สีสัน ของชีวิต เพื่อมวลมิตร พิสมัย จะอยู่แห่งหนใด เพียงหนึ่งใจ.....คิดถึงกัน
Group Blog
 
All Blogs
 

กลอนพาไป

ความรัก

ความรักเหมือนโคถึก
หยั่งลึกยากไถ่ถอน
ไม่เห็นหน้าก็อาวรณ์
เมื่อจากจรก็อาลัย


ความรักเหมือนยาขม
ทำอกตรมแลหมองไหม้
โดนลิ้นจะสิ้นใจ
แต่ยังได้พอเหยียวยา


ความรักเหมือนการให้
เป็นสุขใจเมื่อคบหา
เปลี่ยนไปก็ปรีดา
เมื่ออำลาก็ยินดี


"กลอนพาไป"





 

Create Date : 22 กรกฎาคม 2549    
Last Update : 22 กรกฎาคม 2549 17:03:09 น.
Counter : 255 Pageviews.  

บทกลอนชื่นชอบและชื่นชม



นกขมิ้น


เขาคลอขลุ่ยครวญเสียงเพียงแผ่วผิว
ชะลอนิ้วพลิ้วผ่านจากมานหมอง
โอดสะอื้นอ้อยอิ่งทิ้งทำนอง
เป็นคำพร้องพริ้งพรายระบายใจ

โอ้ดอกเอ๋ยเจ้าดอกขจร
นกขมิ้นเหลืองอ่อน จะนอนไหน
ค่ำลงแล้วแนวพนาและฟ้าไกล
เจ้านอนได้ทุกเถื่อนท่าไม่อาทร

แล้วหวนเสียงเรียงนิ้วขึ้นหวิวหวีด
เร่งอดีตดาลฝันบรรโลมหลอน
ถี่กระชั้นสั่นกระชากใจจากจร
ระเรื่อยร่อนเร่มาเป็นอาจิณ

โอ้ใจเอ๋ยอ้างว้างวังเวงนัก
ไร้แหล่งพักหลักพันจะผันผิน
เพิ่มแต่พิษผิดหวังยังย้ำยิน
ระด่าวดิ้นโดยอนาถแทบขาดใจ

ข้าเคยฝันถึงฟ้ากว้างกว่ากว้าง
ฝันถึงปางทับเปลี่ยวเรี่ยวน้ำไหล
ถึงช่อเอื้องเหลืองระย้าคาคบไม้
ในแนวไพรนึกเหมือนเป็นเพื่อนเนา

รู้รสแรงแห่งทุกข์และสุขสิ้น
บนแผ่นดินแผ่นเดียวเปลี่ยวและเหงา
จิบน้ำใจจนทั่วเจียนมัวเมา
ไร้ร่มเงารังเรือนและเพื่อนตาย

เขาเคลียนิ้วเนิบนุ่มเสียงทุ้มพร่า
เหมือนหวนหาโหยไห้น่าใจหาย
เจ้าขมิ้นเหลืองอ่อนนอนเดียวดาย
จะเหนื่อยหน่ายหนาวน้ำค้างที่กลางดง

เสียงฉับฉิ่งหริ่งรับขยับเร่ง
จะพรากเพลงเพื่อนยินสิ้นเสียงส่ง
เขาเบือนนิ้วผิวแผ่วแล้วราลง
เสียงนั้นคงเน้นครางอย่างห่วงใย

เจ้าดอกเอยดอกขจรอาวรณ์ถวิล
นกขมิ้นเหลืองอ่อนจะนอนไหน
เขาวางขลุ่ยข่มน้ำตาว้าเหว่ใจ
ตอบไม่ได้ดอกหนาข้าคนจร

"เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์"






สุสานทราย


ตรงรอยต่อสีขาวเส้นยาวเหยียด
ทรายละเอียดพบสายแดดแผดรังสี
ระยับไหวในละอองทองธาตรี
ลามสุรีย์สุดระยะทะเลทราย

คนสัญจรอ่อนล้า กร้านกว่ากร้าน
เดินโดยสารเวลาหาจุดหมาย
ความหวังตรงเส้นขาว ยาว ท้าทาย
อาจละลายหลอมร้อนก่อนถึงมัน

แล้วสีเขียวแสนงามยามร้อนจัด
ปรากฏชัด ธารใสเหมือนในฝัน
คนใกล้ตายตะกายวิ่งหาสิ่งนั้น
ภาพอาถรรพณ์พลันดับ ไปกับตา

