Telco Update
Group Blog
 
All Blogs
 

ความหมายของเพลงตอนจบ อิคิวซัง

HAHAUESAMA OGENKI DESUKA
IKKYU-SAN เพลงตอนจบ

Hahauesama ogenki desuka
Yoube sugi no kozue de akaru hikaru hoshi hitotsu mitsukemashita
Hoshi wa mitsumemasu hahauesama noyoni yasashiku
Watashi wa hoshi ni hanashimasu kujike masen yo otoko no ko desu
Sabishiku nattara hanashi ni kimasu ne itsuka tabun
Sorede wa mata otayorishimasu hahauesama ikkyu

ท่านแม่ครับ สบายดีหรือเปล่า
เมื่อคืนผมเห็นดาวดวงหนึ่งส่องแสงสุกใสงอยู่บนปลายยอดไม้ซีด้า
เมื่อจ้องมองดาวดวงนั้นผมรู้สึกถึงความอ่อนโยนของท่านแม่
ผมคุยกับดวงดาวนั้นว่าผมเป็นลูกผู้ชายจะไม่ท้อแท้
ถ้าเมื่อใดที่ผมเหงาผมจะมาคุยด้วยอีก
แค่นี้นะครับ แล้วจะเขียนจดหมายไปหาท่านแม่อีก อิ๊กคิว

Hahauesama ogenki desuka
Kinou otera ni ko nekoga tonari no mura ni morawarete ikimashita
Ko neko wa nakimashita kaasan neko ni shigamitsuite
Watashi wa iimashita naku no wa oyoshi sabishikunai sa
Otoko daro kaasan ni aeru yo itsuka kitto
Sorede wa mata otayorishimasu hahauesama ikkyu

ท่านแม่ครับ สบายดีหรือเปล่า
เมื่อวานนี้ที่วัดของเรามีคนจากหมู่บ้านข้างๆเอาลูกแมวตัวน้อยมาให้
เจ้าแมวน้อยร้องไห้เพราะว่ายังติดแม่ของมันอยู่
ผมบอกกับมันว่าอย่าร้องไห้ไปเจ้าจะไม่เหงาหรอก
เป็นลูกผู้ชายใช่ไหม แล้ววันหนึ่งเจ้าจะได้เจอแม่เอง
แค่นี้นะครับ แล้วจะเขียนจดหมายไปหาท่านแม่อีก อิ๊กคิว

++++++++++++++++++++++++++++
เครดิตจากพันทิพเหมือนเดิม โพสต์เรื่อยๆ ทุกเดือน
จริงๆ MP3 ก็มีนะ อยากลงเป็น WMA ให้ฟังในนี้เหมือนกัน
แต่ไม่รู้ทำไง ใครรู้และอยากฟังก็บอกล่ะกัน




 

Create Date : 20 เมษายน 2549    
Last Update : 20 เมษายน 2549 14:58:44 น.
Counter : 311 Pageviews.  

มาอ่านเรื่องความรักของผมบ้างซิ PART 2

ช่วงบ่ายนั่งทำงานไปได้สักพัก ก็มีคนมาเคาะห้องอ๊ะ เธอนั่นเอง
"วันนี้ตอนเย็นพี่นัท ว่างไหมอะ"
"ว่าง !!" ตอบเสียงดังแบบไม่ต้องคิดเลย ผุ้ชายพายเรือ
"งั้นออกไปเพื่อนนัทหน่อยนะ" ก็เพราะเสียงออดอ้อนแบบนี้ละ ที่ทำให้ผมไม่เคยปฏิเสธเธอเลย แล้วประมาณช่วงเย็น ก็ออกไปกัน จุดหมายอยู่ที่สุขุมวิท แต่จำซอยไม่ได้แล้ว ระหว่างทางที่ชับรถไปเธอแผ่รังสีอำมหิตอีกแล้ว หากเปรียบรถเป็นเตาอบรังสีอำมหิตคือไมโครเวฟ ผมคงหอมกรุ่นน่ากินพอดี ไม่พูดจาเลย หรือเธอจะหลอกผมไปปล้น ก่อนที่จะเตลิดไปกว่านั้นเลยถามไปว่า นี่เราจะไปไหนกัน เธอไม่ตอบแต่ยิ้มๆ นิดๆอ้อ คงจะพาเราไปทำให้ประหลาดใจแน่นอน ประหลาดใจจริงๆ ครับ ประหลาดใจยิ่งกว่าอะไรเลย

เธอจอดรถหน้าบ้านหลังหนึ่ง ผมว่าบ้านผมหนึ่งหลังเท่ากับห้องครัวบ้านหลังนี้ได้แล้วเธอก็กดโทรศัพท์
"อยู่หน้าบ้านแล้ว" แล้วก็วางหูไป อีกซักแป๊บก็มีชายหนุ่มหล่อมากออกมาผมเห็นปุ๊บจำมันได้ปั๊บ หมอนี่เรียนรุ่นเดียวกับผม มันดังมากสมัยเรียน
"พี่นัทรออยู่ในรถนะ" เธอลงไป แต่ตอนนั้น ถึงผมจะโง่หรือบ้าก็พอจะปะติดปะต่อเรื่องออก หากผมจำไม่ผิดหมอนี่ละชื่อบอล ผมทำตัวไม่ถูกจริงๆ ตอนนั้นไอ้หมอนั่นมันมองมาในรถหลายครั้งเหมือนกัน เนื่องจากเสียงเพลงในรถดัง ผมเลยไม่รู้ว่าเค้าสองคนคุยอะไรกัน แต่ก็ดีที่ไม่ได้ยิน ผมอยากจะหนีไปให้ไกลจริงๆ หากทำได้ตอนนั้น แต่จะทิ้งเธอไปก็ไม่ได้ เพราะหลังจากนี้ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ทั้งสองคนคุยกันประมาณ 10 นาที แล้วเธอก็ร้องไห้ ยืนนิ่งแล้วร้องไห้ ไอ้หมอนั้นก็มองหน้าผม อยากจะออกไปตั๊นหน้ามันมาก แต่ผมรุ้ตัวดีว่าผมเป็นเพียงคนอื่นไกลของคนทั้งคู่ สักครู่เธอกลับเข้ามาในรถ
"ไปเถอะ" ผมต้องมาขับรถให้ เพราะหากปล่อยให้เธอขับอาจเป็นอันตรายได้ ระหว่างทางกลับเธอเงียบและไม่พูดอะไรเลย ส่วนผมก็ไม่มีอะไรจะพูดเหมือนกัน ถึงแม้จะมีคำถามมากมายแต่ถามไปก็เท่านั้นผมรู้เพียงว่าหน้าที่สุดท้ายของผมคือพาเธอไปส่งที่คอนโด ประโยคเดียวที่ผมพูดคือ
"อย่าคิดมาก เดี๋ยวก็ต้องเคลียร์กันได้" เธอเงียบงันไม่ได้ตอบอะไร พอจอดรถเสร็จแล้ว ผมบอกให้เธอขึ้นไปก่อน ผมจะเอาขนมไปให้น้องหมาแล้วผมก็มานั่งให้ขนมน้องหมา น้องหมาริกรี้ได้ไม่นานเหมือนจะรู้ว่า ผมผิดปกติซักพักมันก็มานอนไกล้ผม อีกไม่นานผมก็คงเป็นหมาหัวเน่าเหมือนกับน้องหมาเหล่านี้ผมไม่รู้ว่าผมนั่งอยู่ตรงนั้นนานเท่าไหร่ แต่ตอนนี้ผมไม่มีที่จะไปจริงๆ แล้วซักพักเธอก็ลงมาหาผมอีกครั้ง แล้วมานั่งไกล้ผม
"ขอบคุณพี่นัทมากนะคะ วันนี้" เสียงเธอแหบ ตาเธอบวม
"ไม่เป็นไรหรอกจ้า ยังไงนัทก็ยังมีพี่ชายคนนี้เสมอนะ" เอ้อ เอาเข้าไป ไม่ได้อยากเป็นพี่ชายเลยก็เพราะเป็นคนแบบนี้นี่ละ ชีวิตเลยไม่รุ่ง
"เดี๋ยวก็เคลียร์กันได้ อย่าคิดมากนะคนดี" เธอหันมาแล้วยิ้มนิดๆ ก่อนจะเงียบไปอีก แค่ทำให้เธอยิ้มได้ ผมก็ดีใจแล้วเกือบๆ เที่ยงคืนเธอจึงขึ้นไปนอน เพราะพรุ่งนี้มีเรียนส่วนผมนั่งอยู่แป๊บก็ออกไปกินเหล้ากับเพื่อน เหล้าไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่บางครั้งเราก็ต้องการลืมปัญหาแม้มันจะเพียงครึ่งคืนก็ยังดีกว่าปล่อยให้มันกัดกินจิตใจเราต่อไป

หลังจากนั้น 3 วันผมไม่ได้คุยกับเธอเลยส่วนหนึ่งก็เพราะผมต้องการหลบหน้าเธอ ไม่มีข้อความจากเธอ ก็ในเมื่อเค้าคืนดีกันแล้วผู้ร้ายอย่างผมก็ต้องไปซักที ห้องเยื้องกันจากที่เคยเป็นสวรรค์ ตอนนี้ยิ่งกว่านรกอีก เย็นวันนั้นตอนผมกลับมาจากทำงาน ตอนออกจากลิฟท์เพื่อเข้าห้องก็เจอเรื่องร้ายๆ ตอกย้ำอีกครั้ง หมอนั่นมาหาเธอที่ห้อง ยืนคุยกันอยู่หน้าห้อง เนื่องจากผมเดินเลี้ยวเข้ามาเลยไม่รู้ตัวก่อนไม่งั้นผมคงไม่เอาตัวเองไปอยู่ที่ตรงนั้นเด็ดขาด และคนทั้งคู่ก็เห็นผมแล้ว ก็ไม่รู้ทำอย่างไรจะกลับไปก็ไม่ได้เลยเดินก้มหน้า ไม่ได้มองไปทางทั้งคู่และก็เข้าห้องไป เข้ามาถึงห้องก็เปิดเพลงดังๆ เพื่อกลบเสียงที่เราเคยอยากได้ยิน เสียงที่เราคิดว่าเป็นเสียงที่เพราะที่สุด ลูกผู้ชายอย่างผมน้ำตาคลอเบ้าก็หนนี้ละ หลายครั้งที่เพื่อนผู้ชายร้องไห้ ผมไม่เข้าใจหรอกว่าอะไรจะรักกันขนาดนั้น วันนี้ผมเข้าใจจริงๆ

ผมเสียใจกับเหตุการณ์ต่อไปอีก 3 วัน เธอก็เงียบหายไป งานการก็ไม่ได้ทำ พอดีวันนี้นั่งเช็คเมล์ ผมมีเพื่อนสนิทที่อยู่แก๊งเดียวกันแต่ตอนนี้ไปทำธุรกิจอยู่ที่ภูเก็ต เราเมล์คุยกันตลอด ผมอ่านเมล์ฉบับล่าสุด ทำให้ผมรู้ได้ทันทีว่า ผมควรจะหลบไปไหนดีหันไปมองเป้ใบเก่ง รองเท้าผ้าใบคู่เก่าทุกอย่างพร้อม โทรไปเลื่อนนัดเกี่ยวกับงาน พร้อมฝากความรับผิดชอบให้น้องที่บริษัท โทรไปจองตั๋วเย็นวันนั้นผมก็ถึงสนามบินภูเก็ตเพื่อนมารับ แต่ผมไม่ได้บอกเพื่อนว่าทำไมอยู่ดีๆ ถึงมา ตั้งใจว่าจะมาพักร้อนซัก 2 อาทิตย์ผมมาที่นี่ครั้งสุดท้ายเมื่อปีที่แล้ว ตอนนั้นมาดำน้ำกันกับเพื่อนในกลุ่ม 5 คน เพื่อนผมคนนึงชื่อหนึ่ง ติดใจเลยขอเงินพ่อแม่ไปเรียนจนได้ licenseดำไปดำมาเลยได้เปิดร้านดำน้ำที่ภูเก็ต เปิดมาได้เกือบปีแล้วทุกอย่างกำลังจะไปได้สวย ตอนที่หนึ่งจะเปิดร้านดำน้ำ เคยชวนผมลงหุ้นด้วยแต่เนื่องจากผมไม่ถนัดและจบทาง ITเลยไม่ได้ทำด้วยกันแต่วันนี้หุ้นส่วนคนนึงกำลังจะถอนหุ้นไป ทำให้ร้านเกิดปัญหา เพราะต้นทุนเรื่องพวกนี้สูง หากไม่ทันก่อนไฮซีซันนี้ ธุรกิจก็มีปัญหาแน่ หนึ่งเลยชวนผมอีกครั้งครั้งนี้ผมเริ่มลังเลเพราะ ผมชอบทะเล ถึงแม้จะไม่สามารถคาดหวังกับรายได้แต่ผมคิดว่ามันหล่อเลี้ยงจิตใจได้ดีทีเดียว ผมมาคราวนี้ พอเพื่อนๆ รู้ข่าวก้ตามลงมาอีก 2 คนพวกเราเลยได้ไปดำน้ำกันอีกครั้ง สนุกมาก เสียดายจังที่บัดดี้ที่ดำเป็นเพื่อนหากเป็นเธอ ปลาการ์ตูนที่ว่าสวยยังชิดซ้าย ขนาดดำน้ำยังคิดถึงได้ ตั้งใจว่าจะไม่ คิดถึงแล้วเชียว

อยู่ภูเก็ตได้ 10 วันตกลงกับหนึ่งว่าจะไปเคีลยร์เรื่องที่กรุงเทพแล้วจะให้คำตอบภายในเดือนนี้พอดีกับที่น้องที่ออฟฟิซโทรมาตามว่างานมีปัญหาผมเลยต้องกลับเร็วกว่ากำหนด3 วัน 11 วันที่ไม่ได้เจอ เธอโทรหาผมหลายครั้ง แต่ผมให้เพื่อนรับแล้วบอกว่าเจ้าของเบอร์ไม่ได้ชื่อนี้ เธอเลยไม่โทรมาอีกเลย

เวลามีเรื่องไม่สบายใจ ทะเลช่วยเราได้จริงๆ

กลับมาถึงกรุงเทพรู้สึกดีขึ้นกว่าก่อนไป ส่วนหนึ่งเพราะได้คุยกับเพื่อนด้วย ผมเข้าคอนโดอย่างกับขโมย ไขกุญแจห้องด้วยความเงียบเพราะไม่อยากให้เธอรู้ว่าผมกลับมาแล้ว ถึงผมกลับมาหรือจากไปมันก็คงไม่สำคัญอีกแล้วสำหรับเธอ

กลับมาถึงก็ต้องออกไปทำงานเลย เธอไม่รู้ตัวผมหลบหน้าต่อได้อีก 1 วันแต่ตอนที่ผมกลับมาจากทำงานนี่ซิตอนที่กำลังไขกุญแจนั่นเอง เธอคงรู้ตัวและเปิดประตูออกมา
"พี่นัท" ผมตกใจ คิดอีกทีเราไม่ได้ทำผิดนี่ได้ยินแต่ก็ไม่ตอบ มุมานะไขกุญแจต่อไป
"พี่นัท" เสียงเริ่มเข้มขึ้น
"อืมม ว่าไง" ตอนนี้รังสีมาคุ ของทั้งสองฝ่ายพุ่งเข้าใส่กัน
"ขอคุยด้วยหน่อย" เธอวีนแล้ว ผู้หญิงน่ากลัวเหมือนกันเธอเข้ามาคุยที่ห้องผมเลย
"มีอะไรก็ว่ามา" ทำเป็นไม่แคร์
"ไปไหนมา" สนใจด้วยเหรอ ผมตัดพ้อในใจ
"อ้อ พี่ไปติดต่อธุรกิจมานะ"
"ไปเป็นอาทิตย์เนี่ยนะ"
"ก็แวะไปเที่ยวกับเพื่อนนิดหน่อย พอดีรีบๆ ไม่ได้ซื้ออะไรมาฝาก"
"แล้วทำไมไม่ติดต่อมาเลย จะไปก็ไม่บอก"
"พอดีมันรีบๆ นะ" ทุกถ้อยของผมเป้นคำพูดประชดทั้งนั้น โดยเฉพาะ
"ตอนนี้พี่ตกลงกับเพื่อนได้แล้ว อีกไม่นานพี่คงไม่ได้อยู๋ที่นี่แล้ว เพราะต้องไปช่วยเพื่อนดูแลงานที่ภูเก็ต" โอ้ยถึงแม้จะงอนเธอแต่ผมจะประชดทำไมเนี่ยโกหกด้วย ปากไวไปหน่อย เธอไม่พูดอะไรแล้วงอนไปเลย ผมไม่ได้ตามไปง้อ เพราะคิดว่าเรื่องราวตอนนี้เป็นแบบนี้ละดีแล้ว ยังไงเรามันก็ส่วนเกินนี่ หลังจากนั้นผมก็ใช้ชีวิตตามปกติ เจอกันก็คุยนิดๆหน่อยๆ เหมือนไม่สนิทกันเลยเอาข้าวไปให้น้องหมาก็เอาไปให้คนละที น้องหมาคงงงตกลงจะกินของใครดี

