอิก) และเอ็นไซม์(โปรตีน) แต่ทุกคนเคยนึกสงสัยบ้างไหมครับว่าสิ่งต่างๆทั้งหมดนี้มาประกอบรวมกันเองได้อย่างไรเมื่อหลายพันล้านปีก่อน?

สำหรับการกำเนิดของโปรตีน โมเลกุลที่เซลล์ใช้ในการทำงานต่างๆนั้น การทดลองของ Stanley Miller เมื่อปีค.ศ. 1953 ได้สร้างสภาวะบรรยากาศจำลองของโลกดึกดำบรรพ์แล้วพบว่า โมเลกุลรูปแบบง่ายๆของโปรตีนนั้นสามารถเกิดขึ้นได้เองในสภาวะดังกล่าว (โปรดดูรายละเอียดใน กำเนิดสิ่งมีชีวิต (Origin of life) -1) อย่างไรก็ดี การกำเนิดของโปรตีนถือเป็นส่วนน้อยมาก สำหรับการตอบปริศนาการกำเนิดสิ่งมีชีวิต

เหนือไปจากโปรตีน คือปัญหาของ Central dogma ผู้ที่เรียนชีววิทยาระดับเซลล์คงจะทราบกันดีว่า Central dogma ถือเป็นหัวใจสำคัญของอณูชีววิทยาศาสตร์ การที่สิ่งมีชีวิตจัดเก็บ นำมาใช้และสืบต่อ “ข้อมูล” ไปยังลูกหลานได้ จำเป็นต้องมีการถ่ายทอดข้อมูลทางพันธุกรรมอย่างเป็นระบบ เริ่มต้นจาก DNA ซึ่งเป็นแหล่งเก็บข้อมูลทางพันธุกรรม แปลงรหัสเป็น RNA ซึ่งเป็นตัวกลางส่งผ่านข้อมูล และถอดรหัสเป็นโปรตีนซึ่งเป็นโมเลกุลทำงาน

ปัญหาคือ Central dogma ดังกล่าวบังเกิดและสมบูรณ์พร้อมในตัวเองได้อย่างไร เพราะการเพิ่มสำเนา DNA “แหล่งเก็บข้อมูล” นั้นจำเป็นต้องอาศัยการทำงานของโปรตีน ในขณะเดียวกัน การถอดรหัสโปรตีนก็ต้องอาศัยข้อมูลจาก DNA

“ถ้าทุกสิ่งต่างก็ต้องการสิ่งอื่นๆ แล้วแรกเริ่มเดิมทีชุมชนโมเลกุลเกิดขึ้นมาได้อย่างไร? มันเหมือนกับว่า จู่ๆส่วนผสมทั้งหมดในครัวก็มารวมกัน แล้วอบตัวเองให้กลายเป็นเค้ก”- Paul Devies



Paradox ดังกล่าวอาจถูกไขออกได้ถ้าสมมติว่าสิ่งมีชีวิตในยุคแรกไม่ได้ใช้โปรตีนเป็นโมเลกุลทำงาน และสารพันธุกรรมมีคุณสมบัติจำลองตนเองโดยไม่ต้องพึ่งโมเลกุลชนิดอื่น นักชีววิทยาได้เสนอว่า สารชีวโมเลกุลกรดนิวคลีอิก (กลุ่มของสารพวก DNA และ RNA) ยุคแรกน่าจะมีโครงสร้างคล้าย DNA และใกล้เคียง RNA มาก และตามลำดับแล้ว RNA เกิดก่อน DNA เนื่องจากโครงสร้างที่ยืดหยุ่น หลากหลายและมีความซับซ้อนน้อยกว่า จึงเป็นโมเลกุลที่มีแนวโน้มจะเป็นกรดนิวคลีอิกในยุคแรกมากกว่า DNA (อ่านเพิ่มเติมใน RNA world hypothesis)