ทะเลทรายรูปขวานกร้านลมแดด
วนในแวด วงเก่า-เขลา ไร้ค่า
ผู้แสวงหวั่นไหวไกลเกินคว้า
มีแต่ล้ารอตายรอสายธาร

"จิตรนันท์ พิตรปรีชา"





แม่อีสาน


แม่ปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ตั้งใจนัก
เรี่ยวแรงรัก แม่ใช้ เพื่อใฝ่ฝัน
อีกสาวไหม ด้วยมือ ซื่อสัตย์นั้น
ทั้งทอมัน ละเมียดละไม ใช้เวลา

สื่อวิญญาณ ผ่านมือ สู่เส้นไหม
แต่ละใย แต่ละเส้น เป็นเนื้อผ้า
ตีนที่ใช้ กระตุกกี่ คือชีวา
มือที่คว้า กระสวยวาด คือชีวิต

ผ้าขาวม้า ผืนใหม่ แม่ให้ลูก
รักพันผูก ทุกใย ไหมวิจิตร
ใยไหมโยง ใจแม่ เนรมิต
ไหมอุทิศ แม่ก็ทอ ต่อตำนาน

ลูกก็ถือ ผ้าทอ ที่แม่ให้
เป็นเยื่อใย ไหมและแม่ ที่กล้าหาญ
ผ้าทั้งผืน มีชีวิต จิตวิญญาณ
ถักประสาน สอดสร้าง อย่างแยบยล

มือน้อยน้อย ของแม่ ดูแค่นี้
เคยเฆี่ยนตี ลูกบ้างใน บางหน
แต่มือเดียว กันนี้ แหละสู้ทน
ประคองลูก ให้พ้น ภยันตราย

แหละมือนี้ ที่บันดาล งานชีวิต
มิเคยคิด ค่าแรง แข่งซื้อขาย
ยังถักทอ ทรมาน์ ยังท้าทาย
ยังมั่นหมาย ผ้าไหม ผืนใหม่มา

พร้อมทั้งสอน ลูกสาว เจ้าศรีเรือน
อยู่เป็นเพื่อน แม่ทอ ปรารถนา
เพื่อสืบทอด แรงงาน กาลเวลา
ก่อนมือแม่ จะอ่อนล้า ต้องลาพัก

และสอนเจ้า ลูกชาย ให้ทรนง
รักแม่ ก็ขอจง ทำงานหนัก
ด้วยละเอียด อ่อนใน เยื่อใยรัก
พลีชีวิต เพื่อถัก และทอไท

สักวันหนึ่ง ถึงไม่มี ชีวิตแม่
ลูกที่แท้ ก็คงทอ สืบต่อได้
แม่ก็ทอ ลูกก็ทอ ต่อเส้นใย
ผ้าชีวิต ผืนใหม่ จะต้องงาม

จาก ม้าก้านกล้วย โดย ไพวรินทร์ ขาวงาม






มาซิอุปสรรค


มาซิอุปสรรค
มาประจักษ์มาประจัน
เติมเข้มให้เต็มครัน
ความเป็นคนให้ข้นคน

สองตีนจะติดดิน
สองมือชินเสมอชน
ฝนห่าจะฝ่าฝน
โหมพลังเข้าถั่งโถม

เหยียดตนขึ้นตั้งฉาก
แข็งแกร่งกรากเข้ารันโรม
กำหมัดทะมัดโจม
เข้าจู่จ้วงประจญสมัย

เมฆมืดทะมึนมา
ชะเงื้อมผาจะชิงชัย
ไม่ช้าดอกฟ้าใหม่
จะสว่างกว่าวันวาน

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์>







กระบวนแห่ง ดอกไม้ร่วง


กระบวนแห่ง ดอกไม้ร่วง ไร้ท่วงท่า
เพียงพึงใจ กับท้องฟ้า ก็ปลิดผล็อย
เราเอง ต่างหาก ที่รอคอย
กับแรงดาล ใจนับร้อย นับพันมา

ดึกดื่น ด้านดำ คำหว้าเหว่
รินไหล ถ่ายเท แต่โหยหา
ริบหรี่ คว้างไหว ในคำลา
รูปรอย ค้างคา แต่นามธรรม

กระบวนแห่ง ดอกไม้บาน นั้นนานมาก
กว่าถึงกิ่ง จากราก ในหลากค่ำ
หลากคืน ฝืนรั้น เพียงฝันรำ
กี่วันจึง หยั่งล้ำ ลึกสุดใบ

เมฆอุ้ม ฝนกี่ ฤดูกาล
แดดเผย จัดจ้าน มานานไหน
เหมยคลี่ อาบหนาว มาเท่าใด
กว่าจะผลิ บานให้ หอมตัวเอง

เพลงการเกิด ก่อกลั่น กี่กระบวน
ย่างก้าว แปรปรวน กี่คร่ำเคร่ง
เลือกทาง เดินวาด กี่วังเวง
กว่าละขั้น ตอนเปล่ง ประกายนัย

กระบวนแห่ง ดอกไม้ร่วง ไร้ท่วงท่า
แต่ก็ใช่ ไร้ที่มา เสียเมื่อไหร่
เราเอง ต่างหาก ที่พลาดไป
อ้างเกิน เงื่อนไข ไปทั้งนั้น !