แต่ช่วงหลังๆ ผมเริ่มลังเลเหมือนกันว่าจะปล่อยให้เรื่องมันจบแบบนี้เหรอ ผมไม่เคยได้บอกจากปากว่าคิดยังไงกับเธอเลย และไม่เคยถามเธอเลยว่าเรื่องของเธอมันลงเอยยังไง เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ผมคิดเองสรุปเองทั้งนั้น ถึงแม้ว่าเธอจะลงเอยกับไอ้หมอนั่น แต่ผมก็ไม่มีสิทธ์ที่จะไปโกรธเธอเพราะเธอไม่ได้ทำผิด เธอไม่เคยบอกว่าจะคบกับผม เธออาจคิดว่าผมเป็นพี่ชายคนนึงก็ได้ ยิ่งคิด จากที่เคยคิดว่าฝ่ายโน้นผิดกลายเป็นเราเองซะแล้ว

หลังจากที่ปรึกษากับเหล่าบรรดาที่ปรึกษาทั้งหลายแล้วผมจึงตัดสินใจว่ายังไงก็ต้องพูดกับเธอให้ได้ แต่เธอก็ไม่อยู่ห้องซักที รอมาหลายวันแล้ว โทรไปก็ไม่รับสาย คงยังโกรธอยู่ กะว่าเดี๋ยวดักเจอแล้วค่อยบอกก็ได้ 2 วันก็แล้ว 3 วันก็แล้วผมเริ่มชักระแวงแล้ว แล้วคำตอบก็เฉลย
"หนูๆ ที่บอกว่าเพื่อนหนูจะมาอยู่นะ ตอนนี้ห้องว่างแล้วนะ" อ่ะ ซวยแล้วไปโกหกไว้เรา
"เหรอ ครับ พอดีเพื่อนผมเค้ารอไม่ไหว ได้ที่อื่นไปแล้วละครับ"
"เหรอ แหมพอว่างแล้วไม่เอา ห้องที่ถามวันนั้นพอดี"
อะไรนะ ห้องที่ถามวันนั้น ไปกันใหญ่แล้ว
"ป้าว่าไงนะ พูดอีกที" ผมใจหายวูบ
"ห้องนั้นละ ที่รู้จักกับหนุ่มนั่นละ ย้ายออกไปเมื่อวานซืนเอง"
เมื่อวานซืนเธอเลือกเวลาย้ายได้ดี เพราะผมออกไปทำงานเลยไม่รู้หมดแรงเลยคุณ รีบกดโทรศัพท์หาเธออีกที แต่ก็เหมือนเดิมเธอไม่รับสายเลยทิ้งขอ้ความไว้ แต่ก็ไม่โทรกลับอยู่ดี ผมลืมไปสนิทเรื่องนึง เธอเรียนจบแล้ว เธอเรียนจบ 3 ปี ครึ่ง นี่แสดงว่าเธอเรียนจบมาเดือนกว่าแล้วแต่ผมไม่ได้นึกเอะใจเลย อาจเป็นช่วงที่กำลังงอนก็ได้

ผมกลับขึ้นมา ห้องนั้นไม่ได้ล๊อคกุญแจ คงรอทำความสะอาด ฝักบัวที่ผมเปลี่ยนให้เธอก็ยังอยู่ที่เดิม ห้องมันว่างเปล่ามากวันนี้ผมนั่งอยู่ในห้องคนเดียวเหมือนทุกวันแต่สิ่งที่ต่างไปคือ ไม่มีคนมาเคาะกวนประสาทไม่มีเสียงเรียก พี่นัท ไม่มีคนมานั่งเล่นกับน้องหมาอีกแล้วแล้วก็ไม่รอช้า ผมขับรถไปหาเธอที่บ้านทันที แต่ไม่ได้เข้าไปในบ้านหรอก เพราะมีคนออกมาบอกว่าคุณนัท ไม่อยู่มีอะไรให้สั่งไว้ คงเป็นเด็กในบ้านเธอ ผมถามต่อไปว่าจะกลับเมื่อไหร่ เด็กก็บอกไม่รู้ ผมรุ้ว่าเธออยู่ในบ้าน แต่ไม่ยอมออกมาพบผม ผมเลยฝากไปบอกว่าให้โทรกลับมาหาผมมีเรื่องจะคุย

แต่เธอคงสวมบทใจแข็งแล้ว ไม่มีอะไรติดต่อกลับมาจากเธอเลย

หลังจากนั้นผมก็เพียรโทรหาเธอทุกวัน จนเริ่มท้อใจ เอาวะ เป็นไงเป็นกัน สวมบทโหดบุกบ้านเธออีกครั้ง ให้รู้ดำรู้แดงไปเลย อย่างดีก็แค่โดนข้อหาบุกรุก แต่ได้บอกสิ่งที่อยากบอกเธอก็ถือว่าคุ้ม ด้วยความที่เพื่อนผมเป็นห่วงเลยตามมาด้วยอีกสองคน แต่เอ๊ะไม่ดี เหลือไว้คนแสตนบายเผื่อประกันตัวดีกว่า

ผมไปถึงบ่ายเธอช่วงบ่าย กะว่ายังไงอย่าให้เจอพ่อแม่เธอดีที่สุด อาจเป็นผลต่อการขอลูกสาวในอนาคตคิดไปโน่น แต่แผนการบุกของหน่วยสวาทไม่สำเร็จ เพราะบ้านเธอไม่มีใครอยู่เลย แถมเพื่อนผมยังโดนหมาในซอยไล่อีกกว่าจะกลับมาขึ้นรถได้แทบแย่

3 อาทิตย์ผมไม่ได้ข่าวคราวเธออีกเลย ทางหนึ่งก็ถามเพื่อจะเอาคำตอบจากผม ผมเลยตอบตกลงไป แต่โชคดีที่ทางหนึ่งบอกว่าให้ผมเป้นนักลงทุนอย่างเดียวเพราะไปทำก็เกาะกะเพราะจะมีเพื่อนในแก๊งอีกคนไปทำเอง ผมเลยยังได้อยู่ที่นี่ต่อ

ถึงวันเปิดร้านใหม่ ฝั่งอันดามันเข้า High Season แล้ว หนึ่งเปลี่ยนชื่อร้าน (ผมอยากบอกชื่อร้านจังแต่อย่าเลยเดี๋ยวหาว่าเอาไดอารี่มาหากิน) มะรืนนี้เป็นวันกำหนดตัดริบบิ้น ผมเลยต้องลงไปซะหน่อย เนื่องจากช่วงนี้งานที่ กทม เริ่มซา ผมเลยมีเวลาว่าง ก่อนไปผมเลยส่งข้อความไปบอกเธอว่าจะไปแล้วนะ ไม่กี่วันกลับก่อนไปอยากเจอ จะรอที่ .....
เมื่อก่อนเราจะไปออกกำลังกายที่นี่เป็นประจำ น้องนัทเธอเฮลตี้ ต้องได้เหงื่อทุกวันผมรอจนถึง 2 ทุ่ม แต่เธอก็ไม่มาเลยตัดสินใจโทรไปอีกที คราวนี้มีคนรับสาย
"ฮัลโหล สายนัทครับ"
"พี่นัทไม่อยู่นะคะ" คงเป้นน้องสาวเธอ เธอมีพี่น้อง 2 คน
"แล้วจะกลับมาเมื่อไหร่เหรอครับ"
"ไม่แน่ใจคะ แต่น่าจะประมาณปีหน้า" ผมงง นี่มันปลายปี ไปไหนถึงปีหน้า
"ขอโทษนะครับ เค้าไปไหนเหรอ"
"พี่นัทไปเรียนต่อคะ" วูบยิ่งกว่าวูบ กลั้นใจถามต่อไปได้ความว่าเธอไปเรียนต่อที่อังกฤษ ผมพยายามขอที่อยู่กับเบอร์โทรแต่น้องเธอบอกว่าให้ผมทิ้งเบอร์ไว้แล้วจะบอกพี่นัทให้เวลาโทรกลับมาเมืองไทย

ผมมาถึงภูเก็ตได้ไงก้ไม่รู้ 25 ปี โหดร้ายจัง ผมเลือกที่จะจบวันนี้เพราะวันนี้เป็นวันครบ 1 ปีที่เรารู้จักกันและขอจบเรื่องไว้แค่นี้
วันนี้ผมยังใช้ชีวิตตามเส้นทางของตัวเองต่อไป และเธอก็จะอยู่ในความทรงจำของผมตลอดไป ขอบคุณเธอที่ทำให้ผมมีวันดีๆ ในชีวิตรอยยิ้มของทุกคนที่เกิดจากเรื่องราวเหล่านี้ผมขออุทิศให้แด่เธอ .... ผู้ซึ่งจากไปไกลแสนไกล .... :_ )
===========================================

พฤษภาคม 2545
มรสุมเริ่มเข้าฝั่งอันดามันแล้ว ลูกทัวร์ดำน้ำก็น้อยลง ผมมาอยู่ที่นี่ได้ เกือบอาทิตย์แล้ว วันนี้มีปาร์ตี้ส่งลูกทัวร์กลุ่มนึง เป็นปาร์ตี้เล็กจัดแถวๆ บังกะโลที่ Co กับทางร้านหลังงานเลิก ผมก็มาเดินเล่นที่ชายหาด วันนี้อากาศดี พระจันทร์เต็มดวงเลยเห็นดาวน้อยกว่าปกติ ฟ้าผืนเดิมก็ยังสวยเหมือนเดิม ทุกครั้งที่มีเวลา ผมจะทำแบบนี้เสมอ ทุกครั้งที่ผมคิดถึงเธอการแหงนดูท้องฟ้า ทำให้ผมสบายใจ เพราะอย่างน้อยเราก็อยู่ใต้ฟ้าผืนเดียวกัน ห่างกันแค่ซีกโลก แต่ผมก็ไม่เคยหมดหวังที่จะรอเธอกลับมาและปลอบใจตัวเองเสมอว่า ความทุกข์ของผมนั้นเล็กมากเมื่อเทียบกับจักรวาลที่กว้างใหญ่นี้ขอโอกาสให้ผมอีกครั้ง ไม่ว่าจะนานแค่ไหน ผมรอแค่จะบอกเธอว่า ผมรักเธอ ผมรอด้วยศรัทธาที่ว่า ในเมื่อโชคชะตาพาเรามาเจอกัน ก็ต้องมีอีกครั้งที่เส้นทางของเราจะต้องมาเจอกันอีกที
หลังจากนั้นอีกไม่กี่วันผมก็เดินทางกลับกรุงเทพ เวลาเปลี่ยน ทุกอย่างก็เปลี่ยน ผมไม่ได้อยู่ที่คอนโดเดิมแล้ว เนื่องจากออฟฟิซใหม่ค่อนข้างไกล เลยย้ายออกมาอยู่อีกที่ ส่วนห้องผมก็ให้คนอื่นเช่าต่อห้องของเธอก็มีคนมาอยู่ใหม่แล้วเช่นกัน ตอนนี้ที่นั่นเหลือเพียงความทรงจำเท่านั้น
เย็นวันศุกร์ ผมเลิกงานเกือบ 2 ทุ่มเพราะต้องเคลียร์งาน ที่ทำงานเหลือผมเพียงคนเดียว ตอนนี้เพื่อนๆ ผมเริ่มจะไม่ค่อยมีเวลาออกมากินเหล้ากันแล้ว เนื่องจากอายุที่มากขึ้น ภาระต่างๆ ก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัว บางคนก็แต่งงานไป จะเฮไหนเฮนั่นเหมือนเมื่อก่อนคงไม่ได้ ศุกร์นี้ผมเลยไม่มีที่ไป เรียกว่าไม่มีใครสักคนเลยก็จะดีกว่า หากเธอยังอยู่ไกล้อะไรๆ มันคงดีกว่านี้ วันนี้ผมคิดถึงเธอมาก เลยขับรถไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีจุดหมาย ผมมารู้ตัวอีกทีก็อยู่แถวๆ บ้านเธอ แล้ว คิดว่าไหนๆ ก็ผ่านมาเลยแวะเข้าไปดีกว่า จอดรถหน้าบ้านเธอ ก็ถามตัวเองเหมือนกันว่าจะมาทำไมเจ้าของบ้านเค้าไม่รู้อยู่ไหน แต่ไหนๆ ก็มาแล้ว ยังไม่ดึก ไปลองถามๆดูก็ไม่เสียหาย ผมเลยกดออดเด็กในบ้านออกมา ผมบอกว่ามาหาคุณนัท เธอบอกว่าคุณนัทไม่อยู่ ยังไม่กลับมา จะเข้ามานั่งก่อนไหม ผมก็เข้าไป หวังเล็กๆว่าหากเจอพ่อแม่หรือใครก็ตาม ผมอาจจะรู้อะไรของเธอเพิ่มเติมก็ได้ นั่งรออยู่ในห้องรับแขก เด็กเอาน้ำมาให้กิน บอกว่ารอซักแป๊บ ผมนั่งรออยู่ประมาณ 15 นาที ยืนดูรูปโมเน่ต์ที่ติดผนังอยู่ แล้วก็มีเสียงดังมาจากข้างหลัง"รอนานไหมคะ" เสียงที่ผมคุ้นเคย เสียงที่ผมรอคอย ผมงงมาก"จำรถได้" เธอยิ้ม แวบแรกที่เห็น เธอไม่ได้เปลี่ยนไปเลย อาจดูเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น "พี่นัททานไรมาหรือยัง" แต่สำเนียงการพูดอ้อนๆ เหมือนเดิม
"ยังเลย"
"งั้นรอแป้บนะ ออกไปหาอะไรทานกัน เดี๋ยวเอาของไปเก็บก่อน"
ผมรอเธออีกประมาณ 15 นาที บวกกับอาการงงๆ เอามือหยิกแก้มตัวเอง เออแฮะ โลกแห่งความจริงนี่นาบทที่จะเจอก็ง่ายเหลือเกิน
เราหาร้านทานกันแถวๆ บ้านเธอ เธอเล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟังมากมาย ไปเรียนก็คอร์สสั้นๆ และเพิ่งกลับมาเมื่อ 2 อาทิตย์ที่แล้ว ตอนนี้ทำงานให้กับที่บ้านอยู่ เราพูดแลกเปลี่ยนเรื่องราวของกันและกันจนออกจากร้าน
ระหว่างทางขับรถไปส่งเธอที่บ้าน ผมมีความสุขมาก ความสุขอยู่ข้างๆผมแล้ว และจะไม่มีทางปล่อยให้ความสุขไปไหนอีกแล้ว ผมตัดสินใจบอกสิ่งที่ผมรอที่จะบอกเธอมานาน และแม้ว่าผลลัพธ์จะออกมายังไง
"พี่รักนัท" เธอเงียบไป แล้วยิ้มมาทางผม