ในกระบวนการสร้างโปรตีนของเซลล์ในยุคแรกอาจใช้ RNA เป็นแม่พิมพ์ในการสร้าง จนกระทั่ง ณ ช่วงเวลาหนึ่ง DNA อาจเข้ามาเกี่ยวข้อง มีส่วนร่วมในกระบวนการถอดรหัส แต่ก็เป็นเพียงอีกทางเลือกหนึ่งที่เซลล์ใช้ จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งที่ DNA เข้ามาทำหน้าที่ในการเป็นแหล่งเก็บข้อมูลทางพันธุกรรมอย่างเต็มตัว Central dogma จึงสมบูรณ์อย่างเซลล์ในยุคปัจจุบัน



หากแต่คำตอบดังกล่าวก็ยังคงมีปริศนาซ่อนอยู่ นั่นคือแล้วต้นกำเนิดของกรดนิวคลีอิกหรือสารพันธุกรรมเล่า มาจากไหน? กรดนิวคลีอิกมีโครงสร้างประกอบด้วยโมเลกุลน้ำตาลไรโบสที่เรียงตัวกันเป็นโพลีเมอร์สายยาว หมู่ฟอสเฟตสำหรับเชื่อมแต่ละโมเลกุลน้ำตาล และเบสที่เปรียบเสมือนการ “เข้ารหัส” ข้อมูลทางพันธุกรรม (ดูรูปประกอบ)

สำหรับเซลล์ในยุคปัจจุบัน จากชุมชนโปรตีน-โมเลกุล “ทำงาน” ที่มีอยู่ในเซลล์และสารตั้งต้นที่มีพร้อม การประกอบกรดนิวคลีอิกดูจะเหมือนจะไม่เป็นปัญหายากเย็น แต่สำหรับยุคแรกเริ่มนั้น เนื่องจากโมเลกุลน้ำตาลไรโบสเป็นของหายาก และมีโครงสร้างที่ไม่เสถียรเอาเสียเลย สารประกอบฟอสเฟตที่ละลายน้ำก็น่าจะมีน้อยมากในโลกยุคแรกที่ปราศจากสิ่งมีชีวิต นอกจากนั้นการที่สารประกอบทั้งสามชนิดจะมารวมตัวกันได้เอง ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นจะให้โมเลกุลน้ำออกมา ซึ่งมักไม่เกิดขึ้นได้เองในปฏิกิริยาเคมีที่อาศัยน้ำเป็นตัวทำละลาย หากจะเปรียบเทียบก็เหมือนเราต้องการประกอบรถยนต์ขึ้นมาสักคันในสมัยสุโขทัย ที่ไม่มีทั้งเครื่องยนต์ ไม่มีคนประดิษฐ์ ไม่มีโรงงาน



เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว John Sutherland และคณะจาก University of Manchester ได้ทำการทดลองและเสนอทางเลือกอื่นในการถือกำเนิดนิวคลีโอไทด์ โดยการรวมตัวกันระหว่าง “ชิ้นส่วน” ของน้ำตาลไรโบสและเบสที่ “ไม่สมบูรณ์” แต่มีความเสถียรและพบได้มากกว่าในโลกยุคแรก ประเด็นที่น่าสนใจคือ นิวคลีโอไทด์ ที่ประกอบขึ้นเองนั้นบางส่วนจะมีโครงสร้างที่ไม่ถูกต้อง และมีการจัดเรียงตำแหน่งที่ไม่ตรงกับสารพันธุกรรมในปัจจุบัน แต่เมื่อคณะทดลองได้ฉายแสง UV (เช่นดียวกับรังสี UV ที่ดวงอาทิตย์ส่องมายังโลก) นิวคลีโอไทด์ที่มีโครงสร้างไม่ถูกต้องจะถูกทำลายไป เหลือแต่ส่วนที่มีโครงสร้างถูกต้องเท่านั้น บางที การทดลองดังกล่าวอาจจำลองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเมื่อครั้งอดีตกาลก็เป็นไปได้นะครับ