พจนาถ พจนาพิทักษ์
ชุมชนชาวดิน






วักทะเล


วักทะเลเทใส่จาน
รับประทานกับข้าวขาว
เอื้อมเก็บบางดวงดาว
ไว้คลุกข้าวซาวเกลือกิน

ดูปูหอยเริงระบำ
เต้นรำทำเพลงวังเวงสิ้น
กิ้งก่ากิ้งกือบิน
ไปกินตะวันและจันทร์

คางคกขึ้นวอทอง
ลอยล่องท่องเที่ยวสวรรค์
อึ่งอ่างไปด้วยกัน
เทวดานั้นหนีเข้ากะลา

ไส้เดือนเที่ยวเกี้ยวสาว
อัปสรหนาวสั่นชั้นฟ้า
ทุกจุลินทรีย์อมิบ้า
เชิดหน้าได้ดิบได้ดี

เทพไท้เบื่อหน่ายวิมาน
ทะยานลงดินมากินขี้
ชมอาจมว่ามี
รสวิเศษสุดที่กล่าวคำ

ป่าสุมทุมพุ่มไม้
พูดได้ปรัชญาลึกล้ำ
ขี้เลื่อยละเมอทำ
คำนวณน้ำหนักแห่งเงา

วิเศษใหญ่ใคร่เสวยฟ้า
อยู่หล้าเหลวเลวโง่เขลา
โลภโกรธหลงมอมเมา
งั่งเอาเถิดประเสริฐเอย

อังคาร กัลยาณพงศ์







ลำนำแม่แห่งธรรมชาติ
โดย วิทยากร เชียงกูร(ฉันจึงมาหาความหมาย)


ของที่มี ไว้ให้ ใต้ฟ้านี้
ล้วนแต่มี ให้เปล่าเปล่า เจ้าอย่าหลง
เข้าครอบครอง ส่วนเหลือ เผื่อเผ่าพงศ์
ทุกคนคง คือญาติเจ้า จงเข้าใจ
ใครตักเติม เท่าใด ไม่กีดกั้น
จงแบ่งปัน ไปแต่ จะกินได้
ที่ยังเหลือ เผื่อคนหลัง บ้างเป็นไร
เราไม่ได้ สร้างเจ้ามา เพื่อฆ่ากัน






เวิ้งทะเลแสงตะวัน


เหนื่อยก็เหนื่อยหนาวก็หนาวทุกคราวหวัง
เผลอก็เผลอพลั้งก็พลั้งทุกครั้งฝัน
แต่หัวใจยังหมายว่าจะฝ่าฟัน
ท่องทะเลเหมันต์ฝันพิไล

กว้างก็กว้างฝั่งทะเลลวงเล่ห์ลึก
คลื่นก็คลื่นคะครืนครึกนึกหวั่นไหว
งามก็งามดูขอบฟ้านั่นกระไร
ช่างเย้ายั่วหัวใจให้เจิดจินต์

หอมหัวใจในคาวเค็มอันเข้มข้น
การต่อสู้ของคนมิเคยสิ้น
เวิ้งทะเลแสงตะวันหยาดฝันริน
ล่องนาวาฝ่าชีวินด้วยยินดี

ระยิบแววตะวันวามงามระยับ
ทองประกายกระจายจับสลับสี
ขลิบศรัทธาหทัยหวังฝั่งรวี
ฉันจะข้ามทะเลนี้ไปหาเธอ

ไพวรินทร์ ขาวงาม







เราจะพบกันอีกไหม


เราจะพบกันอีกไหม
หรือไกลแล้วไกลลับผ่าน
วันนี้ที่แท้คือวันวาน
จดจารในความทรงจำ

เราจะจากกันตรงนี้
กลางไพรวิถีเถื่อนถ้ำ
ต่างเลือกหลุมพรางชะตากรรม
ลำพังในโลกส่วนตัว

กับแผลร้าวลึกคนละแผล
ร่ำไห้หรือแค่ยิ้มหัว
ที่นี่ที่ใจเต้นรัว
เรากลัวที่อื่นเพียงไร