วันนี้ผมต้องไปภูเก็ตอีกวัน เพราะมีหุ้นส่วนคนใหม่คือเพื่อนในกลุ่มอีกคน กลายเป็นว่าทั้งร้านมีเรา 4 คนทำงานสบายใจมากเลยนัดไปฉลองกัน ตอนเที่ยงแล้วผมเพิ่งจะขึ้น Taxi มีเมสเสจเข้ามา "อยู่สนามบินแล้ว อย่าโอ้เอ้ เร็วๆ กระเป๋าหนักนะ/อาม่า"
ผมดีใจจัง ที่หลายๆ คนอ่านแล้วยิ้ม
หลายคนอ่านแล้วมีกำลังใจ
หากเธอได้รับรู้ก็คงจะมีความสุขเหมือนที่ผมมีตอนนี้เช่นกัน
==================================================
วันนี้เป็นวันที่มีความสุขที่สุด ตื่นมาสดใสมาก เพราะอะไรนะเหรอก็เมื่อคืนผมได้บอกสิ่งที่เก็บมาตลอดแล้วนะซิ ถึงแม้จะไม่ได้รับคำตอบใดๆจากเธอ แต่รอยยิ้มนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าปฏิเสธหรือรังเกียจแม้แต่น้อยที่เหลือก็รอเพียงเวลาเท่านั้นที่จะนำคำตอบของเธอมาให้ผม
คืนนั้นเลยตามเพื่อนออกมาฉลอง บอกมีข่าวดีจะบอก หากไม่งั้นพวกมันคงไม่ออกมา เหล่าที่ปรึกษาทั้งหลายก็มีความสุขกันถ้วนหน้าไม่รู้สุขเพราะเรื่องผมหรือสุขเพราะได้กินเหล้า
แต่หลังจากนั้นเราแทบไม่ได้เจอกัน เพราะต่างคนก็งานยุ่ง เธอมีงานของเธอ ผมก็มีงานของผม เรียกว่าว่างแทบไม่ตรงกันเลยผ่านมา 2 อาทิตย์เราเจอกันครั้งเดียว ไปทานข้าวเย็นกัน และโทรคุยกันก็ไม่กี่ครั้ง จนผมเองก็เริ่มหวั่นๆ ว่าเป็นการปฏิเสธกันทางอ้อมหรือเปล่า
แต่แล้วก็มีเหตุให้ผมต้องมีอันไปภูเก็ตหลายวัน ปกติไปแค่ไม่เกินอาทิตย์ แต่คราวนี้อาจต้องไปเป็นเดือน ก็เพราะเพื่อนผมอีกคนที่อยู่ร้านมีเหตุจำเป็นต้องไม่อยู่ขึ้นมา งานทางกรุงเทพก็ยุ่ง แต่ครั้นจะไม่ไป เพื่อนคนเดียวก็ไม่ไหว เลยต้องโอนงานให้น้องที่ออฟฟิซทำแทน คืนก่อนไปก็เลยโทรไปบอกน้องนัทคนดีซะหน่อย
"เอ้อ พี่มีเรื่องจะบอก" ตัดมาตอนบอกเลยนะ
"มีอะไรเหรอ"
"คือพรุ่งนี้ ต้องไปภูเก็ตนะ แต่คราวนี้อาจนานหน่อย ไม่แน่ใจว่าจะ 1 เดือนหรือเปล่า"
เสียงอ่อยแล้วก็ขนาดอยู่ไกล้กันยังหาโอกาสเจอเธอยากเลย ไปอยู่โน่นยิ่งแล้วใหญ่
"พรุ่งนี้ว่างไหม ไปส่งหน่อยดิ" อยากเจอเธอก่อนไปนะครับ
"คงไปไม่ได้ละพี่นัท พรุ่งนี้ติดงานจริงๆ" เอาแล้วครับ
"........ งั้นก็ไม่เป็นไร แล้วจะโทรหานะ ฝันดีละกัน"
งอนแล้วผมงอนแล้ว รีบวางไปเลย คนจะไปหลายวันยังเห็นงานดีกว่าอีก โป้ง !!
วันเดินทางเลยเซ็งๆ คนที่อยากให้มาก็ไม่มา เลยเอ้อระเหยกว่าจะออกเดินทางได้ก็เกือบเที่ยงแล้วก็มีเมสเสจเข้ามา (ข้อความจริงๆ เป็นภาษาอังกฤษนะครับ)
"อยู่สนามบินแล้ว อย่าโอ้เอ้ เร็วๆ กระเป๋าหนักมาม่า"
อ่านข้อความก็งง อยู่สนามบินกระเป๋าหนักมาม่า แล้วจะเอามาม่าไปทำไม ยังไม่ทันรู้ว่าใครส่งมา ก็มีมาอีกอันนึง
"อยู่สนามบินแล้ว อย่าโอ้เอ้ เร็วๆ กระเป๋าหนักนะ/อาม่า" อ้อพิมพ์ผิด
เฮ้ย นี่มันๆๆ บอกพี่ Taxi ด่วนเลยพี่ จะขึ้นกี่ทางด่วนไปเลยเพราะกลัวว่าเดี๋ยวต้องขึ้นเครื่อง เวลาร่ำลาหวานซึ้งจะน้อย แต่พอไปถึงมันไม่ใช่ เธอไม่ได้มาส่ง เธอมาในชุดไปเที่ยวไอ้ผมนะดีใจมาก แต่ไอ้ครั้นจะวิ่งเข้าไปกอดก็ไม่ได้ แต่ในใจคิดไปแล้วอะ
"กลัวมีคนงอน" ประโยคแรกที่เธอพูด ผมนะยิ้มอย่างเดียว

มาถึงภูเก็ตตอนเย็น เพื่อนมารับ เพื่อนผมเองก็ไม่รู้หรอกว่าจะมีเซอร์ไพรซ์
ท่าทางมันตกใจเหมือนกัน หันมายิ้มมีเลสนัยอีก หึหึหึ เที่ยวนี้มันมากับสาว
เช้าวันรุ่งขึ้น อากาศแจ่มใสมากเลยจะพาเธอไปดำน้ำซะหน่อย พอดีวันนี้ที่ร้านไม่มีแขกเลย เรือก็เป็นของเรา เพื่อนผมก็อาสาขับเรือให้ วันนี้สิ่งมีชีวิตหลากสีสัน ใต้ทะเลชิดซ้ายไปถนัดตา เพราะเจอสิ่งมีชีวิตขาวหมวยเข้าไป น้องปลาการ์ตูนคงประชดประชัน
"ต๊ายเธอดูสิ ระริกระรี้ยิ่งกว่าพวกเราอีก ทีมาคนเดียวละหงอย" น้องปลาเบอร์ 1 กระแนะกระแหนผม
"อ๊างงง จริงด้วย แล้วดูสิพาปลาอะไรไม่รู้ ไม่มีสีอื่นนอกจากสีขาว" น้องปลาเบอร์ 2 กระแนะกระแหนเธอเอ้อ ผมบ้าไปแล้วเวลาดำน้ำ(เรียกว่าดำก็ไม่ถูกเพราะ สนอกเกิ้ลเอง) เหมือนกรณีเธอเนี่ยไม่ได้ดำบ่อยหน้าที่เราก็ต้องพาเธอไปดูตรงโน้นตรงนี้ นั่นปลาปักเป้านั่นปลานกแก้ว นอกจากจะทำให้เธอรื่นเริงแล้ว =) ยังได้จับมือเธอด้วย แผนนี้แยบยลครับ ดูจริงใจยังไงไม่รู้
ตกกลางคืนเราก็มีงานเลี้ยงปกติตามประสาคนรักงานเลี้ยง บังกะโลหลังเดิมทะเลเดิมๆ ฟ้าก็ยังผืนเดิม แต่สิ่งที่แตกต่างไปคือ ไม่ต้องเดินคนเดียวที่ชายหาดอีกแล้วหลังงานเลิกผมออกมาเดินเล่นกับเธอ
"ดีจังเลยนะคืนนี้" ผมพูดลอยๆ
"ดีอะไรเหรอ"
"ก็ดีไง แบบว่า .... ช่างมันเถอะ ดาวสวยดีนะ เคยเห็นดาวตกป่ะ" พูดไม่ออก เลยเปลี่ยนเรื่องถามเธอ
"เคยเห็นตอนเด็กๆ นานนนมากแล้ว" เธอตอบพร้อมเงยหน้าแหงนมองฟ้า คืนนี้ดาวเกลื่อนฟ้า สวยจริงๆ
"แล้วหากเห็นจะขออะไร"
"บอกของตัวเองมาก่อน" เธอถามผมกลับ
"ไม่รู้สิ สิ่งที่ขอไปก็สมหวังแล้ว ขอไปอีก เดี๋ยวจะโดนหาว่าโลภ พระเจ้าจะลงโทษ"
สิ่งที่ผมขอประจำเวลาที่อยู่ที่นี่ เวลาที่แหงนมองฟ้าก็คือให้ผมได้เจอเธอนั่นละครับ

"สมมุติพระเจ้าใจดี บอกว่าให้ขอได้อีกข้อละ" ตอนนี้เราทั้งคู่หยุดเดิน มองดูฟ้าทั้งคู่
"......................" ผมเงียบ ก่อนที่จะพูดว่า
"งั้น...ขอให้คนที่เรารักอยู่กับเราตลอดไป"
ผมไม่รู้ว่าเราสองคนเงียบไปนานแค่ไหน รู้แต่ว่าเวลานั้นผมและเธอต่างก็แหงนมองฟ้าเหมือนต้องการจะหาดาวตกจริงๆ แล้วเธอก็กลบความเงียบนั้น
"คนที่พี่นัทรักเค้าไม่ไปไหนอีกแล้วละ เค้าก็อยากอยู่ไกล้คนที่เค้ารักเหมือนกัน"
ภาพที่สวยที่สุดในคืนนั้น คือภาพคนสองคนเดินจับมือกันไปทะเลเป็นที่ๆ ดีที่สุดสำหรับผมแต่ทะเลที่มีเธอเนี่ยมันยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด
หากคุณรักใครซักคนในขณะนี้ และยังไม่ได้บอกเค้าให้รู้
อย่าอ้างว่า ไม่มีโอกาส
อย่าอ้างว่า ไม่กล้าพอ
อย่าอ้างว่า กลัวผิดหวัง
อย่าอ้างว่า ยังไม่ถึงเวลา
ความสุขของการได้รักคือการให้คนที่เรารักมีความสุขและการได้บอกรักครับ


*********** บทส่งท้าย *****************************************
นี่กลายเป็นว่าผมทิ้งปริศนาไว้ซะแล้ว
ทั้งเรื่อง บอล ทั้งเรื่องที่เธอจากไปไกลแสนไกล
สงสัยต้องมีต่อ
ผมเจอเธอครั้งแรกตอนเดือน กรกฏาคม แล้วได้คุยกันครั้งแรกเดือนกันยายน วันที่พิมพ์ตอนสุดท้ายคือวันที่เราคุยกันนะครับ จริงๆ ผมพิมพ์หมดแล้วสำหรับคำเฉลยที่หลายคนสงสัยแต่ยังลังเลว่าจะพิมพ์ ตอนสุดท้ายดีหรือไม่
คำตอบของข้อสงสัยต่างๆ มันอาจทำให้เรื่องของผมและเธอที่เคยสร้างรอยยิ้มให้กับหลายๆคนหมดไป
บางทีชีวิตคนก็เหมือนนิยายจริงๆ ครับ
ถ้าคุณมองความรักในแง่ดี ก็ขอให้เรื่องของผมจบไว้เท่านั้นอย่าได้อ่านต่อจากนี้เลย ผมเองยังอยากให้เวลาผมหยุดแค่ตอนนั้น และไม่อยากอ่านเรื่องราวต่อไปจากนี้เหมือนกัน

วันที่เธอพาผมไปหาแฟนเก่านั้น ในวันนั้นเธอยังไม่มีความรู้สึกพิเศษอะไรกับผมเธอรู้แต่เพียงว่า เธอคงรู้สึกดีมากกว่าหากมีผมอยู่ข้างๆ ในตอนที่เธอร้องให้คนทั้งคู่เคยคบกันสมัยเรียน แต่ฝ่ายชายเรียนจบและไปเรียนต่อเมืองนอกและก็ไปมีคนใหม่ ทิ้งเธอไปตอนเธอเรียนปี 3 เธอพยายามทำใจอยู่หลายเดือน ผ่านไปเกือบปีฝ่ายโน้นเรียนจบแล้วกลับมาขอคืนดี เธอเริ่มทำใจได้และปฏิเสธ วันที่เธอพาผมไปหาก็เพื่อบอกว่า เธอไม่ได้คิดอะไรกับฝ่ายโน้นแล้ว แต่ที่ร้องไห้ก็เพราะความรู้สึกดีๆ ที่เคยมีให้กันบางส่วนยังคงอยู่ เธอเริ่มมองเห็นผมหลังจากวันนั้น แต่ไม่แน่ใจว่าใช่ความรักหรือเปล่าและเธอกลัวจะต้องเสียใจอีกครั้ง
ในตอนที่เธอตัดสินใจไปเรียนต่อ ส่วนหนึ่งก็เพราะเธอไม่มั่นใจในตัวเธอเองและไม่มั่นใจในตัวผม รวมถึงทางบ้านต้องการให้ไป ตอนแรกเธอยืนยันว่าจะไม่ไปและรอให้โอกาสผม แต่ผมก็ปล่อยโอกาสนั้นไปอย่างเปล่าประโยชน์ด้วยการหนีเธอตัดสินใจไปเพราะคำพูดของผมที่ไปบอกเธอว่าจะไปอยู่ภูเก็ต
คำตอบทั้งหมดนี้ผมได้มาจากไดอารี่ของเธอ
จะมีสักกี่คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเราแล้วยังคงติดอยู่ในความทรงจำ
จะมีสักกี่ความทรงจำที่ทุกครั้งที่คิดถึงก็ยังให้รอยยิ้มแก่เรา
และจะมีสักกี่รอยยิ้มที่จะนำพาน้ำตามาด้วยทุกครั้ง

ปลายเดือนกรกฏาคม เธอจากผมไปอย่างไม่มีวันกลับเนื่องจากเธอประสบอุบัติเหตุ
เธอเคยพูดกับผมว่า หากมีใครสักคนต้องจากไป ผมจะเลือกใครผมตอบว่าผมขอเลือกไปเองดีกว่า เพื่อให้อีกคนได้อยู่ต่อไปแต่เธอบอกว่า เธอเลือกเป็นฝ่ายอยู่ เพราะคนที่อยู่ต้องทนรับรู้ถึงความเป็นไปทุกอย่าง ต้องทนผ่านวันคืนที่แสนเนิ่นนานเพียงลำพัง
ผมได้ไดอารี่ของเธอในงานวันสุดท้าย น้องเธออยากให้ผมเก็บมันเอาไว้ในบันทึกมีเรื่องราวของผม มีความฝันของเธอ ประโยคสุดท้ายของเธอคือ
"เสาร์นี้นัดไปเที่ยว ตวจ กัน ต้องรีบเคลียร์งานให้เสร็จ =) "
วันนี้ผมเป็นฝ่ายอยู่ และใช้ชีวิตผ่านวันเวลาเพียงลำพังต่อไป
ผมมั่นใจว่าเธอไม่เคยจากไปไหน ยังคอยเฝ้ามองและให้กำลังใจผมอยู่จากที่ไกลๆ เสมอ

โดยคุณ อริสโตเติ้ล ณ PANTIP.COM




 

Create Date : 17 เมษายน 2549    
Last Update : 17 เมษายน 2549 1:04:09 น.
Counter : 216 Pageviews.  

มาอ่านเรื่องความรักของผมบ้างซิ PART 1

อ่านเจอในเนทนี่แหละประทับใจมากเลย ลองดูนะครับ
============================
ย้อนกลับไปเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว ตอนที่ผมกำลังหลับอย่างสบายอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงคนคุยกันวุ่นวาย อยู่หน้าห้อง เลยเป็นครั้งแรกในรอบ 2 อาทิตย์
ที่มีโอกาสได้เห็นนาฬิกาบอกเลข 08:00 ซักทีเอาตาไปแนบที่มองตรงประตูจึงรู้ว่าห้องว่างที่เยื้องห้องเรามีคนเข้ามาอยู่แล้วซิ ห้องนั้นเราเคยพยายามเข้าไปขโมยอะไหล่พวก
ฝักบัวมาเปลี่ยนกับห้องเรา ตั้งใจว่าวันนี้จะไปเอาบานเกล็ดมา ว้า ไม่ทันซะแล้ว ช่วงเที่ยง ตอนออกจากห้องก็เห็นประตูห้องนั้นเปิด สงสัยเจ้าของห้องกำลังจัดของอยู่
อ๊ะ เป็นอาม่าด้วย เราจะมีอาม่าเป็นเพื่อนแล้ว อ้าวอาม่ามีลูกเล็กด้วย โอยอย่างงี้เด็กร้องโวยวาย เรานอนไม่หลับแน่เลย เฮ้ย มีหมาด้วย มีครบเลยเครื่องมือโวยวาย ไปกันใหญ่แล้ว
แต่ก็ไม่ได้อยู่ดูต่อว่า อาม่ามีอะไรเป็นอุปกรณ์เสริมอีก เพราะต้องรีบไป นัดเพื่อนไว้เดี๋ยวโดนเตะ
วันนั้นผมกลับมาดึกเพราะคืนวันเสาร์ ตามประสาคนโสด อยู่ห้องไม่เป็นหรอก ตอนกำลังใขกุญแจเข้าห้องก็ได้ยินเสียงเพลงดังมาจากห้องนั้น อืมมม อาม่าาาา ฟังเพลงวัยรุ่นดีจัง
แล้วชีวิตผมก็ดำเนินต่อไปตามปกติ กลางคืนก็ทำงาน ตื่นตอนเที่ยง ตอนบ่ายก็ออกไปกินข้าว ผมทำงานเป็น Freelance นะครับ เวลาเลยไม่ตรงกับชาวบ้านเขา
บางทีก็กลางวันนอน กลางคืนทำงานเพราะมันสงบดี