เอาล่ะ ในเมื่อการถือกำเนิดนิวคลีโอไทด์ ถูกพิสูจน์ว่าสามารถเกิดขึ้นได้เอง แต่นั่นเพิ่งจะเป็นจุดเริ่มต้น เพราะนิวคลีอิกเป็นเพียงหน่วยย่อยของกรดนิวคลีอิก แล้วกรณีของกรดนิวคลีอิกซึ่งเป็นโมเลกุลสายยาว (โพลีเมอร์) เล่า? สำหรับเซลล์ในยุคปัจจุบัน มีเอ็นไซม์ polymerase รับผิดชอบหน้าที่ต่อสายกรดนิวคลีอิกจากหน่วยย่อยนิวคลีโอไทด์ แต่เรากำลังพูดถึงโลกในยุคดึกดำบรรพ์ ซึ่งกรดนิวคลีอิกและโปรตีนต่างถือกำเนิดแยกจากกันโดยอิสระและมารวมกันเป็นเซลล์ในภายหลัง

ในการสร้างพันธะคาร์บอนระหว่างหน่วยย่อยนั้นต้องอาศัยพลังงาน หลายการทดลองพยายามจำลองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยเติมสารเคมีบางอย่างเพิ่มลงไปในน้ำ-ตัวทำละลายสำหรับปฏิกิริยาชีวเคมี พบว่าโมเลกุลกรดนิวคลีอิกสายสั้นๆราว 40 นิวคลีโอไทด์สามารถเกิดขึ้นได้เอง การทดลองหนึ่งโดย Jim Ferris และคณะจาก Rensselaer Polytechnic Institute ได้ใช้ดินเหนียวเป็นตัวเร่งกระบวนการต่อสายยาว พบว่าสามารถสร้างกรดนิวคลีอิกที่มีความยาวเกิน 50 นิวคลีโอไทด์ได้ (อย่างไรก็ตาม ยีนโดยทั่วไปมีความยาวหลักพันนิวคลีโอไทด์ขึ้นไปครับ) เนื่องจากคุณสมบัติของแร่ธาตุในดินเหนียว เพิ่มโอกาสที่โมเลกุลนิวคลีโอไทด์เข้ามาอยู่ใกล้กันและต่อกันเป็นสายยาว

จากการศึกษาดังกล่าว เป็นผลให้นักชีววิทยาเสนอว่า ชีวิตในยุคแรกน่าจะถือกำเนิดบนดินโคลนเลนใต้น้ำ ซึ่งกำเนิดมาจากน้ำพุร้อน



ผู้อ่านครับ จากตรงนี้ทุกคนคงพอจะเห็นความเป็นไปได้ของชีวิตมากขึ้น เมื่อสารพันธุกรรม แหล่งข้อมูลของสิ่งมีชีวิตนั้นถูกเสนอว่าเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นเองจากสภาพแวดล้อมในโลกยุคดึกดำบรรพ์ สิ่งที่เหลือคือการที่สารพันธุกรรมเหล่านั้นถูกประกอบเข้าไปในเซลล์และคัดลอกสำเนาตัวเองเพื่อเพิ่มจำนวนลูกหลาน อันเป็นหน้าที่สำคัญที่สุดของสิ่งมีชีวิต

สำหรับเยื่อหุ้มเซลล์ (cell membrane) หลายการทดลองแสดงให้เห็นว่ากรดไขมันสามารถรวมตัวกันเป็นถุงเมมเบรนที่กักเก็บสารพันธุกรรมไว้ภายในกลายเป็น protocell ได้ (เยื่อหุ้มเซลล์ยุคปัจจุบันมีความซับซ้อนกว่ามาก เนื่องจากประกอบไปด้วยฟอสโฟลิปิด โปรตีน ไกลโคลิปิด และคลอเลสเตอรอล)