ที่นี่แม้กลายเป็นที่อื่น
เราพร้อมหวนคืนที่นี่ไหม
รักษาที่นี่สักที่ไว้
นัดพบหัวใจซึ่งไกลกัน

เราจะพบกันอีกไหม
อย่างน้อยก็ในขณะฝัน
แอบหวังอ้างว้างอยู่อย่างนั้น
ระฆังลาแห่งนิรันดร์คงเรียกเรา

ไพวรินทร์ ขาวงาม







จันทร์เจ้าขา


จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้าขา
ฉันเกิดมาในเมืองหลวง
จันทร์เด่นเห็นเต็มดวง
โชติช่วง อยู่ รูหลังคา

จันทร์จ๋าจันทร์เจ้าเอ๋ย
ฉันไม่เคยได้ศึกษา
วันวันวิ่งไปมา
ขายมาลัยให้รถยนต์

จันทร์เอ๋ยพระจันทร์เจ้า
ฉันต้องเฝ้าอยู่บนถนน
แดดร้อนไม่ร้อนรน
เท่าร้อนใจไม่มีกิน

จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้าขา
ขอหลังคาคลุมแผ่นดิน
ขอมุ้งกันยุงริ้น
ขอผ้าห่มให้หายหนาว

จันทร์จ๋าจันทร์เจ้าเอ๋ย
ฉันไม่เคยรู้เรื่องราว
ก. ไก่ ข. ไข่ดาว
ขอครูด้วยช่วยสอนฉัน

จันทร์เอ๋ยพระจันทร์เจ้า
ขอคนเรารักผูกพัน
ขอสิทธิเท่าเทียมกัน
ขอสักวันฉันมีกิน ฯ

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์








เพียงเห็นเธอ


เพียงเห็นเธอฉันเพ้อฝันว่าจันทร์ฉาย
สาดแสงพรายพรมพิภพสงบสันต์
ราตรีหนึ่งซึ่งว้าเหว่กลางเหมันต์
สายลมฝันพัดผ่านสะท้านใจ
เพียงเห็นเธอฉันละเมอว่าค่ำแล้ว
นภาแพร้วดาษดาวสกาวใส
พื้นน้ำเรียบเฉียบเย็นเห็นรำไร
ดาวไสวระยิบแสงแข่งฟ้าบน
เพียงเห็นเธอฉันเผลอใจว่าไพรพฤกษ์
พนาลึกร่มรื้นรื่นสถล
ตะวันรอนอ่อนเคล้าเสาวคนธ์
ละเวงวนวาบหวานสะท้านทรวง
เพียงเห็นเธอฉันคนึงถึงทุ่งกว้าง
สงัดกลางโขดเขินเนินเขาหลวง
ทาบด้วยธารผ่านคล้ายสายเงินยวง
ไหลละล่วงรินเรื่อยเอื่อยเอื่อยเย็น
หยาดน้ำใจจากนัยน์นางสะอางนี้
แม้กวีคนใดได้มาเห็น
คงช้อนชูคู่ใจไม่วายเว้น
ประหนึ่งเป็นมิ่งมุกดาล้ำค่าเอย

อุชเชนี







อหังการของดอกไม้


สตรีมีสองมือ
มั่นยึดถือในแก่นสาร
เกลียวเอ็นจักเป็นงาน
มิใช่ร่านหลงแพรพรรณ


สตรีมีสองตีน
ไว้ป่ายปืนความใฝ่ฝัน
ยืนหยัดอยู่ร่วมกัน
มิหมายมั่นกินแรงใคร


สตรีมีดวงตา
เพื่อเสาะหาชีวิตใหม่
มองโลกอย่างกว้างไกล
มิใช่คอยชม้อยชวน


สตรีมีดวงใจ
เป็นดวงไฟไม่ผันผวน
สร้างสมพลังมวล
ด้วยเธอล้วนก็คือคน


สตรีมีชีวิต
ล้างรอยผิดด้วยเหตุผล
คุณค่าเสรีชน
มิใช่ปรนกามารมณ์


ดอกไม้มีหนามแหลม
มิใช่แย้มคอยคนชม
บานไว้เพื่อสะสม
ความอุดมแห่งผืนดิน

"จิตรนันท์ พิตรปรีชา"




 

Create Date : 22 กรกฎาคม 2549    
Last Update : 24 กรกฎาคม 2549 6:27:42 น.
Counter : 1065 Pageviews.  


แป้งแดง
Location :
หนองคาย Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





Friends' blogs
[Add แป้งแดง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.