ประมาณ 2 อาทิตย์ถัดจากนั้น ช่วงเช้าอีกแล้ว ผมกำลังนอนอยู่เลยก็มีคนมาเคาะประตู พี่ Security นี่เอง ผมจึงเปิดประตูออกไป
"สวัสดีครับขออนุญาติรบกวนครับ"
"ครับไม่เป็นไรครับ ผมตื่นเช้าอยู่แล้ว ฮะ ฮะ ฮะ มีอะไรครับ" หัวเราะแห้งๆ
"คือเมื่อคืนมีขโมยเข้ามาขโมยของ ไม่ทราบห้องคุณมีอะไรหายไหมครับ"
"อ้าวขโมยมาได้ไง พี่ไม่อยู่เหรอ" ผมตอบแบบเบลอ ๆ
"อยู่ครับ แต่ผมหลับ"
อ้าวไปนั่น พี่ยาม เอ้ยต้องเรียก Security ซิ หลับในเวลางาน ขโมยเข้ามาขโมยของอีก อย่างงี้เค้าเรียก หลับยาม เอ๊ะ หรือ หลับ Security ละ งง
"ห้องผมเหรอ ไม่มีอะไรหายหรอก เมื่อคืนผมทำงานอยู่ทั้งคืน"
"แล้วคุณเห็นอะไรที่ผิดปกติบ้างไหมครับ เมื่อคืนจนถึงวันนี้"
กำลังจะบอกว่าพี่นั่นละ มาปลุกผม ผิดปกติที่สุดแล้ว แต่กลัวโดนเตะ เลยไม่ได้บอกไปแล้วพี่ Security แกก็ไปเคาะห้องต่อไป แกคงเคาะมาหลายห้องแล้วละท่าทาง คราวนี้เป็นห้องอาม่า เออ ดีๆๆ เดี๋ยวพี่ Security เห็นอาม่าเลี้ยงหมา กฏเค้าห้ามเลี้ยงอาม่าโดนแน่ บาปจังเราแกล้งคนแก่ ด้วยความที่อยากจะเห็นอาม่าโดนจับได้ว่าเลี้ยงหมาผมเลยแกล้งทำโน่นทำนี่ โดยไม่ปิดประตู แล้วพี่ Security แกก็ดำเนินการตามบทที่แกท่องมา
ก๊อก ๆ ๆ
"สวัสดีครับขออนุญาติรบกวนครับ"
".................."
"สวัสดีครับขออนุญาติรบกวนครับ" ย้ำอีกรอบ
"ซักครู่ค่ะ" ตอนนั่นผมกำลังง่วนกับการแกล้งเก็บโน่นเก็บนี่แต่นึกในใจ อาม่าเสียงหวานจัง
"มีอะไรเหรอค่ะ" ประตูห้องอาม่าเปิดออกมาพร้อมเสียง
"คือเมื่อคืนมีขโมยเข้ามาขโมยของ ไม่ทราบห้องคุณมีอะไรหายไหมครับ"
"ไม่มีนี่คะ คุณขึ้นมาก็ดีแล้ว ช่วยบอกช่างให้มาเปลี่ยนฝักบัวเร็วหน่อยนะคะ แจ้งไปหลายวันแล้ว รบกวนด้วยนะคะ"
อึ๊ก นี่พูดกระแทกเราป่าวเนี่ย อาม่าเสียงเพราะแฮะ แล้วผมก็เลยออกไปดูเจ้าของเสียง อ้าวไม่ใช่อาม่านี่ ไม่ใช่หมาด้วย ผู้หญิงผมยาว ตัดผมไสลด์ หน้าม้านิดๆ ผิวขาว สูงพอดีๆ โหยยยย เราหลงผิดตั้งนาน อาม่านั่นอาจจะเป็นญาติเธอก็ได้ เธอมองมาทางผมผมก็มองมาทางเธอในใจนึกขอบคุณขโมยคนนั้นมาก ที่ทำให้ผมได้เห็นอะไรดีๆ แบบนี้ตั้งแต่เช้าพรุ่งนี้มาอีกก็ได้นะ แต่ไปขโมยห้องอื่นละกัน เรามองกันซักแว้บนึง แต่ใจผมคิดว่ามันนานมากเลย แล้วก็มีเสียงพูดขัดขึ้นมา
"แล้วคุณเห็นอะไรที่ผิดปกติบ้างไหมครับ เมื่อคืนจนถึงวันนี้" พี่ Security ท่องบทของแกต่อ
"ไม่มีนี่คะ อืม ไม่มีนะ" เธอหลบตาจากผมแล้วก็ไปคุยกับพี่ Security ต่อแล้วพี่แกก็จากไป
ก่อนที่จะปิดประตูผมแอบมองหน้าเธออีกครั้ง คือเวลาคนเรามันรุ้สึกดีกับอะไรบางอย่าง โลกมันก็ดูดีไปหมดอาม่าของผม คงอายุไม่เกิน 22 แน่เลย จากที่ไม่เคยสนใจว่าจะมีใครอยู่รอบตัว แต่ตอนนั้นคำถามมากมาย เกิดขึ้น เธอเป็นใคร ชื่ออะไร เฮ้อออออออ นี่หากพี่ Security ถามผมอีกทีตอนนั้น ผมจะบอกพี่แกไปว่า
"ผมมีของหายแล้วครับ เพิ่งหายเมื่อกี้นี่เอง หัวใจครับพี่ หัวใจ" แล้วให้พี่แกจับอาม่าของผมไปซะให้เข็ด โทษฐานขโมยหัวใจ =)

หลังจากวันนั้นผมก็พยายามออกนอกห้องเหลือเกิน เมื่อก่อนละเก็บตัว เดี๋ยวนี้ขยันออกไปทิ้งขยะมาก เผื่อเจอหน้าเธอก็ยังดีห้องผมเลยไม่มีขยะ เลยซักชิ้น ความรักทำให้ห้องสะอาดได้ด้วยแฮะ ผมมาเจอเธออีกทีหลังจากนั้นอีก 2 วัน ผมกลับมาจากไปพบลูกค้า กำลังจะเข้าห้อง ตกใจแทบแย่ไม่คิดว่าจะเจอกัน เธอนั่นเอง กำลังจะออกไปข้างนอก อ้าวเธอยังเรียนอยู่เลยคงเรียนมหาลัยไกล้ๆ นี่แน่เลย โหยรู้งี้ หากมาช้ากว่านี้ 1 นาที ตรงหัวมุมได้เดินชนกันแบบในหนังแน่ รู้ตัวอีกทีเธอเดินไปลงลิพท์ซะแล้ว เพ้อนานไปหน่อย

โอยทำไงละ แย่แล้วแล้ว ชื่อเค้ายังไม่รู้ แล้วเค้ายังเรียนอยู่เลย เรามันก็ทำงานแล้วด้วยซิ เธอน่าจะอยู่ซักปี 4 ผมเรียนจบมาแล้ว 2 ปี แสดงว่าเธออ่อนกว่าผม 3 ปีอย่างมาก ทำยังไงจึงจะได้ทีโอกาสรู้จักกับเธอละ หากเข้าไปคุยเลยจะหาว่าหัวงูหรือป่าวอะ ไม่มั้งหรือเป็นแบบพี่ชายดี แบบเข้าไปติว ไม่ได้อีก เธอคงไม่เรียนคณะเดียวกะเราหรอก คณะเราไม่เคยมีหญิงงามแบบนี้ ดูจากสถิตินะครับคืนนั้นผมนอนคิดแผนตลอดเลย ว่าจะคุยกับเธอได้ไง ตอนนี้อยากเอาฝักบัวไปคืนจัง แถมคนอาบให้ด้วยเลยเอ้า

หลังจากวันนั้นผมก็เจอเธอเรื่อยมา เดินสวนกันบ้าง ขึ้นลิฟท์พร้อมกันบ้าง แต่ผมก็ยังหาโอกาสเหมาะๆ คุยกับเธอไม่ได้ผมไม่กล้าด้วยละ มันนานเกินไปที่จะแล้วที่จะถามว่า "มาอยู่ใหม่เหรอครับ" เฮ้อ

ตกเย็นวันหนึ่ง วันนี้เป็นวันที่ผมขี้เกียจเลยไม่ทำงาน นั่งเล่นเกมส์ทั้งวัน ตอนเย็นเบื่อๆ เลยลงไปเล่นกะน้องหมา ใต้ตึกน้องหมาเหล่านี้เป็นหมาจรจัดที่มาเกิดลูกไว้นะครับ พวกนี้พักดีกับผมทุกตัว เพราะผมจะเอาข้าวที่เหลือมาให้กินประจำ ผมไม่ได้เกลียดหมาหรอกนะอ่านแล้วจะหาว่าผมเกลียดหมาในห้องอาม่า ระหว่างที่เล่นกับน้องหมาอยู่ก้มีรถเข้ามา ผมก็ไม่ได้สนใจอะไร มองดีๆ อีกที เธอนั่นเองกลับมาจากเรียน แล้วเธอก็เอารถเข้าไปจอดที่จอดรถ แต่เธอไม่ยอมลงจากรถ นั่งฟุบหน้ากะพวงมาลัยอยู่ อ้าวเกิดอะไรขึ้นละ ผมยืนมองด้วยความเป็นห่วง เธอเป้นอะไรหรือป่าว ทำไมนิ่งไปแบบนั้น น้องหมาก็คงสงสัยว่าผมเป็นไรไปหรือป่าว ทำไมยืนมองนิ่งแบบนั้น คนมองคน หมามองคน มองด้วยความรู้สึกเป็นห่วงเหมือนกัน ผมไม่รู้ว่าเธอนั่งอยู่อย่างนั้นนานแค่ไหน เพราะผมขึ้นมาก่อน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมสงสัยคือ เธอต้องมีปัญหาอะไรแน่ หรือว่าทะเลาะกับแฟนมา หน้าตาแบบนี้เหงาหรือโสดได้ไม่นานหรอก คงมีแฟนแล้วแน่เลยผมคิดไปต่างๆนาๆ ผมกับเธอห่างกันแค่ผนังกั้น แต่เหมือนกับไกลกันคนละโลก

ถัดจากวันนั้นอีกวัน ผมเลยคิดว่ายังไงก็ต้องให้รู้จักกับเธอให้ได้ ก็เลยคิดว่าหากลงไปถามป้าที่ดูแลตึกอาจจะรู้อะไรก็ได้ นิดหน่อยๆ ก็เอาละ ผมเลยแกล้ง (อีกแล้ว) ลงไปนั่งที่ชั้นล่างอ่านหนังสือพิมพ์ ซื้อหนมป้ามากิน ป้าแกขายหนมด้วยนะ
"ป้าๆ ตอนนี้มีห้องว่างไหมครับ เพื่อนผมจะมาอยู่" เอ้อ เริ่มเรื่องได้ดีแฮะเรานี่ ไม่ได้คิดมาก่อนเลยนะ
"ไม่มีหรอกหนู ห้องตรงข้ามหนูละ ห้องสุดท้ายแล้ว" เข้าล็อค ป้ารู้ใจจัง
"อ้าวห้องตรงข้ามนั่นมีคนมาอยู่แล้วเหรอ ผมจะถามห้องนั้นละป้า" เริ่มเข้าเรื่องแล้ว
"ไม่มาบอกป้าก่อน แล้ววันนี้ไม่ทำงานเหรอหนูนะ" อ้าว ป้าอย่าเพิ่งเปลี่ยนเรื่องดิ
"วันนี้ไม่ได้ออกไป ทำที่ห้องนะป้า แล้วห้องนั้นเค้าซื้อหรือเช่าละป้า" ผมพาป้ากลับเข้าเรื่อง
"เออ หนูไอ้หมาพวกเนี้ย ใครให้มันข้าวกินเหรอ ทำไมมันอยู่ดีกันทุกตัวเลย" ไม่เอาเรื่องหมา เข้าเรื่องเหอะ พลีสๆๆ
"อ้อ ห้องนั้นเหรอ เค้ามาเช่านะ เห้นบอกจะซื้อต่อ เออ ยังไม่เปลี่ยนฝักบัวให้เลย ช่างก็ไม่ยอมมา" เรื่องฝักบัวอีกแล้ว
"เห็นเมื่อเช้าเดินถือกระเป๋าออกไป"
แล้วป้าแกก็เปลี่ยนเรื่องไป ผมเลยได้ข้อมูลเพิ่มมาอีกนิดหน่อย มาเช่า กับออกไปเมื่อเช้าแล้วมันจะช่วยอะไรผมได้ไหมเนี่ย อ้าๆๆ ยังมีอีกคน พี่ Security อันนี้ผู้ชายอาจเปิดใจได้มากหน่อย หึหึหึ ผมเลยตรงไปนะป้อมยาม เอ ไปเฉยๆ ไม่ดีแน่เลย แอบไปซื้อบุหรี่ กะมาติดสินบน (หนูๆ อย่าเอาอย่างนะ สูบบุหรี่ไม่ดีเน้อ) จริงๆ ผมไม่ได้สูบบ่อยหรอก กินเหล้าทีสูบที แต่วันนี้เลยแกล้งเดินไปไกล้ๆ แล้วจุดบุหรี่ พี่แกหันมายิ้ม เลยยื่นให้แกไป เข้าล็อคอีกราย
"ไม่ทำงานเหรอครับคุณ วันนี้" นี่หน้าเรามันขยันมากเลยเหรอ เจอหน้าต้องถามเรื่องงาน
"ไม่ละพี่ เออพี่ตกลงจับขโมยได้ปะ" ถามโง่ๆ งั้นละ จับได้ก็บ้าแล้ว
"ไม่ได้หรอกคุณ โจรสมัยนี้"
"เอ้อพี่ ห้องที่อยุ่เยื้องๆ ห้องผมนะเค้ามาอยู่ใหม่เหรอ" เข้าเรื่องอย่างไม่ปี่มีขลุ่ย
"อ๋อห้องนั้นเหรอ ใช่ๆ เพิ่งมาอยู่ ลูกสาวเค้ายังเรียนอยู่เลย ว่าแต่ถามทำไมเหรอคุณ" พี่แกหันมายิ้มมีเลสนัย
"ก็ป่าวนี่ถามดูเฉยๆ " พูดไปไม่สบตา เดี๋ยวจับได้ว่าโกหก
"เมื่อวานผมเห็นด้วยละ เห็นคุณ ... " พี่แกเรียกชื่อห้องแทน อาม่า ของผม แกคงไม่รู้ชื่อ
"เห็นนั่งร้องในรถนะ ผมจะเข้าไปถามก็ลังเล ไม่รู้เป็นอะไร" สรุปแล้วว่าร้องจริงด้วย
"นานไหมพี่"
"ซัก 30 นาทีได้มั้ง แล้วเค้าก็ขับรถออกไปอีกที เมื่อเช้าก็ออกไปแล้วนี่ หิ้วกระเป๋าใบโตออกไป ฝากให้ผมดูห้องให้ด้วย บอกจะไป ตจว 2-3 วันนะ"
ไปต่างจังหวัด ร้องให้ในรถ โอย อกหักชัวร์ แบบนี้ไปทะเลชัวร์เลย คนอกหักต้องไปทะเล ว่าแต่เธอไปทะเลที่ไหนเหรอใกล้ๆ ขับรถไปไม่น่าจะเกิน ชะอำ หัวหิน ระยอง หรือ เสม็ด หากตามไปแล้วเจอกันที่ทะเลนะ โอกาสคุยกันมีแน่ "เอ๊ะ คุณเราอยู่ห้องเยื้องๆ กันนี่" อูยแค่คิดประโยคเริ่มก็สุดแสนจะเนียนแล้ว แล้วเราก็รู้จักที่ทะเล เพ้อไปใหญ่แล้วคงจะหาเจอหรอกนะ แล้วเธอไปจริงหรือเปล่ายังไม่รู้เลย อาจจะกลับบ้านก็ได้ เฮ้อออออ

ผมกลับขึ้นมาด้วยใจที่ห่อเหี่ยว เห็นห้องเธอล็อคยิ่งแล้วใหญ่ ถึงแม้จะไม่ได้คุยกัน แต่อย่างน้อยรู้ว่าอยู่ก็ยังดี เพราะเราห่างกันแค่ไม่เกิน 3 เมตรใครนะทำให้เธอร้องไห้ ใจร้ายจริงๆ หากเป็นผมละก็รับรองไม่มีวันหรอก คืนนั้นผมรุ้สึกเหงาเป็นพิเศษนั่งทำงานไปแบบเหม่อๆ ใจนึงก็คิดถึงแต่หน้าเธอ อีกใจก็เป็นห่วงเธอ อีกใจก็อยากรู้จักเธอนี่ผมหลายใจเหมือนกันนะเนี่ย ผมผ่านคืนนั้นมาอย่างเบลอๆ จริงๆ

เช้าวันที่ 4 ที่เธอหายไป ฝนตกหนักมาก ตกอย่างไม่ลืมหูลืมตาเลยกิจวัตรประจำวันของผมในช่วง 2-3 วันนี้คือ เปิดประตูออกไปดูว่าห้องของเธอยังล๊อคกุญแจอยู่หรือเปล่า วันนี้ก็ยังล็อคอยู่ ไม่ได้รู้ตัวเลยว่ามีใครที่เธอไม่รู้จักเค้ากำลังคิดถึงเธออยู่นะ ไม่ไกลเลยเยื้องๆ กันนี่ละเวลาที่เรารอคอยอะไรบางอย่างเนี่ย เหมือนเวลามันนานขึ้นจริงๆ เลยเพื่อไม่ให้ฟุ้งซ่านวันนี้เลยออกไปทำงานดีกว่า กว่าจะกลับมาก็ค่ำๆ แล้วแล้วสิ่งที่ผมรออยู่ก็มาซักที เธอกลับมาแล้วห้องเธอไม่ได้ล็อคกุญแจ เย้วว ดีใจจัง คืนนั้นผมตั้งใจไว้แล้วว่า เป้นไงเป้นกันไม่มีอะไรจะเสีย ยังไงต้องหาเรื่องคุยกับเธอให้ได้