แต่สำหรับกระบวนการจำลองตัวเองของสารพันธุกรรมนั้นเป็นปฏิกิริยาที่ค่อนข้างซับซ้อน ซึ่งสารพันธุกรรมยุคแรกจึงอาจจำเป็นต้องอาศัยปัจจัยแวดล้อมช่วย นักชีววิทยาได้เสนอกลไกที่น่าจะเป็นไปได้คือ protocell ในสภาวะแวดล้อมที่สลับขั้วอุณหภูมิระหว่างร้อนและเย็น…ถึงตรงนี้เรามาสมมติกัน protocell ของเราอยู่ในบ่อน้ำที่ด้านหนึ่งเย็นเฉียบจากก้อนน้ำแข็ง ส่วนอีกด้านร้อนมากจากภูเขาไฟ…และกระแสน้ำทำให้ protocell เล็กๆของเราเคลื่อนที่ไปมาระหว่างที่เย็นกับที่ร้อนที่ว่า

protocell เมื่ออยู่ในด้านที่อุณหภูมิต่ำ สารพันธุกรรมจะสร้างพันธะระหว่างกันเป็น RNA สายคู่ (แน่นอนว่า นักชีววิทยายังคงอ้างอิงทฤษฎี RNA world hypothesis) เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น RNA สายคู่จะคลายออกจากกัน ขณะเดียวกัน protocell ก็รับเอากรดไขมันจากสิ่งแวดล้อมจนมีขนาดใหญ่และแตกเป็น protocell ขนาดเล็กพร้อมกับบังเอิญมีชิ้นส่วนของ RNA สายเดี่ยวอยู่ด้วย protocell ที่ประกอบไปด้วย RNA สายเดี่ยวก็รับเอาหน่วยย่อยนิวคลีโอไทด์จากสิ่งแวดล้อมมาเข้าคู่กับสาย RNA ที่มีอยู่ จากนั้นวงจรใหม่ก็เริ่มขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

(สำหรับผู้อ่านที่เคยทำการทดลอง PCR-polymerase chain reaction อาจคุ้นๆหลักการนี้นะครับ)



ถึงตรงนี้ เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างประกอบกันขึ้นมาเองเป็นระบบที่จำลองตนเองและส่งต่อไปยังลูกหลานได้ เซลล์ในยุคแรกจึงถือกำเนิดขึ้นโดยมีเยื่อหุ้มเซลล์อย่างง่ายๆและไม่มีคุณสมบัติในการเลือกผ่านมากนัก สารพันธุกรรมที่เซลล์ยุคแรกใช้ก็คือ RNA กระบวนการจำลองตนเองนั้นยังต้องอาศัยปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมภายนอกเข้าช่วย

หลังจากนั้น กระบวนการวิวัฒนาการก็เข้ามาเกี่ยวข้อง เมื่อมี protocell จำนวนมากมายมหาศาลจากการจำลองตัวเองของสารพันธุกรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า การแข่งขันระหว่างสารเคมีจึงเกิดขึ้น RNA ที่มีคุณสมบัติเร่งปฏิกิริยาได้ในการเพิ่มจำนวนด้วยตนเองได้ ย่อมเพิ่มจำนวนเด่นกว่า RNA ที่ต้องอาศัยกลไกจากสิ่งแวดล้อม เช่นเดียวกันกับ RNA ที่สามารถเร่งปฏิกิริยาสร้างพลังงานจากปัจจัยแวดล้อมได้ก็ย่อมเพิ่มจำนวนเด่นขึ้น ผลคือโลกของ RNA ที่มีความหลากหลายสูง และเกิดแข่งขันทางวิวัฒนาการเพื่อให้ตนเองคงอยู่ จากนั้นโปรตีนและ DNA จึงเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมของเซลล์อย่างเซลล์ยุคปัจจุบัน