รุ่งขึ้นผมกำลังดักรอเหยื่อเหมือนหมาป่าจ้องจับลูกแกะ รอจังหวะที่เธอออกจากห้องผมจะออกด้วย แล้วตอนอยู่ในลิฟท์นี่ละ ผมจะเริ่มเลย หึหึหึ ไม่ใช่ลวนลามนะ คุยเฉยๆ ผมตื่นเช้ามาก แต่งตัวรอ แสตนบายไว้ แต่กว่าจะเริ่มแผนได้ก็เกือบ ชมจากที่ผมสังเกตทุกวันนี้เธอจะมีเรียนนะครับ เลยแน่ใจว่าเธอต้องออกมาแน่ แล้วพอมีเสียงก๊อกแก๊ก ใช่แล้วเธอออกมาแล้ว ผมทิ้งระยะแป๊บนึงก็ออกตามมา แล้วเราก็ยืนรอลิฟท์พร้อมกัน เป็นการรอที่วิเศษจริงๆ ยืนไกล้ๆกัน คนอะไรหอมจัง ผมนึกในใจ ทำไมไม่คุยวะ คุยสิๆๆๆ แต่ตอนนั้นเหงื่อมันแตกพลักเต็มฝ่ามือแล้วเหมือนเด็ก 15 เริ่มจีบผู้หญิงเลย ลิฟท์ก็ลงมาเรื่อยๆๆ จะมาถึงชั้นที่ผมรอแล้ว แล้วก็ไม่ได้คุย ลิฟท์มาซะก่อน ยังมีโอกาสในลิฟท์ไง ในลิฟท์เพราะมีเพียงผมและเธอเท่านั้นตอนที่ประตูลิฟท์กำลังจะปิดนั่นเอง
"รอป้าด้วยหนู" ป้าเมด มาทำไมเนี่ย ไอ้ครั้นเราจะรีบปิดลิฟท์ก็น่าเกลียด ป้าแกไม่ได้มาตัวเปล่านะ
แกหิ้วถังน้ำมากับอุปกรณ์ทำความสะอาดสารพัดมาด้วย ตอนแกจะเข้าลิฟท์ทุลักทุเล พอสมควร ผมเลยช่วยแกยกถังน้ำเข้ามา
"เหนื่อยเหลือเกินวันนี้ ไปทำงานกันเหรอเด็กๆ "
"ครับ" เธอยิ้มไม่ได้ตอบอะไรเพราะเธอยังไม่ทำงานนี่เองเลยไม่มีสิทธิ์ตอบคำถามนี้

แล้วบรรยากาศที่สดใสของผมก็มาคุเลย เตรียมตัวแต่เช้าเจอสกัดดาวรุ่งเข้าไป ตอนลิฟท์ถึงชั้น G ป้าแกก็เริ่มขนของๆ แกออกผมก็ช่วยยกถังน้ำ ระหว่างที่กำลังยกนั่นเอง ประตูลิฟท์ก็หนีบผม โอวแม่เจ้า ผมโดนลิฟท์ต่อหน้าสุดที่รักของผม ไอ้เจ็บนะไม่เท่าไหร่หรอกแต่อายนี่ซิ หนีบหัวด้วยคุณ ผมจะยื่นหัวไปทำไมเนี่ยเธอคงตกใจเลยรีบกดปุ่มเปิดประตูให้พร้อมกับประโยคที่ว่า
"เป็นอะไรหรือเปล่าคะ" ผมกำลังจะตอบ ป้าแกก็ถามบ้าง
"เป็นอะไรไหมหนู"
"ไม่เป็นอะไรครับป้า " คำตอบผมเลยกลายเป็นของป้าเค้าไป เธอเลยช่วยอีกแรงยกของให้ป้า น้ำใจงามจังคนอะไร แล้วเราก็แยกจากกัน ดีใจลึกๆ อย่างน้อยเธอาก็คุยกับเราแล้ววันนั้นหากคุณไปอยุ่ที่คอนโดผม แล้วเห็นผู้ชายคนนึง พยายามถูกลิฟท์หนีบ ไม่ต้องสงสัยว่าใคร เค้าคือผมเอง

ตอนนี้อะไรๆ กำลังไปได้สวย หากเจอเธออีกครั้งเราก็มีสิทธิ์ยิ้มให้ได้แล้วซิ เธอเห็นหน้าผมคงจำได้
"อ๋อ ไอ้ลิฟท์หนีบนี่เอง" เธออาจคิดในใจแบบนี้ แล้ววันของผมก็มาถึง ในอีก 2 วันถัดมา

คงเป็นจังหวะที่ดีเฮือกสุดท้าย ของคนเบญจเพศอย่างผม เพราะผมเจอเธอแทบทุกครั้ง ที่ออกจากห้อง แต่ไม่ได้เจอะแบบจังๆเหมือนเมื่อ 2 วันก่อนวันนี้ก็เช่นกันตอนผมกลับจากทำงาน นั่นเอง กำลังเอารถเข้าจอดเธอก็มาด้วยเช่นกัน ผมเห็นเธอ พระเจ้าให้โอกาสผมอีกครั้งแล้ววันนี้ละ พี่ลิฟท์จะไม่ยอมปล่อยอาม่าไปไหนหรอก วันนี้อารมณ์ปอดแหกของผมหายไปหมดแล้ว ไม่รู้ทำไมทำตัวได้ธรรมชาติมากอาจเป็นเพราะเธอเริ่มจำหน้าผมได้แล้วมั่ง ตอนลงจากที่ลานจอดรถ ยังไงก็ต้องเดินลงตรงบันใดเดียวกันเพื่อมาที่ชั้น Gผมเลยได้โอกาส หันไปยิ้มให้เธอ แต่เธอทำหน้างงๆ ไม่มีอาการอะไรกลับมาซวยละสิ หรือเธอหยิ่ง แต่สักพัก เธอก็เดินเข้ามาไกล้ๆ ผม ผมเหมือนประกวดนางงามเลยครับ ผมยิ้มค้างไว้ เพราะไม่รุ้เธอจะเอายังไงในใจก็นึก "จะเอาไงกับ ku ว้า ๆ"
"อ๋อ พี่นั่นเอง มองไม่ชัด" เธอพูดกับผมแล้ว สุดยอดเลยครับ บรรยายความรู้สึกไม่ถูก
"อ้า พี่เอง" ผมยังยิ้มค้างบวกงง ๆ
"คือวันนี้ไม่ได้ใส่คอนแทคนะค่ะ แว่นอยู่ในกระเป๋า" อ้อ มองเราไม่เห็นนี่เอง
"นี่เรียนที่ ... เหรอ"
"ใช่คะ"
"จริงสิ ผมก็จบจากที่นี่เหมือนกัน"
"พี่รหัสเท่าไหร่คะ แล้วเรียนคณะอะไร"
"ผมรหัส xxx จบคณะ xxx" ตัวย่อนะครับ ไม่ใช่ x อย่างว่า
"เหรอคะ เอ๊ะแบบนี้ตอนปี 1 พี่ก็ปี 4 นะสิ" จริงด้วยเราเดาไว้ถูกเผง
"แล้วน้องเรียนคณะอะไรเหรอ"
"คณะ rrr นะคะ" r ตัวย่อนะ ไม่ใช่ r อย่างว่าแล้วเราก็เดินไปคุยไปสัพเพเหระ จนจะแยกจากกัน เหมือนผมส่งเธอถึงหน้าห้องเลย แต่ป่าวหรอก ห้องเยื้องกันนิแล้วสิ่งที่ผมลืมสนทเลยก็คือ ผมไม่ได้แนะนำตัว และไม่ได้ถามชื่อเธอ ซวยแน่ไม่อยากโดนเรียกพี่ลิฟท์ตลอดชาติ ก่อนที่เธอกำลังจะปิดประตูผมเลยรีบออกมาเพื่อถามชือ่เธอ
"โทษที พี่ชื่อพี่นัทนะ จะให้เรียกน้องว่า"
"นัท" เธอทวนซ้ำ
"ครับ พี่ชื่อนัท" ผมทวนบ้างไม่ยอมหรอก
"นัทค่ะ" ท่าทางเธอก็ไม่ยอม แต่ก่อนที่ผมจะบ้าไปกว่านี้
"ชื่อเหมือนกันคะ" เธอยิ้มแล้วปิดประตูไป
ชื่อเหมือนกัน เป็นเรื่องมหัศจรรย์อีกเรื่องของผมเลยละ คนที่ชอบชื่อเดียวกัน

คืนนั้นเป็นคืนที่หลับสนิทที่สุดในรอบ อาทิตย์ที่ผ่านมา

วันนี้ผมตื่นมาด้วยอารมณ์สดใสอย่าบอกใคร ตื่นเช้ายังไม่ได้ลุกจากเตียงนอนเขิลไปเขิลมาคิดถึงเหตุการณ์เมื่อคืนแล้ว เฮ้อ ยิ้มไม่หุบจริงๆ อ๊ะ ใช่ๆลืมไปเช้ามาต้องเช็คก่อนว่าไปไหนหรือเปล่า ห้องไม่ได้ล็อคนี่นา ไม่ไปไหน จริงๆ ด้วยละ ตอนนี้ผมเหมือนพวกโรคจิต ประเภทถ้ำมองไปแล้ว ฮะ ฮะ ฮะ

ตอนนี้แผนแรกของผมก็สำเร็จไปแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็สร้างความสนิทสนมกับเธอแต่ไอ้ครั้นจะรุกมากๆ ก็ไม่งามต้องทนเฉยๆ ไปก่อนซักระยะถึงแม้ในใจจะบ้าตายก็กะว่าหากเจออีกทีอาจจะลองพูดๆ เล่นชวนไปกินข้าวมื้อเย็นอะไรแบบนี้แต่วันนั้นทั้งวันผมก็ไม่ได้เจอเธอ จนตกเย็นประมาณ 3 ทุ่ม เนื่องจากมีข้าวเหลือนิดหน่อยผมเลยเอาลงไปให้น้องหมาที่ข้างล่าง น้องหมาก็ระริกระรี้ตามเคย เพราะได้กินข้าวแล้วนี่ ตอนนี้มีทั้งหมด 8 ตัวแล้ว แม่ 2 ลูก 6 ไม่ต้องไปซื้อสวยๆ มาเลี้ยงหมาไทยแท้ๆ แบบนี้ละ ผมว่าน่ารักดี เนือ่งจากผมต้องเฝ้าน้องหมากินข้าวหากไม่เฝ้า จะมีพี่หมาใจใหญ่มาแย่งไปกินทุกที ไม่เฝ้าเปล่านะ มีพูดกับน้องหมาด้วย ผมพูดกับมันได้นะแต่มันเข้าใจหรือเปล่าอันนี้ไม่รู้ ระหว่างที่กำลังดูน้องหมากินข้าวอยู่นั่นก็มีเสียงดังจากข้างหลัง
"แค่นั้นจะอิ่มเหรอค่ะ" เสียงนี้ๆ ัชวร์เลยผมหันไปยิ้ม วันนี้เธออยู่ในชุดกางเกงขาสั้น เสื้อสีขาวน่ารักมากเลย
"อ้าน้องนัท นั่นเอง" เธอไม่ได้มาตัวเปล่านะ ถือกะละมังใส่ข้าวอันใหญ่มาด้วย แล้วดูกับข้าวของเธอสิ น่ากินมากเลย อย่าหาว่าผมแย่งหมาเลยนะ มันมีไส้กรอกด้วยละ เป็นข้าวหมาไฮโซจริงๆ หลังจากที่ผมดูอยู่นานก่อนที่จะเริ่มหิว เธอก็เอาไปให้น้องหมา น้องหมาผมจากที่กินของผมอยู่นั้น ด้วยความภักดี มันย้ายไปกินข้างหมาไฮโซของเธอหมดเลยข้าวของผมกลายเป็นข้าวหมาหัวเน่าไปเลย ชิๆๆๆ ใช่ซิ ชั้นมันเก่าแล้วนิ "พี่นัทเอามาให้มันบ่อยนะ นัทเห็น" เธอเห็น เธอเห็นผม แสดงว่าตลอด 2 เดือนเธอเห็นผม
"ก็อยู่ตัวคนเดียว ซื้อไรมาทีก็เหลือบ่อยละ" ออกตัวว่า อยู่ตัวคนเดียวด้วย
"ที่บ้านนัทเลี้ยงมากกว่านี้อีก อย่าแย่งกันลูก" อ้าว น้องหมาผมเป็นลูกเธอไปแล้ว งั้นเราก็เป้นพ่อสิ
"บ้านพี่ก้เลี้ยง แต่หลังเทรนแมวมาแรง แม่บอกแบบนั้นเลย มีแมวมากกว่าหมา"
"แล้ววันนี้ไม่ทำงานเหรอคะ เนี่ย" ผมเลยถือโอกาสบอกเรื่องส่วนตัวเกี่ยวกับงานซะยาวเลย
"แบบนี้พี่นัทก็ว่างเยอะนะซิ"
"ใช่แล้วละ บางอาทิตย์ก็ไม่ได้ไปไหนเลย ว่างจัด เบื่อๆ เหมือนกัน"
"ดีจัง อยากเรียนจบแล้วอิสระ แบบนี้บ้างจัง" ผมยิ้มไม่ได้พูดอะไรตอบไป
เรานั่งคุยกันอยู่อีกนานมาก คงราวๆ 30 นาทีได้ วันนี้ทำให้ผมได้รู้อะไรเกี่ยวกับเธอมากขึ้นรวมถึงการได้ตั้งชื่อหมาด้วยกัน สุขอย่าบอกใครละคุณเอ้ย เนื่องจากหมามี 8 ตัว ตอนแรกเธอพยายามเอาชื่อนักบอลลิเวอร์พูลใส่ไป แต่ไม่ครบแบบนี้อาจไม่ได้แข่ง ผมเลยตั้งชื่อชั่วคราวไปก่อน รอให้แม่เกิดอีก 3 แล้วค่อยตั้งกันใหม่ ตอนนี้เลยเรียก น้องหมาเบอร์ 1 ถึง 8 ไปก่อนผมแอบมองเธอ ตอนเธอเล่นกับน้องหมา อยู่หลายครั้ง เธอไม่ได้รวบผม ผมยาวของเธอตกลงมาเป็นภาพที่สวยงามจริงๆ ตอนนี้เธอก็ดูมีความสุขดีแล้วเหตุการณ์ที่เธอร้องไห้ในวันนั้นละ ผมยังไม่ลืม แต่ผมคิดว่ายังไม่สมควรที่จะถาม เพราะระยะห่างของผมกับเธอยังมากกว่า 1 เมตรอยู่ดี

หลังจากนั้นความสัมพันธ์ของผมก็เหมือนเดิม คือหากเจอกันก็ได้คุยกัน ไม่เจอก็คือไม่เจอ ผมพอใจในความสัมพันธ์แบบนี้อยู่ 2 อาทิตย์แต่ปล่อยไว้อาจเริ่มไม่ดีแล้ว เพราะมีเด็กนักศึกษามาตามจีบเธอ ไอ้เราก็ไม่ชอบใจซักเท่าไหร่ หรอก ทำงี้มันหยามรุ่นพี่เกินไปแบบนี้ต้องงัดข้อกันหน่อย มีอยู่วันนึงตอนผมลงมาซื้อของ

"พี่ๆ พี่รู้จักห้อง ... ป่ะ เค้าชื่อไรเหรอ" มันกระตุกหนวดเสือ มันถามผม
"ห้องนั้นเหรอ ไม่รู้ซิ ถามเค้าเองไม่ดีกว่าเหรอ" เรื่องไรจะบอกเด็กเวร ชิ
"ผมเคยถามแล้วแต่เค้าไม่บอกพี่ผมเห็นพี่คุยกับเค้านี่" ข้อมูลมันใช้ได้แต่น้องนัทคนดีอย่าไปบอกมันนะ
"พี่ช่วยผมหน่อยนะ เอานี่พี่ผมซื้อหนมมาฝาก" อ๊ะ มีหนมอย่างงี้ค่อยว่าง่ายหน่อยเอ้ยไม่ได้ๆ อย่าเห็นแก่กิน
"2 กล่องผมให้พี่กล่อง พี่ช่วยเอาไปให้เค้ากล่องนึงนะ"
"แล้วจะให้พี่บอกว่าใครให้ละ เดี๋ยวเค้างง"
"บอกว่าเอกนะครับ เอกที่อยู่คณะ #@$ ที่เจอกันเมื่อวานซืนนะ เธอคงจำได้"
"อย่าลืมนะพี่ ขอบคุณครับ"

คืนนั้นผมเลยได้กินขนมฟรี 2 กล่อง คิดเหรอว่าจะเอาไปให้ ผมไม่ใช่พระเอกนะบ้าบอที่สุด ชั้นนี่ละคู่แข่งแกเด็กเวร แต่รู้สึกผิดเล็กๆ เหมือนกันไปกินของเค้า เออแล้วมันใส่นาสเน่ห์บ้างหรือเปล่าเนี่ย เดี๋ยวเช้ามาเห็นแต่หน้าไอ้หมอนี่แทนน้องนัทละซวยเลย

เหตุการณ์ของน้องเอกผู้แสนจะเวร ที่มาตามตื้อน้องนัทของผมนั้นก็ดำเนินต่อไป ท่ามกลางความระแวงของผม น้องเอกแกหน้าตาดีในขั้นโคม่าเลยละ คงมีสาวในคอนโทรลเยอะ มีอยู่วันนึงตอนที่ผมกำลังจะออกไปทำงาน พอดีจ๊ะกะน้องนัทที่ชั้นล่าง เห็นเธอรีบๆ ผมก็สงสัย อ๋อ ไอ้เด็กเวร มันตามมาอีกแล้ว หมอนี่ตื้อพยายามจะมาส่งน้องเค้าที่ห้องนะ เธอเห็นผมเลยเดินเข้ามาทัก
"พี่นัทไปไหน" เสียงหวานเหมือนเคย
"ไปทำงานนะจ๊ะ" หลังๆ ผมออกจ๊ะ จ๋าแล้วนะคุณแล้วน้องเอกตัวมารก็เข้ามา
"นัทรอเอกด้วย อ้อ พี่คนนี้นี่เอง" มันสืบจนได้ชื่อมาแล้ว
แล้งน้องเอกก็พูดอะไรไปไม่รู้นานมาก น้องนัทคนดีของผมก็ยืนฟัง ไม่พูดอะไร ผมเลยเห็นว่าอย่าไปยุ่งกะเด็กเลย เพราะดุท่าทางเธอคงไม่ชอบหมอนี่เท่าไหร่ผมเลยเดินออกมา แต่รักษาระยะที่แอบฟังได้ไว้ ลึกๆ ยังห่วงอยู่ ผมเดินมาถึงระยะที่เธอไม่เห็นผม มุมๆ หน่อย
"เราบอกนายแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าอย่ามาตามเรา" เธอคงรำคาญแล้ว
"เราแค่อยากมาส่งเธอนะ" มันทำเสียงอ้อน
"เราบอกว่าไม่ชอบก็คือไม่ชอบ เข้าใจใหม" ผมไม่เคยเห็นเธอเยือกเย็น มีรังสีอำมหิต
มากขนาดนี้มาก่อนเลย ตอนนี้น้องเอกเริ่มหน้าเศร้า หรือมันทำก็มิอาจรู้ได้ แล้วประโยคที่ออกจากปากมันมา ทำให้เรื่องราวที่ผมสงสัยก็เริ่มเชื่อมโยงกัน
"เราพอจะรู้แล้วละ ว่านัทไม่เคยลืมพี่บอลเลยใช่ไหม"
เหมือนฟ้าผ่าเลยคุณประโยคนี้ ผมไม่น่ามาดักฟังเลย แล้วน้องเอกก็เดินจากไป พร้อมทิ้งปรริศนาไว้ให้ผม เวรจนหยดสุดท้ายจริงหนูนี่ ตั้งแต่วันนั้นผมก็ไม่เห็นน้องเอกอีกเลย คงยอมไปแล้ว แต่ มันชื่อบอล มันชื่อบอล ฮึ่ม ๆ คนนี้ละพระเอกของเธอ และศัตรูตัวฉกาจของผมตัวจริง

ผมไปทำงาน อีกวันที่เป็นวันไร้สมอง ประชุมไปก็นั่งเป็น สิ่งของที่ไม่มีส่วนร่วมจริงๆ ใครเอาอะไรกลมทรงบอลมาไกล้เป้นอันเตะไปไกลช่วงนั้นเลยไม่ได้ดูบอลไปหลายคู่ ฮะ ฮะ ฮะ

ผมลืมบอกไปตลอดเวลาที่ผมเจอเธอ ผมมีเพื่อนที่คอยวางแผนและช่วยมาตลอดไม่รอช้าหลังประชุมเสร็จผมเลยโทรไปหามัน คุยกะมัน เพื่อนผมมันขาเชียร์อยู่แล้ว เลยบอกว่า
"ไม่มีใครไม่มีอดีตหรอก ขนาดเอ็งเอง ยังมีแฟนมาแล้วเลย ขึ้นอยู่กับวันนี้เท่านั้นว่าเอ็งจะทำให้เค้าลืม ไอ้หมอนั่นได้หรือเปล่า" ฟังเพื่อนพูดทำให้ผมฮึดขึ้นมาอีกครั้ง เอาวะ ผมนี่ละจะมาลบอดีตเอง แล้วตัวโกงก็เริ่มแผนสามต่อไป

ก่อนกลับบ้านผมแวะร้านฮาร์ดแวร์ คุณคงเดาออก ผมไปซื้อฝักบัวครับ จะเอาไปให้เธอเพราะไอ้อันที่ผมแอบเปลี่ยนน้ำมันจะไม่ค่อยแรง เลือกสีที่ผมชอบด้วยละ เมื่อซื้อของพร้อมก้ขับรถกลับมา เปลี่ยนชุดอะไรเรียบร้อยแล้วก็ตรงไปห้องเธอเลยเป็นครั้งแรกที่ผมเคาะประตูห้องเธอ รอซักพักเธอก็มาเปิด
"พี่นัทมีอะไรค่ะ"
"คือพี่ซื้อนี่มาให้นะ"
"พี่รู้ได้ไงว่าฝักบัวเสียละ"
"ก็เห็นวันนั้นนัทพูดกับยามนะ" ชั้นนี่ละคนเปลี่ยน
"ขอบคุณมากนะคะ ว่าแต่เท่าไหร่คะ"
"ไม่ต้องหรอกจ้า ขอกันกินมากกว่านี้"
"จริงๆ นัทก็ซื้อมาแล้วแต่ทำไม่เป็นนะ ช่างไม่ยอมมาทำให้"
"คือพี่ทำได้นะ" เธอนิ่งไปแป๊บ เหมือนลังเล ใครจะยอมให้ผู้ชายเข้าห้องละ จริงๆ แผนผมในวันนี้คือ เข้าไปดูร่องรอยอดีตเธอนะ เช่นรูปถ่ายเธอกับแฟนอาจมีตั้งไว้ที่เตียง เธอลังเลก่อนบอกว่า ให้ผมรอสักครู่ ซัก 5 นาทีเธอก็กลับมา เปิดประตูบอก จัดห้องแล้ว เมื่อกี้ไม่เรียบร้อย เชิญค่ะ

สำเร็จ แต่ผู้ต้องสงสัยทำลายหลักฐานซะก่อนหรือเปล่าผมไม่รู้นะ แต่เท่าที่ดูๆ ไม่มีอะไรที่บอกว่าเจ้าของห้องมีแฟนเลย ก็ใจชื้นขึ้นระดับนึง ระหว่างที่ผมกำลังทำฝักบัวให้เธอนั้น เธอก็พยายามมาช่วย แต่ซ่อมฝักบัวนะจ๊ะ ไม่ใช่สร้างบ้าน ทำแป๊บเดียวก็เสร็จ
"เสร็จละ"
"อ้าวพี่นัทเปียกเลย" จริงไม่เปียกหรอก ผมเอาน้ำมาฉีดตัวเองตะหากละ ก้ผมมันตัวโกงนี่
"ไม่เป็นไรๆ เดี๋ยวกลับไปเปลี่ยนได้จ้า" เธอยิ้ม แล้วเธอก็เอาน้ำ หนมมาให้ผมกินเป็นการขอบคุณผมอยู่ได้ไม่นานเพราะชักหนาว เสื้อเปียกนะ เจ้าเล่ห์ไปหน่อย อิอิ เลยขอตัวกลับเธอมาส่งผมที่ประตูห้อง ผมก็เดินไปที่ประตูผมก่อนที่ผมจะปิดประตู
"ขอบคุณมากนะคะ" ผมยิ้มอย่างมีความสุข
"เอ้อ พี่นัทเบอร์มือถือเบอร์ไรอะ" ตั้งแต่เจอกันผมไม่เคยขอเบอร์เธอเลย และไม่เคยออกอาการว่าจะจีบเธอ นี่อาจทำให้เธอไว้ใจผมก็ได้ ด้วยความอายและเรียบร้อยของผม บ้ามาขอเบอร์กัน "01-xxxxxxxx" ตอบแบบไม่คิด
"ขอบคุณค่ะ" แล้วเธอก็ปิดประตูไป ผมยืนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อีกแป๊บก็กลับมาเปลี่ยนเสื้อ บรึ๋ยยยหนาววววว

วันนั้นผมเข้านอนเร็วเพราะเหนื่อยมาทั้งวัน ในใจก็นึกให้เบอร์ไปแล้วก็โทรมาสิ คนดีๆๆๆๆแต่ก็ยังเงียบ เอาไปทำสเน่ห์หรือไงฟะ

เหตุการณ์เมื่อวานทำให้จิตใจผมสงบลงได้เยอะเพราะมองจากเหตุผลแล้ว ตลอดเวลา 3 เดือนที่เรารู้จักกัน ผมไม่เคยเห็นเธอไปกับใคร หากไม่เข้าข้างตัวเองผมนี่ละที่ไกล้ชิดเธอที่สุด ผมเลยลืมเรื่องของไอ้หมอนั่นไปสนิท

แล้วก่อนเที่ยงข้อความที่ผมรอก็มาถึง
"ตื่นได้แล้ว จะนอนไปถึงไหน/ อาม่า" อ้าผมลืมบอกไป หากเราหยอกล้อกัน เราจะเรียกฉายากัน ผมเรียกเธออาม่า เธอเรียกผม พี่ลิฟท์ ซวยโคตรตู

"ตื่นตั้งแต่ไก่โห่ ก่อนหล่อนอีก แล้ววันนี้ไม่ไปไหนเหรอ/พี่ลิฟท์" เนื่องจากวันนี้วันเสาร์นะครับ เธอคงว่าง ปกติเธอจะกลับบ้านที่เยาวราช วันนี้ไม่กลับ สงสัยไม่ปกติ "ยังไม่รู้เลย พี่ลิฟท์ละ" ยังไม่รู้ เหมือนบอกเป็นนัยๆ ว่าว่าง
"รอน้องนัทคนดีไปดูหนังด้วยกันไงจ๊ะ" ผมแหย่เล่นๆไป แต่เธอเงียบไปเลย ไม่ยอมส่งกลับมาซวยแล้ว โกรธหรือเปล่า ไม่น่าไปส่งข้อความเกินเลยแบบนั้นเลย เธอเงียบไปเลยครับ ผมละ ไม่กล้าส่งไปอีกที เริ่มหมดหวังแล้วตอนนั้น แต่ว่า ฮะ ฮะ ฮะ
"แต่งตัวเสร็จแล้ว อย่าโอ้เอ้ เร็วๆ/อาม่า" สำเร็จ เดทแรกของผมและเธอ เราเลยไปกินข้าวดูหนังกัน น้องนัทในชุด เสื้อยืด กางเกงยีนส์ น่ารักมากเลย เฮ้อ ไม่คิดเลยว่าผมจะมีวันนี้ หนังวันนั้นก็สนุกมากเลย โชคดีที่เราสองคนมีรสนิยมดูหนังน่ากลัวๆ คล้ายๆกันแต่เธอปิดตาตลอดเรื่องแล้วยังจะมาบอกว่าชอบอีก แล้วก็ไปเดินซื้อของซักแป๊บก็กลับกันวันนี้ผมขับรถของผมไปกับเธอนะครับ แต่เธอบอกว่าวันนี้ตอนค่ำต้องกลับบ้าน แต่เนื่องจากรถเธอ อยู่ที่คอนโดผมเลยได้ที
"เอางี้ไหมละ พี่นัทขับไปส่งได้"
"แล้วนัทจะกลับมาไงอะ พรุ่งนี้"
"ก็ให้พี่นัทไปรับสิ" เข้าทางพี่นัทเค้าละครับ
"ไม่ดีกว่า พี่นัทเหนื่อยแย่ ไหนต้องทำงานอีก"
"เยาวราชๆๆ อ้อ ขึ้นทางด่วนตรงนี้" ไอ้คนขับไม่ได้สนใจเลย จะไปส่งท่าเดียว เธอก็คงตกกระไดพลอยโจนไปแล้ว เลยไม่ได้ปฏิเสธ บ้านเธออย่างกะวัง ผมไม่ได้เข้าไปหรอก ส่งแค่ประตูบ้าน อยู่เลย เยาวราชไป หน่อยเรียกไม่ถูก แต่จำทางแม่นเลย
"ขอบคุณมากค่ะ จะเข้าไปเล่นกะลูกๆก่อนไหม" เธอหมายถึงหมาเธอนะครับ
"ไม่ดีกว่า ไว้วันหลังดีกว่านะ แล้วพรุ่งนี้จะให้พี่มารับกี่โมง" ผมยังเกรงๆ กับบ้านเธออยู่
"อ้อไม่เป็นไรมั้งค่ะ เดี๋ยวให้คนขับรถไปส่งดีกว่า เดี๋ยวไปถึงแล้วจะไปเคาะกวนประสาทนะ"
"จ้า" ทำไปเหอะ ทำไป ดีหมดละ ทำไรดีหมด เราอยู่ในช่วงโปรโมชันนี่นา

วันนี้กลับห้องมา ห้องเธอล็อคแต่รู้สึกดีพิกล เป็นอีกวันทีชีวิตมีความหมายมาก
===================================================

เธอกลับมาตอนบ่ายแก่ๆ ของอีกวัน วันนั้นฝนตก เธอมาเคาะและบอกว่ากลับมาแล้วก่อนกลับเข้าห้องไป หลังจากวันนั้นผมและเธอก็สนิทกันมาก ไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อย ผมเองก็ไม่กล้าที่จะถามถึงความสัมพันท์ เพราะ กลัวจะเสียเธอไป หากปล่อยแบบนี้อย่างน้อยเธอยังไม่ไปไหน อีกเหตุผลหนึ่งคือ เธอจะรักษาระยะห่างได้ดีมาก ถึงแม้เราจะไปเที่ยวกัน ไปดูหนังฟังเพลง แต่เธอจะเก่งที่พยายามไม่พูดเรื่องความรักคงมีอยู่ครั้งนึง เธอคงเผลอถามผมว่าเคยมีแฟนไหม แต่คงรู้ตัวเลยเปลี่ยนเรื่องไป 1 เดือนผ่านไปอย่างมีความสุขจริงๆ ก่อนพายุจะมา ทะเลมักนิ่งเสมอ

ผมตื่นเช้าอีกวัน เพราะปัญหาเรื่องงานกว่าจะเคลียร์ได้ก็เกือบเที่ยง เธอไปเรียนแล้วก็กลับมาช่วงบ่าย ซื้อขนมมาฝากผมด้วย =)




 

Create Date : 17 เมษายน 2549    
Last Update : 17 เมษายน 2549 1:03:25 น.
Counter : 699 Pageviews.  

อันจินเผิง-เหรียญทองคณิตศาสตร์โอลิมปิคปี1997

เหรียญทองคณิตศาสตร์โอลิมปิคปี1997
หนึ่งเหรียญทองที่สร้างขึ้น จากความรักคุณแม่
ในปี 1997 กันยายน วันที่ 28 ที่เทียนสิน
นักเรียนมัธยมปีที่ 6 อันจินเผิง
ได้รับเหรียญทองชนะเลิศในการแข่งขัน คณิตศาสตร์โอลิมปิคครั้งที่ 38 ณ. ประเทศอาร์เจนติน่า
นับเป็นผู้เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้แก่เมืองเทียนสิน
เบื้องหลังความสำเร็จของอัจฉริยะทางคณิตศาสตร์วัย 19 ปีคนนี้
แฝงไว้ด้วยเรื่องราวของความรัก... รักที่ยิ่งใหญ่ของแม่
ที่ทำให้ทุกผู้คนต้องซาบซึ้งจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่.