ผู้อ่านคงเห็นว่าหนทางกว่าที่เซลล์-หน่วยย่อยที่เล็กที่สุดของสิ่งมีชีวิตจะถือกำเนิดขึ้นมานั้นมันไม่ง่ายเลย เคยมีคนกล่าวถึงความแตกต่างระหว่างทฤษฎีวิวัฒนาการและทฤษฎีการกำเนิดชีวิตไว้ว่า สำหรับทฤษฎีวิวัฒนาการ สิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้เกิดขึ้นจากการสะสมกันระหว่างความเป็นไปได้อันน้อยนิดเป็นจำนวนมาก (เนื่องจากกลไกที่สำคัญของทฤษฎีวิวัฒนาการคือการเปลี่ยนแปลงอย่างเล็กน้อยซึ่งสะสมกันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเช่น วิวัฒนาการของดวงตา วิวัฒนาการของปีก) แต่สำหรับทฤษฎีการกำเนิดชีวิต สิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ถือกำเนิดมาจากปัจจัยแวดล้อมต่างๆมากมายมหาศาลที่เกื้อหนุนและเหมาะสมแก่เวลา

และถึงแม้นักชีววิทยาจะศึกษา เสนอเค้าโครงอันเลือนรางของต้นกำเนิดชีวิตได้อย่างที่เห็น (ข้อจำกัดของทฤษฎีกำเนิดชีวิตที่สำคัญคือ นักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถทำการทดลองเพื่อจำลองเหตุการณ์ที่่น่าจะเกิดขึ้นได้อย่างถูกต้องตั้งแต่ต้นจนจบ) ก็ยังคงเหลือปริศนาอีกมากมายที่ต้องค้นหาคำตอบ เป็นต้นว่าเซลล์ยูคาริโอตเซลล์แรกถือกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร? สำหรับเซลล์โปรคาริโอตนั้น เป็นรูปแบบที่เรียบง่ายที่สุดของชีวิต แต่สำหรับยูคาริโอตนั้นมีความสลับซับซ้อนกว่ามาก ทั้งเยื่อหุ้มนิวเคลียส-แหล่งเก็บสารพันธุกรรมที่มีคุณสมบัติในการเลือกสารผ่านเข้า-ออก การควบคุมการแสดงออกของยีนอย่างเป็นระบบ และออร์แกแนลที่ให้พลังงานซึ่งมีสารพันธุกรรมเป็นของตัวเองอย่างคลอโรพลาสต์และไมโตคอนเดรีย สิ่งต่างๆเหล่านี้มีที่มาอย่างไร? เป็นปริศนาที่ให้นักวิทยาศาสตร์ค้นคว้ากันต่อไปครับ







เรียบเรียงจาก Richardo A, Szostak JW. Origin of Life On Earth. Sci Am. 2009 Sep;301(3):54-61.

แนะนำคำค้นหาเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่สนใจ

RNA world hypothesis คือทฤษฎีที่กล่าวว่าสิ่งมีชีวิตในยุคแรกใช้ RNA เป็นสารพันธุกรรมแทนที่จะเป็น DNA อย่างในปัจจุบัน

Panspermia เป็นอีกหนึ่งทฤษฎีกำเนิดสิ่งมีชีวิตที่ฉีกแนวไปเลย เนื่องจากความเป็นไปได้ยากที่สิ่งมีชีวิตจะถือกำเนิดขึ้นมาได้เองบนโลกใบนี้ ดังนั้นทฤษฎีนี้จึงเสนอว่าสิ่งมีชีวิตถือกำเนิดมาจากนอกโลก

Endosymbiotic Theory คือทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการกำเนิดเซลล์ยูคาริโอต โดยกล่าวว่าทั้งไมโตคอนเดรียและคลอโรพลาสต์ต่างเคยเป็นเซลล์อิสระมาก่อน จากนั้นจึงเข้าไปอยู่ร่วมกับเซลล์อื่นโดยได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย

ภาพประกอบเพิ่มเติมจาก
//kimwootae.com.ne.kr/apbiology/chap19.htm
//blogs.nature.com/microscopicmiracles/2010/10/28/the-stuff-of-life
//www.nicksnowden.net/Module_1_pages/nucleic_acids%20and%20protein_synthesis.htm
//www.sticks-and-stones-magazine.co.uk/blog/index.php/evolution-on-your-wall/




Create Date : 11 กุมภาพันธ์ 2554
Last Update : 11 กุมภาพันธ์ 2554 20:52:26 น. 6 comments
Counter : 10351 Pageviews.

 
Happy birthday ka

ขอให้มีความสุขมากๆ สุขภาพแข็งแรง ร่ำรวยๆ และได้เป็นที่รักของทุกๆคนนะคะ


โดย: Sugar lip วันที่: 27 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:1:49:43 น.  

 


โดย: veerar วันที่: 27 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:1:51:16 น.  

 
สุขสันต์วันเกิดครับ ขอให้มีสุขภาพร่างกายเเข็งเเรง
คิดสิ่งใดก็ขอให้สมปรารถนาเเละมีความสุขในทุกๆวันครับ


โดย: Don't try this at home. วันที่: 27 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:2:38:11 น.  

 

สุขสันต์วันเกิด ขอให้พบกับสิ่งดีๆ ในชีวิตนะค่ะ




โดย: brackleyvee วันที่: 27 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:4:00:15 น.  

 


โดย: nootikky วันที่: 27 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:14:14:56 น.  

 
สุขสันต์วันเกิด มีความสุขมากๆนะคะ


โดย: นกเผือก วันที่: 27 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:19:53:47 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

มีชีวิตบนดาวอังคารหรือเปล่านะ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 18 คน [?]






....โลกมนุษย์นี้ไม่มีที่แน่นอน
ประเดี๋ยวเย็นประเดี๋ยวร้อนช่างแปรผัน
โชคหมุนเวียนเปลี่ยนไปได้ทุกวัน
สารพันหาอะไรไม่แน่นอน
ชีวิตเหมือนเรือน้อยล่องลอยอยู่
ต้องต่อสู้แรงลมประสมคลื่น
ต้องทนทานหวานสู้อมขมสู้กลืน
ต้องจำฝืนสู้ภัยไปทุกวัน
เป็นการง่ายยิ้มได้ไม่ต้องฝืน
เมื่อชีพชื่นเหมือนบรรเลงเพลงสวรรค์
แต่คนที่ควรชมนิยมกัน
ต้องใจมั่นยิ้มได้เมื่อภัยมา


พันตรีหลวงวิจิตรวาทการ





เขามีส่วนเลวบ้างช่างหัวเขา
จงเลือกเอาสิ่งที่ดีเขามีอยู่
เป็นประโยชน์โลกบ้างยังน่าดู
เรื่องที่ชั่วอย่าไปรู้ของเขาเลย
จะหาคนที่มีดีเพียงส่วนเดียว
อย่าเที่ยวเสาะหาสหายเอ๋ย
เหมือนเที่ยวหาหนวดเต่าตายเล่าเอย
ฝึกให้เคยมองแต่ดีมีคุณจริง

หลวงพุทธทาส





ชีวิตใกล้ปัจฉิมวัย ไม่เป็นไปตามแผนการเมื่อปฐมวัย อะไรที่ยิ่งใหญ่เมื่อเช้า เป็นของเล็กน้อยเมื่อเย็น อะไรที่เป็นสัจจะเมื่อแดดจ้า กลายเป็นมายาเมื่อยามพลบ

We cannot live the afternoon if life
according to the program on life’s morning; for what was great in the morning will be little at evening, and what in the morning was true will at evening have become a lie.



C.G. Jung.




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add มีชีวิตบนดาวอังคารหรือเปล่านะ's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.