ปี 1997 กันยายน วันที่ 5 เป็นวันที่ผมจากบ้านไปรายงานตัวที่คณะคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง
ควันจากเตาหุงข้าวในยามเช้าตรู่ ที่ลอยจากบ้านไร่หลังเก่าอันชำรุดทรุดโทรมของผม
คุณแม่ที่ขากระเผลกกำลังทำหมี่ให้ผม เป็นแป้งหมี่ ที่คุณแม่ใช้ไข่ไก่ 5 ฟอง แลกมาจากเพื่อนบ้าน
ขาแม่ที่แพลงนั้นเป็นเพราะวันก่อน ท่านคิดจะหาเงินค่าเล่าเรียนให้แก่ผม แล้วพลิกจนขัดยอก
ในยามที่กำลังเข็นผักเต็มคันรถเพื่อไปขายในเมือง ยามที่ยกชามขึ้น ผมกลั้นน้ำตาไม่อยู่
ผมวางตะเกียบลงแล้วคุกเข่าลงบนพื้น
ลูบคลำเท้าของแม่ที่บวมเป่งใหญ่กว่าหมั่นโถวอยู่นาน หยาดน้ำตาทีละหยดๆ ไหลกลิ้งลงสู่พื้น ...

บ้านของผมอยู่ที่ หมู่บ้านต้าอิ้วไต้ อำเภออู่ซิง เมืองเทียนสิน
ผมมีแม่ที่ดีที่สุดในโลกคนหนึ่ง ชื่อของท่านเรียกว่า หลี่ เอี้ยน เสีย
บ้านของผมจนมาก ๆ ตอนที่ผมเกิดมา คุณย่าก็ล้มป่วยอยู่บนเตียง
ในปีที่ผมอายุ 4 ขวบ คุณปู่ก็ป่วยเป็นโรคหือหอบ เป็นอัมพฤกษ์ครึ่งตัว
พอ 7 ขวบ ผมก็เข้าโรงเรียน ค่าเล่าเรียนก็เป็นคุณแม่ไปหยิบยืมจากผู้อื่น
ผมมักจะเก็บเอาดินสอที่เพื่อนนักเรียนโยนทิ้งแล้วกลับมา คุณแม่ปวดใจมาก
บางครั้งแม้แต่เงินที่จะซื้อดินสอกับสมุดยังต้องหยิบยืมจากผู้อื่น
แต่ทว่า คุณแม่ก็ยังมีช่วงเวลาที่ดีใจอยู่ ไม่ว่าการสอบไล่ หรือ สอบซ่อม
ผมมักจะสอบได้ที่ 1 เสมอ ยิ่งวิชาคณิตศาสตร์ได้คะแนนเต็มมาตลอด
ภายใต้กำลังใจจากแม่ ผมยิ่งเรียนก็ยิ่งมีความสุข
ผมนับว่าไม่รู้ว่าในโลกนี้ยังจะมีเรื่องที่เป็นสุขมากไปกว่าการเรียนหนังสือ
ผมยังไม่ทันเข้าเรียนประถมก็เรียนรู้พื้นฐานการคิดเลข บวก ลบ คูณ หาร เศษส่วน ทศนิยมแล้ว
พอขึ้นประถมก็เรียนรู้ด้วยตนเอง ทำความเข้าใจต่อวิชาคณิตฟิสิกส์ เคมี ของชั้นมัธยมต้น



พฤษภาคม ปี 1994 เมืองเทียนสิน ได้จัดให้มีการแข่งขันวิชาฟิสิกส์ในระดับมัธยมต้น
ผมเป็นเด็กชายลูกชาวนาเพียงคนเดียวที่สอบติด 3 ลำดับต้น จากนักเรียนที่มาจาก 5 อำเภอชานเมือง
มิถุนายนของในปีนั้น ผมได้รับเลือกสรรเป็นกรณีพิเศษ จากโรงเรียนมัธยมต้นอี้จง ของเทียนสิน
ผมวิ่งกลับบ้านด้วยความดีใจ เหมือนดั่งคนเสียสติ
แต่คิดไม่ถึง เมื่อบอกข่าวดีให้กับคนทางบ้านฟัง
บนใบหน้าของพวกเขากลับเต็มไปด้วยความโศกเศร้า
คุณย่าเสียชีวิตไปไม่ถึงครึ่งปี ชีวิตคุณปู่ก็อยู่ในช่วงอันตราย
ที่บ้านติดหนี้เขาหมื่นกว่าหยวนแล้ว
ผมค่อย ๆ เดินกลับเข้าห้องอย่างสงบ พร้อมทั้งร้องไห้ตลอดทั้งวัน
คืนนั้นก็ได้ยินเสียงโต้เถียงกันที่นอกบ้าน
ที่แท้คุณแม่คิดจะเอาลาในบ้านไปขายเพื่อให้ผมได้เรียนต่อ
แต่คุณพ่อคัดค้าน ไม่เห็นด้วยเด็ดขาด
คำพูดที่โต้เถียงกันของพวกท่านได้ยินไปถึงคุณปู่ที่ป่วยหนัก
พอคุณปู่กระวนกระวานใจหนัก ท่านก็จึงลาโลกนี้ไปตลอดกาล

ผมก็ไม่พูดถึงเรื่องเรียนต่ออีก นำเอา"ใบแจ้งผลการคัดเลือก"พับอย่างดีแล้วยัดเข้าไปในปลอกหมอน
แล้วช่วยคุณแม่ทำงานเลี้ยงชีพไปวัน ๆ
ผ่านไป 2 วัน ผมและคุณพ่อได้รับรู้พร้อมกันว่า" ลาหนุ่มหายไปแล้ว"
คุณพ่อต่อว่าคุณแม่ด้วยใบหน้าที่บึ้งตึงว่า
"เธอขายลาหนุ่มไป เธอบ้าแล้วหรือ วันข้างหน้าการเพราะปลูกของครอบครัว การขายผลผลิต เธอจะใช้มือไปเข็น ใช้ไหล่ไปแบกหรือ?"
"เธอขายลาหนุ่มได้เงินแค่ไม่กี่ร้อยหยวน พอให้จินเผิงได้เรียน ก็แค่ 1 - 2 เทอมเท่านั้น"

วันนั้นคุณแม่ร้องไห้ ท่านใช้น้ำเสียงที่ดุมากตะโกนใส่พ่อว่า
“ลูกจะเรียนหนังสือผิดตรงไหน?
จินเผิงสอบเข้ามัธยมอี้จงในเมืองได้ นับเป็นคนเดียวในอู่ชิงที่สอบได้
พวกเราอย่าให้คำว่ายากจน ทำให้อนาคตของลูกต้องสะดุดลง
ถึงแม้จะต้องใช้สองมือนี้ไปเข็น ใช้ไหล่ไปแบก ก็จะให้เขาได้เรียนต่อไป"
อาศัยเงิน 600 หยวน (1 หยวนจีน = 4-5 บาท) ที่แม่ขายลาหนุ่มนี้
ผมนับว่าอยากคุกเข่าโขกศรีษะคำนับแม่จริงๆ
ผมรักการเรียนมาก แต่ถ้าเรียนต่อไป
คุณแม่จะต้องลำบากอีกแค่ไหนต้องทุกข์ยากอีกเท่าไหร่ ?

ฤดูใบไม้ร่วงปีนั้น ผมกลับมาบ้านเอาเสื้อหนาว พบว่าใบหน้าของพ่อเหลืองซีด
ตัวผอมจนหนังแห้งหุ้มกระดูก นอนอยู่บนเตียง
คุณแม่บอกกับผมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นว่า
“ไม่มีอะไรเป็นไข้หวัดใหญ่ ใกล้จะหายแล้ว”
ใครรู้ได้ วันรุ่งขึ้นผมเอาขวดยาขึ้นมาดูเห็นฉลากภาษาอังกฤษ
จึงรู้ว่ายาพวกนี้เป็นยาระงับเซลล์มะเร็ง ผมลากคุณแม่ออกไปนอกห้อง
ร้องไห้ไปถามแม่ไปว่าเรื่องราวเป็นอย่างไรกันแน่ คุณแม่ก็บอกว่า
ตั้งแต่ผมไปเรียนมัธยมอี้จง คุณพ่อก็เริ่มถ่ายเป็นเลือด อาการหนักขึ้นทุกวันๆ
คุณแม่ขอยืมเงินมาได้หกพันหยวน พาไปตรวจทั้งที่เทียนสิน ปักกิ่ง
สุดท้ายตรวจพบเป็นเนื้องอกในลำไส้ หมอต้องการให้พ่อผ่าตัดโดยเร็ว
คุณแม่ก็เตรียมจะไปขอยืมเงินมารักษา แต่คุณพ่อไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมรับปาก
ท่านกล่าวว่า ยืมญาติมิตร เพื่อนฝูงจนทั่วแล้ว
มีแต่ยืมแต่ยังมิได้จ่ายคืนใครเขาจะให้ยืมอีก !

วันนั้น เพื่อนบ้านยังบอกกับผมว่า แม่ใช้วิธีการดั้งเดิมในการเก็บเกี่ยวซึ่งน่าเศร้ามาก
แม่ไม่มีแรงพอที่หาบข้าวสาลีไปที่ตลาดเพื่อนวดข้าว
และก็ไม่มีเงินที่จะจ้างคนมาช่วย ท่านได้แต่รอข้าวสุกแปลงหนึ่ง
จากนั้นเอาใส่กระดานลากกลับบ้าน
ตกเย็นก็ปูผ้าพลาสติกที่ลานใช้สองมือกำข้าวสาลีกำใหญ่
เหวี่ยงฟาดกับก้อนหินเพื่อนวดข้าว...
ข้าวสาลี 3 ไร่จีน ( 1 ไร่จีน เท่ากับ 600 ตารางฟุต) ล้วนอาศัยแม่ทำคนเดียว
แม่เหนื่อยจนยืนเกี่ยวไม่ไหวจึงคุกเข่าเกี่ยว หัวเข่าถูกสีจนเลือดออก
เวลาเดินก็สั่นเทาไปหมด... ผมไม่รอให้เพื่อนบ้านพูดจบ
ก็รีบวิ่งกลับบ้านอย่างรวดเร็วปานเหินบิน
ร้องไห้เสียงดังพูดว่า “ แม่ แม่ ผมไม่สามารถเรียนต่อไปอีกแล้ว ...”
ในที่สุด แม่ก็ไล่ให้ผมกลับไปเรียน

ค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนของผมอยู่ที่ 60 ถึง 80 หยวน
ถ้าจะเปรียบกับเพื่อนนักเรียนที่ใช้จ่าย 200-240 หยวนแล้ว นับว่าน้อยจนน่าสงสาร
มีแต่ผมเท่านั้นที่รู้ว่า เพื่อเงินจำนวนน้อยนิดนี้
แม่ต้องเก็บสะสมอย่างประหยัด ตั้งแต่ต้นเดือน
ทีละหยวนๆ จากการขายไข่ไก่ ขายผัก
จริงๆแล้วยามที่รวบรวมไม่ครบยังต้องไปขอยืมอีก 20 หรือ 30
และเท่ากับพ่อ น้องชาย แทบจะไม่เคยได้กินผักเลย
ถึงจะมีผักบ้างก็ไม่ใช้น้ำมันหมูคลุกเพียงตักน้ำผักดองมาคลุกกิน หรือทำอาหารกิน

แม่ไม่เคยปล่อยให้ผมต้องหิวโหย
ทุกเดือนท่านจะเดินสิบกว่าลี้เพื่อซื้อหมี่สำเร็จรูปส่งไปให้ผม
ทุกสิ้นเดือนแม่มักจะแบกถุงใบใหญ่ เหนื่อยยากลำบากมาดูผมที่เทียนสิน
ภายในถุงนอกจากเศษหมี่สำเร็จรูปแล้ว
ยังมีกระดาษที่พิมพ์เสียของโรงพิมพ์ที่ห่างบ้าน 6 ลี้กว่า
(นั่นเอาไว้ให้ผมใช้เป็นกระดาษทดเลข)
กับเต้าเจี้ยวเผ็ด 1 ขวดใหญ่ ผักกาดเขียวเค็มหั่นเป็นเส้น
และเครื่องมือตัดผม 1 อัน(ค่าตัดผมที่ถูกที่สุดในเทียนสินก็ต้อง 5 หยวน)
แม่ต้องการให้ผมประหยัดจะได้ซื้อหมั่นโถวไว้กินได้อีกหลายใบ

ผมเป็นนักเรียนคนเดียวของมัธยมอี้จง ของเทียนสินที่แม้แต่ผักในโรงอาหารก็ยังไม่สามารถซื้อกิน
ได้แต่เพียงแค่ซื้อหมั่นโถว 2 ใบ กลับมาที่หอพัก
ชงเศษหมี่สำเร็จรูปแล้วใส่เต้าเจี้ยวเผ็ดกับผักกาดเค็มกิน
ผมก็เป็นนักเรียนคนเดียวที่ไม่สามารถใช้กระดาษต้นฉบับ (แบบฟอร์ม) มาเขียน
ได้แต่ใช้กระดาษที่พิมพ์เสียจากโรงพิมพ์มาเขียนต้นฉบับ
ผมยังเป็นนักเรียนคนเดียวที่ไม่เคยใช้สบู่
เวลาซักเสื้อก็ไปที่โรงอาหารเอากรดโซเดียมจากหมี่ที่เสียแล้วมาใช้แทนสบู่

แต่ผมไม่เคยน้อยเนื้อต่ำใจมาก่อน
ผมรู้สึกว่าคุณแม่นับเป็นวีรสตรีที่ต่อสู้กับความยากลำบากและความโชคร้าย
ได้เกิดมาเป็นลูกของแม่ ผมรู้สึกเป็นเกรียรติอย่างไม่อาจเปรียบอีกแล้ว

เมื่อเริ่มเข้ามัธยมอี้จง ของเทียนสิน
คอร์สแรกของภาษาอังกฤษทำให้ผมฟังจนงงไปหมด
ตอนที่แม่มาหาผม ผมได้บอกถึงความวิตกกังวลกลัวว่าภาษาอังกฤษจะเรียนไม่ทันเพื่อน
ใครจะรู้ได้
ใบหน้าของแม่กลับเปี่ยมด้วยรอยยิ้มแล้วตอบว่า
“แม่เพียงรู้ว่าเจ้าเป็นเด็กที่ทนความลำบากที่สุด
แม่ไม่ชอบฟังเจ้าพูดว่ายากลำบาก เพราะขอเพียงทนลำบากได้ก็ไม่ยากอีกแล้ว“
ผมจำคำของแม่คำนี้ไว้แล้ว...
ผมมีอาการติดอ่างเล็กน้อย มีคนบอกกับผมว่า
จะเรียนภาษาอังกฤษให้ได้ดี อันดับแรกต้องให้ลิ้นฟังคำสั่งตัวเอง
ดังนั้นผมมักจะเก็บก้อนหินก้อนหนึ่ง อมไว้ในปาก
จากนั้นก็ขยันท่องภาษาอังกฤษอย่างเอาเป็นเอาตาย ลิ้นเมื่อได้เสียดสีกับก้อนหิน
บางครั้งที่มีเลือดไหลออกมาทางมุมปาก แต่ผมก็กัดฟันยืนหยัดอย่างเสมอต้นเสมอปลาย
ครึ่งปีผ่านไป ก้อนหินเล็กๆ ถูกสีจนกลม ลิ้นของผมก็ถูกสีจนเรียบ
ผลการเรียนภาษาอังกฤษขยับขึ้นเป็น 3 ลำดับต้นของห้อง
ผมต้องขอบคุณแม่เป็นอย่างยิ่ง

คำพูดของท่านทำให้เกิดปาฎิหาริย์ในการก้าวข้ามอุปสรรคอันยิ่งใหญ่ของการฝึกฝนของผม
ปี 1996 ผมได้เข้าร่วมแข่งขันโอลิมปิควิชาการที่จัดขึ้นทั่วประเทศในเขตเทียนสินเป็นครั้งแรก
ได้รับรางวัลที่ 1 ในวิชาฟิสิกส์ และรางวัลที่ 2 ในวิชาคณิตศาสตร์
ได้เป็นตัวแทนของเทียนสินไปหังโจวเพื่อร่วมแข่งขันโอลิมปิดฟิสิกส์จากทั่วประเทศ
"ผมเอารางวัลที่ 1 ของประเทศมามอบให้แม่ จากนั้นก็ไปแข่งขันโอลิมปิกฟิสิกส์ระดับโลก"
ผมคุมความตื่นเต้นในใจไว้ไม่อยู่ เอาข่าวดี และความมุ่งหวังเขียนใส่จดหมายส่งไปบอกแม่
สุดท้ายผมได้แค่ที่ 2
ผมล้มแผ่ลงบนเตียง ไม่ดื่มไม่กินอะไร
แม้ว่าจะเป็นผลงานที่ดีที่สุดในบรรดาผู้แข่งขันของเทียนสิน
แต่หากจะทดแทนความเหนื่อยยากลำบากของแม่แล้ว นับว่ายังไม่เพียงพอจริงๆ

กลับถึงโรงเรียน
กลุ่มคุณครูช่วยผมวิเคราะห์ถึงสาเหตุของความพ่ายแพ้
ผมมักจะคิดให้คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และเคมี ล้วนได้ดี
วิชาเอกที่เลือกมากไป ทำให้ความมุ่งมั่นไม่เป็นหนึ่งเดียว
หากว่าตอนนี้ผมมุ่งเรียนคณิตศาสตร์อย่างเดียวต้องสำเร็จแน่

มกราคม ปี 1997
ในที่สุดในการแข่งขันคณิตศาสตร์ โอลิมปิกทั่วประเทศ ผมก็ชนะเลิศที่ 1ด้วยคะแนนเต็ม
ได้เข้าร่วมกลุ่มฝึกซ้อมระดับประเทศอย่างราบรื่น
และในการทดสอบทั้งสิบครั้งนั้นก็ช่วงชิงจนได้เป็นตัวแทนไปแข่งขัน
แต่ตามกฏกำหนดไว้ว่า ค่าใช้จ่ายในการไปร่วมการแข่งขันที่อาร์เยนติน่าต้องจัดการเอง
จ่ายค่าสมัครเรียบร้อยแล้ว
ผมเอาหนังสือที่ต้องเตรียมและเต้าเจี้ยวเผ็ดที่แม่ทำให้ห่อไว้อย่างดี
งานที่ตัองเตรียมก็เสร็จสิ้นลง
หัวหน้าภาควิชากับอาจารย์คณิตศาสตร์
เห็นผมยังคงใส่เสื้อผ้าที่คนอื่นสงเคราะห์ให้
ทั้งสีสันขนาดของเสื้อผ้าไม่สมกับตัว เมื่อเปิดตู้เก็บของ ชี้ไปที่แขนเสื้อที่ต่อมาสองครั้ง
ชายเสื้อหนาวที่ต่อยาวอีก 3 นิ้ว กับชุดชั้นในที่มีรอยปะ แล้วพูดว่า
“จินเผิง นี่เป็นเสื้อผ้าทั้งหมดของเธอหรือ ฉันไม่รู้จะจัดการอย่างไร“
ผมจึงรีบตอบว่า
“ครูครับ ผมไม่กลัวขายหน้า คุณแม่บอกกับผมเสมอว่า
ในตัวถ้ามีภูมิความรู้ ก็จะมีความสง่าเอง
ถึงผมต้องใส่เสื้อพวกนี้ไปอเมริกาพบกับคลินตัน
ผมก็ไม่กลัว“

27 กรกฎาคม โอลิมปิค วิชาการเริ่มขึ้น
พวกเรานั่งทำข้อสอบตั้งแต่แปดโมงครึ่งถึงบ่ายสองโมง รวมเวลาในการทำข้อสอบห้าชั่วโมงครึ่ง
วันที่สองเป็นวันประกาศผล ก่อนอื่นเป็นการประกาศรางวัลเหรียญทองแดง
ผมไม่หวังจะได้ยินชื่อของตัวเอง ถัดจากนั้นก็เป็นรางวัลเหรียญเงิน
สุดท้ายประกาศเหรียญทองคนที่หนึ่ง คนสองคน คนที่สามก็คือผม
ผมดีใจจนร้องไห้ เรียกพึมพำอยู่ในใจว่า “ แม่ครับ ลูกแม่ทำได้สำเร็จแล้ว”
ข่าวการชนะเลิศได้เหรียญทองเหรียญของผมกับเพื่อนอีกคน
ในการแข่งขันโอลิมปิคคณิตศาสตร์ของการแข่งขันโอลิมปิควิชาการครั้งที่ 38 นี้
ได้ถูกแพร่กระจายเสียงและแพร่ภาพโดยสถานีวิทยุกระจายเสียงและสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ
ในคืนนั้น 1 สิงหาคม ยามที่พวกเรานำเอาเกียรติยศกลับสู่ประเทศนั้น
สมาคมวิทยาศาสตร์ และสมาคมคณิตศาสตร์แห่งประเทศจีน
ได้จัดพิธีต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ ในยามนี้ ผมคิดจะกลับบ้าน ผมคิดอยากพบหน้าแม่ให้เร็วที่สุด
ผมจะนำเอาเหรียญทองที่แวววับจับตานี้แขวนไว้ที่คอของท่าน.....

สี่ทุ่มกว่าของคืนวันนั้น
ผมฝ่าความมืดจนกลับถึงบ้านที่ผมคิดถึงทุกเช้าเย็น
พ่อเป็นคนมาเปิดประตู
แต่ว่าผู้ที่โอบผมไว้ในอ้อมอกอย่างแนบแน่นก็คือแม่ที่ปราณีของผม
ใต้แสงดาวอันแจ่มจรัส แม่กอดผมอย่างแน่นหนา
ผมล้วงเหรียญทองออกมาแล้วแขวนไว้ที่บนคอของแม่
แล้วร้องไห้ด้วยจิตใจที่โปร่งโล่ง...

12 สิงหาคมที่นั่งในห้องประชุมโรงเรียนไม่มีว่างเลย
แม่กับเหล่าข้าราชการของกรมสามัญศึกษา
และเหล่าศาสตราจารย์วิชาคณิตศาสตร์ได้ร่วมกันนั่งเป็นประธานบนเวที
ในวันนั้น ผมได้พูดไว้ในงานช่วงหนึ่งว่า

"ผมจะใช้ชั่วชีวิตของผมสำนึกขอบพระคุณคน คนหนึ่ง
นั่นคือแม่ที่อบรมเลี้ยงผมจนเติบใหญ่
ท่านเป็นหญิงชาวนาธรรมดาคนหนึ่ง
แต่ท่านสอนผมให้รู้จักหลักธรรมในการเป็นคน
ทั้งยังคอยกระตุ้นให้กำลังใจผมมาตลอดชีวิต
...
ปีทีอยู่มัธยมปีที่ 4 ผมคิดจะซื้อหนังสือ“ พจนานุกรม จีน - อังกฤษ “เพื่อฝึกภาษาอังกฤษ
ในกระเป่าเสื้อของแม่ไม่มีเงินเลย แต่แม่ก็รับปากว่าจะหาให้
หลังอาหารเช้า แม่ยืมรถลากคันหนึ่ง ขนผักกาดขาว เต็มรถแล้วลากไปพร้อมกับผม
เพื่อนำไปขายในเมืองที่ไกลถึงสี่สิบลี้ เมื่อถึงตัวอำเภอก็เกือบเที่ยงแล้ว
ตอนเช้าผมกับแม่ ดื่มเพียงน้ำซุปข้าวต้มใส่มันเทศกับข้าวโพดแค่ 2 ชาม
ในยามที่ท้องหิวจนร้องจ๊อกๆ แค้นจนอยากให้มีคนมาเหมาซื้อผักไปทันที
แต่แม่ยังคงอดทนต่อรองราคากับผู้ซื้อสุดท้ายตกลงกันในราคาชั่งละ 10 เซ็นต์
ผักกาดขาว 210 ชั่ง ควรเป็นเงิน 21 หยวน แต่ผู้ซื้อให้เพียง 20 หยวน
เมื่อมีเงินผมคิดจะกินข้าวก่อน แต่แม่บอกให้ซื้อหนังสือก่อน เพราะนี่เป็นเรื่องสำคัญของวันนี้
พวกเราไปที่ร้านหนังสือแห่งหนึ่งถามราคาหนังสือ ต้องใช้เงิน 18.25 หยวน
ซื้อหนังสือเสร็จแล้วยังคงเหลืออยู่ 1.75 หยวน
แต่แม่ให้ผม 75 เซ็นต์เพื่อไปซื้อขนมเปี๊ยะ 2 ชิ้น
แม้จะกินขนมเปี๊ยะไป 2 ชิ้น แต่รอจนพวกเราแม่ลูกเดินจนเกือบจะถึงบ้าน
เป็นระยะทาง 40 กว่าลี้(ของจีน 1 ลี้ = 500 เมตร)
ผมก็หิวจนหน้ามืดตาลาย ในยามนี้นึกขึ้นได้ว่าผมลืมแบ่งขนมเปี๊ยะ1ชิ้นให้กับแม่
แม่หิวทั้งวัน ยังลากรถเป็นระยะทาง 80 ลี้เพื่อผม
ผมรู้สึกละอายจนคิดที่จะตบหน้าตนเอง แต่แม่กลับพูดว่า
“แม่ไม่มีความรู้เท่าไร แต่แม่นึกถึงตอนเด็กที่คุณครูเคยให้ท่องคำพูดหนึ่งของกอร์จี ว่า
ความยากจนข้นแค้นเป็นมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง
หากว่าเธอสามารถที่จะผ่านด่านมหาวิทยาลัยนี้ไปได้
ไฉนต้องกลัวว่าเป็นมหาวิทยาลัยเทียนสิน
แม้แต่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง
เธอก็สอบเข้าไปได้ดั่งใจหวังอยู่ “
ตอนที่แม่พูดคำ ๆ นั้น แม่ไม่มองหน้าผม
แม่มองหนทางที่ทอดยาวไกลออกไปเหมือนดั่งว่าทางเส้นนั้น
สามารถเชื่อมไปถึงเมืองเทียนสิน...เชื่อมไปถึงเมืองปักกิ่งไม่มีผิด
ผมฟังแล้วก็ไม่รู้สึกว่าท้องหิวอีกแล้ว ขาก็ไม่เมื่อยอีกแล้ว
หากกล่าวว่า ความยากจนข้นแค้น เป็นมหาวิทยาลัย ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง
ผมก็จะพูดว่า แม่ที่เป็นหญิงชาวนาของผม เป็นครูผู้นำพาที่ดีที่สุดของชีวิตผม"
...

ที่ด้านล่างเวทีไม่รู้มีตากี่คู่ ที่คลอด้วยน้ำตา ผมหมุนตัวกลับมา
หันไปหาคุณแม่ที่จอนผมเริ่มหงอกขาว แล้วคำนับท่านด้วยใจอันลึกล้ำครั้งหนึ่ง..........




 

Create Date : 15 กรกฎาคม 2548    
Last Update : 15 กรกฎาคม 2548 12:20:45 น.
Counter : 310 Pageviews.  

ผู้ชายอาไร้น่ารักชะมัด

สองสามวันก่อน แม่ป่วย... ผู้หญิงใจแข็งคนนั้น ยืนกรานว่าจะไม่ไปโรงพยาบาลโดยเด็ดขาด เธอกินยาจีน พักผ่อนอยู่บ้าน เสียงบ่นของแม่...หายไป กลับมีเสียงของใครอีกคนขึ้นมาแทน...เสียงของพ่อ พ่อที่ปกติแล้วลูกๆทุกคนลงมติว่า...ดุ และเงียบขรึม


วันนี้พ่อกลายเป็นผู้ชายขี้บ่นไปซะแล้ว...พ่อบ่นทั้งวันและทุกวันเรื่องที่บ่นก็มีอยู่เรื่องเดียว...บ่นแม่ พ่อบ่นว่า แม่ไม่ยอมไปหาหมอ แต่...คนขี้บ่นนี่แหละ ที่ไปปรึกษาเภสัชกรที่ร้านขายยา ซื้อหายาอมแก้เจ็บคอ ยาแก้ไข้ที่แม่ใช้ประจำมาวางไว้ให้ข้างเตียง

พ่อ...ที่ปกติชอบออกไปหากับข้าวแปลกๆข้างนอกกิน เป็นกิจวัตร บ่นว่าเบื่อกินข้าวที่บ้าน แต่...พ่อก็สั่งฉันไปซื้อกับข้าวที่ร้านโปรดของแม่มากินที่บ้าน เพียงเพราะไม่อยากให้แม่อยู่บ้านคนเดียว แม่แตะกับข้าวได้คำเดียว...เอาใจพ่อ ทั้ง ๆที่ฉันก็ว่ากับข้าวอร่อยดี แต่...พ่อกลับว่า วันนี้เชฟฝีมือตกทำไม่อร่อย...เลยไม่ถูกปากแม่

แล้ววันนี้...แม่อาการดีขึ้น ลุกขึ้นมาเดินเหินได้นิดหน่อย บ่น...อยากกินแครกเกอร์กับโกโก้ร้อน แต่...ของแห้งที่บ้านหมด รวมทั้งแครกเกอร์ยี่ห้อโปรดด้วย พ่อ...ผู้ชายที่แสดงออกตลอดเวลา...ว่าเกลียด การเดินซูเปอร์มาเก็ต บอกลูก ๆ ว่าน้ำส้มของพ่อหมด ไปซื้อกันเถอะ พวกเราอมยิ้ม

ผู้ชายปากแข็ง...จะบอกว่าไปซื้อของให้แม่ก็ไม่ได้ ต้องอ้างยังโน้นยังงี้ แต่...แค่ย่างเท้าเข้าห้างสรรพสินค้า คนจะซื้อน้ำส้มเดินหา...แครกเกอร์ เฮ้อ... พ่อ...มีโรคประจำตัว...โรคหัวใจ พ่อต้องเดินช้าๆ เพราะไม่อยากให้หัวใจทำงานหนักเกินไป แต่ในซุปเปอร์มาเก็ตวันนี้ พ่อเดิน...เข้าช่องโน้น ออกช่องนี้เพราะแม่กินได้แต่ข้าวต้ม

ข้าวต้มซองชนิดมีกับพร้อมปรุงถูกพ่อกวาดมาทุกชนิด เครื่องข้าวต้ม...ทั้งผักดอง ผักกระป๋อง พ่อหยิบทุกขวดทุกกระป๋องมาอ่าน...หายี่ห้อที่แม่ชอบ ความจริงจะสั่งฉันไปหาซื้อน่าจะง่ายกว่านะ แต่พ่อก็เลือกที่จะทำเอง เพราะพ่อเลือกของเหล่านั้น...ด้วยความรัก ฉันทำได้แค่เข็นรถตาม... แต่แค่นี้ก็ยากแล้วนะ เพราะเข็นตามไม่ทันสักที

ถ้าเทียบกับใจที่ไปถึงชั้นวางขวดผักดองเรียบร้อยแล้ว ของผู้ชายตรงหน้า หลังที่เริ่มคุ้มงอตามวัยของพ่อนำอยู่ข้างหน้าหน้าลิ่วๆ ตาของพ่อ...ที่มีไว้มองผู้หญิงคนเดียวในชีวิต มองหาแต่สรรพสิ่งที่เหมาะกับแม่

ณ วินาทีนั้น ฉันอิจฉา...อิจฉาผู้หญิงที่นอนป่วยอยู่ที่บ้าน
อิจฉาแม่ตัวเอง เพราะพ่อที่ลูก ๆ คุ้นเคย คือผู้ชายที่ไม่เคยแคร์ใคร...กับลูกๆ...เรารู้...พ่อรัก เพราะพ่อแสดงออกกับเราเสมอ หากกับแม่...พวกเราเพิ่งรู้...พ่อห่วงแม่มากมาย คงเพราะปกติเราเห็นแต่แม่ที่คอยดูแลพ่อ โรคประจำตัวพ่อเยอะแยะนี่นา

แม่...ซึ่งเป็นผู้หญิงที่แข็งแรง อึด...ในสายตาพวกเรา ยามเมื่อได้รับการดูแลจากพ่อ ดูเหมือนจะซึ้งไม่ต่างจากเรา คนซึ่งร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาตลอดยี่สิบห้าปี ดูแลกันและกันยามป่วยไข้ คงไม่มีอะไรน่าชื่นใจไปกว่านี้แล้วมั้ง
=========================
ฉันหันมามองรอบตัว สักวันข้างหน้า...ยามเมื่อชีวิตได้ผ่านวันเวลา ทั้งความสุข ความทุกข์ ความโศก จะมีใครสักคนมั้ย...ที่ยืนข้างๆฉัน ดูแล...ยามที่ฉันป่วยไข้ จะมีใครสักคนมั้ย...ที่จำได้ กับแค่แครกเกอร์ยี่ห้อโปรดของฉัน จะมีใครสักคนมั้ย...ที่ยอมเดินฝ่าฝูงคนพลุกพล่าน ที่ตัวเองแสนเกลียด เพียงเพื่อเครื่องกระป๋อง... ที่อยากจะเลือกสรรแต่สิ่งดีๆเพื่อคนอันเป็นที่รัก

จะมีใครสักคนมั้ย...ที่ส่งยาอมแก้เจ็บคอให้ฉัน พร้อมกับบอกว่า ‘คราวก่อนเจ็บคอ กินแล้วหาย นี่ยังเหลือ เอาไปกินสิ’ ทั้ง ๆ ที่ยาอมหลอดนั้น มันยังไม่ได้แกะ!!!

---------------------------------------------------
เป็นกระทู้ในพันทิพเป็นที่แรก คนเขียนชื่อ "แม่มณี" ตอนนี้กลายเป็น FW Mail ไปซะแล้ว เขียนได้ดีมากเลยครับ




 

Create Date : 08 กรกฎาคม 2548    
Last Update : 15 กรกฎาคม 2548 13:48:11 น.
Counter : 207 Pageviews.  

1  2  

ZAkk Blade
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ZAkk Blade's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.